บทที่ 12 การแบ่งแผนก (2)
บรรยากาศภายในห้องประชุมเงียบสงัดลงชั่วขณะ ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ฟางหานเพียงผู้เดียว ราวกับกำลังรอคอยคำตอบที่จะเป็จุดเปลี่ยนสำคัญ
เพียงระยะเวลาสั้น ๆ แค่สามวัน ทัศนคติของเหล่านักศึกษาฝึกงานส่วนใหญ่ที่มีต่อเขาก็แปรเปลี่ยนจากความกังขาเป็ความยอมรับ บางครั้งวาสนาของคนเราก็ไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันได้จริง ๆ บางคนเกิดมาพร้อมกองเงินกองทองมีมรดกมหาศาลรออยู่เบื้องหน้า ในขณะที่บางคนต้องดิ้นรนเจียนตายเพียงเพื่อให้มีอาหารตกถึงท้อง ความต่างชั้นนี้เป็สัจธรรมที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ใน่สามวันที่ผ่านมา ฟางหานได้แสดงศักยภาพที่ทิ้งห่างจากเพื่อนร่วมรุ่นอย่างไม่เห็นฝุ่น เมื่อเป็เช่นนี้ การเลือกเป็มิตรกับอัจฉริยะย่อมเป็หนทางที่ฉลาดกว่าการปล่อยให้อคติและความอิจฉามาบดบังทัศนคติของตนเอง
ทว่า... ย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ หลินกวางเลี่ยงจ้องมองฟางหานด้วยดวงตาแดงก่ำด้วยความริษยา เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้เวทีที่โรงพยาบาลเจียงจงแห่งนี้สร้างชื่อเสียงให้ขจรขจาย แต่กลับถูกรัศมีของฟางหานกลบจนมิด จนถึงตอนนี้ นอกจากเพื่อนที่คุ้นเคยเพียงไม่กี่คน ก็แทบไม่มีใครจดจำชื่อของเขาได้เลย
‘ควรจะเลือกแผนกไหนดีนะ?’ ฟางหานครุ่นคิดอย่างหนัก
หากเป็่เวลาก่อนที่ระบบจะปรากฏขึ้น เป้าหมายเดียวของเขาคือการหาทางบรรจุเข้าทำงานในโรงพยาบาลเจียงจงให้ได้ โดยมีแผนกอายุรกรรมเป็เป้าหมายสูงสุด แต่ในตอนนี้เขากลับโหยหา ‘พื้นที่’ ที่จะช่วยให้เขาได้แสดงศักยภาพและสั่งสมแต้มให้ได้มากที่สุด
“ฟางหาน นายตัดสินใจได้หรือยังว่าอยากไปประจำการที่แผนกไหน?” เริ่นไห่เฉียงลืมตาขึ้นถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขา้าสะสางเื่ของฟางหานให้จบสิ้นเสียก่อน ไม่เช่นนั้นการแบ่งแผนกในวันนี้คงไม่มีวันสิ้นสุด ปกติแล้วเื่นี้ไม่ใช่เื่ที่ซับซ้อนอะไรเลย
จำนวนนักศึกษาที่เลือกเรียนสายแพทย์แผนจีนนั้นมีไม่มาก และโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านนี้ก็มีจำกัด แตกต่างจากสายแพทย์ตะวันตกที่มีนักศึกษาฝึกงานนับร้อยชีวิต การจัดสรรนักศึกษาเพียงสามสิบกว่าชีวิตของที่นี่ โดยปกติจึงใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจก็เสร็จสิ้น
