ทันทีที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองภายในห้องส่วนตัวเอลซี่ก็ส่งจดหมายของเคาท์อเล็กซานเดอร์ให้มาจอรี่ดู
เพื่อนสาวของเอลซี่รับจดหมายไปอ่านอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นก็พับจดหมายส่งคืนให้
“นี่ก็เท่ากับว่าท่านเคาท์คนนี้กำลังขอให้เธอแต่งงานด้วยสินะ”
“อ้อ...เธอก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันรึ?” เอลซี่ยิ้มรับอย่างสดชื่น
“เธอก็รู้อยู่แก่ใจแล้วนี่ยังจะมาทำเป็เสแสร้งถามอีก อะไร ๆ มันก็ชัดอยู่ในจดหมายฉบับนี้แล้ว”
“นั่นละทำให้ฉันกังวลใจอย่างมากที่สุด เพราะฉะนั้นฉันถึงต้องทุรนทุรายมาหาเธอไงล่ะจะเล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ก็ไม่สะดวก เพราะป้ากำลังจ้องเื่นี้อยู่เหมือนกันมาจอรี่ฉันอยากได้คำแนะนำจากเธอนะ”
“ถ้าเธอ้าคำแนะนำจากฉันฉันก็ให้ได้ เขียนจดหมายไปถึงท่านเคาท์ แล้วก็บอกท่านไปเลยว่าเธอกำลังจะแต่งงานกับทอม เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพแล้วด้วย”
“อ้าว...ทำไมล่ะ?” เอลซี่ร้องอย่างงุนงง
“ก็เพื่อให้เื่นี้มันพิสูจน์ออกมาให้ชัดๆ ไปเลยยังไงล่ะว่าท่านเคาท์นี่มีความรู้สึกจริงใจกับเธอแค่ไหนแล้วฉันก็เห็นว่าเื่นี้มันควรจะยุติกันเสียทีด้วย”
“แต่เธอไม่เห็นดอกหรือว่าท่านรักฉัน”เอลซี่ร้อง
“แล้วเธอก็รักท่านด้วยอย่างนั้นรึ?”
เอลซี่มีทีท่าลังเลใจก่อนที่จะพยักหน้ารับ
“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้นนะ”
“เพราะอะไรเพราะฐานะของท่าน เพราะความเป็เชื้อพระวงศ์ของท่านหรือเพราะว่าท่านเป็ผู้ชายคนหนึ่ง”
“ไม่รู้สิพี่สาวของท่านก็พูดกับฉันอย่างนี้เหมือนกัน แต่ฉันมาคิด ๆ ดูแล้วมันน่าจะไม่ใช่เป็อย่างที่เธอพูดหรอกนะ มาจอรี่อาจจะเป็เพราะฉันเกิดแคร์ท่านขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้”
“อ้อ...นี่เธอหมายถึงยายเคาท์เตส ออลก้านั่นน้ะรึ?”
“ใช่”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะมีเหตุผลที่ดีอีกข้อหนึ่งที่เธอจะล้มเลิกสัมพันธภาพที่ไม่เข้าท่า กับเคาท์อเล็กซานเดอร์นี่เสีย เธอก็รู้ว่ายายออลก้านั่น แกร้ายจะตาย เธอเห็นไหมว่า ทั้ง ๆที่ต้องอยู่ในนิวยอร์คคนเดียวอย่างนี้ แต่แกก็ยังไม่ยอมที่จะพบปะกับใครสักคนทุกคนที่เคยพบกับยายนี่ ก็พูดเป็เสียงเดียวกันทั้งนั้น ว่ายายคนนี้แปลก”
“ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะเข้าใจเขาสักเท่าไรหรอก”เอลซี่ส่ายศีรษะอย่างครุ่นคิด “ใจมันคอยแต่จะคิดว่าแกหวงน้องชายจนผิดปรกติธรรมดาเสียด้วยซ้ำ”
“อย่างนั้นเชียวรึ?”
“ใช่แล้วยิ่งกว่านั้นแกยังเล่าให้ฉันฟังถึงความไม่สมประกอบทางด้านจิตใจของบรรดาบุคคลในครอบครัวด้วยแต่ฟังๆ ดูแล้ว มันก็ไม่น่าเชื่อเท่าไรนักหรอก”
“แต่ฉันเชื่อ”มาจอรี่ร้อง “และฉันก็ว่าเธอพูดถูกเผงเลยยายนี่แกจะต้องหลงรักน้องชายของตัวเองแน่แล้วยิ่งในจดหมายของน้องชายที่บอกไม่ให้เธอแพร่งพรายเอย่างนี้ให้พี่สาวรู้ด้วยแล้วฉันว่าตัวน้องชายเองก็คงจะไม่ใช่คนบริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรนักหรอกน่า”
“ไม่จริง...มันจะเป็ไปได้อย่างไรกัน มาจอรี่ ฉันว่าเราเลิกพูดเื่นี้เสียเถอะไม่ได้เป็ผลดีต่อจิตใจตรงไหนเลย”
“นี่แม่คุณ ลืมหูลืมตาเลียบ้างเถอะน่า ฉันน่ะเคยได้ยินเื่อย่างนี้มาบ้างเหมือนกันนะเป็เื่ที่เกิดในนิวยอร์คนี่เอง เพราะฉะนั้นถ้าเธอขืนตัดสินใจแต่งงานกับท่านเคาท์คนนี้ ฉันเกรงว่า วันข้างหน้าจะลำบากเอาละนา”
“เคาท์เตสออลก้าก็เตือนฉันเื่นี้เหมือนกันแต่ฉันกลับเห็นว่า น่าจะเป็เื่ของการตัดไม้ข่มนามกันมากกว่า ฉันกำลังคิดว่าเคาท์เตสออลก้า้าที่จะให้น้องชายแต่งงานกับพวกเ้านายที่เป็เชื้อพระวงศ์ของรัสเซียมากกว่าหรือไม่ก็อาจจะเป็อย่างที่เธอว่า...”
“คือเก็บน้องชายไว้ให้ตัวเอง...ใช่ไหม นั่นละเอลซี่ ไม่ว่ามันจะเป็ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ฉันคิดว่ายายนี่คงจะต้องเป็ตัวการที่ทำให้เธอยุ่งยากลำบากใจในวันข้างหน้าแน่จำไว้ให้ดีก็แล้วกัน”
เอลซี่ออกจากบ้านของมาจอรี่เมื่อนาฬิกาบอกเวลา3 ทุ่มตรงและเพราะว่าบิดาของมาจอรี่ยังคงติดอยู่ที่สโมสรดังนั้นเธอจึงตัดสินใจที่จะช่วยตัวเองด้วยการใช้รถแท็กซี่ซึ่งมาจอรี่ช่วยไปโทรศัพท์ตามมาให้จากศูนย์...
คนขับรถอยู่ในวัยสูงอายุท่าทางไว้ใจได้มาส่งเธอจนถึงหน้าบันไดบ้าน แต่ขณะที่เอลซี่กำลังไขกุญแจประตูบ้านอยู่นั้นหูของเธอแว่วได้ยินเสียงเหมือนคนครางอยู่ทางเื้ั เอลซี่หันขวับไปทันทีแต่เพราะเป็คืนเดือนมืด และแสงไฟจากถนนส่องเข้ามาไม่ถึง เธอจึงมองไม่เห็นใคร...
สัญชาตญาณแห่งความสงสัยใคร่รู้ทำให้เธอก้าวลงจากบันไดกลับไปยังพื้นเบื้องล่าง และในทันใดนั้นเองเงามืดดำเงาหนึ่งก็โถมเข้าใส่ข้อมือทั้งสองสองข้างถูกยึดไว้และมืออีกข้างหนึ่งของใครคนนั้นก็ปิดปากเธอไว้แน่นด้วยสัญชาตญานแห่งการป้องกันตัวโดยแท้ที่ทำให้เอลซี่ขบฟันลงบนฝ่ามือนั้นอย่างรุนแรง เสียงคำรามอย่างโหดร้ายดังขึ้นเบา ๆ...
่ที่ผ่ามือนั้นเปิดออกจากปากนั่นเองที่เอลซี่ร้องให้คนช่วยแต่อุ้งมือที่หยาบกร้านแข็งแกร่งกลับบีบลงบนลำคอของเธออย่างโเี้เอลซี่รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะหมดสติลงทุกทีความมืดของสถานที่ดูจะเป็ใจบดบังไว้จนเธอไม่อาจจะรู้ได้ว่าผู้ที่บุกรุกเข้ามาลอบทำร้ายนั้นเป็ใคร หรือมีลักษณะอย่างใดเธอพยายามดิ้นรนช่วยตัวเองอย่างสุดความสามารถและใน่จังหวะหนึ่งที่เธอบิดร่างและกระแทกฟันกัดลงไปบนสะเอวของมัน ครั้งนี้เธอได้ยินมันอุทานอย่างโกรธจัด... แต่เป็ภาษาที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน...
เอลซี่พยายามที่จะกัดมันอีกเพราะเป็วิธีเดียวที่เธอจะช่วยตัวเองได้ในภาวะเช่นนี้ แต่ไม่สำเร็จ เพียง่ระยะเวลาที่มันสะบัดตัวด้วยความเจ็บนั้น ที่มือของมันคลายออกจากลำคอของเธอบ้างแต่แล้วอุ้งมือของมันก็กระชับลงอีก และครั้งนี้ เอลซี่รู้แน่ว่าเธอหมดหนทางที่จะช่วยตัวเองได้อีกแล้ว...
