“ของสิ่งนี้คือเครื่องผลิตนมอัดเม็ดที่เ้าเคยพูดถึงใช่ไหมโหยวเอ๋อ” ฟู่ซีซวนมองดูสิ่งของแปลกประหลาดที่ตั้งอยู่ ถึงแม้จูจื้อโหยวจะเคยบอกเขาไว้แล้วว่าเครื่องจักรชิ้นนี้คือเครื่องผลิตนมอัดเม็ด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองกลไกของมันไม่ออกเลยว่าเครื่องจักรชิ้นนี้จะทำให้นมวัวเหลวๆ นั้นเปลี่ยนเป็เม็ดได้ยังไง
“สิ่งนี้ทำมาจากเหล็กใช่ไหม” ซ่งอี้เซวียนก็ถามขึ้นอย่างสนใจ ตอนที่เขาเรียนภาษากับทูตตะวันตก ทูตกลุ่มนั้นได้พูดถึงสิ่งประดิษฐ์มากมายที่ดินแดนของพวกเขาประดิษฐ์ขึ้น “ต้องเป็ของที่เ้าสั่งซื้อมาจากดินแดนตะวันตกแน่ เพราะไม่กี่วันก่อนมีเรือแลกเปลี่ยนสินค้าของแคว้นเราเพิ่งกลับมาเทียบท่า”
“ของสิ่งนี้ข้าจะเอามาไว้ผลิตนมอัดเม็ดเ้าค่ะ ตอนนี้โรงงานแปรรูปอาหารของเราสร้างเสร็จแล้ว ทางพี่เหว่ยก็พร้อมที่จะส่งนมวัวมาให้แล้วเหมือนกัน ทีแรกข้าก็คิดว่าคงต้องรอเครื่องจักรเครื่องนี้อีกนานก็เลยยังไม่ได้ให้พี่ชางกับพี่ชุนรับสมัครคนงานเตรียมไว้” จูจื้อโหยวแสร้งทำหน้าทุกข์ใจ “แต่นมอัดเม็ดเป็สูตรลับและเครื่องจักรพวกนี้ข้าก็ไม่อยากเปิดเผยให้คนอื่นรู้ ข้าก็เลยกลุ้มใจว่าจะไปหาคนงานที่ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้จากไหน ความจริงแล้วเครื่องจักรพวกนี้ใช้งานง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็คนอ้วน คนผอม หรือคนที่มีปัญหาทางร่างกายก็ทำได้ทั้งนั้น”
คืนก่อนฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวได้ปรึกษากันแล้วว่าพวกเขาอยากรับทหารปลดประจำการให้เข้ามาทำงานที่โรงงาน เมื่อเห็นภรรยาแสร้งทำสีหน้าหนักใจ ฟู่ซีซวนก็ได้แต่แอบยิ้มกับการแสดงของภรรยาอยู่เงียบๆ พอเขาหันไปมองซ่งอี้เซวียนก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังขมวดคิ้วอย่างใช้ความคิดอยู่เหมือนกัน ฟู่ซีซวนจึงแสร้งทำเป็ตั้งคำถามขึ้นมา “คนที่มีปัญหาทางร่างกายก็ทำได้อย่างนั้นหรือโหยวเอ๋อ แล้วถ้ามีคนพิการอยากเข้ามาทำงานกับโรงงานของเราด้วยเล่า”
“ขอแค่บุคคลนั้นไม่เป็โรคเรื้อรังหรือโรคติดต่อร้ายแรง และไม่ใช่นักโทษหนีคดี ข้าก็สามารถรับพวกเขาเข้าทำงานที่โรงงานได้เ้าค่ะ” จูจื้อโหยวตอบพร้อมกับแอบหันไปมองซ่งอี้เซวียน
“ข้านึกออกแล้ว!” ซ่งอี้เซวียนะโขึ้นเสียงดัง “เ้าบอกว่าขอแค่คนๆ นั้นไม่เป็โรคติดต่อร้ายแรงเ้าก็จะรับเขาเข้าทำงานได้แล้วใช่ไหม ข้ามีคนกลุ่มหนึ่งที่สามารถเข้ามาช่วยงานพวกเ้าได้ และข้ารับรองว่าพวกเขาล้วนซื่อสัตย์และเก็บความลับได้ดีทุกคน แต่ถ้าเ้ายังไม่เชื่อใจ จะให้พวกเขาลงนามในหนังสือปกปิดความลับด้วยก็ย่อมได้”
“พี่ใหญ่รับรองมาขนาดนี้แล้วข้าจะไม่เชื่อได้ยังไง แล้วคนกลุ่มนั้นเป็ใครหรือเ้าคะ” จูจื้อโหยวแสร้งทำท่าทางสนใจขึ้นมาทันที
จูจื้อโหยวแอบถอนหายใจโล่งที่ซ่งอี้เซวียนคิดตามคำใบ้ของนางออก ความจริงแล้วนางกับฟู่ซีซวนจะเสนอเื่นี้กับอ๋องฉีเองเลยก็ได้ แต่ในอนาคตซ่งอี้เซวียนจะต้องรับ่ดูแลกองทัพทั้งสามหน่วยต่อจากบิดาบุญธรรม นางจึงอยากให้ดูเหมือนว่าซ่งอี้เซวียนเป็คนเสนอแินี้ขึ้นมาเอง เหตุผลก็เพราะ
หนึ่งคืออ๋องฉีจะได้สบายใจและเห็นความสามารถของลูกชาย ต่อไปภายหน้าเมื่ออ๋องฉีวางมือ ท่านจะได้ไม่ต้องกังวลกับลูกชายอีก
สองคือนางอยากให้ทหารทุกนายมองเห็นถึงความทุ่มเทและความเอาใจใส่ที่ซ่งอี้เซวียนมีต่อพวกเขาว่าแม้แต่ทหารที่ปลดประจำการ ซ่งอี้เซวียนก็ไม่ทอดทิ้ง
และข้อสาม นางอยากให้ซ่งอี้เซวียนนำเื่นี้ไปปรึกษากับรัชทายาท เพราะการรับทหารปลดประจำการมาดูแล แม้จะบอกว่าเป็การจ้างงาน แต่ผู้ไม่หวังดีอาจจะมองว่าเป็การซ่องสุมกำลังพลก็เป็ได้
ดังนั้นรัชทายาทจะต้องช่วยเสนอความคิดนี้ต่อราชสำนักพร้อมกับอ๋องฉีและซ่งอี้เซวียน อีกทั้งเื่นี้ยังถือว่าเป็ผลงานของรัชทายาทได้เหมือนกัน เพราะการรับทหารกลุ่มนี้เข้าทำงานในโรงงานจะช่วยประหยัดงบประมาณของคลังหลวงได้อีกทางหนึ่ง
“ข้าจะไม่ปิดบังเ้า ตอนนี้ราชสำนักขาดแคลนงบประมาณที่จะเยียวยาทหารปลดประจำการ พี่อี้เฉินเพิ่งมาหารือกับข้าและเ้ารองเมื่อไม่นานมานี้เอง ถ้าตามที่เ้าพูดมาว่าเ้ายังขาดคนงาน และเ้ายัง้าคนที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง ทหารปลดประจำการในสังกัดของท่านพ่อถือว่าเหมาะสมที่สุด เ้าสามารถจ้างงานพวกเขาได้ ถึงแม้ทหารบางคนจะกลายเป็คนพิการไปแล้ว แต่พวกเขาก็แข็งแรงมาก” ซ่งอี้เซวียนอธิบาย
“แต่การรับทหารปลดประจำการจำนวนมากเข้ามาทำงาน จะไม่ทำให้เราถูกคนไม่หวังดีเพ่งเล็งหรือขอรับ” ฟู่ซีซวนถามขึ้น
“ข้าก็ลืมนึกถึงเื่นี้ไป” ซ่งอี้เซวียนทำท่าคิดอีกครั้ง
ฟู่ซีซวนกับจูจื้อโหยวก็ใจเย็นและปล่อยให้ซ่งอี้เซวียนคิดต่อ เื่นี้พวกเขาต้องให้พี่ชายคิดได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง
“ข้าไปปรึกษาพี่อี้เฉินเพื่อให้เขาช่วยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหานี้ต่อราชสำนักดีไหม มีพี่อี้เฉินช่วยออกหน้า คงไม่มีใครกล้ามองเขาในแง่ร้าย” ซ่งอี้เซวียนหันไปถามฟู่ซีซวนอย่างไม่มั่นใจนัก
ฟู่ซีซวนที่เห็นว่าพี่ชายมองเื่ราวต่างๆ ได้กระจ่างมากแล้ว เขาจึงเสนอความเห็นเพิ่ม “ให้พี่อี้เฉินเสนอเื่นี้ต่อราชสำนักก็ถือว่าเหมาะสมแล้วขอรับ แล้วพี่ใหญ่พอจะรู้จำนวนของทหารปลดประจำการที่ต้องได้รับการเยียวยาเป็การเร่งด่วนหรือไม่ขอรับ”
“รู้สิ ข้ากับท่านพ่อดูรายงานเื่นี้เป็ประจำอยู่แล้ว” ซ่งอี้เซวียนยิ้ม “เ้ากำลังเป็ห่วงว่าเ้าจะคัดเลือกทหารแบบใดเข้ามาทำงานก่อนใช่ไหม พวกเ้าไม่ต้องกังวล โรงงานรับคนงานได้เท่าไหร่ก็คือเท่านั้น ข้ากับท่านพ่อจะไม่เอาภาระนี้มาทำให้เ้าลำบากใจ”
“โรงงานของข้าไม่ได้จะผลิตแค่นมอัดเม็ดอย่างเดียวนี่เ้าค่ะ พี่ใหญ่ลืมเื่ธัญพืชอัดแท่งกับเนื้อไก่แดดเดียวไปแล้วหรือ แล้วยังมีสินค้าอย่างอื่นที่ข้ากำลังจะคิดขึ้นมาอีก เื่คนงานยิ่งมากยิ่งดี อีกอย่างเื่ของท่านกับพ่อบุญธรรมไม่ใช่ภาระเ้าค่ะ” จูจื้อโหยวพูดยิ้ม
“พี่ใหญ่พูดผิดไปแล้ว” ซ่งอี้เซวียนหัวเราะชอบใจ “แต่ตอนนี้เ้ากำลังมีปัญหาเื่แหล่งรับซื้อธัญพืชอยู่ไม่ใช่หรือโหยวเอ๋อ หรือว่าพวกเ้าติดต่อกับเจียวซิ่งได้แล้ว ตระกูลเจียวยอมแตกหักกับตระกูลฉินแล้วหันกลับมาทำการค้าร่วมกับเราเหมือนเดิมแล้วหรือ”
“ไม่กี่วันก่อนข้าติดต่อกับอาซิ่งได้จริงขอรับ อาซิ่งตั้งใจจะออกจากตระกูลเพื่อมาทำงานกับเราเพราะเขาไม่อยากผิดคำพูดที่ให้ไว้ ข้าเห็นว่าอาซิ่งชำนาญเื่การเพาะปลูก ทั้งยังรู้เกี่ยวกับช่องทางการค้าขายกับต่างแคว้นเป็อย่างดี หากเขามาทำงานช่วยก็ย่อมเป็ประโยชน์กับฝ่ายเรา ความสามารถอย่างอาซิ่ง ข้าไม่อยากให้คนตระกูลฉินคว้าตัวไป แต่เขาก็มีข้อแม้อยู่เหมือนกัน”
“ข้อแม้ของเขาคืออะไร?” ซ่งอี้เซวียนถาม
“เพราะครอบครัวของอาซิ่งถูกตระกูลฉินข่มขู่ให้เลือกข้างซึ่งพวกเขาไม่ได้เต็มใจที่จะทำงานให้ฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นในอนาคตหากตระกูลฉินทำความผิดจนต้องได้รับโทษ อาซิ่งอยากให้พวกเราละเว้นโทษตายให้กับคนในตระกูลเจียวของเขาขอรับ”
“ข้าคงให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ในตอนนี้ เพราะเรายังไม่รู้ว่าตระกูลฉินจะมีความกล้าทำเื่ใหญ่เพียงนั้นหรือเปล่า และเรายังต้องดูท่าทีของคนตระกูลเจียวด้วย หากพวกเขาแค่ขายธัญพืชให้กับตระกูลฉิน เื่นั้นก็ถือว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะพ่อค้าจะขายสินค้าก็ถือเป็เื่ธรรมดา แต่หากตระกูลเจียวร่วมกระทำความผิดไปกับตระกูลฉินโดยเจตนา เช่นนั้นโทษของพวกเขาก็คงละเว้นไม่ได้”
“เื่นั้นข้าจะกำชับอาซิ่งให้บอกกับครอบครัวของเขาให้ดีขอรับ” ฟู่ซีซวนรีบรับคำ
“กลับมาคุยเื่โรงงานแปรรูปอาหารของพวกเ้าต่อดีกว่า ตกลงว่าพวกเ้าจะจ้างทหารปลดประจำการทั้งหมดให้เข้าไปทำงานที่โรงงานอย่างนั้นหรือ ถ้าพวกเ้าจ้างงานพวกเขาได้ทั้งหมดจริงๆ คราวนี้ท่านพ่อคงดีใจจนพูดไม่ออกแน่” ซ่งอี้เซวียนวกกลับมาเื่ทหารในสังกัดของตนเองต่อ เื่นี้เป็เื่ที่เขากับบิดาอยากแก้ไขปัญหามานานแล้ว หากจูจื้อโหยวช่วยแก้ปัญหาเื่นี้ได้จริง ทหารปลดประจำการเ่าั้คงมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้แน่
“ในเมื่อตระกูลฉินอยากซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากพ่อค้าเ่าั้ไว้คนเดียว ทำไมเราไม่ปลูกธัญพืชขึ้นมาเองเล่าขอรับ ทหารปลดประจำการของเราทำงานพวกนี้ได้สบายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” ฟู่ซีซวนตอบ
ซ่งอี้เซวียนยิ้มกว้างจนเกือบจะถึงใบหู “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจนะเ้ารอง ขอบใจนะโหยวเอ๋อ พวกเ้าช่วยข้ากับท่านพ่อไว้ได้มากทีเดียว ข้าจะนำเื่นี้ไปบอกท่านพ่อกับพี่อี้เฉิน พวกเขาจะได้หายกลุ้มใจเื่ทหารปลดประจำการของเราเสียที ส่วนเื่ที่ดินพวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วง จวนของเรายังมีที่ดินศักดินาอยู่อีกมาก พวกเ้าอยากจัดสรรที่ดินไว้เพาะปลูกอะไรพวกเ้าก็จัดการกันได้เลย”
“ในเมื่อพี่ซิ่งเสนอตัวมาทำงานกับเรา เื่นี้ก็ปล่อยให้เป็หน้าที่ของข้ากับพี่ซิ่งก็แล้วกันเ้าค่ะ” จูจื้อโหยวตอบยิ้ม
ซ่งอี้เซวียนเหมือนจะนึกอะไรออก “ข้ารู้ว่าเื่วันนี้ล้วนเป็ความคิดของเ้ากับโหยวเอ๋อ แต่พวกเ้าคงอยากสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้าก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งในกองทัพแทนท่านพ่อ ข้าขอบใจพวกเ้ามาก แต่เ้ารอง...พี่ใหญ่จะพูดกับเ้าเป็ครั้งสุดท้าย นับั้แ่ท่านพ่อรับเ้าเป็บุตรบุญธรรม เ้าก็คือคุณชายรองของจวนอ๋องเรา ต่อไปนี้เื่ในจวนทุกอย่างไม่เว้นแม้แต่เื่กองทัพทั้งสามหน่วยในความดูแลของเรา เ้าสามารถเสนอความคิดและตัดสินใจได้เลย เ้าไม่จำเป็ต้องทำตัวเหมือนคนนอกอีก”
“ขอบคุณพี่ใหญ่ขอรับ” ฟู่ซีซวนลุกโค้งคำนับทันที
ไม่กี่วันหลังจากนั้น ในที่ประชุมของราชสำนักก็เกิดประเด็นถกเถียงกันอย่างรุนแรง ซึ่งก็หนีไม่พ้นตระกูลฉินที่คอยขัดขวางไม่ให้อ๋องฉีรับทหารปลดประจำการกลับไปดูแล ซึ่งก็เป็ไปตามคาด อัครเสนาบดีฉินยกเื่ความมั่นคงขึ้นมากล่าวโทษอ๋องฉีว่าการที่อ๋องฉีรับทหารปลดประจำการไปดูแลก็เท่ากับเป็การซ่องสุมกำลังพล หากอ๋องฉีคิดก่อฏก็คงไม่มีใครต้านทานกองทัพของเขาได้
อ๋องฉีก็ไม่ได้ตอบโต้เพราะเขาอยากให้ฝ่าาและรัชทายาทมองให้เห็นอย่างชัดเจนว่าในราชสำนักแบ่งออกเป็กี่กลุ่มแล้ว โดยเฉพาะคนที่สนับสนุนอัครเสนาบดีฉินมีใครบ้าง ซึ่งฝ่าาและรัชทายาทล้วนจำบุคคลกลุ่มนั้นไว้ในใจแล้ว