ชายาสองตำหนัก

    บทที่ ๕ ตำหนักบูรพาแห่งองค์รัชทายาท {PART 2}

    บทที่๕ตำหนักบูรพาแห่งองค์รัชทายาท
    เมื่อนางถวายรับใช้ได้สักพัก เสียงขันทีหน้าห้องที่ประทับก็ขานชื่อจางไป๋หู ก่อนการอนุญาตให้ปรากฏตัวตามขึ้นมา พลันร่างสูงใหญ่กำยำขององครักษ์จางจึงลอดกรอบประตูเข้ามา พิจารณาถ้วนแล้ว เยี่ยซูจิ้นก็รู้สึกว่าว่าที่สามีตัวจริงของนางนั้น สูงใหญ่กำยำแตกต่างกับรัชทายาทราววัวกับหนู หรือหากจะมองว่ารัชทายาทคือจิ้งจอก องครักษ์จางผู้นี้ก็ดังขุนเขา เป็นหลักป้องกันที่ดีแก่ไท่จื่อเสียจริง
    “คารวะฮองเฮา...ไท่จื่อเฟย” จางไป๋หูคำนับตามลำดับศักดิ์
    “ตามสบายเถิด องครักษ์จาง” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
    “ไท่จื่อให้ข้ามาตามอารักขาไท่จื่อเฟย หม่อมฉันจึงมาตามพระประสงค์พะย่ะค่ะ”
    “ลูกรักของข้าช่างเอาใจใส่จริง พูดไปเมื่อครู่ จู่ๆ เจ้าก็มาราวกับสวรรค์เป็นตา”
    “พระกรุณาเป็นล้นพ้นพะย่ะค่ะ”
    เขากล่าวอย่างสุภาพไม่ขาดตกบกพร่องใดใด ว่าแล้วก็เหล่ตามามองนางชั่ววูบหนึ่ง แต่เป็นขณะที่ทำให้นางรู้สึกสะท้านไปทั้งกาย ราวกับเขากำลังมองลึกถึงวิญญาณของนาง ซูจิ้นพาลคิดไปถึงว่าแท้จริงแล้วเขารู้หรือไม่ว่านี่คือเยี่ยซูจิ้น มิใช่เยี่ยซูเจี้ยนอย่างควรจะเป็น
    ยิ่งคิดยิ่งมากความ นางทำได้เพียงลอบถอนใจและยกถ้วยชาขึ้นจิบ นัยว่าจะแอบซ่อนดวงหน้าไว้ใต้ชายแขนเสื้อเพียงยามหนึ่งก็ยังดี องครักษ์จางไป๋หูขยับเรือนร่างในชุดเครื่องแบบเสื้อแพรเต็มยศพร้อมเกราะห่วงเข้ามายืนอยู่ขนาบข้างห้องตรงหลังนางตามหน้าที่ ช่างเพิ่มความอึดอัดใจเสียจนนางต้องเอ่ยขึ้นอีกครา
    “รบกวนแต่เพียงเท่านี้ ซูเจี้ยนคงต้องกราบบังคมลา ขอจงทรงพระเจริญ”
    “ค่อยๆ เดินนะ พระชายา” ซู่เต๋อฮองเฮากล่าวเป็นเชิงห่วงใย
    “ขอบพระทัยเจ้าค่ะ”
    นางถวายคำนับอย่างนอบน้อมที่สุด ก่อนจะถอยหลังเพื่อเตรียมหมุนตัวกลับ ทว่าด้วยความที่ปกตินางมิได้มีท่าทีเรียบร้อย อีกทั้งเสื้อผ้าไม่เคยจะประณีตรากดินเช่นนี้ เยี่ยซูจิ้นถึงกับเสียหลักเพราะเหยียบชายเสื้อตน ฮัวชุนอ้าปากเหวอ สองมือถลาจะเข้ามาช่วย แต่คนถวายอารักขาอีกหนึ่งไวกว่า วงแขนกำยำขยับมาสอดประคองแผ่นหลังและบั้นเอวนางได้ทันที
    เมื่อพ้นชายแขนเสื้อที่ฟุ้งระเริงไปบนอากาศตรงหน้า นางจึงได้เห็นดวงตาคมกริบราวกับท้องฟ้าราตรี มีเงาคล้ายเสี้ยวจันทร์สะท้อนอยู่อย่างงดงามล่อหลอกดวงใจนางให้เต้นระส่ำระส่าย นางไม่ใช่สตรีผอมบางร่างน้อย แต่ฝ่ามือแม้เพียงข้างเดียวของเขายังดูใหญ่แข็งแรงพอรั้งไม่ให้ศีรษะนางต้องลงไปวัดพื้น ตาสบตา ต่อลมหายใจอันขาดช่วงให้หอบกระชั้น ซูจิ้นรู้สึกได้ถึงริ้วเลือดที่ฝาดขึ้นบนแก้ม
    “ล่วงเกินไท่จื่อเฟยแล้ว ข้าขอประทานอภัย” จางไป๋หูจับนางให้ยืนตรงแล้วจึงเอ่ยพร้อมคำนับอย่างนอบน้อม
    “มิได้...” นางเหมือนไม่รู้จักริมฝีปากตนเอง จะพูดจะจาก็ดูลำบากขึ้นทันใด
    “อย่าคิดมากไปเลยแม่ทัพจาง ข้าทันเห็นว่าเจ้าประสงค์ดี ไท่จื่อเฟย...จะเดินก็จงระวังก้าวเสียดีๆ ข้าเตือนไม่ทันไร เจ้าก็พลาดท่าเสียแล้ว” ฮองเฮาเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นต่อ
    เยี่ยซูจิ้นจนใจ นางจึงทำเพียงคำนับรับคำ แล้วจึงถอยอย่างระมัดระวังมากขึ้น ก่อนจะเดินออกไปพร้อมฮัวชุน ทว่านางก็ไม่ได้หนีพ้นเงาเสือ จางไป๋หูยังคงเดินตามนางมาไม่ไกล สร้างความอึดอัดใจนัก นางอยากจะรีบๆ เสาะหาเบาะแสของซูเจี้ยนตัวจริงให้พบ น่ากังวลใจเหลือเกินที่นางไม่ได้รับข่าวคราวใดๆ มาสองวันแล้ว
    เมื่อมีคนนอกตามมาติดๆ สมองของนางก็ดูจะคิดอ่านได้ช้าลงกว่าแต่เดิม ไม่ว่านางจะพยายามเพ่งจิตไปที่ความทรงจำในคืนก่อนวันส่งตัวเท่าไร เสียงฝีเท้าหนักแน่นของไป๋หูก็ดูจะรบกวนสติอยู่ไม่ห่าง เยี่ยซูจิ้นทนอึดอัดไม่ไหว จึงได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา
    “เจ้าจะตามข้าไปถึงไหน”
    พอได้ยินว่านางพูดจาห้วน ฮัวชุนที่อยู่ใกล้ๆ ถึงสะกิดนาง ทว่าเยี่ยซูจิ้นมิได้ใส่ใจนัก จางไป๋หูเองก็มีสีหน้าเรียบเฉยไม่ถือสาอันใด หนำซ้ำยังเอ่ยต่อไปอีกว่า
    “องค์ไท่จื่อให้ข้ามาตามอารักขาพระชายา อย่าหาว่าข้าล่วงเกินเลย”
    “หากจะถือสา ข้าคงเป็นตั้งแต่เสียตอนที่เจ้าจับตัวข้า” พูดไปแล้วนางก็คิดถึงสัมผัสจากปลายนิ้วทั้งห้าตรงเอวเบาๆ
    “ขอประทานอภัย ข้าน้อยเพียงห่วงใยพระวรกาย” เขากล่าวด้วยสีหน้าเหมือนปลาตายเช่นเดิม
    “เช่นนั้นเจ้าจะบอกว่ายังกล้าจับข้าอีก หากข้าไม่สบายตัวใช่หรือไม่”
    “ก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ หากพระชายามีอันตราย ข้าจะไม่ลังเลที่จะล่วงเกิน”
    พอเห็นจางไป๋หูพูดถึงความล่วงเกินโดยมิมีสีหน้าเปลี่ยนแม้แต่น้อย นางยิ่งกระดากใจที่ถาม และยิ่งเมื่อรับรู้ว่าไล่อย่างใดคนตรงหน้าก็คงจะไม่ไปไหน หญิงสาวจึงทำได้เพียงถอนใจ
    “อยากตามก็ตามมาให้ตลอดแล้วกัน!”
    เยี่ยซูจิ้นตั้งใจจะเดินสำรวจตำหนักบูรพา นางจึงออกเดินไปเรื่อย หยุดพักบ้างเมื่อเจอสวนและสถาปัตยกรรมที่งดงาม แม้จวนใต้เท้าเยี่ยจะเป็นขุนนำขุนนาง ทว่าด้วยความเป็นตระกูลแม่ทัพอันแข็งแกร่ง การตกแต่งจวนก็ดูกระด้างไม่ได้ประณีตนัก พอได้มาเห็นสภาพวังหลวงซึ่งล้วนตกแต่งอย่างละเมียดละไม นางก็อดจะจ้องมองอย่างชื่นชมมิได้
    ซูเจี้ยน...เจ้าจะรู้ไหมว่าวังของเจ้างดงามถึงเพียงนี้

