“ฟู่…”
เมื่อเห็นแมงป่องหางอัคคีสิ้นชีพ เฟิงหยางจึงหยุดกระตุ้นยันต์อาคมในที่สุด เขาถอนหายใจยาว พลางถอยหลังไปสองสามก้าว พิงก้อนหินก้อนหนึ่งนั่งลงกับพื้น เขาเพิ่งจะตระหนักได้ว่า พลังลมปราณแท้ที่เพิ่งจะฟื้นฟูขึ้นมาในกาย บัดนี้กลับเหือดแห้งไปอีกครั้ง และเมื่อมองดูยันต์อาคมสองแผ่นในมือ ก็พบว่าเหลือให้ใช้งานได้อีกเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ฉินเย่และหลูเฉิงก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก หลังจากถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ทั้งสองก็เผยสีหน้ายินดีและโล่งใจอย่างที่สุดออกมา
“ฮ่าๆ!! ในที่สุดก็จัดการมันได้! เหนื่อยแทบตาย! แค่กๆ”
เจิ้งข่ายหัวเราะเสียงดัง แต่ดูเหมือนจะไปกระทบกระเทือนาแที่หน้าอกเข้า ทำให้เขาหน้าเบ้ด้วยความเ็ป รีบนั่งขัดสมาธิลงกับพื้นแล้วเริ่มโคจรลมปราณเพื่อปรับลมหายใจ
ส่วนเหอหยวนผู้นั้นก็มองมาทางเฟิงหยางด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง ก่อนจะหาที่นั่งปรับลมหายใจเช่นกัน ไม่สนใจจะไปจัดการกับซากศพของแมงป่องหางอัคคีที่อยู่บนพื้นแม้แต่น้อย
หลังจากปรับลมหายใจอยู่ครู่หนึ่ง เจิ้งข่ายก็เอ่ยถามเหอหยวนขณะที่ยังคงโคจรลมปราณอยู่
“เหอหยวน พวกเ้าเข้ามาจากข้างในได้อย่างไร? พวกเราเข้ามาจากทางด้านหน้าแต่กลับไม่เห็นร่องรอยใดๆ เลย”
เหอหยวนเหลือบมองไปยังทิศทางของปากถ้ำ แล้วกล่าวว่า
“พวกเราไม่ได้เข้ามาจากถ้ำนี้ ทีมของพวกข้ากวาดล้างรังแมงป่องหางอัคคีขนาดกลางแห่งหนึ่ง แต่ในส่วนลึกกลับไปเจอกับแมงป่องหางอัคคีระดับสองขั้นที่สามตัวนี้ และอีกตัวหนึ่งซึ่งเป็ระดับสองขั้นที่หกเข้าโดยบังเอิญ ในทีมของพวกข้านอกจากข้าแล้วก็มีหัวหน้าทีมที่เป็ผู้ฝึกตนอิสระระดับสร้างฐานขั้นที่สี่อีกคน พวกเราอุตส่าห์สังหารแมงป่องหางอัคคีตัวที่แข็งแกร่งที่สุดไปได้อย่างยากลำบาก แต่สหายอีกสามคนรวมทั้งหัวหน้าทีมกลับต้องสละชีวิตไป ข้าถูกแมงป่องหางอัคคีตัวนี้ไล่ตามมาจนถึงทางแยกแห่งหนึ่ง แล้วก็มาโผล่ที่นี่ โชคดีที่ได้เจอพวกเ้า มิเช่นนั้นข้าคงไม่ตายก็คงต้องาเ็สาหัส”
“เป็เช่นนี้นี่เอง ไม่คิดว่าถ้ำแห่งนี้จะเชื่อมต่อกับรังแมงป่องหางอัคคีอีกแห่งหนึ่งด้วย…” เจิ้งข่ายกล่าวอย่างเข้าใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง หากเป็เช่นนี้ ก็ต้องขอบคุณทีมของเหอหยวนที่ไปล่อความสนใจของแมงป่องหางอัคคีตัวอื่นไว้ที่อีกด้านหนึ่ง มิเช่นนั้นหากก่อนหน้านี้มีแมงป่องหางอัคคีระดับสองโผล่มาทางฝั่งของพวกเขา เกรงว่าคงจะต้องอันตรายกว่านี้มากนัก
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง เหอหยวนก็ขยับแข้งขา ดูเหมือนจะฟื้นฟูได้เกือบหมดแล้ว เขาลุกขึ้นยืนแล้วแย้มยิ้ม
“ฮ่าๆ! สหายเจิ้งข่าย วันนี้ต้องขอบคุณเ้ามาก! วันหลังข้าจะเลี้ยงสุราเ้าแน่นอน เพื่อเป็การขอบคุณที่เ้าช่วยเหลือข้าในวันนี้!”
พูดจบ เขาก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เก็บซากศพของแมงป่องหางอัคคีระดับสองที่อยู่เบื้องหน้าเข้าไปในแหวนมิติของตน
เมื่อเห็นการกระทำของเหอหยวน ดวงตาของเฟิงหยางก็ไหววูบขึ้นมา เขาแอบเลื่อนมือทั้งสองข้างไปไว้ด้านหลังอย่างเงียบๆ
“...”
เจิ้งข่ายชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เหอหยวน เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เหอหยวนกลับแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจความหมายของเจิ้งข่าย ยังคงแย้มยิ้ม
“ข้าบอกว่าจะเลี้ยงสุราเ้าวันหลังอย่างไรเล่า! วันนี้เ้าช่วยข้าไว้มากถึงเพียงนี้ ข้าจะไม่มีอะไรตอบแทนได้อย่างไร? ฮ่าๆ!”
ไม่เพียงแต่เจิ้งข่าย แม้แต่ตวนมู่รุ่ยและคนอื่นๆ ก็พากันหน้าเปลี่ยนสี ฉินเย่เป็คนใจร้อนทนไม่ไหวจึงเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“เ้าคนผู้นี้เหตุใดจึงไร้ยางอายถึงเพียงนี้?! พวกเราช่วยเ้ารับมือกับแมงป่องหางอัคคีระดับสองตัวนี้ ไม่เพียงแต่อารุ่ยจะได้รับาเ็ เฟิงหยางยังสิ้นเปลืองยันต์อาคมวงแหวนระดับสองไปถึงหกแผ่น! แต่เ้ากลับคิดที่จะฮุบแมงป่องหางอัคคีระดับสองตัวนี้ไว้คนเดียวรึ?!”
“หึ!!” เหอหยวนฉายแววเย็นเยียบในดวงตา กวาดสายตามองฉินเย่อย่างไม่เป็มิตร กล่าวด้วยรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของพวกเ้าอย่างยิ่ง วันหลังหากพวกเ้าว่าง ก็มาดื่มสุรากับเจิ้งข่ายด้วยกันเถอะ ข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเ้าอย่างดีแน่นอน”
“เ้า!!”
ฉินเย่โกรธจนใบหน้าแดงก่ำ กำลังจะโต้เถียงต่อ ตวนมู่รุ่ยก็ดึงแขนเสื้อของนางเบาๆ ส่ายหน้าเล็กน้อยเป็เชิงห้ามไม่ให้พูดต่อ
สถานการณ์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่าย้าจะฮุบของที่ได้มาไว้คนเดียว และฝ่ายตนนั้นมีกำลังไม่พอ ย่อมไม่อาจสู้ได้
เื่เช่นนี้ ในโลกของผู้ฝึกตนนั้นไม่ใช่เื่แปลกประหลาดอะไรนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าพบเห็นได้บ่อยครั้ง หากต้องเจอกับผู้ฝึกตนที่โเี้อำมหิต ถึงกับอาจจะลงมือสังหารพวกตนไปแล้วก็ได้
เจิ้งข่ายสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวเสียงเย็น
“เหอหยวน เ้าจะทำตัวเผด็จการเช่นนี้จริงๆ รึ?”
เหอหยวนแสยะยิ้ม มองเจิ้งข่ายอย่างเย้ยหยัน
“นายน้อยใหญ่เจิ้ง หรือว่าเ้าจะใช้ตระกูลเจิ้งของเ้ามาข่มขู่ข้า? คนอื่นอาจจะกลัวตระกูลเจิ้งของเ้า แต่ตระกูลเหอของข้าไม่กลัว! หากเ้ารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็ธรรม ก็ไปฟ้องร้องพ่อเ้าได้เลย ข้าจะรอให้พ่อเ้ามาทวงความยุติธรรมให้เ้าเอง ถึงตอนนั้นบางทีข้าอาจจะกลัวจนต้องคืนซากศพของแมงป่องหางอัคคีตัวนี้ให้เ้าก็ได้...ฮ่าๆ!!”
กล้ามเนื้อที่มุมตาของเจิ้งข่ายกระตุกเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงแต่ส่ายหน้าให้เฟิงหยางและพวกพ้องเล็กน้อย เป็เชิงบอกว่าอย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับมันอีก
ในโลกของผู้ฝึกตน พลังคือทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ว่าหากพวกตนร่วมมือกันก็อาจจะไม่แพ้เหอหยวนผู้นี้ แต่หากมีใครต้องาเ็ล้มตายไปเพราะเื่นี้ ก็คงจะไม่คุ้มค่า ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดทนเท่านั้น
เมื่อเห็นท่าทีโกรธแต่ไม่กล้าพูดของทุกคน เหอหยวนก็รู้สึกได้ใจอย่างยิ่งยวด เขากวาดสายตามองไปยังส่วนลึกของถ้ำ แล้วะโเสียงดัง
“เฉาหยาง! เ้าเด็กน้อยยังไม่ตายใช่หรือไม่?! แมงป่องหางอัคคีตายหมดแล้ว เ้ายังไม่กล้าออกมาอีกรึ? ไปได้แล้ว!!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เจิ้งข่ายและพวกพ้องต่างก็พากันตกตะลึง ส่วนเฟิงหยางนั้นถึงกับม่านตาหดเล็กลง เงยหน้าขึ้นมองด้วยความใและสงสัย
“ซ่า ซ่า…”
หลังจากรออยู่หลายวินาที จึงมีเงาร่างหนึ่งค่อยๆ เดินออกมาจากหลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งอย่างหวาดกลัว ใบหน้าซีดขาวเล็กน้อย สายตาหลบเลี่ยง รีบเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ เหอหยวน
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคืออดีตสหายร่วมงานของเฟิงหยาง เฉาหยาง!!
หรือก็คือคนชั่วที่เคยทรยศเฟิงหยาง จนเกือบจะทำให้เขาต้องตาย!
เดิมทีเฟิงหยางไม่เคยคิดจะปล่อยมันไป แต่มันกลับไหวตัวทันหนีไปก่อน เฟิงหยางจึงสุดปัญญาจะทำอะไรได้ ผ่านไปกว่าสองเดือน เขาก็แทบจะลืมคนผู้นี้ไปแล้ว บัดนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้งโดยไม่คาดคิด ความโกรธแค้นก็พลันปะทุขึ้นในใจ ในดวงตาฉายประกายสังหารออกมา
เฟิงหยางนั้นยังคงมีวุฒิภาวะไม่มากพอ แม้จะพยายามเก็บงำไว้ แต่ประกายสังหารนั้นก็ยังคงถูกเหอหยวนซึ่งมีพลังสูงกว่าเขาััได้ เหอหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กวาดสายตามองมาอย่างเยือกเย็นราวกับอสรพิษ
ไม่เพียงแต่เหอหยวน แม้แต่เฉาหยางที่คอยสังเกตเฟิงหยางอยู่ตลอดเวลาก็ััได้ถึงประกายสังหารในดวงตาของเฟิงหยาง เขาสะท้านไปทั้งร่าง ในดวงตาเผยให้เห็นความหวาดกลัวที่ไม่อาจเก็บงำไว้ได้
ในตอนแรกเหอหยวนยังคิดว่าประกายสังหารของเฟิงหยางมุ่งเป้ามาที่ตนเอง แต่ในไม่ช้าเขาก็สังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติของเฉาหยาง เขาจึงมองเฉาหยางอย่างประหลาดใจ แล้วจึงเผยสีหน้าสนใจ กล่าวอย่างหยอกล้อ
“อะไรกัน พวกเ้ามีความแค้นต่อกันรึ?”
“...”
เฟิงหยางนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าเมื่อครู่ตนเองประมาทไป ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ชั่วขณะ บัดนี้เฉาหยางอยู่กับเหอหยวน หาก้าจะล้างแค้นเกรงว่าจะยากแล้ว
เจิ้งข่ายและพวกพ้องก็พากันตกตะลึง มองเฟิงหยางด้วยความประหลาดใจ
เมื่อถูกเหอหยวนเอ่ยถาม สีหน้าของเฉาหยางก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แต่ในไม่ช้า ในดวงตาของเขาก็พลันฉายประกายอำมหิตออกมา เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับเหอหยวน
“พี่ใหญ่เหอ ข้ามีเื่จะบอกท่าน…”
พูดจบ เขาก็กระซิบกระซาบอะไรบางอย่างที่ข้างหูของเหอหยวน
เนื่องจากอยู่ห่างกันพอสมควร เฟิงหยางจึงไม่ได้ยินชัดนัก แต่ก็ยังพอได้ยินคำว่า แหวนมิติ, หินิญญา อยู่บ้าง หัวใจของเขาพลันหนักอึ้ง
เดิมทีเหอหยวนไม่ได้ใส่ใจนัก แต่ในไม่ช้าดวงตาทั้งสองข้างก็พลันเป็ประกายขึ้นมา เอ่ยอย่างยินดี
“โอ้? เ้าพูดจริงรึ?”
เฉาหยางกล่าวว่า
“ข้าเห็นมากับตา!”
ดวงตาของเหอหยวนไหววูบหลายครั้ง เขามองเฉาหยางอย่างมีความหมายลึกซึ้ง แล้วจึงหัวเราะเสียงดัง
“ฮ่าๆ! เ้าเด็กนี่ความคิดช่างอำมหิตนัก! แต่ข้าชอบ! นายน้อยผู้นี้จะช่วยเ้าจัดการปัญหานี้ให้เอง!”
พูดจบ สายตาของเขาก็จับจ้องมาที่เฟิงหยาง ในดวงตาฉายประกายละโมบออกมาอย่างไม่ปิดบัง!
เขาไม่มีแม้แต่จะเอ่ยคำข่มขู่ เพียงแค่ยกเท้าขึ้นเดินตรงมาทางเฟิงหยาง ดาบยาวในมือลากไปกับพื้น ปลายดาบเปล่งประกายเย็นเยียบ ไม่ว่าใครก็ดูออกว่า เขาบังเกิดจิตสังหารต่อเฟิงหยางแล้ว!
“เหอหยวน!! หยุดนะ! เ้าจะทำอะไร!!” เจิ้งข่ายใอย่างยิ่งยวด ร้องะโออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว
เหอหยวนหยุดฝีเท้า หันกลับไปมองเจิ้งข่าย แล้วแสยะยิ้มอย่างอำมหิต
“เจิ้งข่าย ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรเ้า เ้าอย่าได้ยุ่งไม่เข้าเื่! มิเช่นนั้น...อย่าหาว่าข้าฆ่าคนปิดปาก!!”
พูดจบ เขาก็กวาดสายตามองตวนมู่รุ่ย ฉินเย่ และหลูเฉิงอย่างไม่เป็มิตร แววตาข่มขู่ปรากฏชัดเจน ฉินเย่โกรธจนร่างสั่นเทา ส่วนตวนมู่รุ่ยก็สีหน้าเคร่งขรึม กำหมัดแน่น ส่วนหลูเฉิงนั้นหน้าซีดเผือด ถอยหลังไปอย่างหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับเหอหยวน
แต่เจิ้งข่ายไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“เหอหยวน! วันนี้ข้าเจิ้งข่ายจะพูดให้ชัดเจนตรงนี้ เฟิงหยางเป็คนที่ข้าพามา เขาคือสหายของข้า! หากเ้าคิดจะฆ่าเขา อย่าหาว่าข้าไม่ยอมแลกชีวิตกับเ้า!!”
เมื่อได้ยินเจิ้งข่ายกล่าวเช่นนั้น ความอบอุ่นสายหนึ่งก็พลันแล่นผ่านหัวใจของเฟิงหยาง เขากับเจิ้งข่ายรู้จักกันไม่ถึงหนึ่งวันด้วยซ้ำ อีกฝ่ายกลับยอมพูดเพื่อเขาถึงเพียงนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก หากก่อนหน้านี้เขายังคงมองเจิ้งข่ายเป็เพียงสหายที่พบกันโดยบังเอิญ บัดนี้เขาได้มองอีกฝ่ายเป็สหายที่สามารถคบหาได้อย่างลึกซึ้งแล้ว
“เจิ้งข่าย ขอบคุณในความหวังดีของท่าน เื่นี้ข้าจัดการเองได้”
นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน เฟิงหยางกลับลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา
…
คำพูดของเฟิงหยาง ดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ในทันที ทุกคนต่างหันมามองเขาด้วยความตกตะลึง
เหอหยวนมองเฟิงหยางด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ กล่าวอย่างเ็า
“หึ! ควรจะกล่าวว่าเ้าใจกล้านัก หรือควรจะกล่าวว่าเ้าไม่รู้จักที่ตายกันแน่? เ้าจัดการเอง? ฮ่าๆ!! เ้าจะจัดการอย่างไร? หรือว่าคิดจะร้องขอชีวิตรึ? หึๆ...หากเ้าคุกเข่าขอชีวิตแล้วยอมมอบแหวนมิติและของดีๆ ทั้งหมดออกมา บางทีข้าอาจจะไว้ชีวิตเ้าสักครั้งก็ได้…”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เฉาหยางก็พลันร้อนใจขึ้นมา แต่แล้วกลับได้ยินเหอหยวนกล่าวต่อ
“ข้าจะแค่ทำลายทะเลลมปราณของเ้าเท่านั้น แม้จะกลายเป็คนพิการ แต่อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้มิใช่รึ? นายน้อยผู้นี้ก็ถือว่าเมตตาอย่างยิ่งแล้ว...ฮ่าๆ!!”
เฉาหยางถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในใจกลับกำลังคิดว่าหากเหอหยวนเพียงแค่ทำลายทะเลลมปราณของเฟิงหยางโดยไม่ฆ่าเขา เกรงว่าคงจะต้องเป็ตนเองที่หาโอกาสไปจัดการเขาอีกครั้ง
สำหรับเฟิงหยางแล้ว ในใจของเฉาหยางมีความหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้พบอีกฝ่ายอีกครั้งและพบว่าอีกฝ่ายได้บรรลุถึงระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หกแล้ว เขาก็ยิ่งหวาดกลัว เกรงว่าอีกฝ่ายจะมาล้างแค้นตนเอง ดังนั้นเขาจึงคิดจะยืมมือเหอหยวนเพื่อจัดการเฟิงหยาง ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เขาได้เห็นเฟิงหยางหยิบยันต์อาคมปึกนั้นออกมาจากแหวนมิติด้วยตาตนเอง เขาจึงนำเื่นี้ไปบอกเหอหยวน ทั้งยังเล่าเื่ที่ตนเองบังเอิญเห็นเฟิงหยางขายศาสตราชุดหนึ่งได้หินิญญาหลายร้อยก้อนที่หน้าร้านขายศาสตราแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ด้วย พร้อมกับย้ำว่าเฟิงหยางเป็เพียงผู้ฝึกตนอิสระตัวเล็กๆ ที่ไม่มีเื้ัใดๆ ทั้งสิ้น
แหวนมิติ ในหมู่ผู้ฝึกตนระดับล่างแล้วถือเป็ของล้ำค่าที่น่าดึงดูดอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหินิญญาอีกหลายร้อยก้อน หรืออาจจะมากกว่านั้นอีก
ในใจของเหอหยวนถึงกับคิดว่าเฟิงหยางคงจะโชคดีไปได้มรดกของผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่งคนหนึ่งมาโดยบังเอิญ จึงได้มีของดีๆ มากมายถึงเพียงนี้ ของล้ำค่าเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เ้าเด็กที่ดูแล้วก็รู้ว่าเป็เพียงไพร่จะมีคุณสมบัติได้? มีเพียงนายน้อยเช่นตนเท่านั้นจึงควรจะได้ของดีๆ เหล่านี้!
…
เมื่อได้ยินเหอหยวนพูดจาพร่ำเพ้อไปคนเดียว เฟิงหยางกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง เขามองอีกฝ่ายนิ่ง แล้วกล่าวอย่างเชื่องช้า
“อยากได้แหวนมิติของข้า ก็เข้ามาเอาเองสิ!”
“หึ! ไม่รู้จักที่ตาย! ในเมื่อเ้าอยากตาย เช่นนั้นข้าก็จะสงเคราะห์เ้าให้!!”
เหอหยวนดูเหมือนจะถูกท่าทีของเฟิงหยางยั่วยุจนโกรธขึ้นมา เขาส่งเสียงเ็าคำหนึ่ง กระทืบเท้าลงบนพื้น ร่างทั้งร่างก็พลันพุ่งเข้าใส่เฟิงหยางราวกับภูตผีปีศาจ มือขวากางออกราวกับกรงเล็บ ตะครุบเข้าใส่ลำคอของเฟิงหยาง!