“ เรามาถึงแล้วน้องหญิง ” ฉิงเซียวกล่าวด้วยใบหน้าที่ยินดี
หลังจากนั้นก็มีมือเรียวงามค่อยๆเปิดผ้าม่านประตูรถม้าออก ปรากฏหญิงงามที่ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ตามมาด้วยใบหน้าเด็กน้อยสองคนที่แทรกเข้ามาด้วยใบหน้าอยากรู้อยากเห็น
ห่างไปไม่ไกลมากนักก็พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ดูๆแล้วก็ไม่ใหญ่โตมากนัก แต่คล้ายจะเป็ทางผ่านของเหล่าพ่อค้านักเดินทาง เพราะมีพ่อค้าและนักเดินทางมากหน้าหลายตา อีกทั้งรถม้าขนสินค้าวิ่งสวนทางไปมาตลอดเวลา
“ อาหญิงที่นี่จะมีของกินอร่อยๆไหม ไป๋เสวี่ยว่า ไป๋เสวี่ยเริ่มจะหิวแล้ว ” น้ำเสียงที่ใสซื่อของเด็กน้อยที่สนใจแต่เื่การกินตลอดทางได้พูดขึ้นอย่างไร้เดียงสา
“ อาหญิงคิดว่าต้องมีของกินอร่อยๆรออยู่แน่ อดใจรอสักประเดี๋ยวก่อน ” ฮุ่ยซูพูดด้วยความแอนดู
“ ท่านอาฉิงเซียว ท่านรีบม้าหน่อยเถอะ ข้าอยากกินของอร่อยๆแล้ว ”
เมื่อสิ้นประโยคนี้ทุกคนบนรถม้าต่างก็หัวเราะชอบใจในความไร้เดียงสาของเด็กน้อย
“ ได้เลยไป๋เสวี่ย ข้าเข้าใจแล้ว ” ฉิงเซียวตอบรับคำขอของไป๋เสวี่ย แล้วะโเรียกเร่งม้า แต่ความเป็จริงความเร็วรถม้าหาได้เพิ่มแต่อย่างใด
รถม้าเดินผ่านถนนหลักที่มีผู้คนจับจ่ายใช้สอย ทำให้ได้ยินเสียงผู้คนมากมายสร้างความครึกครื้นให้กับเด็กน้อยสองคนบนรถม้าอย่างมาก ไป๋เสวี่ยและเหวินหยางเปิดผ้าม่านหน้าต่างรถม้าออก ก่อนที่ทั้งคู่แย่งกันแทรกหัวน้อยๆเพื่อที่จะดูร้านค้าและผู้คนโดยรอบอย่างตื่นตาตื่นใจ
สักพักรถม้าก็ได้หยุดลงหน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสองชั้นดูโดดเด่นยิ่งนัก อาจจะเป็เพราะว่าบริเวณใกล้เคียงนั้นไม่มีอาคารหลังใดมีความสูงเทียบเท่า ด้านหน้าโรงเตี๊ยมไม่มีประตูบานใดเปิด มองๆดูคล้ายว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้พึงสร้างเสร็จได้ไม่นานและยังไม่เปิดให้บริการ สังเกตได้จากตัวโรงเตี๊ยมนั้นยังดูใหม่มากและไม่มีป้ายชื่อ ซึ่งถ้าปกติแล้วโรงเตี๋ยมที่เปิดมานานย่อมมีจุดสังเกตให้เห็นในเื่ความเสื่อมโทรมของตัวอาคารอยู่บ้าง
“ น้องหญิงเรามาถึงแล้ว พวกเ้ารอสักครู่ เดี๋ยวข้าจะไปดูเสียหน่อยว่ามีผู้ใดอยู่หรือไม่ ”
สิ้นประโยคก็มีเสียงหญิงสาวตอบรับจากบนรถม้ากลับไปอย่างนุ่มนวล
ฉิงเซียวลงจากรถม้า แล้วมุ่งตรงไปยังประตูของโรงเตี๊ยมที่ปิดอยู่
“ ปึง ปึง ปึ้ง ! มีผู้ใดอยู่หรือไม่ ! ” เสียงเคาะประตูของฉิงเซียวสามครั้งตามด้วยคำพูด
ทุกอย่างยังคงเงียบสนิทไร้การตอบรับใดใด ฉิงเซียวจึงได้รออยู่สักครู่ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าจากด้านในเดินตรงเข้ามา
ทันทีที่ประตูเปิดออกก็ปรากฏหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า ใบหน้าหญิงผู้นี้ดูอวบอิ่ม สองคิ้วบางเบา สวมเสื้อผ้าเช่นชาวบ้านทั่วไป ไม่มีจุดเด่นอะไรนัก แต่ภาพร่วมเวลาได้มองแล้วก็รู้สึกสบายใจ
“ โอ้! ฉิงเซียวหรือ ฉิงเซียวใช่ไหมลูก ” หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปิติยินดียิ่ง
“ ครับท่านป้าหลัน ข้าฉิงเซียว ข้ากลับมาแล้ว ” ฉิงเซียวตอบพร้อมกับเข้าโอบกอดด้วยความคะนึงหา
“ ฉิงเซียวหลานรัก ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี เ้าเติบโตขึ้นมาก น่ายินดี ๆ ” ป้าหลันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาก็เริ่มอมน้ำตาไว้เล็กน้อยด้วยความยินดี
“ จริงสิ ในจดหมายเ้าบอกมาพร้อมกับภรรยามิใช่หรือ ภรรยาเ้าอยู่ที่ใดเล่า ”
“ ภรรยาข้ายังอยู่บนรถม้าน่ะท่านป้า มาเถอะข้าจะพาท่านไปรู้จักนาง ” ฉิงเซียวพูดพร้อมกับจับแขนป้าหลันเดินไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ด้านหน้าโรงเตี๋ยม
“ น้องหญิง ลงมาเถอะ มาทำความรู้จักกับท่านป้าเสียหน่อย ”
ประตูผ้าม่านค่อยๆเปิดออกก็พบสตรีรูปงามเดินออกมา ฉิงเซียววางบรรไดสำหรับลงจากรถม้าแล้วยืดแขนให้ฮุ่ยซูจับไว้ จากนั้นก็มีเด็กน้อยอีกสองคนเดินตามกันมาติดๆ เมื่อทั้งหมดลงมาจากรถม้าแล้ว ฮุ่ยซูโค้งคำนับท่านป้าหลัน พร้อมเอยคำทักทายอย่างสุภาพและถ่อมตัว
ป้าหลันหลังได้เห็นใบหน้าและกิริยาคำพูดคำจาของฮุ่ยซูก็อดชื่นชมในความงามไม่ได้ ป้าหลันยิ้มและเหมือนเหม่อลอยชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะเอยคำทักทายกลับไป
“ เรียกข้าว่าป้าหลันเถอะ หลานสะใภ้ช่างงดงามยิ่งนัก ถือเป็บุญวาสนาของฉิงเซียวเสียจริง ”
“ เอ๊ะ แล้วเด็กสองคนที่ติดตามมานั้นคือผู้ใด ” ป้าหลันถามด้วยความสงสัย
“ สองพี่น้องคู่นี้ พบกันโดยบังเอิญในระหว่างทาง ไว้ข้าจะเล่ารายละเอียดให้ท่านป้าฟังทีหลัง ”
“ คนพี่ชื่อเหวินหยาง ส่วนคนน้องชื่อไป๋เสวี่ย เ้าทั้งสองทักทายท่านป้าหลันหน่อย ” ฉิงเซียวกล่าวแนะนำเด็กทั้งสอง
“ สวัสดีท่านป้าหลัน ” เด็กทั้งสองกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน
“ สวัสดีจ้ะเหวินหยาง สวัสดีจ้ะไป๋เสวี่ย ” ป้าหลันกล่าวคำทักทายด้วยความเป็มิตร
“ อย่ามายืนคุยกันตรงนี้เลย ให้ป้านำทางพวกเ้าเข้าไปข้างในก่อนดีกว่า ” เมื่อสิ้นประโยคท่านป้าก็นำทางทุกท่านไปเข้าประตูทางด้านข้างของโรงเตี๊ยม เมื่อผ่านประตูด้านข้างของโรงเตี๊ยมไป ทางฝั่งขวาก็จะเป็ด้านหลังโรงเตี๋ยมสองชั้น ตรงไปอีกก็จะเจอห้องครัวขนาดใหญ่ ท่านป้าได้เดินนำทุกคนเดินไปทางฝั่งซ้ายซึ่งจะเป็บ้านพักสามหลังที่คล้ายถูกจัดเตรียมไว้เพื่อรอคอยพวกเขาโดยเฉพราะ
“ พวกเ้าก็พักผ่อนกันก่อนเถอะ เดินทางไกลมาเหนื่อยๆ หลานสะใภ้เ้าก็พาเด็กๆเยี่ยมชมห้องพักก่อน เดี๋ยวข้าจะพาฉิงเซียวเดินดูรอบๆ มีอะไรก็ค่อยคุยกันพรุ่งนี้เถอะ ”
เมื่อฮุ่ยซูได้ยืนเช่นนี้ก็เข้าใจความหมายของท่านป้า ท่านคงมีเื่อยากจะคุยกับฉิงเซียวเพียงลำพังจึงได้ตอบรับและพาเด็กๆไปดูที่พัก
ทางด้านท่านป้าก็พาฉิงเซียวเดินไปทางโรงเตี๊ยม ท่าทางของท่านดูมีความสุขมากนิ่งนัก
เมื่อฉิงเซียวยังเล็กก็มาอาศัยกับท่านป้าั้แ่เกิด พอฉิงเซียวอายุครบหนึ่งขวบ ท่านแม่ของฉิงเซียวก็จากไปด้วยโรคร้าย ส่วนท่านพ่อก็ต้องออกไปหางานทำต่างเมือง ท่านป้าก็เป็คนดูแลฉิงเซียวแต่ยังเล็กจนอายุเจ็ดแปดขวบก่อนที่พ่อฉิงเซียวจะมารับตัวฉิงเซียวไปอยู่ด้วยกัน ภายหลังเหลือเพียงการติดต่อทางจดหมายตลอดสิบปีที่ผ่านมา
เมื่ออรุณวันใหม่มาถึง ฮุ่ยซูและเด็กอีกสองคนอยู่บนโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยกับข้าวมากมาย ในผู้คนเหล่านี้สายตาของไป๋เสวี่ยนั้นเป็เป็ประกายที่สุด พร้อมที่จะจัดการทุกอย่างบนโต๊ะ
“ มาแล้วๆ เมนูสุดท้ายมาแล้ว ” ฉิงเซียวกลายเป็พ่อครัวที่กำลังยกกับข้าวจานสุดท้ายมาวางไว้
“ เอาล่ะ พร้อมแล้วทุกคน กินข้าวกันเถอะ ” ฉิงเซียวกล่าวแล้วนั่งลงข้างฮุ่ยซู
ไป๋เสวี่ยไม่รอช้ารีบคีบเนื้อมาชิมหนึ่งคำ
“ โอ้โห ท่านอาาาา ฝีมือทำอาหารของท่านสุดยอดไปเลยย ” ไป๋เซียวพูดด้วยความดีใจ
“ เห็นเช่นนี้ ท่านอาฉิงเซียวเป็ถึงพ่อครัวโรงเตี๊ยมดังในเมืองหลวงเชียวล่ะ ” ฮุ่ยซูกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ เอาล่ะ ๆ รีบกินข้าวกันเถอะ ปะเดี๋ยวกับข้าวจะเย็นเสียก่อน ” ฉิงเซียวรีบตัดบทและชวนทุกคนกินข้าวด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
หลังมื้อเช้าฮุ่ยซูพาเด็กทั้งสองไปนั่งที่โต๊ะใต้ต้นหลิวต้นใหญ่ด้านหลังบ้านพัก ด้านข้างมีลำธารไหลสายหนึ่งไหลผ่าน มีสะพานไม้ให้เดินข้าม เมื่อข้ามไปแล้วก็จะเจอแปลงผักขนาดใหญ่
“ อีกสองสามวันนี้ท่านอาฉิงเซียวจะเปิดโรงเตี๊ยม พวกเ้าทั้งสองต้องช่วยงานโรงเตี๋ยมและสวนผักด้านหลังนี้ เดี๋ยวอาหญิงจะสอนงานพวกเ้าเอง และเมื่อเ้าทั้งสองว่างอาหญิงจะสอนหนังสือและสอนวิทยายุทธให้ดีหรือไม่ ”
เหวินหยางมีท่าทีสนใจทันทีเมื่อได้ยินว่าวิทยายุทธ ส่วนทางไป๋เสวี่ยรีบพูดขึ้นมาตัดบททันที
“ ท่านอาหญิง แล้วข้าจะได้เรียนทำอาหารจากท่านอาฉิงเซียวหรือไม่ ”
ใบหน้าฮุ่ยซูปรากฏยิ้มน้อยๆก่อนจะตอบไป๋เสวี่ยกลับไป
“ ไว้อาหญิงจะขอร้องท่านอาฉิงเซียวให้นะ ”
เมื่อไป๋เสวี่ยได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจอย่างมาก เด็กคนนี้คงจะชื่นชอบเื่การกินเป็ชีวิตจิตใจเป็แน่แท้
“ ท่านหญิงท่านจะสอนวิทยายุทธใดแก่ข้า ” เหวินหยางถามด้วยความอยากรู้
“ อาหญิงจะสอนเคล็ดวิชาหมัดยาวสิบสี่ชุดหรือที่เรียกกันว่าหมัดยาวพื้นฐานให้เ้าทั้งสอง ”
“ อาหญิงถ้าข้าฝึกแล้วข้าจะบินได้หรือไม่ ข้าเคยเห็นผู้ฝึกยุทธบินได้ด้วย ” ไป๋เสวี่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ เคล็ดวิชาหมัดยาวสิบสี่ชุดนั่นประกอบไปด้วยวิชากระบวนท่าทั้งหมดสิบสี่ชุด และมีเคล็ดลมปราณกำหนดลมหายใจ ไม่มีเคล็ดวิชาตัวเบา แต่ไป๋เสวี่ยอย่าได้กังวลไปเลย ขอเพียงเ้าฝึกฝนและมีลมปราณมากพอ เ้าก็สามารถะโโลดเต้นได้ตามใจปรารถนาแน่นอน ” ฮุ่ยซูให้คำตอบปลอบโยนไป๋เสวี่ย ก่อนที่ฮุ่ยซูเริ่มอธิบายตัววิชาให้ทั้งสองฟัง
“ เคล็ดวิชาหมัดยาวสิบสี่ชุดเป็ของปรมาจารย์จางคุนหรูที่คิดค้นขึ้นมาตามความประสงค์ของฮ่องเต้องค์ก่อนเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ที่อยากได้วิธีฝึกหทารใหม่ให้มีพละกำลังที่แข็งแรงและรวดเร็วเพราะ่นั้นเกิดาอย่างหนักแต่ทางกองทัพขาดแคลนหทารฝีมือดี ภายหลังวิชานี้ได้ถูกเผยแพร่อย่างแพร่หลายไปยังทุกหลทุกแห่งและกลายเป็พื้นฐานของการฝึกยุทธ ตัววิชาประกอบไปด้วยกระบวนท่ารับเจ็ดชุด และกระบวนท่ารุกเจ็ดชุด เป็สิ่งที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง ส่วนด้านลมปราณกำหนดลมหายใจนั้นมีทั้งหมดเจ็ดขั้น
ขั้นที่หนึ่งนั้นเรียบง่ายทุกคนย่อมฝึกฝนได้ใช้เวลาไม่นานนัก
ส่วนขั้นที่สองก็มิได้ยากเย็นขอเพียงฝึกฝนต่อไปย่อมทำได้ทุกผู้คน
ขั้นที่สามเริ่มเข้าใจยากแต่ขอเพียงผู้ฝึกวิชาต้องทำความเข้าใจพื้นฐานวิชาก็ฝึกฝนได้เช่นกัน ขั้นสามนี้ถือว่าเป็ขั้นที่มีผู้คนฝึกมากที่สุด
ส่วนขั้นที่สี่นั้นยากเย็นก็จริงแต่ทุกคนย่อมฝึกฝนได้แน่นอนขอเพียงทำตามแนววิชาต่อไปเรื่อยๆก็จะประสบความสำเร็จ ส่วนความเร็วการฝึกฝนนั่นขึ้นอยู่กับสติปัญญาของแต่ละบุคคล ขอเพียงฝึกฝนถึงขั้นนี้ก็สามารถออกท่องยุทธภพได้แล้ว
ส่วนขั้นที่ห้าน้อยคนนักจะฝึกฝนถึง แต่เมื่อฝึกฝนแล้วก็ถือว่าเป็ยอดฝีมือเลยทีเดียว ขั้นหกและเจ็ดนั่นเป็สุดยอดวิชา แต่เวลานี้ยังไม่ปรากฏผู้ใดฝึกฝนถึงขั้นนี้มาก่อน แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้วิชานี้จะเรียบง่ายเน้นไปทางพละกำลัง แต่อย่าได้ดูถูกดูแคลนเหมือนชาวยุทธผู้อื่นเชียว ”
เด็กน้อยทั้งสองฟังฮุ่ยซูพร้อมกับพยักหน้าให้ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่ฮุ่ยซูกล่าวไปมากนัก ซึ่งฮุ่ยซูก็รับรู้ดีในส่วนนี้จึงรีบเสริมประโยคต่อไปทันที
“ เ้าทั้งสองไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวอาหญิงค่อยๆฝึกฝนพวกเ้าทั้งสองเอง ”
“ อาหญิงแล้วท่านฝึกฝนลมปราณถึงขั้นใด ” เหวินหยางถามด้วยความอยากรู้
“ อาจารย์ของอาหญิงเคยให้อาหญิงฝึกถึงขั้นที่สอง ” อาหญิงตอบด้วยรอยยิ้ม
“ แล้วเหตุใดอาหญิงไม่ฝึกฝนต่อเล่า ” ไป๋เสวี่ยถามด้วยความสงสัย
“ อาหญิงนั้นเป็ศิษย์ของสำนักหมู่ตึกอักษร อาหญิงเลยต้องฝึกวิชาของสำนัก ” อาหญิงตอบ
“ เช่นนั้นแปลว่าวิชาหมัดยาวสิบสี่ชุดไม่ดีหรอคะอาหญิง ” ไป๋เสวี่ยถามต่อ
“ อาหญิงไม่คิดเช่นนั้น อาหญิงคิดว่าทุกวิชาย่อมมีดีในตัวของมันขอเพียงฝึกฝนเ้าทั้งสองก็จะแข็งเกร่งขึ้นแน่นอน ” อาหญิงตอบไป๋เสวี่ยพร้อมกับลูบหัวทั้งสองคน
“ งั้งไป๋เสวี่ยอยากเรียนวิชาเหมือนท่านอาหญิงได้หรือไม่ ” ไป๋เสวี่ยถาม
“ อาหญิงก็อยากสอนทั้งสองคน แต่กฎของสำนักไม่สามารถถ่ายทอดวิชาให้กับคนนอกได้ อาหญิงขอโทษด้วยนะ ”
“ ทราบแล้วค่ะ อาหญิง ” ไป๋เสวี่ยบึนปากเหมือนไม่ค่อยพอใจเท่าใดนัก
“ เช่นนี้เถอะ เราเริ่มกันั้แ่วันนี้กันเลย เ้าทั้งสองอย่าได้เกียจคร้านกันเชียว ”
เด็กน้อยทั้งสองคนตอบรับด้วยความยินดี แม้จะมิได้เข้าใจสิ่งใดมากนัก แต่ทุกอย่างที่ฮุ่ยซูบอกกล่าวสั่งสอน ทั้งสองคนล้วนยินดีปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย