บทที่ 35 ความสนิทสนมที่ขาดหายไปนาน
"ข้าว่าข้าคงนอนหลับอยู่ในป่านานเต็มวันเลยล่ะ!"
"พอตื่นมาก็ทั้งหิวทั้งหนาวจนแทบทนไม่ไหว"
"โชคดีที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้น ถ้าเป็นฤดูหนาว ข้าว่าถ้าไม่ตายเพราะพิษงู ก็คงหนาวตายอยู่ในป่านั่นแหละ"
"แล้วยังโชคดีที่ท่านช่วยชี้แนะ ข้าถึงนึกได้ว่าต้องกินดอกไม้สีแดงนั่นถึงจะแก้พิษงูได้ ท่านนี่ช่างตาสว่างมองการณ์ไกลจริง ๆ!"
พอพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเมิ่งอู่ก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส เขาทำท่าจะลุกขึ้นค้อมตัวคำนับกู้หนิงอันอีกครั้ง แต่กู้หนิงอันรีบยกมือห้ามไว้ทันที "พอเถอะ เจ้าเห็นข้าเป็นรูปปั้นเทพในวิหารหรือไง?"
เมิ่งอู่ได้ยินแบบนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมแล้วหัวเราะเก้อ ๆ "ข้าแค่รู้สึกซาบซึ้งใจที่ท่านช่วยชีวิตไว้ เลยอยากจะคำนับขอบคุณสักหน่อย..."
"อ้อ จริงด้วย!" เมิ่งอู่แกะห่อผ้าที่บรรจุเงินร้อยตำลึงออกจากบ่า วางลงบนโต๊ะตรงหน้ากู้หนิงอันแล้วเปิดออก ข้างในมีเงินแท่งขนาดเท่า ๆ กันสิบก้อนวางเรียงรายอยู่
"เงินร้อยตำลึงนี้คือค่าดูดวงครั้งก่อน... คราวนั้นเป็นเงินมัดจำ ส่วนนี่คือส่วนที่เหลือ ท่านช่วยรับไว้ด้วยนะ"
กู้หนิงอันพยักหน้า "อืม... วางไว้ตรงนั้นแหละ"
พอเห็นกู้หนิงอันยอมรับเงิน เมิ่งอู่ก็ดีใจมาก แม้เงินร้อยตำลึงจะเป็นสมบัติทั้งหมดของเขา แต่ถ้าได้ผูกมิตรกับ ‘ผู้วิเศษ’ แล้ว ต่อให้ต้องจ่ายทองคำหมื่นตำลึงเขาก็ว่าคุ้ม!
"จริงสิ เมื่อกี้ข้าเจอท่านจินกับหลานชายระหว่างทางด้วย เห็นว่าพวกเขาก็เป็นเพื่อนท่านใช่ไหม?" เมิ่งอู่เปลี่ยนเรื่องคุยพลางยิ้มถาม
"ไม่นับว่าเป็นเพื่อนหรอก" กู้หนิงอันตอบเสียงเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
แค่ได้ยินคำนี้ เมิ่งอู่ก็รู้ทันทีว่าตัวเองเพิ่งโดน ‘หลอก’ มาเมื่อกี้ คนที่ท่องยุทธภพมาหลายปีอย่างเขา มีหรือจะฟังไม่ออกว่าน้ำเสียงนั้นแฝงความ ‘ไม่ชอบใจ’ เอาไว้
ถ้าเป็นเพื่อนกันจริง ท่านอาจารย์กู้อย่างน้อยก็ต้องชวนคุยต่อบ้าง แต่นี่กลับตัดบทสั้น ๆ ว่าไม่ใช่เพื่อน
ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อกี้จินว่านไม่กล้ารับเงิน ที่แท้ก็เพราะกลัวเรื่องแตกแล้วจะโดนข้าเช็กบิลทีหลังสินะ?
เมิ่งอู่นิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อคุย เริ่มเล่าเรื่องแปลก ๆ ที่เคยเจอตอนเป็นนักจับงู ซึ่งเรื่องพวกนี้กู้หนิงอันกลับสนใจขึ้นมา ในเมื่อไม่มีอะไรทำ การนั่งฟังเรื่องราวจากอาชีพพิเศษอย่างนักจับงูก็ดูน่าสนุกดี
กู้หนิงอันถึงกับลงมือชงน้ำชาด้วยตัวเอง แล้วยังหยิบมันเทศตากแห้งที่ผู้เฒ่าหูทำไว้มาเลี้ยงเมิ่งอู่ด้วย ฝ่ายหลังเห็นกู้หนิงอันวุ่นวายดูแลก็ตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก อยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เลยได้แต่นั่งเกร็งอยู่อย่างนั้น
โชคดีที่ความอึดอัดอยู่ได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็นั่งคุยกันถูกคอ เมิ่งอู่มักจะเล่าเรื่องเสี่ยงตายตอนจับงู และบางครั้งก็แทรกเรื่องประหลาดที่ได้ยินมาในวงการ เช่น เรื่องงูสาวที่มีตัวเป็นงูแต่หัวเป็นคน หรือเรื่องงูเจ้าที่ที่คอยคุ้มครองบ้านเรือน
ทั้งคู่คุยกันออกรสจนน้ำชาจากสีเข้มเริ่มจางเป็นสีใส เมิ่งอู่จึงขอตัวลาไป ในระหว่างนั้นหูชือเอ๋อร์ที่ล้างจานเสร็จก็นั่งฝึกการตอบสนองอยู่กลางลานบ้านเงียบ ๆ คนเดียว จนกระทั่งนักจับงูกลับไปแล้ว เขาถึงได้วิ่งมา ‘โชว์’ ผลการฝึกให้กู้หนิงอันดู
การฝึกหลายวันเห็นผลชัดเจน เด็กคนนี้ตอบคำถามได้ทันควันภายในห้าคำถามแรก ถ้าเกินกว่านั้นก็ใช้เวลาคิดแค่ครู่เดียว กู้หนิงอันชมเชยเด็กชายไม่ขาดปาก ทำเอาหูชือเอ๋อร์วิ่งกลับบ้านไปด้วยความดีใจ
กู้หนิงอันที่รับแขกมาตั้งแต่เช้าตรู่ถอนหายใจยาวพลางนึกดูว่ายังมีอะไรต้องทำอีกไหม จังหวะนั้นมีหยดฝนหล่นลงที่เท้า พอเขาก้มมองก็เห็นชุดยาวสีเขียว เลยนึกขึ้นได้ว่ายังติดค้างป้ายร้านให้ช่างตัดเสื้อม้าน้อยคนนั้นอยู่เลย...
...
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เมฆตรงเส้นขอบฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดงจัดจ้าน ทุกบ้านในอำเภอเล่อเซียงเริ่มมีควันไฟลอยขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมของกับข้าว ยายซุนในชุดเรียบง่ายสะอาดตาถอดปลอกแขนออก แล้วยกม้านั่งมานั่งรอที่ลานบ้าน รอให้ลูกชายกับเหลนกลับมากินข้าวเย็น
ปกติถ้าไม่ได้ออกไปขายของและไม่มีใครอยู่บ้าน ยายซุนก็นั่งเหม่อมองท้องฟ้าเงียบ ๆ แบบนี้เสมอ สำหรับคนอื่นอาจดูน่าเบื่อ แต่สำหรับนางดูเหมือนจะไม่ใช่ เพราะนางมักจะเผลอเหม่อลอยจนลืมเวลาไปบ่อย ๆ
"ย่าทวด! ข้ากลับมาแล้ว!" จินซิงหวังวิ่งพรวดเข้ามา ในมือหิ้วห่อใบบัววิ่งตรงไปหายายซุน
"เบา ๆ หน่อย! ระวังล้มนะ!" ยายซุนรีบเตือน
"ย่าทวด ลองทายสิว่าในนี้คืออะไร?" จินซิงหวังทำหน้าเจ้าเล่ห์ ยื่นห่อใบบัวไปให้ดู
ยายซุนดมกลิ่นแล้วยิ้ม "รากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวใช่ไหมล่ะ?"
จินซิงหวังพยักหน้าหงึก ๆ "ข้ารู้ว่าย่าทวดชอบ เลยอ้อนให้ท่านปู่พาไปซื้อมาให้เป็นพิเศษเลยนะ!"
ยายซุนลูบหัวเหลนด้วยความเอ็นดู "ซิงหวังน่ารักจริง ๆ รีบไปล้างมือเถอะ จะได้กินข้าวกัน"
"แม่!" จินว่านที่เดินตามเข้ามาเย้าขึ้น "ท่านไม่เรียกข้ากินข้าวบ้างเหรอ?"
ยายซุนบ่นอุบ "โตจนป่านนี้ยังจะเล่นอีก รีบไปล้างมือกับซิงหวังเลยนะ อย่าลืมใช้สบู่ล้างให้สะอาดด้วย"
"รับทราบ!" จินว่านหัวเราะร่า
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมลูกหลานถึงดูอารมณ์ดีกันขนาดนี้ แต่พอเห็นพวกเขามีความสุข ยายซุนก็พลอยสบายใจไปด้วยอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน บนโต๊ะอาหารครอบครัวสามรุ่นนั่งล้อมวงกันอย่างมีความสุข ต่างตักกับข้าวให้กันและคุยเล่นกันสนุกสนาน
บรรยากาศแบบนี้ไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว เนื่องจากลูกชายกับลูกสะใภ้ของจินว่านไปทำธุรกิจที่ต่างอำเภอ นาน ๆ ทีถึงจะกลับมาบ้านสักครั้ง
"ย่าทวดลองชิมรากบัวนี่สิ ข้าบอกให้เถ้าแก่ใส่น้ำหวานเพิ่มให้เป็นพิเศษเลยนะ!" จินซิงหวังคีบรากบัวส่งให้ยายซุนอย่างประจบประแจง
ยายซุนรับมากินแล้วชูนิ้วโป้งให้ "อืม อร่อยจริง ๆ!"
จินว่านเห็นเป็นจังหวะดีเลยส่งสายตาให้หลานชาย จินซิงหวังรู้หน้าที่ทันที เขาลุกไปนวดไหล่ให้ยายซุนพลางอ้อน "ย่าทวด ซิงหวังมีเรื่องอยากขอร้องหน่อย"
"นั่นไง ข้าว่าแล้วเชียวว่าไม่มีของฟรี" ยายซุนยิ้มตาหยี "ซิงหวังอยากให้ช่วยอะไรล่ะ?"
"ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก" จินซิงหวังนิ่งไปนิดก่อนจะพูดต่อ "ย่าทวดก็รู้ว่าข้าอยากเรียนหนังสือมาตลอด แต่ไม่ถูกใจอาจารย์คนไหนในเมืองนี้เลย จนเมื่อไม่นานมานี้ มีอาจารย์ท่านหนึ่งกลับมาอยู่ที่เรือนน้อยอันซือใช่ไหม?"
"ข้าได้ยินปู่บอกว่าท่านสนิทกับเขามาก ข้าเลยอยากให้ย่าทวดช่วยพูดให้หน่อย ให้เขารับข้าเป็นศิษย์ได้ไหม?”