วันต่อมาอาโปสาวร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์ สะพายกล้องถ่ายรูปเดินเก็บภาพบรรยากาศ ณ วัดแห่งหนึ่งริมฝั่งโขง บรรยากาศโดยรอบดูสงบร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ที่น่าจะอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปี ทั้งโบสถ์ เจดีย์ และโบราณสถานต่าง ๆ ก็เป็สถาปัตยกรรมแบบโบราณที่เก่าแก่ แต่อีกความรู้สึกภายในกลับน่าขนลุก คล้ายกับว่ามีอะไรบางอย่างที่ลึกลับซ้อนอยู่ อาโปเดินถ่ายภาพมาเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่บ่อน้ำขุดแบบโบราณขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร
หญิงสาวชะงักหยุดมองด้วยความสงสัย เธอเดินเข้าไปชะโงกหน้ามองดูภายในบ่อน้ำ ด้านในมืดสนิทดูลึกและเยือกเย็น ขณะที่อาโปกำลังก้มมองภายในอยู่นั่นเอง ก็มีลมเย็นวูบใหญ่พัดโชยมา เธอหันกลับมาขึ้นมามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เจออะไร แต่หางตาของหญิงสาวเหลือบไปเห็นรูปปั่นพญานาคสองตนตั้งเด่นเป็สง่าอยู่ไม่ไกลจากที่เธอยืนนัก (เมื่อกี้ทำไมไม่เห็นทั้ง ๆ ที่เด่นขนาดนั้นแปลกจัง) เธอคิดในใจ
ในความรู้สึกภายในเหมือนว่ามีอะไรบางอย่างดึงดูดให้หญิงสาวต้องเดินเข้าไปหา รูปปั้นที่คล้ายงูขนาดใหญ่มีหงอนและครีบหลังความสูงประมาณ 2 เมตรจากพื้น ลำตัวพันกันเป็เกลียวชูคอตั้งตรงมองไปทางโบสถ์ ปลายหางชี้ไปทางบ่อน้ำ คล้ายกับว่ากำลังเลื้อยขึ้นมาจากบ่อน้ำนั้น เพื่อมาฟังธรรมและมาร่วมอนุโมทนาบุญตามความเชื่อทางพุทธศาสนา เกล็ดตามลำตัวมีสีเขียวมรกตแต่ก็ดูเลอะเลือนไปตามกาลเวลา มองดูั์ตาสีแดงเข้มของพญานาคตนแรกดูเคร่งขรึมดุดัน ส่วนอีกตนมีดวงตาสีฟ้าครามดูเยือกเย็นและอ่อนโยน จู่ ๆ ก็มีลมพัดโชยมาอีกครั้งอาโปรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
“นั้นนะ! รูปปั้นขององค์พ่อปู่พญาภุชคินทร์นาคราชกับองค์แม่ย่าจันทิราคีรี” เสียงหวานใสจากใครคนหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง
อาโปที่ยืนใจลอยอยู่ก็ใหันหลังกลับไปมองตามเสียง หญิงสาวใเบิกตากว้าง
สาวสวยอายุประมาณ 20 ต้น ๆ ในชุดเสื้อยืดธรรมดากับผ้าถุงยาวคุมเข่าแบบชาวบ้านย้อนยุค เธอก็คือคนเดียวกันกับสาวชุดไทยที่นั่งบนเสลี่ยงในวานพิธีเมื่อวาน ถึงจะอยู่ในชุดที่ธรรมดาแต่ก็ยังดูสวยสะดุดตาเหมือนเดิมยิ่งดูใกล้ ๆ ก็ยิ่งสวย ผมของเธอยาวสลวยสีดำเงาเรียงเส้นตรงมีน้ำหนักใบหน้าเรียวเล็กคิ้วโก่งั์ตาสีฟ้าครามคมเข้ม ขนตางอนดำเรียงสวยอย่างธรรมชาติริมฝีปากบางสีชมพูอ่อน ผิวกายขาวอมชมพูเรียบเนียนต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไป อาโปยืนจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ละสายตา
“เธอ!! เธอ!เป็อะไรหรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยทักขึ้นด้วยใบหน้าที่สงสัยเมื่อเห็นอาโปยืนนิ่งอยู่นาน
“เอ่อ…คือ…” อาโปพูดไม่เป็คำหัวใจเต้นแรง หน้าเธอเริ่มแดงขึ้นจนเห็นได้ชัด
“เธอหน้าแดง” หญิงสาวพูดพร้อมกับอมยิ้มหัวเราะ
ท่าทางและยิ้มหวานของอีกฝ่ายทำให้อาโปยิ่งใจเต้นแรงกว่าเดิม หญิงสาวอมยิ้มทำท่าเอามือไขว้หลังไว้แล้วยื่นหน้าเข้ามามองหน้าอาโปใกล้ ๆ คล้ายกับว่าหญิงสาวจะรับรู้ได้ว่าอาโปกำลังคิดอะไรอยู่
“เปล่าค่ะ!…ไม่ได้เป็อะไร” อาโปพูดขึ้นเมื่อเธอตั้งสติได้
“เธอมาเดินที่วัดเหมือนกันเหรอ?” อาโปถาม
“ใช่บ้านฉันอยู่ใกล้ ๆ นี้” หญิงสาวตอบ
“ฉันเห็นเธอยืนมองรูปปั้นอยู่นานแล้ว เธอมีความเชื้อเื่พญานาคด้วยเหรอ?” หญิงสาวพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปทางรูปปั้นพญานาค
“อ๋อ! คือฉันมาถ่ายภาพไปประกอบงานเขียนบทความ” อาโปพูดพร้อมกับยกกล้องที่มือให้ดู
“งั้นไม่กวนแล้วค่ะตามสบาย” หญิงสาวพูดพร้อมกับหันหลังจะก้าวเดินกลับไป (เขาคงจำเราไม่ได้สินะ!)
ขณะนั้นเองมือนุ่มใหญ่ของอาโปก็เอื้อมมาจับข้อมือหญิงสาวไว้ หญิงสาวหยุดชะงักหันกลับมามอง สายตาสองคู่ประสานกัน ในความรู้สึกอะไรบางอย่างที่อยากให้เวลาหยุดไว้แค่ตรงนี้ และนับแต่นี้ขอแค่มีเพียงเธอกับเขาแค่สองคน
“เดี๋ยวก่อน! อย่าพึ่งไป” อาโปพูดเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกข้างในใจกลัวที่จะสูญเสียเขาไป ทั้ง ๆ ที่พึ่งเคยเจอกัน แต่กลับรู้สึกเหมือนผูกพันกันมานานแสนนาน
“เออ…เธอรู้เื่ตำนานหรือข้อมูลพื้นบ้านแถวนี้ไหม คือวันนี้พอจะมีเวลาว่างหรือว่างตอนไหน ฉันไปรับไปส่งที่บ้านเธอได้นะ ฉันมีค่าตอบแทนให้นะ หรือเธอจะให้ทำอะไรตอบแทนก็ได้ เธอว่าไง?” อาโปพูดรัวจนอีกฝ่ายยืนงงกับท่าทางของเธอ
“เธออยากรู้เื่อะไรละ?” หญิงสาวถามกลับ
“เื่รูปปั้นนี่” อาโปตอบพร้อมกับสงสายตาอ้อนวอนจ้องมองอีกฝ่าย
“ก็ได้ฉันจะเล่าให้ฟัง แต่...” หญิงสาวพูดเว้นวรรคยาวพร้อมกับมองไปที่ข้อมือของเธอที่ถูกจับอยู่
“ขอโทษค่ะ” อาโปพูดพร้อมกับปล่อยมือออก (ทำไมกันนะ! ทำไมถึงไม่อยากให้เธอไปเลย ความรู้สึกมันเจ็บเหมือนกับเราเคยจากกันมาก่อนเลย มันยังไงกันนะ)