ตอนที่สอง
ฝันครั้งนั้นของดาว
เป็เวลาร่วมเดือนหลังจากการพบกันครั้งแรกในรอบหลายปีโดยบังเอิญของคุณหมอปลายดาวและเพื่อนสมัยมัธยมที่เปลี่ยนสถานะเป็คนไข้อย่างละอองฝันแพทย์สาวไม่ได้เจอกับคนในความคิดอีกเลย กระทั่งวันนี้ก็มาถึง วันครบกำหนดนัดหมายติดตามอาการ
เช้าวันพฤหัสบดีแสนน่าเบื่อกลับไม่เป็อย่างเคยปลายดาวตื่นเช้ากว่าปกติ และเข้าวอร์ดเร็วกว่าทุก ๆ วันเหตุก็เพราะข่มตาให้หลับไม่ได้ั้แ่เมื่อคืน เธอใจจดใจจ่อและนั่งมองปฏิทินทุกวันั้แ่ครั้งนั้นคาดหวังเอาไว้เองในใจว่าการพบกันครั้งนี้คงพอได้พูดคุยกันมากกว่าครั้งที่แล้ว
คุณหมอคนเก่งและหัวหน้าทีมวิจัยไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่าละอองฝันมีอิทธิพลกับความคิดตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมามากขนาดไหนเธอไม่สามารถใช้ชีวิตเช่นปกติได้เลย เพราะทุก ๆ ครั้งที่พยายามกล่อมตัวเองให้ลืมเื่นี้ไปแล้วใช้เวลากับอย่างอื่นเสียบ้างภาพของอีกฝ่ายก็ยิ่งฉายซ้ำชัดขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
ไม่รู้ว่าเพราะอะไรการกลับมาเจอกันครั้งนี้ถึงสร้างความปั่นป่วนให้ชีวิตประจำวันของคุณหมอเ้าหลักการอย่างเธอเป็อย่างมากหรือแค่เพียงเพราะเป็ละอองฝัน ทุกอย่างก็เป็ข้อยกเว้นไปหมดแล้ว
กิจวัตรประจำวันของแพทย์หญิงปลายดาวสงค์ประภาสเป็ดังเดิมทุกวัน ตื่นเช้า เข้าโรงพยาบาลถามไถ่อาการคนไข้ทุกเตียงของตัวเองจากนั้นก็รอราวด์ใหญ่พร้อมแพทย์ประจำบ้านกับกลุ่มนักศึกษาแพทย์อีกครั้งแล้วจึงนั่งประจำห้องตรวจหมายเลขสองที่คลินิก
ไหนที่ใครบอกว่าเวลามักผ่านไปไวแต่ทำไมวันนี้กลับไม่เป็เช่นนั้น แม้ว่าปลายดาวจะหลุบตามองตัวเลขตรงมุมหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกสักกี่ครามันก็ไม่เคยผ่านพ้นไปเกินสิบนาที หรือต่อให้เธอจะยกนาฬิกาข้อมือเรือนสวยขึ้นมามองหน้าปัดของมันก็ไม่ได้บอกเวลาให้เป็ที่น่าพอใจสักเท่าไรนัก
แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่เป็ดังใจก็ยังมีเื่ดี ๆ ซ่อนอยู่ วันนี้คนไข้น้อยกว่าปกติเพราะเธอประจำอยู่คลินิกเฉพาะทาง และนัดหมายติดตามอาการคนไข้ไม่พร้อมกันทำให้พอมี่เวลาว่างให้พักหายใจหายคอและสงบสติอารมณ์เป็่ ๆ อยู่บ้างไม่อยากยอมรับเลยว่า ตัวเองเสียศูนย์มากขนาดไหน
คนไข้คนต่อไปเข้ามา่เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงพอดีแต่เป็เคสที่ใช้เวลาตรวจนานพอตัว เพราะผลเืของคนไข้แย่ลงทำให้ปลายดาวคิดว่าควรส่งเืไปตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงเปลี่ยนยา และทำความเข้าใจถึงวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องกับคนไข้อีกครั้ง
สามสิบนาทีให้หลังเสียงบานประตูเลื่อนครูดกับรางบนพื้นก็เรียกสติคุณหมอประจำห้องกลับมาอีกครั้งแพทย์สาวกระเด้งตัวขึ้นอยู่ในท่านั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว สายตาคมจับจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์สลับกับประวัติคนไข้อย่างมีพิรุธมือสองข้างหยิบจับนู่นนี่บนโต๊ะราวกับว่ากำลังทำให้ตัวเองยุ่ง ซึ่งนั่นก็เป็เพราะปลายดาวไม่อยากให้ละอองฝันรู้ ว่าตัวเองกำลังรอคอยอีกฝ่ายอยู่
“สวัสดีค่ะคุณหมอ”เสียงหวานที่คุ้นหูเอ่ยทักขึ้น พร้อมรอยยิ้มสวยบนใบหน้าส่งตามมาให้แพทย์เ้าของไข้เผลอเม้มปากเข้าหากันแน่นด้วยความประหม่า
ดวงตาเรียวรีค่อยๆ ไล่สายตากลับมามองที่คนตรงข้าม วันนี้ละอองฝันก็ยังดูดีเหมือนเคย เธออยู่ในชุดเดรสสีครีมรวบผมหางม้าที่ยาวถึงกลางหลัง ดูแตกต่างจากครั้งนั้นที่เราพบกัน แต่ปลายดาวยอมรับว่านี่ไม่ทำให้ความสวยของอีกคนลดลงเลย
“สวัสดีค่ะดะ เดี๋ยววันนี้หมออ่านผลเืก่อนนะ” เสียงหวานติดทุ้มของคุณหมอคนเก่งเอ่ยตอบติดตะกุกตะกักเล็กน้อย
ร่างสูงร้อยเจ็ดสิบเิเของคนที่เป็หมอพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนพรูออกเบา ๆ เพื่อทำให้ตัวเองประหม่าน้อยลงแม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรยิ่งพยายามจะยับยั้งมากเท่าไร มันก็ยิ่งเหมือนจะปะทุออกมามากเท่านั้น
“ดาวฝันมาหาน่ะลูก” เสียงของหญิงวัยกลางคนะโบอกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน
เด็กหญิงปลายดาวสงค์ประภาสวัยสิบสองปีนั่งทำหน้าตาเคร่งเครียดอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเองเมื่อได้ยินชื่อของใครบางคนก็วางปากกาที่หมุนควงเล่นในมือลงเสียงดังแล้วผุดลุกขึ้นแทบจะทันที ละอองฝัน หรือฝันที่แม่ของเธอเรียกเป็เพื่อนสมัยเด็ก และเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวจนถึงปัจจุบันของปลายดาว
อาจเพราะเธอเองเป็เด็กเข้าสังคมไม่เก่งั้แ่จำความได้ก็มีฝันคอยเล่นเป็เพื่อนอยู่เสมอแม่ของเราทั้งคู่ก็เป็เพื่อนกัน พวกท่านจึงอยากให้ดาวและฝันเป็เพื่อนเล่นและที่พึ่งพา คอยช่วยเหลือกันไปตลอด ปลายดาวเองก็คิดว่าแค่มีละอองฝันคนเดียวก็ดีมากแล้วเธอไม่จำเป็ต้องมีเพื่อนเพิ่ม และไม่ต้อนรับใครอื่นเข้ามาเช่นกัน
สองเท้าวิ่งตึงตังไปที่ประตูเคลื่อนมือลงไปจับลูกบิดแล้วหมุนเปิดออกรอรับเพื่อนสนิทของตัวเอง เพียงไม่กี่วินาทีที่บานประตูเปิดออกร่างเล็ก ๆ ของเด็กผู้หญิงถักเปียสองข้างก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้องอย่างรู้งานเพราะละอองฝันมักมาเล่นที่บ้านของปลายดาวอยู่บ่อย ๆ จนบางครั้งเธอก็คิดว่าอีกฝ่ายมาขลุกตัวอยู่ที่บ้านนี้มากกว่าบ้านตัวเองเสียอีก
“ดาวทำอะไรอยู่อะ”เสียงเล็ก ๆของเพื่อนตัวน้อยที่ตอนนี้ทิ้งตัวนอนแผ่ราบอยู่บนเตียงของเธอเอ่ยถามขึ้น
“ดาวกำลังอ่านหนังสือ”
“อีกแล้วเอาแต่อ่านหนังสือ ดาวไม่เบื่อเหรอ” แขกคุ้นหน้าเด้งตัวขึ้นก่อนคลานมานั่งที่ปลายเตียงดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองที่ใบหน้าของเพื่อนรักอย่างไม่วางตา
ละอองฝันกล้าพูดได้เต็มปากว่าต่อให้มีเวลาว่างแค่เพียงสิบนาที ปลายดาวก็จะต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านหรือไม่ก็ฝึกทำโจทย์ปัญหาซ้ำ ๆ ทั้ง ๆที่ตัวเองก็เก่งขนาดทำข้อสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังผ่านได้สบาย ๆแต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมผ่อนปรนบ้าง เอาแต่นั่งทำหน้าเครียดอยู่ตรงโต๊ะทำงานทั้งวัน
“ทีฝันยังอ่านนิยายวันละสองสามเล่มเลย”
“ไม่เหมือนกันสักหน่อยอันนั้นนิยาย อันนี้หนังสือเตรียมสอบ”
เมื่อถูกเ้าของห้องย้อนกลับมาอย่างนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้กับร่างเล็ก ๆ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่ปลายเตียงเป็อย่างมากเ้าตัวยกแขนขึ้นกอดอกแล้วยู่จมูก คิ้วสองข้างต่ำลงจนแทบจะชนกันเห็นดังนั้นคนที่เพิ่งแหย่เพื่อนจนหงุดหงิดก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
“ก็อ่านไว้ติวให้ฝันฝันบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่าเราจะเรียนห้องเดียวกัน”
“ใช่ที่ไหนมีดาวก็ต้องมีฝัน ดาวเรียนอะไรฝันเรียนด้วย ถ้างั้นดาวอ่านเลยน้าฝันนอนรอดีกว่า” สิ้นประโยคนั้น คนที่อยู่บนเตียงก็เอนตัวลงไปนอนอีกครั้ง
ละอองฝันพลิกตัวไปทางหน้าต่างซึ่งเป็ทิศที่ตั้งของโต๊ะทำงานของเพื่อนเธอเห็นร่างของปลายดาวหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่ประจำของตัวเองอีกครา เ้าของห้องผินใบหน้ากลับมามองคนที่นอนอยู่บนเตียงอีกครั้งพบว่าตอนนี้อีกฝ่ายมีสถานะเป็ก้อนเรียบร้อย เพราะซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนหนาั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้
“ดาวสู้ๆ เดี๋ยวฝันนอนเผื่อแล้วกัน”
ปลายดาวส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเธอหันกลับมาจดจ่อกับกองหนังสือเตรียมสอบตรงหน้าอีกครั้งและปล่อยให้เพื่อนสนิทตัวเล็กจมห้วงนิทราอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง
“วันนี้ผลเืไม่แย่นะ”แพทย์หญิงปลายดาวเอ่ยขึ้นพลางละสายตาจากหน้าจอแสดงผลมามองใบหน้าของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแทน
ในดวงตาเฉี่ยวคมสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นเต็มไปด้วยความสั่นไหวถึงแม้ว่าจะตั้งตารอวันที่เราได้พบกันอีกครั้งมากเท่าไร แต่เอาเข้าจริงเธอไม่กล้าจะสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ ไม่กล้าแม้กระทั่งใช้สายตามองใบหน้าที่ตัวเองชื่นชมนั่นนานๆ และสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกโง่เง่าที่สุดในชีวิต คงไม่พ้นอาการทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าต้องใช้คำพูดอย่างไรกับอดีตเพื่อนสนิท เพราะตอนนี้สถานะของเรามันเปลี่ยนไปจนรู้สึกเกร็ง
ไม่รู้ว่าระยะห่างเพียงแค่โต๊ะคั่นแต่รู้สึกไกลเหมือนอยู่คนละฟากทวีปนี้มันเกิดจากอะไร แค่เพราะบทบาทหน้าที่ของเราในตอนนี้ต่างกันหรือเป็เพราะการกระทำที่เว้นระยะของคนที่มีสถานะเป็คนไข้กันแน่ เพราะปลายดาวเองยังโหยหาความสัมพันธ์เหมือนวันเก่า ๆ ของเรา
“ไม่แย่หมายถึงยังไงเหรอคะหมอมันดีไหมคะ”
“คงที่ดีค่ะต่อไปนี้นัดทุกเดือนนะคะ เพราะจากผลเื อาการยังไม่กำเริบส่วนยาที่จ่ายให้คราวก่อน มีผลข้างเคียงอะไรไหมคะ” แพทย์สาวเอ่ยยืดยาวพยายามสวมบทคุณหมอที่ดีทั้งที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายมันเต้นระส่ำอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด
ปลายหางตาของปลายดาวเหลือบไปมองใบหน้าของละอองฝันเพียงแวบเดียวก่อนจะกวาดไปทั่วห้องมองหาจุดพักสายตาใหม่ เพราะตัวเองรู้สึกวูบไหวอยู่ในอกทุกครั้งที่จ้องมองอีกคนตรงๆ
“ไม่มีค่ะปกติดีทุกอย่าง”
“ถ้างั้น…เรียบร้อยค่ะ รับยาและใบนัดได้เลยค่ะ”
ไม่รู้ว่าปลายดาวแสดงสีหน้าอย่างไรออกไปในตอนนี้สมองคล้ายประมวลผลสั่งการอะไรไม่ทันสักอย่าง หูดับสนิทชั่วคราวไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้นภาพทุกอย่างรอบตัวเคลื่อนไหวช้าลงซ้อนทับกับครั้งที่แล้ว ภาพที่ละอองฝันกำลังจะเดินออกไปจนลับสายตาอีกครั้ง
เสียงบานประตูเปิดออกเรียกสติของคุณหมอสาวกลับมาวินาทีนั้นเธอรู้ตัวดีว่าไม่อาจปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไปได้อีกแล้ว
“ฝันกินข้าวด้วยกันไหม”
เด็กหญิงปลายดาวสงค์ประภาสห้องมัธยมปีที่หนึ่งทับหนึ่ง เดินมากับเด็กหญิงละอองฝัน พราวสว่างห้องเรียนเดียวกัน เพราะปลายดาวทำได้อย่างที่พูดจริง ๆที่เธอเคยบอกว่าจะพาเพื่อนเพียงคนเดียวของตัวเองสอบติดด้วยกันให้ได้วันนี้ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว
สองเพื่อนซี้ในชุดนักเรียนปกกะลาสีผูกเนกไทสีแดง สวมกระโปรงสีแดง กับรองเท้าสีขาว ดูเป็ภาพที่น่ารักไม่หยอกถูกใจคุณแม่ทั้งสองคนเป็อย่างมาก เคยหมายมั่นให้ลูกสาวของตัวเองผูกสมัครรักใคร่กันวันนี้ก็เป็อย่างที่หวังแล้ว
วันแรกในรั้วโรงเรียนมัธยมทั้งปลายดาวและละอองฝันต่างตื่นเต้นด้วยกันทั้งคู่แต่กลับมีวิธีแสดงออกต่างกันลิบลับ
ปลายดาวเอาแต่นั่งนิ่งในขณะเดียวกันก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องเรียนใหม่ของตัวเองอย่างพิจารณาไม่ว่าจะเป็โต๊ะเรียน กระดาน หนังสือ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมห้องทุกอย่างดูใหม่และแปลกตาสำหรับเธอไปทั้งหมดยกเว้นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ปลายดาวรู้สึกอุ่นใจได้เวลานี้ นั่นก็คือละอองฝัน
ส่วนละอองฝันเธอตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ เื่การปรับตัวก็ทำได้ดีกว่าปลายดาวในขณะที่เพื่อนสนิทของตัวเองกำลังนั่งนิ่งใช้สายตาสังเกตทุกสิ่ง แต่ละอองฝันกลับเริ่มเดินไปทั่วห้องทักทายและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ โดยไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลเจือความไม่พอใจตามไล่หลังไปทุกฝีก้าว
แน่นอนว่าปลายดาวและละอองฝันต้องนั่งคู่กันหลังจากวิชาโฮมรูมที่เราได้ทำความรู้จักคุณครูประจำชั้น และแนะนำตัวเองกับเพื่อน ๆทุกคนแล้ว ก็เข้าสู่การเรียนวิชาแรกอย่างจริงจัง ในเื่สังคมละอองฝันปรับตัวได้ไวกว่าปลายดาวมาก แต่หากเป็เื่การเรียนดันกลับกันเป็ตาลปัตร
เนื้อหาที่เราเรียนส่วนใหญ่ใน่เช้าเป็การอธิบายรายวิชาและปูพื้นฐานสำหรับการเรียนครั้งต่อ ๆ ไป และเพราะเป็การเปิดเรียนวันแรกเนื้อหาจึงยังไม่ค่อยเข้มข้นมากนักซึ่งปลายดาวคิดว่าตัวเองจดรายละเอียดได้ทันทุกตัวอักษรขณะที่เพื่อนสนิทของตัวเองนั่งทำหน้ามู่ทู่เหมือนลูกแมวหิวนมจนหมดเวลา
เสียงกริ่งดังเป็สัญญาณว่าถึงเวลาพักเที่ยงแล้วเด็ก ๆ มัธยมต้นพักใน่ประมาณสิบเอ็ดโมงกว่า ๆมือเรียวของปลายดาวบรรจงเก็บหนังสือ และสมุดใหม่เอี่ยมเรียงลงใต้โต๊ะอย่างเป็ระเบียบก่อนจะรู้สึกถึงััหนัก ๆที่หัวไหล่ซ้ายพร้อมกับกลุ่มวัตถุสีดำนุ่มนิ่มที่ขยับอยู่ตรงลำคอของตัวเอง
“ไม่อยากเรียนแล้วอะเมื่อไหร่จะเลิกเรียนเนี่ย” เสียงหวานของละอองฝันบ่นอุบ ศีรษะทุย ๆทิ้งน้ำหนักลงบนไหล่ของเพื่อน พร้อมกับที่ริมฝีปากเบะออกอย่างคนงอแงนี่แค่เปิดเทอมวันแรกก็ไม่อยากทำอะไรแล้ว
“โธ่ฝัน นี่เพิ่งหมดคาบเช้าเอง ไปกินข้าวกันดีกว่านะ เดี๋ยวก็ได้เลิกเรียนแล้ว”ปลายดาวเอ่ยปลอบเพื่อนช่างงอแงของตัวเอง พลางยกมือยีกลุ่มผมนิ่มนั่นเบา ๆ
“แค่ตอนเช้าหัวก็จะะเิแล้ว ฝันอยากกลับบ้าน”
“เอางี้ไหมถ้าฝันตั้งใจเรียน ตอนเย็นเดี๋ยวดาวเลี้ยงไก่ทอดหน้าปากซอย”
“อะไรใครงอแง ไม่มีเลยสักนิด ไปเร็ว ๆ ฝันหิวข้าวแล้วเนี่ย กองทัพต้องเดินด้วยท้อง รีบกินข้าวรีบมาเรียนตอนบ่ายกันดีกว่าเนอะ”
แน่นอนว่าเพื่อนสนิทอย่างปลายดาวรู้จุดอ่อนของละอองฝันดียิ่งกว่าใครไม่ว่าจะงอแงมากขนาดไหน หากล่อด้วยของโปรด เ้าตัวก็จะยอมทำตามทุกอย่าง
ชีวิตมัธยมต้นวันแรกผ่านไปแบบไม่ยุ่งยากสักเท่าไรนั่นก็คงเป็เพราะปลายดาวมีละอองฝัน และละอองฝันมีปลายดาว
“ดาวเป็ยังไงบ้าง”เป็ละอองฝันที่เอ่ยขึ้นมาเพื่อทำลายความเงียบระหว่างตัวเธอเองกับเพื่อนสนิทที่เป็คุณหมอในตอนนี้
หลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยปากชวนออกมากินข้าวเที่ยงด้วยกันเธอคิดจะปฏิเสธในทีแรก แต่ก็เพราะเห็นแววตาสั่นเครือกับน้ำเสียงแ่เบาที่ดูไม่มั่นใจของปลายดาวแล้วทำให้เธอใจอ่อนยวบยอมตกลง เพราะเธอรู้ดีกว่าใครว่านั่นคือการใช้ความกล้าเกือบทั้งชีวิตของเ้าตัวแล้ว
ระหว่างเราสองคนไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรออกมาก่อนทำแค่เพียงเดินเคียงข้างกันไปอย่างนั้นจนเกือบจะสุดทางเดินแล้วละอองฝันเข้าใจดีว่ามันคงเป็สถานการณ์ที่น่าอึดอัดไม่น้อยกับการกลับมาพบกันในสถานที่ และสถานะแบบนี้ตัวเธอเองก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาเจอปลายดาวในฐานะของคนไข้เช่นกัน
ลึกๆ แล้วที่เธอรู้สึกว่าตัวเองควรปฏิเสธคำชวนออกไปนั่นก็เพราะความรู้สึกละอายใจที่ติดอยู่ในก้นบึ้งความรู้สึกของตัวเองประกอบกับการแสดงออกที่ดูไม่เป็ตัวเองของปลายดาวแล้ว ทำให้เธอคิดหนักก่อนตกปากรับคำทีเดียว
“ฮะสะ สบายดี ดาวสบายดี”
“ดีใจที่ได้ยินว่าดาวสบายดีนะ”คนตัวเล็กกว่าพูดตอบ
ละอองฝันลอบมองใบหน้าสวยของคนข้างๆ ครู่หนึ่ง ก่อนหลุบตาต่ำลง ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง ว่าเป็ต้นเหตุของแววตาและสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประหม่าคละเคล้าความเศร้าสร้อยนั้นของอีกฝ่ายพลันสองมือเล็ก ๆ ก็เผลอกำเนื้อผ้าตรง่เอวจนมันยับยู่ยี่เพราะทำตัวไม่ถูกเช่นกัน
“แล้วฝันล่ะเป็ยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันนานเลย”
สองเท้าหยุดชะงักกึกทันทีที่อีกฝ่ายตอบกลับร่างเล็กของคนที่มีสถานะเป็คนไข้กำหมัด และเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่น จู่ ๆขอบตาสองข้างก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ดวงตากลมโตทั้งสองข้างเริ่มรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเอ่อคลอบดบังทัศนียภาพเธอเงยหน้าขึ้นอย่างคนพยายามกลั้นทำนบของเหลวใสในดวงตา ค่อย ๆ เบือนหน้าหนีไปอีกทางแล้วยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆ เพราะไม่้าให้คู่สนทนาเห็น
“อ้าวฝัน หยุดเดินทำไม” เสียงทุ้มหวานของปลายดาวยังเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นกับละอองฝันเสมอ
ร่างสูงร้อยเจ็ดสิบเิเหันหลังแล้วเดินย้อนกลับมายังจุดที่คนตัวเล็กกว่ายืนอยู่สังเกตเห็นว่าอีกคนกำลังยกมือขยี้ตาป้อย ๆ
“เมื่อกี้อะไรเข้าตาฝันก็ไม่รู้ดาวเดินไปก่อนเลย เดี๋ยวฝันตามไป”
“อ้าวงั้นอย่าขยี้ตา เดี๋ยวดาวดูให้” ไม่พูดเปล่า ไวเท่าความคิดแพทย์สาวเอื้อมมือไปกุมมือเล็ก ๆของคนตรงหน้าที่พยายามปัดบางอย่างออกจากตาให้อยู่นิ่ง
ใบหน้าสวยเฉี่ยวของคนมีเชื้อสายจีนโน้มลงเล็กน้อยเป็จังหวะเดียวกับที่เด็กเลี้ยงแกะเงยหน้าขึ้นมาทำให้ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันพอดี คุณหมอสาวหยุดนิ่งชะงักไปครู่หนึ่งเพราะยามที่เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมสีคาราเมลคู่นั้น มันยังคลอไปด้วยหยาดของเหลวสีใสแต่ปลายดาวก็ไม่กล้าคิดอะไรทั้งนั้น รวมถึงการคิดเข้าข้างตัวเองก็ด้วยเธอพยายามหลอกตัวเองว่าคงเป็เพราะอีกฝ่ายระคายเคืองตาเพราะสิ่งแปลกปลอม
ไม่มีเหตุผลอะไรต้องโกหกกันสักนิด
ก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นที่อกข้างซ้ายเหมือนไม่รักดีเต้นถี่รัวจนเ้าของร่างสูงร้อยเจ็ดสิบรู้สึกเหนื่อย ยามที่ดวงตาของเราเผลอจ้องกันความรู้สึกไหววูบในอกกับความสั่นไหวภายในใจ มันคืออะไรกันแน่ ความรู้สึกแบบนี้ปลายดาวไม่รู้ว่าควรอธิบายมันว่าอย่างไร ไม่รู้ว่าละอองฝันจะรู้สึกแบบเดียวกันไหมแต่เธอรู้สึกเสียศูนย์และไม่เป็ตัวเองอีกครั้ง
“ขะขอบคุณนะดาว ฝันหิวแล้ว เรารีบกินข้าวกันเถอะ” เป็ละอองฝันที่ตื่นจากภวังค์ก่อน
เธอขยับตัวออกห่างจากคุณหมอสาวเล็กน้อยพร้อมหาข้ออ้างแบบข้าง ๆ คู ๆ บอกออกไปแม้ว่าดวงตาเรียวรีคู่นั้นจะน่ามองมากขนาดไหน แต่พอจ้องลึกเข้าไปข้างในแล้วเธอก็เห็นแต่ความสับสน เ็ป ไม่มั่นคง จนเป็ตัวเธอเองที่ทนมองต่อไปไม่ไหว ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกแปลกๆ อยู่ข้างในใจเช่นนี้
ร่างเล็กในชุดเดรสสีครีมเดินผ่านหน้าของคุณหมอคนเก่งเพื่อนำหน้าไปก่อนแต่เพียงแค่ปลายดาวสาวเท้าตามมาไม่กี่ก้าวก็สามารถกลับมาเดินเทียบอยู่ข้าง ๆกันได้ ใช้เวลาเดินต่ออีกไม่นาน ก็มาหยุดที่โรงอาหารของโรงพยาบาลนั่นก็เพราะปลายดาวไม่มีเวลามากพอจะออกไปกินข้าวข้างนอก และอีกฝ่ายก็ไม่มีปัญหากับการนั่งกินข้าวเที่ยงในโรงพยาบาลโรงอาหารกลางจึงค่อนข้างตอบโจทย์
“ฝันกินอะไรเดี๋ยวดาวไปซื้อให้”
“ไม่เป็ไรเดี๋ยวฝันไปเดินดูเองดีกว่า”
“ตอนเที่ยงคนเยอะฝันนั่งเฝ้าโต๊ะนี่แหละดีแล้ว อยากกินอะไรไหนบอก เดี๋ยวดาวไปซื้อให้”
ใบหน้าสวยหวานของละอองฝันหันซ้ายแลขวากวาดสายตาไปรอบ ๆ ก็พบว่าคนเยอะอย่างที่อีกฝ่ายพูดจริง ๆ โต๊ะว่างก็เหลือน้อยทุกพื้นที่ถูกจับจองไปหมดแล้ว เธอจึงจำใจต้องทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้เพื่อจองโต๊ะให้เราสองคนบ้าง
“กินเหมือนดาวดาวสั่งเลย ฝันกินอะไรก็ได้” ได้ยินอย่างนั้นคุณหมอปลายดาวก็พยักหน้ารับก่อนหมุนตัวเดินไปยังร้านอาหารที่คิวน้อยที่สุด
ก็คงนับได้ว่าวันนี้เป็วันที่โชคดีกว่าครั้งที่แล้วเพราะปลายดาวเองก็ไม่คิดว่า การจงใจนัดละอองฝันในเวลาใกล้เที่ยงเพื่อให้อีกฝ่ายเป็เคสสุดท้ายก่อนเวลาพักจะทำให้มีโอกาสได้มานั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนตอนนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าอีกคนทำท่าจะปฏิเสธกันในคราแรกเธอยังนึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ละอองฝันเลือกตอบตกลง
แม้จะไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ผ่านไปเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไร จะเป็การนัดหมายครั้งหน้า หรือเร็วกว่านั้นแต่ปลายดาวก็ขอเก็บ่เวลาแห่งความทรงจำนี้ไว้กับตัวเองก็แล้วกัน
เจอกันที่ปลายดาวละอองฝัน