่นั้นเองดวงไฟตรงหน้าประตูบ้านก็สว่างจ้าขึ้นฉายกระทบดวงตาที่กำลังเบิกโพลงของเธอเ้าคนร้ายสบถออกมาอย่างดุร้ายก่อนที่จะกระโจนวิ่งออกไปทางถนน
“เอลซี่...”กอร์ดอนคูปเปอร์ร้องอย่างใเมื่อเห็นสภาพของหลานสาวที่ล้มลงกองอยู่บนทางเท้าหน้าบันไดบ้าน...
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งหนึ่งเอลซี่ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องนั่งเล่น มีลุงและป้านั่งอยู่ข้าง ๆ เฮนรี่และแมรี่ สองสามีภรรยา ที่เป็ทั้งคนขับรถและแม่ครัวยืนจ้องมองเธออย่างกังวลใจ
กอร์ดอนถือแก้วบรั่นดีจ่ออยู่ตรงปากของหลานสาว
“ดื่มนี่เสียหน่อยลูก”เสียงของเขาสั่นสะท้าน
เอลซี่กล้ำกลืนบรั่นดีอย่างยากลำบากรู้สึกเ็ปไปทั้งลำคอ ดวงตาเคว้งคว้างเลื่อนลอย
“ลุง...ลุงเห็นมันหรือเปล่าคะ?”
“ก็เห็นแวบเดียวตอนที่มันวิ่งหนีออกไป สงสัยมันจะต้องมาซ่อนอยู่แถวนี้นานแล้ว”
“หลานเห็นมันชัดหรือเปล่าจ๊ะ?”เจนถามอย่างปรานี
“ไม่ค่ะ”เธอส่ายศีรษะ
กอร์ดอนแตะแก้วบรั่นดีลงบนริมฝีปากอีกครั้งหนึ่งและช่วยประคองให้หลานสาวลุกขึ้นนั่ง
“ดื่มเสียอีกหน่อยลูกมันจะช่วยให้หนูสบายขึ้น”
“ค่ะ...แต่ลุงคะ ตอนนั้นหนูเปิดประตูแล้วละค่ะพอดีได้ยินคล้ายเสียงคนครางหนูก็เลยเดินลงไป มันก็กระโจนเข้าใส่หนูทันที”
“นั่นสิเฮนรี่บอกว่า เขาได้ยินเสียงเหมือนคนร้องให้ช่วยที่จริงทั้งเฮนรี่กับแมรี่เขาก็นอนอยู่ใกล้ ๆ นั่นเอง”
“ค่ะดิฉันได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย ก็เลยเรียกเฮนรี่ ตอนนั้นเรายังไม่ได้หลับนะคะเพราะเพิ่งจะ 3 ทุ่มเศษเท่านั้น แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็เสียงคุณหนู”แมรี่ว่า
“ใช่สิแมรี่เฮนรี่ถึงได้วิ่งไปเปิดไฟหน้าบ้านอย่างไรล่ะ แล้วก็เรียกฉันกับคุณนายด้วย” กอร์ดอนตอบ “หนูพอจะนั่งไหวไหมลูก”
“ได้ค่ะลุง บรั่นดีช่วยได้มาก... ถ้าอย่างนั้นตอนนี้มันก็คงหนีไปแล้วสินะคะ”
“เื่นั้นน่ะไม่ต้องห่วงหรอกมันคงวิ่งเข้าไปในซอยแยกข้างหน้านั่น ตัดไปถนนอื่นแล้ว เฮนรี่เขาวิ่งตามไปแต่มันหายตัวไปแล้ว”
“แล้วท่านคิดว่าจะแจ้งความไหมครับนี่?”เฮนรี่ถามอย่างร้อนใจ
“ต้องแจ้งสิจะไปโทรศัพท์ถึงตำรวจเดี๋ยวนี้ละ” กอร์ดอนตอบก่อนที่จะลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง
“นี่หนูคงนั่งแท็กซี่มาคนเดียวละสิท่า”เจนมีสีหน้าไม่ปรกตินัก
“ค่ะ ป้า”
“นึกแล้วเชียวว่ามันต้องเป็อย่างนี้ถ้าเชื่อฟังลุงกับป้าไว้บ้างก็คงจะไม่เคราะห์ร้ายอย่างนี้แน่”
“ป้าขาหนู... หนูเสียใจจริงๆ ค่ะ”
“เอาละไม่ต้องร้องไห้หรอก” เจนปลอบหลานสาวเบา ๆ “ป้าน่ะนึกไม่ออกเอาทีเดียวละลูก ว่าป้าจะทำอย่างไรถ้าหนูเกิดมาถูกฆ่าตายหน้าบ้าน” เจนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน