กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 129 เสือกระดาษ

         ณ ห้องแห่งหนึ่งภายในตระกูลฮาร์เกน  ที่ใจกลางห้องมีโต๊ะสีขาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่ รอบๆโต๊ะตัวนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด  พวกเขาทั้งหมดล้วนแต่เป็นผู้คนที่มีหน้ามีตาในเมืองเบอเนียร์ ผู้ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการประชุมคือดยุคโคเว่นเจ้าเมืองเบอเนียร์ ส่วนคนที่เหลือก็มีอัศวินแห่งเมืองเบอเนียร์อีกสี่คน  กับผู้นำตระกูลอีกสามตระกูล 

     

        แอเรียสที่นั่งอยู่ถัดจากดยุคโคเว่นราวกับเป็นสิ่งแปลกแยกในการประชุมครั้งนี้  แม้แอเรียสจะเป็นผู้ที่มีอายุน้อยมากที่สุดในห้องแห่งนี้แต่น่าแปลกที่เขากลับไม่แสดงความประหม่าใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย  สายตาของเขาดูเยือกเย็นกว่าผู้อื่นที่มักจะหันมองเขาด้วยความสงสัยเสียอีก 

     

         หัวข้อการประชุมในครั้งนี้ก็คือแผนการที่จะจัดการกับปีศาจเบเฮโมท  ข่าวเรื่องเกราะมนตราที่กำลังจะแตกสลายทำให้สีหน้าของผู้นำตระกูลทั้งสามเต็มไปด้วยความตื่นตกใจ และข่าวร้ายที่แย่ไปกว่านั้นคือเมืองเบอเนียร์จะไม่มีกำลังเสริมจากที่ใด   เพราะลูกแก้วสื่อสารที่เป็นเครื่องมือติดต่อไปยังเมืองโพริอัสเพื่อขอความช่วยเหลือ  ตอนนี้ได้ถูกทำลายไปแล้วด้วยฝีมือของเนสโต้   สีหน้าผู้นำทั้งสามยิ่งเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แตกต่างกับคนอื่นๆที่ต่างรู้เรื่องนี้กันก่อนแล้ว    

     

         “ ไม่ต้องกังวลไป  ใช่ว่าจะไม่มีวิธีกำจัดเจ้าปีศาจตัวนั้น “

     

         ดยุคโคเว่นพูดออกมาด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะเริ่มอธิบายแผนการต่างๆ

     

         “ วันพรุ่งนี้ไม่เกินเที่ยงวันเกราะมนตราน่าจะสลายไป และเมื่อถึงเวลานั้นพวกเราทั้งหมดจะลงมือสังหารปีศาจตัวนั้น  แผนการก็ไม่ได้มีอะไรเข้าใจยุ่งยากมากนัก ข้ากับพวกอัศวินจะเป็นผู้ที่ใช้เวทพันธนาการมันเอาไว้  ส่วนพวกเจ้าทั้งสามมีหน้าที่คุ้มครองแอเรียสในการลงมือสังหารปีศาจ  แผนการมันก็มีเพียงเท่านี้ พวกเราจะต้องรีบลงมืออย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ปีศาจมันบุกเข้ามาในเมืองเบอเนียร์ได้“

     

         ดยุคโคเว่นอธิบายแผนการออกมา แผนการนี้ไม่ได้มีสิ่งใดสลับซับซ้อนหรือเป็นแผนการที่เข้าใจยากแต่อย่างใด  แต่ที่น่าแปลกคือหลายคนกลับขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ดยุคโคเว่นพูด

     

         “ นี่ท่านดยุคหมายความว่าจะให้หลานชายของฟาร์ฮานเป็นผู้ลงมือสังหารปีศาจอย่างนั้นเหรอ? “ .

     

        เบลซหันไปจ้องหน้าแอเรียสก่อนจะขมวดคิ้วอย่างไม่เชื่อมั่นในตัวของเด็กหนุ่ม  ถึงแม้ว่าแอเรียสอาจจะเก่งกาจกว่านักเวทในรุ่นราวคราวเดียวกัน  แต่มันย่อมไม่เหมาะสมที่จะให้เขารับหน้าที่สำคัญเช่นนี้  เบลซอยากรู้นักว่าดยุคโคเว่นกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

     

         “ ข้าเองก็เห็นด้วยว่าแอเรียสไม่เหมาะกับหน้าที่สำคัญเช่นนี้  แผนการในครั้งนี้ไม่ควรจะมีชื่อของเขาด้วยซ้ำ ข้ายังไม่รู้เลยว่าทำไมเขาจึงมาเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ด้วย “