“ผมขอเลือกไปแผนกฉุกเฉินได้ไหมครับ?” ฟางหานเอ่ยถามด้วยความลังเลเล็กน้อย แต่ในใจกลับมั่นใจว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะไม่ว่าโรงพยาบาลแห่งไหน แผนกฉุกเฉินก็คือสนามรบที่มีโอกาสได้แสดงฝีมือมากที่สุดเสมอ
แม้โรงพยาบาลเจียงจงจะเป็โรงพยาบาลแพทย์แผนจีน ทำให้แผนกฉุกเฉินอาจไม่เนืองแน่นไปด้วยเคสอุบัติเหตุรุนแรงเท่าโรงพยาบาลตะวันตก แต่ความวุ่นวายและจำนวนผู้ป่วยก็ยังคงนำหน้าแผนกอื่นอยู่หลายขุม
“นายแน่ใจนะว่าอยากไปแผนกฉุกเฉิน?” เริ่นไห่เฉียงเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาพยายามคาดเดาใจฟางหานไว้หลายทาง ทั้งแผนกอายุรกรรม แผนกศัลยกรรมกระดูก หรือแม้แต่แผนกกุมารเวชศาสตร์ แต่กลับไม่มีแผนกฉุกเฉินอยู่ในลิสต์ความคิดของเขาเลย
ในการจัดสรรครั้งนี้ นอกจากแผนกสูตินรีเวชและแผนกฉุกเฉินแล้ว แทบทุกแผนกต่างมีคนมาทาบทามไว้หมด ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพื่อหวังจะคว้าตัวฟางหานนั่นเอง
เพียงไม่กี่วัน กระแสข่าวเื่ ‘อัจฉริยะรุ่นเยาว์ในหมู่เด็กฝึกงาน’ ก็แพร่สะพัดไปไกล แม้แต่ฉินเว่ยหัวและเซวียจื่อหลินก็ยังถึงขั้นต้องย้อนกลับไปดูวิดีโอบันทึกภาพ่ที่ฟางหานวิเคราะห์อาการในห้องสังเกตการณ์ ไม่เช่นนั้นหัวหน้าแผนกระดับปรมาจารย์ทั้งสองคงไม่ยอมลดตัวมาคัดเลือกคนด้วยตนเองเช่นนี้
ความจริงที่น่าเศร้าคือ ทุกโรงพยาบาลต่างเผชิญกับภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือ โดยเฉพาะแพทย์แผนจีนรุ่นใหม่ที่แทบจะไม่มีใครก้าวขึ้นมาสืบทอดวิชาจากเหล่าผู้าุโได้เลย ปัจจุบันโรงพยาบาลเจียงจงยังคงประคับประคองชื่อเสียงด้วยบารมีของเหล่าปรมาจารย์และลูกศิษย์เอกอย่างฉินเว่ยหัว ทว่า แพทย์รุ่นเยาว์ที่เปี่ยมพร์จริง ๆ กลับเบาบางดั่งละอองหมอก การปรากฏตัวของฟางหานจึงเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หากเขาสามารถเติบโตในแผนกใดแผนกหนึ่งได้ เพียงไม่กี่ปีเขาก็จะกลายเป็เสาหลักสำคัญของแผนกนั้นทันที
ทว่า... ทั้งฉินเว่ยหัว เซวียจื่อหลิน และแม้แต่เริ่นไห่เฉียง ต่างก็คิดไม่ถึงว่าฟางหานจะตัดสินใจเลือก ‘ทางสายลำบาก’ อย่างแผนกฉุกเฉิน
เมื่อหายจากความใ เริ่นไห่เฉียงกลับยิ่งทวีความชื่นชมในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้มากขึ้นไปอีก เขามองเห็นความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งสงบ แผนกฉุกเฉินไม่ใช่สถานที่ที่แพทย์รุ่นใหม่ทั่วไปจะปรารถนาจะก้าวเท้าเข้าไปนัก
เพราะไม่ว่าที่ไหน แผนกฉุกเฉินคือสมรภูมิที่ทั้งเหนื่อยล้า กดดัน และยากลำบากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน แพทย์ที่ผ่านการเคี่ยวกรำจากที่นี่ ย่อมกลายเป็เพชรเม็ดงามที่มีทักษะการรักษาที่ฉับไวและแม่นยำ หากไร้ซึ่งฝีมือที่แท้จริง ย่อมไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้นาน
เริ่นไห่เฉียงพอจะเดาเจตนาของฟางหานได้ไม่ยาก ยิ่งผู้ป่วยมากเท่าไหร่ โอกาสในการฝึกฝนและเรียนรู้ย่อมทวีคูณ การได้ลงมือปฏิบัติจริงั้แ่ก้าวแรกของการฝึกงาน จะช่วยให้เขาคุ้นเคยกับระบบและขีดจำกัดของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
“ฟางหาน ในเมื่อนายตั้งใจจะไปแผนกฉุกเฉิน ฉันก็คงไม่ขัดศรัทธา แต่มีเื่หนึ่งที่ต้องเตือนไว้ก่อน... แผนกฉุกเฉินของเจียงจงนั้นแตกต่างจากที่อื่น หัวหน้าแผนกและอาจารย์แพทย์ที่นั่นล้วนเป็ระดับหัวกะทิและเข้มงวดเป็ที่สุด ใน่แรกนายอาจจะทำได้เพียงยืนดูและไม่มีโอกาสได้ลงมือทำอะไรเลย”
คนเก่งย่อมเป็ที่รักในทุกที่ แต่โลกแห่งความเป็จริงนั้นโหดร้าย หลายคนมักพร่ำบ่นว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ทั้งที่ความจริงแล้วเป็เพียงความทะเยอทะยานที่สูงกว่าฝีมือเท่านั้น
ด้วยศักยภาพที่ฟางหานแสดงออกมา เริ่นไห่เฉียงยอมรับว่าแอบเป็ห่วง เพราะแผนกฉุกเฉินนั้นวุ่นวายเสียจนเหล่าอาจารย์แพทย์อาจไม่มีเวลามาละเมียดละไมสอนสั่งเหมือนแผนกอื่น
“รองหัวหน้าเริ่นพูดถูกแล้ว แพทย์แผนกฉุกเฉินยุ่งจะตาย ไม่มีเวลามาคอยชี้แนะเด็กฝึกงานหรอกนะ” ฉินเว่ยหัวเอ่ยแทรกเพื่อดึงสติฟางหาน สำหรับคนอื่นอาจจะมองว่าการมีโอกาสลงมือเป็เื่ยาก แต่สำหรับฟางหานนั้นแตกต่างออกไป ทว่าฉินเว่ยหัวก็ยังอยากให้เขาพิจารณาแผนกอายุรกรรมที่เขาสามารถดูแลได้มากกว่า
“ผมยังคงยืนยันที่จะไปแผนกฉุกเฉินครับ ผมอยากััถึงความเข้มข้นและความกดดันของที่นั่น เพื่อเป็รากฐานในการปรับตัวเข้ากับแผนกอื่น ๆ ในอนาคต” ฟางหานตอบพร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เพราะนอกจากโอกาสแล้ว แผนกฉุกเฉินคือสถานที่ที่ความเป็และความตายขนานคู่กันไปตลอดเวลา
ั้แ่วันแรกที่เริ่มศึกษาศาสตร์แพทย์ คุณปู่ของเขาเคยพร่ำสอนเสมอว่า ‘บทเรียนแรกที่แพทย์ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่การรักษาโรค แต่คือการเผชิญหน้ากับสัจธรรมแห่งความเป็และความตาย’
“ตกลง ในเมื่อนายตัดสินใจแน่วแน่แล้ว งั้นก็ไปที่แผนกฉุกเฉินเถอะ” เริ่นไห่เฉียงประกาศก้อง
เมื่อฟางหานเลือกเส้นทางของตนแล้ว ความสนใจของฉินเว่ยหัวและคณะอาจารย์ท่านอื่นที่มีต่อการแบ่งแผนกที่เหลือก็ลดวูบลงทันที พวกเขาทั้งหมดรอจนการจัดสรรเสร็จสิ้น ก่อนจะนำพานักศึกษาในสังกัดแยกย้ายกันออกไป
นอกจากฟางหานแล้ว ยังมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามคนที่ถูกจัดสรรเข้าสู่แผนกฉุกเฉิน ได้แก่ หลินกวางเลี่ยง อู๋เหล่ย และเด็กสาวท่าทางนิ่งสงบชื่ออย่างเซี่ยหย่าผิง
ผลสรุปของการแบ่งแผนกในครั้งนี้ แผนกอายุรกรรมรับนักศึกษาไปมากที่สุด ตามมาด้วยแผนกฝังเข็ม ส่วนแผนกฉุกเฉินรวมฟางหานแล้วมีเพียงสี่ชีวิตเท่านั้น และแผนกสูตินรีเวชอีกสองคน เมื่อกลุ่มก้อนใหญ่แยกย้ายไปแล้ว ในห้องประชุมจึงเหลือเพียงนักศึกษาฝึกงานทั้งหกคน (รวมฟางหาน)
เริ่นไห่เฉียงชำเลืองมองนาฬิกาพลางลุกขึ้น “เอาละ ฉันจะไปส่งพวกเธอที่แผนกด้วยตัวเอง”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนหันไปมองฟางหานเป็ตาเดียว โดยปกติแล้ว เด็กฝึกงานต้องไปรายงานตัวตามแผนกเอง แต่ครั้งนี้มีอาจารย์แพทย์จากแผนกอื่นมารับตัวไปเกือบหมด เหลือเพียงสูตินรีเวชและฉุกเฉินที่ไม่มีใครมา เริ่นไห่เฉียงจึงขันอาสาทำหน้าที่นี้เอง... ซึ่งทุกคนต่างรู้ดีว่า ‘ฟางหาน’ คือเหตุผลหลักที่แท้จริง
ระหว่างเดินมุ่งหน้าไปยังแผนกฉุกเฉิน เริ่นไห่เฉียงเอ่ยแนะนำฟางหานเบา ๆ “หัวหน้าแผนกฉุกเฉินชื่อกัวิเฉียง เขาเป็ลูกชายคนโตของผู้าุโกัว ส่วนอาจารย์แพทย์ท่านอื่นก็ล้วนเป็ยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของเจียงจง เมื่อไปถึงแล้วจงตั้งใจศึกษา อย่าได้อวดดีหรือทำตัวเด่นจนเกินงาม จงรู้จักถ่อมตนและระมัดระวังในทุกก้าวย่าง”
แม้เมื่อวานฟางหานจะได้แวะเวียนมาที่นี่แล้ว แต่เขาก็ยังไม่เคยได้พบกับกัวิเฉียงมาก่อน เขาพอจะรู้อยู่บ้างว่าหัวหน้าแผนกนามว่ากัวิเฉียง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็ถึงลูกชายของกัวเหวินยวน
“ผู้าุโกัวและคณะก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อ้าพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ศาสตร์แพทย์แผนจีนไม่ได้มีไว้เพียงรักษาโรคทั่วไป แต่ยังสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ฉุกเฉินและโรคร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แผนกฉุกเฉินจึงเปรียบเสมือนปราการหน้าและเป็เกียรติยศของโรงพยาบาลเจียงจง”
คำเตือนของเริ่นไห่เฉียงนั้นแฝงไปด้วยความปรารถนาดี เพราะเขารู้ว่าฟางหานนั้นเก่งกาจและทะเยอทะยาน แต่หากความมั่นใจแปรเปลี่ยนเป็ความหยิ่งยโส ย่อมจะเป็อุปสรรคต่อการเรียนรู้อย่างมหาศาล
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตแผนกฉุกเฉิน ภาพความวุ่นวายก็ปรากฏขึ้นทันที ผู้ป่วยและญาติเดินขวักไขว่ พยาบาลต่างทำงานกันอย่างเร่งรีบจนแทบไม่ได้เงยหน้ามอง ใครบางคนสังเกตเห็นเริ่นไห่เฉียงแต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้าทักทายสั้น ๆ ก่อนจะรีบหันไปจัดการงานตรงหน้าต่อ
เริ่นไห่เฉียงนำทางมาจนถึงจุดคัดกรองผู้ป่วย ก่อนจะส่งตัวเด็กทั้งสี่คนให้กับพยาบาลประจำจุด แล้วจึงพาเด็กอีกสองคนไปส่งยังแผนกสูตินรีเวช
พยาบาลที่จุดคัดกรองปรายตามองกลุ่มเด็กฝึกงานหน้าใหม่ ก่อนจะชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “ห้องพักผ่อนอยู่ทางนั้น หากไม่มีคำสั่งเรียก ห้ามเดินเพ่นพ่านไปมาโดยเด็ดขาด ถ้ามีงานด่วนฉันจะไปเรียกเอง และจำไว้... หากมีผู้ป่วยเข้ามาสอบถามอาการ ห้ามพวกเธอตอบคำถามเองเป็อันขาด ให้พวกเขามารอรับคิวที่จุดคัดกรองนี้เท่านั้น เข้าใจไหม?”
‘ห้องพักผ่อน’ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ห้องรอ’ คือสถานที่ที่นักศึกษาฝึกงานและแพทย์ประจำบ้านใช้พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้า หรือรอรับคำสั่ง มันคือมาตรการจัดระเบียบเพื่อไม่ให้เด็กฝึกงานเดินเกะกะจนรบกวนการทำงานของแพทย์เ้าของไข้และหัวหน้าแผนก
ภายในห้องเงียบเหงาไร้ผู้คน ฟางหานและเพื่อน ๆ ต่างเลือกจับจองที่นั่ง อู๋เหล่ยทิ้งตัวลงข้างฟางหานพลางพ่นลมหายใจทิ้ง “ฟางหาน... เริ่มเสียใจบ้างหรือยังที่เลือกมาที่นี่? ถ้าตอนนี้นายอยู่ที่แผนกอายุรกรรม ป่านนี้คงได้เดินสง่าผ่าเผยตามหลังหัวหน้าฉินไปตรวจวอร์ดแล้วนะ”
ด้วยชื่อเสียงที่ฟางหานสร้างไว้ตลอดสามวัน ไม่ว่าจะไปแผนกอายุรกรรมหรือศัลยกรรมกระดูก เขาย่อมต้องกลายเป็ ‘คนสำคัญ’ ที่ทุกคนอยากชี้แนะ ทว่าในแผนกฉุกเฉินที่วุ่นวายเช่นนี้ จะมีใครกันที่รู้จักหรือสนใจเด็กฝึกงานที่ชื่อฟางหาน? แม้แต่กัวิเฉียงก็คงยังไม่ได้รับรายงานเื่ของเขาด้วยซ้ำ
“ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องหาทางยืนหยัดให้ได้ล่ะนะ นายนั่งพักไปเถอะ” ฟางหานตอบเรียบ ๆ พลางหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเลื่อนดูความเคลื่อนไหวในวีแชต ทว่า ในหัวกลับกำลังขบคิดถึงรางวัลใหญ่ที่ได้รับมา
‘มาถึงแผนกฉุกเฉินแล้ว ทักษะที่จำเป็ที่สุดคงหนีไม่พ้นการวิเคราะห์โรคอย่างรวดเร็ว... ควรจะใช้รางวัลทักษะขั้นกลางถาวรแลกเป็การวินิจฉัยโรคดีไหมนะ?’
[คำเตือนจากระบบ : โฮสต์มีแต้มความชอบสะสม +166 แต้ม กรุณาบริหารจัดการแต้มเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง]