ตึกบัญชาการของนิวเวิร์ลตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็ตึกที่ทันสมัยและสูงที่สุดสามารถมองเห็นได้จากทุกมุมของเมืองนี้ และบนยอดสุดของตึกนี้ก็สามารถมองเห็นทุกมุมของเมืองได้เช่นเดียวกัน แรกเริ่มเดิมทีนิวเวิร์ลเป็เพียงสำนักงานเล็กๆ ของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์เพียงไม่กี่คน แต่ด้วยทุนสนับสนุนที่มหาศาลนิวเวิร์ลเริ่มขยายเขตของตัวเองครอบคลุมเขตเมืองเก่าไว้เกือบทั้งเมือง กำแพงเริ่มถูกสร้างขึ้น ในตอนแรกเพียงเพื่อความสะดวกง่ายดายในการควบคุมดูแลกิจการรวมถึงป้องกันไม่ให้มีการอพยพเข้ามามากเกินไป นอกจากป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามากำแพงยังเป็ปราการป้องกันไม่ให้คนในออกไปข้างนอกอีกด้วยเมื่อเข้ามาอาศัยในเขตกำแพงนี้แล้ว ชาวเมืองทุกคน ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกไปอีกเลยรวมถึงเด็กเกิดใหม่ ที่ไม่เคยรับรู้อะไรจากภายนอกอีกเลยแม้แต่คนเคยอยู่มาก่อนที่จะสร้างกำแพง ก็ไม่เคยพูดถึงอดีต ทุกคนในนี้มีแต่จะมองไปในอนาคตกันทั้งนั้น
บนชั้น 21 คือศูนย์บัญชาการใหญ่ ดร.แคทเธอรีนกำลังนั่งมองจอภาพ ที่มียานขนส่ง กำลังเดินทางไปสู่ชั้นบรรยากาศท่ามกลางความปิติยินดีของเ้าหน้าที่ทุกคนในห้อง
“ทุกอย่างเป็ไปด้วยความเรียบร้อยครับท่าน” ผู้พันวาซีลี ลูกน้องคู่ใจของมาดามบอกพร้อมกับยื่นแฟ้มมาให้
“อือ” มาดามพยักหน้ารับทราบ
“พรุ่งนี้เราจะแถลงข่าวตามกำหนดเดิมมั้ยครับท่าน”วาซีลีถาม
มาดามพยักหน้า พร้อมกับกำชับกับ
“อย่าให้เกิดอะไรผิดพลาดอีกละมาถึงขั้นนี้แล้ว ชั้นไม่อยากให้เราต้องตามเช็ดตามล้างกันอีก”
“ครับท่าน”
“ทั้ง 10 คนนั้น ไว้ใจได้แน่นะจำได้ใช่มั้ยหลายปีก่อนเราต้องสูญเสียไปเยอะมากกับนักบินคนเดียว”
“ไว้ใจได้ครับท่าน ทุกคนไม่มีญาติหรือพี่น้องหลงเหลืออยู่ในเมืองอีกแล้ว ต่อให้พวกเค้าไม่กลับมาก็ไม่มีใครตามหาแน่นอนครับ”
“อีกอย่างใครปล่อยให้ไอ้เ้าหนุ่มผมสีทองนั่นไปกับยานรอบนี้ละ ชั้นสั่งไปแล้วใช่มั้ยให้เอาคนที่ไม่เป็ที่รู้จัก แต่เ้านั่น มันดาวดังในโรงเรียน เล่นออกทีวีโจ่งแจ้งแบบนี้เดี๋ยวก็โดนจับผิดหรอก” มาดามพูดด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
“ครับท่าน แต่นี้เราหาคนไม่ได้จริงๆครับ คนที่มาสมัครส่วนใหญ่ ก็เป็พวกที่ไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้นเมื่อเวลามันกระชั้นมาแบบนี้ เราก็จำใจครับรอบหน้าจะไม่ให้เกิดเื่แบบนี้อีกครับท่าน”
“ก็ไหนบอกว่ามีแต่คนอยากจะร่วมงานกับเราแล้วเป็แบบนี้ได้ไง”
“คงเป็เพราะเราปล่อยให้ชาวเมืองอยู่กันสบายเกินไปมั้งครับทุกคนเลยคิดว่า ถึงไม่มีดาวดวงใหม่ ทุกคนก็สบายอยู่ในนี้ได้”
“ขืนปล่อยไว้แบบนี้ นับวันเราก็จะยิ่งหาคนร่วมงานได้ยากขึ้นทุกวันมีแค่คนบ้าสองคนยังเอาไม่อยู่เหรอ คงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว” มาดามทำเสียงเครียด
“ผมได้เตรียมแผนไว้แล้วครับว่าจะนำมาเสนอให้กับมาดามอยู่พอดี” ผู้พันวาซีลีทำท่าจะพูดต่อ แต่โดนมาดามโบกมือให้หยุด
“ค่อยวันหลังเถอะ คงอีกสักพักกว่าจะเราจะไปกันอีกรอบ ว่าแต่วันนี้ สองคนนั้นได้ออกมามั้ย”
“ไม่ครับ ทั้งศาสตราจารย์และดอกเตอร์ต่างเก็บตัวเงียบกันอยู่ในบ้าน ไม่มีใครออกมาเลย”
“เค้ากำลังทำอะไรของเค้านะ”มาดามตั้งข้อสังเกตพร้อมกับถามขึ้น “แล้วเ้าเด็กนั่นละ”
“ครับ เด็กนั่นออกมากับเพื่อนั้แ่เช้าตรู่ดูเหมือนว่าจะตั้งใจเป็พิเศษ นั่งอยู่จนเกือบเที่ยง”
มาดามยังคงทำสีหน้าแบบนิ่งเฉยๆก่อนจะถามต่อไป “แล้วเค้าไปไหนกันต่อ”
“ร้านของคุณนายมิลินครับ”
“ร้านนั่นอีกแล้วเหรอ ส่งคนของเราไปเฝ้าที่ร้านนั่นสักหน่อยเผื่อจะได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง”
“ผมส่งคนไปเฝ้าไว้แล้วครับเมื่อเช้าก็ไม่รู้ว่ามีไอ้บ้าที่ไหน มาพูดว่าพวกเรากำลังหลอกลวงชาวเมือง”
“พอจะรู้มั้ยว่ามันเป็ใคร”
“กำลังส่งคนไปสืบอยู่ครับแต่คิดว่าคงจะเป็ชาวบ้านธรรมดาๆ ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง”
“อย่ามองความธรรมดาว่าไม่มีอะไรเพราะความธรรมดานี่แหละ ที่ทำให้เข้าถึงความคิดชาวบ้านได้ง่าย”มาดามพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะส่งคนไปเช็คอีกที”
มาดามพยักหน้ารับทราบพร้อมกับโบกมือให้ผู้พันวาซีลีกลับไปทำงาน พลางเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มากดเบอร์โทรหาใครสักคน
.................................................................................
“สวัสดีครับทุกท่าน ผมกัปตันอเล็กซานเดอร์ ไซมานอฟ ขอต้อนรับทุกท่านสู่ยานเฮลีออส เรากำลังนำท่านเดินทางไปสู่ดาวเคราะห์น้อยซีรีส การเดินทางครั้งนี้ จะใช้เวลานานหลายชั่วโมง ผู้ร่วมเดินทางไปในวันนี้ประกอบไปด้วยเ้าหน้าที่บนยาน 6 คนและผู้โดยสาร 10 คน ขณะนี้ยานของเราได้ออกสู่ชั้นบรรยากาศเรียบร้อยแล้วและจะปรับความเร็วไปสู่ระดับสูงสุด เพื่อความปลอดภัยขอให้ทุกท่านได้เข้าไปในแคปซูลและอยู่ในนั้นจนกว่าจะมีการประกาศให้ทราบต่อไป ขอบคุณครับ”
สิ้นเสียงประกาศ แพทริค ลุกขึ้นจากห้องโดยสารเดินตามคนอื่นๆ ไปยังห้องเก็บแคปซูล ในตอนนี้สีหน้าของเขาดีขึ้นมาบ้างแม้ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกแปลกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ที่ได้กลายเป็หนึ่งในกลุ่มคนที่ได้ขึ้นมาในรอบนี้ ถ้าพูดถึงความพร้อมของร่างกายของเขาไม่เป็สองรองใครแต่ความสามารถทางด้านอื่นๆ เขาไม่มีเลย ยิ่งเมื่อใกล้ถึงวัน เขาไม่เคยได้รับการฝึกบินหรืออะไรแบบนั้นเลยมีเพียงแค่มาเซ็นเอกสาร 2-3 ฉบับ แล้วก็มาถึงวันนี้ มีเพียงคำบอกเล่าง่ายๆ ว่าทุกอย่างก็เหมือนกับนั่งเครื่องบิน ไม่ต้องไปฝึกฝนอะไรให้มากมายเหมือนยุคก่อน แต่มันก็จริงอย่างที่บอกั้แ่ยานออกฐานปล่อยยาน จนถึงตอนนี้ เค้าไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรน่าวิตกกังวลเลย
คนบนยานทุกคนเดินที่ไปยังห้องแคปซูลแพทริคอยู่ในกลุ่มสุดท้าย อาจจะด้วยวัยที่ดูเหมือนว่าเค้าจะละอ่อนกว่าทุกคน จึงไม่กล้าที่จะเริ่มเปิดฉากสนทนากับใคร แต่บนยานลำนี้ทุกคนแทบไม่ได้พูดจากันเลย ทุกคนนั่งนิ่งๆทำตามคำสั่งของเ้าหน้าที่ ทุกคนต่างก็เป็คนแปลกหน้าของกันและกัน ทั้งๆ ที่มาจากเมืองเดียวกัน แต่แทบจะไม่เคยมีใครคุ้นหน้าคุ้นตากันเลย
เมื่อเดินมาถึงห้องเก็บแคปซูล ต่างก็แยกย้ายไปยังแคปซูลที่มีชื่อของตัวเองแปะอยู่ ก่อนจะหย่อนตัวลงนอนบนเบาะนุ่มๆ ข้างในนั้นสักพักแคปซูลก็ถูกปิดด้วยฝาครอบโปร่งใส่ ก่อนที่จะมีไอเย็นๆ ถูกพ่นออกมาจากท่อเล็กๆที่ปลายเท้า จากนั้นทุกอย่างก็มืดลง
ภายในห้องนักบินกับตันเอเล็กซานเดอร์ กำลังเช็คความพร้อมขั้นสุดท้าย ก่อนจะตั้งระบบให้เป็การขับแบบอัตโนมัติ เขาได้ทำการปิดการสื่อสารทุกอย่างกับทางภาคพื้นดินเมื่อเช็คทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็หมุนเก้าอี้กลับหลัง หันมาส่งสายตาเชิงตั้งคำถามให้กับลูกเรือคนอื่นๆ
“เรียบร้อยครับ ผู้โดยสารทุกคนหลับกันหมดแล้ว” ลูกเรือคนหนึ่งตอบ
“ดี ที่นี้ก็เหลือแต่พวกเรา” อเล็กซ์มีสีหน้าเคร่งเครียดครุ่นคริดอะไรบางอย่างอยู่ จนลูกเรือบางคนสังเกตอาการได้
“มีอะไรเหรอครับกัปตัน” มีคำถามมาจากลูกเรือ
อเล็กซ์จ้องหน้าลูกเรือคนนั้นพลางใช้ความคิด เค้าจะบอกกับคนพวกนี้ดีมั้ย หรือจะทำมันเงียบๆ คนเดียวเค้าบินกับคนพวกนี้มาหลายเที่ยวแล้ว แต่จะว่าไป ก็แทบจะไม่มีความสนิทสนมอะไรกันเลยคนพวกนี้ คือคนของนิวเวิร์ล ที่ถูกส่งทำภารกิจร่วมกัน มีเพียงเค้าคนเดียว ที่เป็คนนอก อเล็กซ์คิดเสมอว่าประสบการณ์ของเค้าคือสิ่งที่นิวเวิร์ลหาไม่ได้จากนักบินรุ่นใหม่ที่นิวเวิร์ลมีอยู่ เค้าจึงถูกเรียกใช้งานบ่อยๆแต่อเล็กซ์ก็พอจะสังเกตได้ว่า ทุกคนเบื่อหน่ายกับงานนี้เหมือนกันแต่ปัญหาคือจะมีใครกล้าพูดมันออกมา ในเมื่อทุกคนต่างไม่ไว้ใจกันและกัน อเล็กซ์สูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่เค้าคิดออก
“จากนี้ไปเครื่องจะถูกบังคับจากข้างล่างด้วยระบบอัตโนมัติ กว่าพวกข้างล่างจะติดต่อมาก็คงอีกนานผมมีบางอย่างที่อยากจะบอกกับพวกคุณทุกคน ถึงแม้เราบินมาหลายเที่ยว เราก็ยังเหมือนเป็คนแปลกหน้ากันอยู่ดี ทุกวันนี้ผมยังไม่รู้จักชื่อพวกคุณบางคนเลยด้วยซ้ำ เหมือนกับที่ผมไม่เคยทราบว่าเราจะไปที่ไหน หรือเรามาทำอะไร ผมเป็กัปตันที่มีหน้าที่นำเครื่องขึ้นและลงเท่านั้น” พูดเสร็จก็ลุกขึ้นยืนมองไปรอบๆพร้อมกับกล่าว
“เราทำงานให้กับนิวเวิร์ลมานานมากแล้วนานจนพวกเราบางคนลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งพวกเราเคยอยู่นอกกำแพงนั่นพวกเราเกิดนอกกำแพง โตนอกกำแพง แต่แล้ว กำแพงนั่นทำให้พวกเรากลายเป็คนละคนเราถูกปลูกฝังให้ลืมข้างนอกนั่น และแหงนมองหน้าขึ้นบนฟ้านี่แทน เราทุกคนรู้ดีว่า ไอ้ดาวนั่นที่พวกเค้าบอก มันไม่มีอยู่จริง มีแต่ดาวลึกลับที่พวกนั้นส่งเรามาครั้งแล้วครั้งเล่า ผมไม่รู้ว่าพวกคุณไปทำอะไรที่นั่นแต่ผมก็ไม่สงสัยหรือตั้งคำถามอะไรทั้งนั้น เหมือนที่ผมไม่เคยตั้งคำถามในตัวพวกคุณแต่วันนี้ผมอยากจะบอกว่า นี่จะเป็การบินให้พวกเค้าเป็ครั้งสุดท้ายผมเหนื่อยแล้ว ผมจึงอยากจะใช้โอกาสนี้กล่าวขอบคุณพวกคุณทุกคนที่เป็เพื่อนร่วมงานที่ดีกับผมตลอดมา กัปตันคนใหม่อาจจะทำให้พวกคุณสบายใจขึ้นก็ได้ ผมหวังว่า พวกคุณจะให้ความร่วมมือกับกัปตันคนใหม่เหมือนที่เคยร่วมมือกับผม”อเล็กซ์พูดพลางมองไปรอบๆเขาได้เห็นแววตาแปลกใจและสงสัยของลูกเรือบางคน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อไป
“พวกคุณไม่ต้องเป็ห่วงผมหรอก แค่อยากจะขอให้พวกคุณเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ เพราะผมจะลงไปบอกกับมาดามด้วยตัวเอง ผมหวังว่ามาดามคงจะเข้าใจ และยอมรับในการตัดสินใจของผม” อเล็กซ์พูดแบบไม่มั่นใจมากนัก
“คุณก็รู้ สำหรับนิวเวิร์ล เข้ามาแล้วก็ออกไปไม่ได้” ลูกเรือคนนึงพูดออกมาด้วยความกังวล
“สำหรับคนอื่นอาจจะใช่ แต่กับผมอาจจะไม่แน่นะ เพราะผมก็ให้อะไรกับนิวเวิร์ลมาเยอะ” อเล็กซ์ยืนยันความคิดของตัวเอง
“ก็หวังว่าจะเป็อย่างนั้นนะ”เสียงจากลูกเรือคนเดิมดังมาจากทางด้านหลัง อเล็กซ์หันไปมองแว๊บนึง ก่อนจะพูดต่อไป
“ห่วงตัวเองเถอะอย่ามาอะไรกับผมเลย เอาละ ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองได้แล้ว” อเล็กซ์พูดเสร็จหันกลับไปนั่งประจำตำแหน่งกัปตันตามเดิม
ลูกเรือทุกคนแยกย้ายไปหมดแล้วเหลือเพียงอเล็กซ์คนเดียวที่นั่งอยู่ตรงนั้นเขาครุ่นคิดอย่างหนักกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาขอให้ลูกเรือรักษาความลับไว้ก็คงจะเป็ไปไม่ได้ ป่านนี้ มาดามคงจะรู้ทุกอย่างหมดแล้ว อยู่ที่ว่าเธอจะทำยังงัย
อนาคตต่อจากนี้ ก็ต้องวัดดวงกันแหละต่อให้ความสัมพันธ์กับมาดามจะสนิทกันมากน้อยแค่ไหน แต่ทุกคนย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมาดาม คือ นิวเวิร์ล นางจะไม่ยอมให้ใครมาหักหลังเป็แน่ อเล็กซ์ทำงานนี้มานาน จนไปรู้ความลับอะไรหลายๆ อย่าง แบบนี้คงจะไม่มีใครในนิวเวิร์ลเชื่อใจเค้าแน่ ทางเลือกจึงมีเพียงแค่อยู่ต่อ หรือจากไปแต่วันนี้ เมื่อเค้าเลือกอย่างหลัง เค้าต้องกล้าที่จะยอมรับผลที่ตามมา
...............................................
เสียงโทรศัพท์ดังอยู่ในห้องรับแขกอยู่นาน
“วิล ออกมารับโทรศัพท์หน่อยสิลูก” แม่ะโออกมาจากห้องครัว
“ครับแม่”วิลรีบวิ่งลงมาจากห้องนอนบนชั้นสอง รีบคว้าหูโทรศัพท์ก่อนที่สายจะถูกตัดไป
“ฮัลโหล” วิลรีบกรอกเสียงลงไป
“วิลนี่ฉันเอง” เสียงใสใสดังมาจากปลายสาย
“อ้าวไอรีน มีอะไรเหรอ พวกเราเพิ่งจะแยกกันเมื่อกี้นี่เอง” วิลพูดแบบงงๆ
“ฉันมีเื่สำคัญที่ขอให้นายทำ”
“เธอเนี่ยนะจะขอให้ฉันทำ ฉันว่า มันต้องสำคัญแน่ๆ เลยไม่งั้นเธอคงไม่โทรมาหาฉันหรอก”
“เื่ของซีรีสหนะ” ไอรีนตอบ
“ซีรีสมีอะไรเหรอฉันก็เห็นเค้าปกติดีอยู่นิ” วิลถามออกไป
“ใช่ เพราะเค้าปกตินั่นแหละปกติของเค้าแบบนี้ฉันค่อนข้างเป็ห่วง”
“ห่วงเื่นิวเวิร์ลอยู่อีกเหรอ”
“ใช่”
“ฉันว่าเธอคิดไปเองมากกว่านะไอรีน มันไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงหรอก ดูสิวันนี้เค้าก็เริ่มส่งคนไปบนนั้นกันแล้ว พรุ่งนี้เราก็รอฟังข่าวดี อีกไม่นานพวกเราคงได้ไปอยู่โลกใหม่กันแล้ว งานนี้เธอคิดผิดแล้วละไอรีน”
“ฉันไม่ได้จะจับผิดหรืออะไรเลยนะวิลฉันพูดไปตามความจริง ข้อเท็จจริงที่ฉันได้สังเกตและเห็นมาแบบนั้น”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” วิลถามด้วยความหงุดหงิด
“เพราะฉันเห็นว่านายเป็เพื่อนคนเดียวที่สนิทกับซีรีสและเค้าก็คงจะฟังนายบ้าง ฉันแค่อยากให้นายช่วยห้ามๆ เค้าไม่ให้ไปหมกมุ่นอยู่กับนิวเวิร์ลมากเกินไป จนบางครั้งฉันก็อดเป็ห่วงเค้าไม่ได้” น้ำเสียงไอรีนแสดงออกถึงความเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
“แต่ฉันว่าเธอนั่นแหละน่าเป็ห่วงมากกว่า ถ้าเธอยังฝืนเฝ้าติดตามจับผิดนิวเวิร์ลอยู่แบบนี้ฉันว่าสักวัน เธอจะหายไปตัวเหมือนใครอีกหลายๆ คนที่เคยเป็”วิลบอกไปด้วยความเป็ห่วง
“เื่นั้นฉันไม่ห่วงหรอกแต่ฉันห่วงว่าถ้าพวกนายพาตัวเองเข้าไปผูกพันกับนิวเวิร์ลมากเกินไป มันอาจจะเป็อันตรายกับพวกเธอก็ได้นะ”ไอรีนย้ำคำพูด
“เราอยู่ในนี้ เราทำตามกฎของเค้า มันจะอันตรายตรงไหนอย่างเธอนั่นแหละอันตราย นี่จะพาพวกเราไปหาศาสตราจารย์อีก ชั้นว่านะ นั่นแหละอันตรายสุดๆ เลยหล่ะ”
ก่อนที่ไอรีนจะได้พูดอะไรออกไป เสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกเบาๆ จากคุณนายมิลิน
“ไอรีนจ๊ะ ลูกออกมานี่หน่อย”
“หนูกำลังจะไปเดี๋ยวนี้ค่ะแม่” ไอรีนตอบ พร้อมกันพูดเสียงเบาๆ ใส่โทรศัพท์
“วิล ฉันต้องขอตัวก่อนนะ แม่เรียกแล้วคงจะมีลูกค้าเยอะแน่ๆ อย่าลืมที่ฉันขอละ นะนะ”
“โอเค ฉันจะพยายาม แค่นี้แหละบาย” วิลพูดรับปากพร้อมกับวางหูไป
“บาย” ไอรีนบอกลาพร้อมกับรีบเดินออกไปหน้าร้านตามคำเรียกของคุณนายมิลิน ไอรีนกวาดสายตามองไปรอบๆ ร้านอย่างรวดเร็ว เป็อันว่าเธอคาดผิด เพราะในร้านตอนนี้มีเพียงลูกค้าเพียงแค่ 2-3 โต๊ะ และมีส่วนใหญ่ก็มีอาหารอยู่แล้วจะมีเพียงแค่โต๊ะของผู้ชายผมกระเซอคนเดียว ที่ยังคงนั่งรออาหารอยู่
“มีอะไรเหรอคะแม่ ถึงได้เรียกหนูออกมาหนูนึกว่าลูกค้าเยอะซะอีก” ไอรีนถามทันทีที่เจอหน้าแม่
“ดูนั่นสิ” คุณนายมิลินพูดพร้อมกับชี้ไปที่โต๊ะของชายคนนั้น
“ใครเหรอคะ ดูหน้าคุ้นๆ” ไอรีนสงสัย
“ลูกจำไม่ได้เหรอนั่นคือท่านศาสตราจารย์ไง แม่ได้ยินมาว่าลูกกับเพื่อนๆ อยากจะพบไม่ใช่เหรอ นี่เป็โอกาสดีเลยนะ ที่ลูกจะเข้าไปตีสนิท” คุณนายมิลินพูดพร้อมกับชี้ไปที่ถาดเสริฟอาหารที่ยังไม่ได้ยกออกไป
แม้จะเป็เคยช่วยงานในร้านอยู่หลายครั้งแต่ครั้งนี้ไอรีนมีอาการเกร็งเล็กน้อย จนคุณนายมิลินสังเกตได้ ไอรีนหยิบถาดอาหารไปเสริฟ ท่าเดินที่แข็งทือถาดอาหารในมือสั่นเล็กน้อยจนสังเกตเห็นได้ชัด
เมื่อไอรีนวางอาหารลงบนโต๊ะท่านศาสตราจารย์หันมายิ้มให้ พร้อมกับกล่าวขอบคุณ
“ขอบใจมากจ๊ะหนู ว่าแต่หนูมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า”
ไอรีนมีสีหน้าใเล็กน้อยได้แต่พูดตะกุกตะกักตอบกลับไป
“ไม่มีอะไรค่ะ งั้นหนูขอตัวก่อน ทานให้อร่อยนะคะ” ก่อนที่จะหันหลังกลับไปศาสตราจารย์กวักมือเรียกให้เข้ามานั่งร่วมโต๊ะ
“มาเถอะ นั่งลงก่อนฉันรู้ว่าเธอต้องมีอะไรที่อยากคุยกับฉันแน่ ไม่งั้นแม่ของเธอไม่เรียกให้เธอมาเสริฟอาหารให้ฉันหรอก แล้วท่าเดินนั่นมันปกติซะที่ไหนละ” ศาสตราจารย์ตั้งข้อสังเกต เมื่อเห็นแบบนั้น ไอรีนรวบรวมสมาธิ แล้วนั่งลงตรงข้ามกับศาสตราจารย์
“คือหนูกับเพื่อนๆมีเื่อยากจะคุยกับท่านหน่อยนะคะ”
“เื่อะไรเหรอ”
“ก็เื่ที่ท่านกำลังเคลื่อนไหวอยู่นั่นแหละหนูแค่สงสัยและอยากรู้รายละเอียดของอะไรบางอย่าง”
“อะไรบางอย่าง คืออะไร” ศาสตราจารย์ มีสีหน้าสงสัย
“ก็เื่ของเมื่อเช้าหนูแค่สงสัยว่า เค้าจะไปดาวเคราะห์น้อยซีรีสจริงๆ เหรอค่ะ” ไอรีนตอบเมื่อเห็นศาสตราจารย์นิ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิดอยู่ ไอรีนก็พูดต่อ
“หนูคิดแบบนั้นจริงๆ นะคะหนูก็เลยอยากคุยกับท่าน บางทีท่านอาจจะมีข้อมูลอะไรมาบอกหนูกับเพื่อนๆ บ้าง”
“เพื่อนๆ เหรอหนูหมายถึงว่ามีคนอื่นอีกเหรอที่คิดแบบหนู” ศาสตราจารย์ถามด้วยความสงสัย
“ก็ไม่หรอกพวกนั้นเค้าไม่ได้คิดแบบหนู แถมยังว่าหนูบ้าอีกด้วย แต่หนูคิดว่าถ้าหนูมีข้อมูลอะไรเพิ่มมากกว่านี้ พวกนั้นอาจจะคล้อยตามก็ได้”
“หนูไปได้ยินอะไรที่ไหนมาเหรอถึงได้คิดแบบนี้” ศาสตราจารย์ตั้งข้อสังเกต
“หนูเป็แฟนคลับตัวยงของท่านเลยนะ”ไอรีนพูดด้วยความภาคภูมิใจ
ศาสตราจารย์ยิ้มด้วยความภูมิใจ
“แบบนี้ฉันต้องเชิญพวกเธอไปที่บ้านสักครั้งแล้วละฉันมีอะไรให้พวกเธอดูเยอะแยะเลยหล่ะ” ศาสตราจารย์พูดด้วยสีหน้ามีความสุข
“จริงๆ นะค่ะหนูไปหาท่านที่บ้านได้ใช่มั้ย” ไอรีนยังไม่มั่นใจ
“ได้สิเธอกับเพื่อนไปหาฉันได้ตลอดเวลา” ศาสตราจารย์ให้คำมั่น
“งั้นหนูไม่รบกวนนะคะ”ไอรีนแสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าพลางวิ่งไปหามาดามมิลินที่แอบมองอยู่หลังเค้าน์เตอร์
“แหม ดีใจแบบนี้แสดงว่าท่านยอมให้ลูกไปหาที่บ้านสินะ” มาดามมิลินถามพลางส่งยิ้มให้ลูกสาว
“คะแม่ ท่านใจดีมากๆ เลย”
“อ้าว แล้วนั่นไปไหน” มาดามมิลินถามเมื่อเห็นไอรีนรีบวิ่งเข้าห้องไป
“หนูจะรีบโทรไปบอกข่าวดีกับซีรีสและวิลค่ะแม่” ไอรีนลืมตัวะโบอกเสียงดังจนได้ยินกันทั้งร้าน
หากใครได้มองไปที่มุมหนึ่งของร้าน จะพบว่าศาสตราจารย์นั่งทานอาหารอย่างมีความสุขในแบบไม่เคยเป็มาก่อน