    ลิ้มรสชาชั้นเลิศได้สักพัก พระนางผู้ยิ่งใหญ่จึงได้แย้มสรวล แม่นมเหลียง ข้ารับใช้คนสนิทจึงเอ่ยทักอย่างสุภาพ
    “ฮองเฮาทรงแย้มสรวลเช่นนี้ หม่อมฉันบังอาจถามว่าคิดการใดอยู่หรือเจ้าคะ”
    “ข้าเพียงคิดถึงพระชายาน้อยๆ ที่เพิ่งมา คราแรกข้าได้ฟังและได้เห็นมา ก็คิดเสียว่านางคงหัวอ่อน ทว่าเมื่อได้สบตานางในวันนี้ มันช่างแตกต่างจากก่อนแต่งเข้ามาเหลือเกิน นางดูมีความมุ่งมั่นซ่อนเร้นอยู่ภายใน” ซู่เต๋อฮองเฮาตรัส
    “เป็นเช่นนี้แล้ว คงทรงวางหทัยได้บ้าง”
    “ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิด นางจำต้องดูแลตำหนักบูรพามิใช่งานง่ายดายนัก หากหัวอ่อนยอมคน นางก็คงไม่อาจปกครองบ้านได้ และเมื่อปกครองในบ้านยังมิได้ การแผ่นดินก็คงถึงกาลล่มสลาย” ฮองเฮาหยุดเพื่อคิดเพียงชั่ววูบ ก่อนที่จะหันไปออกคำสั่งกับแม่นมเหลียงอีกครั้ง
    “ให้จัดแจงทดสอบความรู้ของพระชายาให้เรียบร้อย ขาดตกอย่างไรให้ราชครูมาชี้แจงกับข้า จะได้หารือกันต่อไปว่าต้องอบรมไท่จื่อเฟยอย่างไรบ้าง...แต่ไม่ต้องรีบร้อนนัก ทิ้งระยะให้นางปรับตัวเสียก่อน ระหว่างนี้...ก็ปล่อยให้นางได้เพลิดเพลินกับวังหลวงเสีย”
    แม่มดเหลียงก้มหน้ารับโองการอย่างไม่ขาดตก ครั้นเมื่อเห็นว่าคนรับงานมีท่าทีสอดคล้องเข้าใจดีแล้ว พระนางจึงได้เอนกายผ่อนคลายบนตั่งยาว ทอดพระเนตรออกจากหน้าต่างไปยังอุทยาน
    “พอหมดช่วงเที่ยวเล่นแล้ว อย่าได้ผ่อนปรนให้นางแม้แต่นิดเดียว”

    องครักษ์หนุ่มอดตะลึงกับความแข็งแรงของสตรีตรงหน้ามิได้ เมื่อเขาเองติดตามนางมาเป็นเวลาหลายชั่วยามแล้ว ตั้งแต่ตะวันยังไม่คล้อยจากตรงหัว จนถึงตอนที่ตะวันย้ายไปทางทิศตะวันตก พระชายาเอกแห่งรัชทายาทยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจชมวัง
    เขาเคยติดตามหญิงสาวสูงศักดิ์มาบ้าง พวกนางล้วนแต่เปราะบางน่าทะนุถนอม ช้าช้าเดินแล้วก็ต้องนั่งลง วันๆ มีแต่ประณีตจัดดอกไม้ ปักผ้า หรือวาดรูปอยู่ในเงาตำหนัก แต่ไท่จื่อเฟยนั้นดูสนุกสนานกับการได้ท่องเที่ยวออกซอกนั้นซอกนี้ไปทั่ว คราแรกเขาออกปากเชิญชวนให้นางพักบ้างด้วยห่วงใยสุขภาพ แต่นางก็ปฏิเสธ คราหลังจึงมิได้กล้าเอ่ยทักอีก
    จนเมื่อคิดว่าเดินทั่วแล้ว ไท่จื่อเฟยจึงได้ลัดเลาะกลับมายังอุทยานในเรือนหลักของตำหนักบูรพา แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ในสวน มองลมชมบุปผาอย่างสบายใจ นางสังเกตเห็นเขามองมา หากเป็นผู้หญิงคนอื่นก็คงจะเขินอายจนหลบสายตา แต่นางกลับยกมือขึ้นวางบนโต๊ะฝั่งตรงข้าม และเชื่อเชิญให้เขานั่งลงตรงหน้า
    “เอ้า! เจ้าก็นั่งสิ”
    “ข้าน้อยมิกล้า”
    “เจ้าปฎิเสธข้าหรือ” พอนางเอ่ยเช่นนี้ ชายหนุ่มจึงจำต้องทรุดตัวลงนั่งอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นเขานั่งลงแล้ว นางจึงได้ชวนสนทนา
    “วังหลวงนี้กว้างใหญ่แค่ไหนกัน เพียงแค่ตำหนักบูรพาก็เล่นเอาข้าปวดเข่าเสียแล้ว ช่างน่าอิจฉารัชทายาทที่ทรงมีที่พักหรูหราเช่นนี้ อีกทั้งยังมีบรรดานางในแสนสวย เป็นข้าวันๆ คงมิได้ทำอะไร แค่เที่ยวเล่นก็หมดวันเสียแล้ว”

    เขาจะพูดได้อย่างไรกันล่ะว่า...ไท่จื่อเองก็วันๆ มิได้ทำอันใด แค่เที่ยวเล่นก็หมดวันแล้ว อย่างที่นางว่าจริงๆ