     

         อีริกผู้นำตระกูลโจฮันเนสเอ่ยออกมาโดยไม่ได้ไว้หน้าแอเรียสแต่อย่างใด แม้แอเรียสจะเป็นนักเวทรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองเบอเนียร์  แต่ไม่ว่าจะมองยังไงเขาก็ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งไม่มีเหมาะสมสำหรับแผนการสำคัญนี้ 

     

         “ แอเรียสเจ้าควรคิดดีๆก่อนไหม  นี่มันอันตรายเกินไปสำหรับเจ้านะ “

     

         แม้แต่โคเรี่ยนยังพยายามเกลี้ยกล่อมแอเรียสให้ถอนตัว ในดวงตาคู่นั้นมันมีความห่วงใยปะปนอยู่เล็กๆ  แต่ส่วนหนึ่งก็คือความไม่เชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถสังหารปีศาจได้ 

     

        โชคดีที่ดยุคโคเว่นได้พูดคุยเรื่องจิตอสูรกัมปนาทและเรื่องของผู้ที่อยู่เบื้องหลังของแอเรียสให้กับเหล่าอัศวินทั้งหมดได้ฟังแล้ว ไม่อย่างนั้นเสียงคัดค้านคงได้อื้ออึงกว่าตอนนี้แน่ 

     

         “ แอเรียสช่วยนำสิ่งนั้นออกมาหน่อย“

     

          ดยุคโคเว่นหันไปบอกแอเรียสด้วยน้ำเสียงเชิงขอร้อง  เขาอยากจะให้ความปวดหัวเหล่านี้มันหายไปเสียที แอเรียสเพียงพยักหน้าเล็กๆโดยไม่ได้พูดอะไร เมื่อจิตอสูรกัมปนาทปรากฏบนฝ่ามือของแอเรียส  ผู้คนก็ต่างจ้องมันด้วยความสนใจ  แตกต่างกับดยุคโคเว่นกับอลันที่เคยเห็นมันมาแล้ว  พวกเขากลับรู้สึกว่าเจ้าสิ่งนี้ช่างน่าอันตรายนัก

     

         “ ในมือของแอเรียสคือจิตอสูรกัมปนาท มันเป็นอาวุธเวทที่มีพลังมากพอที่จะสังหารปีศาจตัวนั้นได้  พวกเจ้าอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของมันมาก่อน  แต่พวกเจ้าก็น่าจะเคยเห็นพลังของมันไปบ้างแล้ว  นี่คืออาวุธแบบเดียวกับที่แอเรียสใช้สังหารเนสโต้และคาซัส  ทีนี้พวกเจ้าจะเชื่อใจเขาได้หรือยัง “

     

         ไม่ต้องรอให้ผู้คนเอ่ยถาม ดยุคโคเว่นก็อธิบายเกี่ยวจิตอสูรกัมปนาทในทันที          

     

        เสียงอื้ออึงต่างดังออกมาจากปากของเหล่านักเวทที่นั่งล้อมรอบโต๊ะสีขาว  ผู้นำตระกูลใหญ่ทั้งสามคนต่างจ้องมองมันด้วยความสนใจ  บางคนถึงกับเกิดความโลภขึ้นมาในจิตใจ เพียงแค่คิดว่าได้ครอบครองมันไว้ในมือพวกเขาก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว  หากได้สิ่งนี้มาไว้ในมือตระกูลพวกเขาคงยิ่งใหญ่ขึ้นไม่ใช่น้อย หากมีอาวุธที่สามารถสังหารนักเวทระดับอัศวินได้ในพริบตาอยู่ในมือ  ลองดูสิว่าจะมีผู้ใดกล้าต่อกรกับเขาบ้าง 

     

         “  แล้วทำไมต้องให้แอเรียสเป็นผู้ลงมือล่ะ สู้ให้นักเวทระดับอัศวินคนอื่นเป็นผู้ถือครองอาวุธนั่นเอาไว้ไม่ดีกว่าหรือ  หากแอเรียสพลาดท่าถูกสังหารขึ้นมา  พวกเราไม่ตายกันหมดรึ ? “

     

         อีริกลูบไปที่เครายาวสีขาวของเขาพร้อมกับพูดออกมาด้วยสีหน้าที่คล้ายผู้กำลังขบคิดอะไรบางอย่าง ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้นักเวทระดับผู้ใช้มนตราเป็นผู้ทำหน้าที่สำคัญในแผนการครั้งนี้  และส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขารู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่นักเวทระดับอัศวินอย่างเขากลับได้รับหน้าที่เพียงคุ้มกันผู้เยาว์คนหนึ่ง      

     

         “ เฮ้อออนู้นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่เอา ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รับหน้าที่สังหารปีศาจเองก็แล้วกัน “

     

         แอเรียสถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญเต็มทน ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะเอาจิตอสูรกัมปนาทในมือยัดใส่ปากของอีริกให้เงียบลงไปสักทีเหมือนกัน 

     

         “ ถ้าเช่นนั้นก็ส่งจิตอสูรกัมปนาทในมือเจ้ามาให้กับข้า  แล้วข้าจะเสียสละรับหน้าที่เป็นผู้สังหารปีศาจตัวนั้นเอง“

     

         อีริกยกยิ้มอย่างลำพองอยู่ภายในใจ  ดูเหมือนทุกอย่างมันช่างง่ายดายนัก ‘นึกว่าจะแน่ซักแค่ไหน  สุดท้ายก็เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่โดนแรงกดดันไม่เท่าไหร่ก็ยอมแพ้เสียแล้ว’ อีริกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ

     

         “ หึ! ช่างเป็นคนที่เสียสละจริงๆ ถ้าเช่นนั้นก่อนที่เจ้าจะรับมันไปข้าจะบอกเรื่องบางอย่างให้เจ้าได้รับรู้เอาไว้  อย่างแรกสิ่งนี้เป็นของที่อาจารย์ได้มอบเอาไว้ให้กับข้าเพื่อป้องกันตัว มันสร้างมาจากของล้ำค่าที่ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะมีปัญญาชดใช้ราคามันไหวหรือไม่  อย่างที่สองอาจารย์ข้าได้เตือนเอาไว้ว่าอย่ามอบให้ผู้ใดหากไม่อยากเห็นมันผู้นั้นอายุสั้น!!  และที่ตัวข้ายังมีแก่นอสูรระดับองครักษ์อีกหนึ่งชิ้นที่อาจารย์ของข้าฝากเอาไว้  เจ้าอยากได้มันด้วยไหม ? ถ้าอาจารย์ข้ากลับมาเมื่อไหร่ข้าจะได้บอกว่าฝากของพวกนี้เอาไว้กับเจ้า“

     

         เสียงของก้อนผลึกบางอย่างที่กระทบกับโต๊ะทำให้ผู้คนต้องหันมองด้วยความสนใจ ทันใดนั้นแก่นอสูรระดับองครักษ์ก็ปรากฏแก่สายตาผู้คน  พลังที่แผ่ออกมาจากมันย่อมเป็นแก่นอสูรระดับองครักษ์อย่างไม่ผิดแน่ ผู้คนต่างเบิกตาโพลงจ้องมองแก่นอสูรด้วยความตื่นตะลึง 

     

        แม้พวกเขาจะเป็นถึงนักเวทระดับอัศวินแต่ในชีวิตนี้พวกเขายังไม่เคยแม้แต่จะครอบครองแก่นอสูรระดับองครักษ์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว  แก่นอสูรระดับองครักษ์มันไม่ต่างจากสมบัติล้ำค่าที่ทั้งชีวิตของพวกมันก็อาจจะไม่สามารถมีไว้ในครอบครอง แต่แอเรียสกลับนำมันออกมาโดยได้เกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดฉกชิงไป  หนำซ้ำยังท้าทายให้อีริกมาหยิบมันไปอีกด้วย เขาต้องมีความมั่นใจและความบ้าบิ่นเพียงใดกันจึงกล้าทำตัวเช่นนี้  ถึงแม้จะมีความโลภอยู่ภายในใจแต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าจะเอื้อมมือไปสัมผัสมัน 

     

        ผู้ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลได้ย่อมไม่ใช่ผู้โง่เขลา สิ่งที่แอเรียสสื่อมาในคำพูดมีหรือที่พวกเขาจะไม่รู้  ‘อาจารย์ข้าได้เตือนเอาไว้ว่าอย่ามอบให้ผู้ใดหากไม่อยากเห็นมันผู้นั้นอายุสั้น’นั่นย่อมเป็นคำขู่อย่างไม่ต้องสงสัย  อาจารย์ที่แอเรียสกล่าวถึงคือนักเวทที่สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับองครักษ์ได้ด้วยตัวคนเดียว  หากเดาไม่ผิดอย่างต่ำก็ย่อมเป็นระดับปราชญ์  หรือไม่แน่ก็อาจจะเป็นถึงระดับจอมเวท นั่นเป็นตัวตนที่พวกเขาล้วนไม่อาจจะเอื้อมถึง  หากสร้างความขุ่นเคืองให้กับคนระดับนั้นย่อมหมายถึงความตายอย่างไม่ต้องสงสัย   

     

        ในที่สุดพวกเขาก็รู้ถึงความจริงว่าเหตุใดดยุคโคเว่นถึงยอมให้แอเรียสเข้าร่วมแผนการนี้  เหตุใดดยุคโคเว่นจึงไม่เป็นผู้ที่ลงมือด้วยตัวเอง  แม้แต่ดยุคโคเว่นยังไม่กล้าที่จะนำจิตอสูรกัมปนาทมาเป็นของตัวเองแล้วพวกเขาจะไปกล้าแตะต้องได้อย่างไร ตัวตนของอาจารย์ที่อยู่เบื้องหลังของแอเรียสอาจจะเป็นใครสักคนที่สามารถลบตระกูลของพวกเขาให้หายไปได้ในชั่วพริบตา 

     

         ‘ทำไมข้าถึงไม่เคยเอะใจกันว่าเหตุใดหลานชายของฟาร์ฮานจึงได้เก่งกาจผิดมนุษย์ขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะเขามีนักเวทที่แข็งแกร่งคอยช่วยเหลืออยู่นี่เอง  บ้าเอ้ย ! ข้าไม่น่าไปเสียมารยาทกับเขาเลย ’ อีริกคิดอยู่ในใจอย่างหวาดหวั่น ดูเหมือนเขาจะทำผิดพลาดเสียแล้วที่สร้างความขุ่นเคืองให้กับแอเรียส

     

         “ เหอะ! ไม่มีใครอยากได้มันแล้วเหรอ? “

     

         แอเรียสแค่นลมหายใจออกมาอย่างเย็นชา   เขาเหลือบสายตาไปมองอีริกที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเป็นมิตรกับเขานัก  แต่มันกลับหลบสายตาของเขาไปซะอย่างนั้น  เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าหยิบแก่นอสูรและจิตอสูรกัมปนาทไป ในที่สุดแอเรียสก็เก็บของทั้งสองสิ่งเอาไว้ในแหวนมิติ  

     

         ความจริงแล้วการข่มขู่ผู้คนโดยการสร้างตัวตนของอาจารย์จอมปลอมขึ้นมาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกจับได้อยู่เช่นกัน แต่เหตุที่แอเรียสจำเป็นต้องทำเช่นนี้ก็เพื่อความมั่นคงของตระกูลในอนาคต 

     

        แม้ยามสงครามเหล่าตระกูลใหญ่อาจจะดูสามัคคีกันดี แต่เมื่อเสร็จสิ้นสงครามมันย่อมไม่เป็นเช่นนั้น  ห้าตระกูลใหญ่ที่เคยคานอำนาจกันอยู่บัดนี้มันเหลือเพียงสี่ตระกูลเท่านั้น  การช่วงชิงความเป็นใหญ่ย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  และที่สำคัญไปกว่านั้นสองในสี่ก็กำลังระส่ำระส่ายเพราะการทรยศภายในตระกูล อีกสองตระกูลที่เหลือย่อมไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่ 

     

        ฟาร์ฮานเองตอนนี้ก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส สถานการณ์ภายในตระกูลสการ์เชียนับว่าย่ำแย่ยิ่งกว่าตระกูลมัลเลอร์เสียอีก  มีความเป็นไปได้สูงที่ตระกูลสการ์เชียอาจจะเป็นตระกูลที่ถูกเล่นงานเป็นตระกูลแรก ด้วยเหตุนี้แอเรียสจึงจำต้องใช้ตัวตนของอาจารย์ปริศนาเพื่อทำให้อีกสามตระกูลที่เหลือไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องตระกูลสการ์เชีย   

     

        หากคิดจะเขียนเสือให้วัวกลัวมันก็ต้องเขียนเสือที่น่าเกรงขามและสมจริง  หากคิดจะโกหกเพื่อขมขู่ผู้คนก็ต้องทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะสงสัยในคำโกหกเหล่านั้น และดูเหมือนเสือที่แอเรียสขีดเขียนขึ้นมาในครั้งนี้จะสมจริงมากเกินไปจนทำให้เหล่าผู้คนต้องก้มหัวลงโดยไม่กล้าแม้แต่จะแหงนหน้าขึ้นมองเสือตัวนั้นเป็นครั้งที่สอง 

     

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน