มู่หรูอวิ๋นเมื่อเห็นซวนหยวนหลี่เทียนถูกลบหลู่เกียรติถึงเพียงนี้ ก็พลันตัวสั่นเทิ้มที่ถูกมู่เฉียนซียั่วอารมณ์จนแทบะเิโทสะ ทว่าทำได้เพียงกระทืบเท้าด้วยความโกรธแค้น ก่อนเอ่ยต่อว่าอย่างไม่พอใจ
"นี่! …มู่เฉียนซี แม้เ้าจะมีสถานะเป็ถึงผู้นำตระกูลมู่ แต่ทว่าเ้ากลับทำเื่ที่น่ารังเกียจยิ่งนัก เ้ากล้าหยามเกียรติท่านพี่หลี่เทียน ผู้เป็ถึงองค์ชายแห่งตระกูลซวนหยวนได้หรือ ?"
"หึ! หยามเกียรติ... ข้าน่ะหรือหยามเกียรติ! คนไร้เกียรติไร้สัจจะเช่นหลี่อ๋องผู้นี้ มีสิ่งใดให้ข้าต้องหยามเกียรติหรือ เ้าลองชายตาอันโง่งมของเ้าดูให้ดี หลี่อ๋องผู้นี้มีสิ่งใดเหนือกว่าข้าหรือ ไม่ว่าจะเป็รูปร่างหน้าตาที่แสนอัปลักษณ์ หรือจิตใจที่แสนจะชั่วช้า หากไม่นับว่าเป็องค์ชายของฮ่องเต้ คนผู้นี้มิมีสิ่งใดเทียบกับข้าได้เลยแม้สักเศษเสี้ยวเดียว"
"หลี่อ๋องผู้นี้เป็ได้เพียงคนไร้ค่า ไร้ประโยชน์เท่านั้น แม้แต่สตรีผู้ไร้ประโยชน์เช่นข้า ก็ยังสามารถเอาชนะได้เลย"
มู่เฉียนซีหยิบยกคุณสมบัติของซวนหยวนหลี่เทียนมาพรรณนาให้มู่หรูอวิ๋นฟังทีละข้ออย่างไม่หวั่นเกรง
มู่หรูอวิ๋นผู้ที่เคยมีฝีปากกล้าไม่เป็สองรองใคร ตอนนี้กลับนิ่งอึ้งชะงักไป ได้ยินเพียงเสียงตะกุกตะกักพูดอยู่ในลำคอ
"ท่านพี่หลี่เทียน... ท่าน... เอ่อ..."
มู่หรูอวิ๋นไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งมู่เฉียนซีได้ ได้แต่จับจ้องใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าอย่างตกตะลึงในความร้ายกาจที่คาดไม่ถึงของนาง
มู่เฉียนซีไม่เพียงจะเก่งกล้าทางวิชายุทธ์ขึ้นเท่านั้น แต่ฝีปากอันเฉียบคมของนางยังเป็เลิศยากจะหาผู้ใดมาเทียบเคียง... ‘นางยังเป็มู่เฉียนซีคนเดิมอยู่หรือ ?’
มู่เฉียนซีเห็นท่าทีชะงักงันของมู่หรูอวิ๋นก็นึกรำคาญสายตา สภาพนางไม่ต่างจากสุนัขจนตรอกที่หมดหนทางสู้ ขี้คร้านจะสนใจ ไม่อยากโต้ตอบให้เสียเวลา มู่เฉียนซีจึงหันไปเอ่ยถามท่านอาของตน
"ท่านอา ท่านคิดว่าหนังสือถอนหมั้นนี้ ข้าเขียนเป็อย่างไรบ้าง ?"
มู่อวู่ซวงได้ยินหลานสาวถามด้วยความคึกคะนองใจ จึงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ซีเอ๋อร์... ข้าเป็อาของเ้า หนังสือถอนหมั้นนี้ก็ควรเป็อาที่เป็ผู้เขียนจึงจะถูกต้อง" กล่าวจบก็หันไปออกคำสั่ง
"พวกเ้า... ไปเตรียมแผ่นกระดานมาอีกแผ่น!"
"ขอรับนายท่าน"
แม้จะรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้างที่ท่านอาทำเช่นนี้ แต่ทว่ามู่เฉียนซีก็จำยอมเพราะรู้ดีว่าท่านอาเป็ผู้เดียวที่ห่วงใยตนอย่างแท้จริง...‘คงจะกลัวว่านางจะผิดใจกับท่านพ่อของหลี่อ๋องผู้อยู่ในสถานะฮ่องเต้หากได้อ่านหนังสือถอนหมั้นอันลือลั่นของนาง แต่มู่เฉียนซีก็ยังมิวายสงสัยว่าท่านอาจะเขียนหนังสือถอนหมั้นของนางได้สวยหรูสักเพียงใด’
ซวนหยวนหลี่เทียนผู้นอนนิ่งอยู่ในโลง ได้ยินดังนั้นก็นึกโล่งอกที่ท่านาุโมู่จะเป็ผู้เขียนหนังสือถอนหมั้นเอง …‘เพราะถึงแม้ท่านมู่อวู่ซวงจะมีอายุมากกว่าตนไม่มากนัก แต่ทว่าก็เป็ถึงท่านผู้าุโของตระกูลมู่ อย่างไรเสียก็คงไม่เขียนข้อความส่งเดชเฉกเช่นมู่เฉียนซีผู้ไม่รู้ความเป็แน่’
เพราะหากให้หนังถือถอนหมั้นอันลือลั่นของมู่เฉียนซีเผยแพร่ออกไป ภายภาคหน้าหลี่อ๋องผู้นี้คงไม่มีหน้าไปพบเจอผู้คนได้อีก
หลังจากที่แผ่นกระดานแผ่นใหม่มาถึง มู่อวู่ซวงก็หยิบพู่กันและเริ่มลงมือสะบัดปลายพู่กันในทันที
ลายมือของาายุทธ์ระดับเก้าผู้นี้สื่อตัวตนที่เรียบง่าย ตัวอักษรพรั่งพรูไหลลื่นออกมาดั่งสายน้ำ ทว่างดงามและหนักแน่นดั่งเนื้อหยกสลัก แม้ว่ามู่อวู่ซวงจะดวงตามืดบอด แต่กำลังความสามารถก็เป็ที่ประจักษ์ มีความไวต่อการรับรู้สิ่งรอบตัวแข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปมาก การจรดปลายพู่กันเขียนหนังสือก็ย่อมไม่ใช่ปัญหาอะไร... เพียงพริบตาเดียว คำว่า ‘หนังสือถอนหมั้น’ ก็ถูกจรดลงบนแผ่นกระดาน จากนั้นก็เริ่มเนื้อความต่อทันที
"หลี่อ๋อง... หรือบุรุษนามว่า ซวนหยวนหลี่เทียน แม้ว่าเขาจะได้ทำการหมั้นหมายกับมู่เฉียนซีหลานสาวของข้าเพราะพระราชโองการของฮ่องเต้แล้ว แต่ทว่าเขานั้นมีใบหน้าที่อัปลักษณ์เกินกว่าผู้ใดจะเทียบได้ กำลังความสามารถก็ต่ำต้อย พ่ายแพ้แม้สตรี ไร้ประโยชน์เป็ที่สุด เขาเป็เพียงผู้ขาดสัจจะ เป็เดนมนุษย์อย่างแท้จริง โเี้ไร้ความปรานี เืเย็นอำมหิต เป็บุรุษที่สตรีทั่วทั้งหล้ามิควรตบแต่งด้วย ทั้งยังหยอกล้อยั่วเย้าหญิงอื่นไปทั่ว พัวพันกับสตรีมากมาย เข้าออกหอนางโลมไม่เคยขาด..."
แผ่นกระดานนั้นใหญ่พอที่จะทำให้ผู้คนโดยรอบมองเห็นได้อย่างชัดเจน มู่อวู่ซวงเขียนทีละบรรทัดอย่างกระจ่างแจ้งและต่อเนื่องไม่มีสะดุด แต่ทว่าผู้ที่เห็นภาพเบื้องหน้าต่างพากันก็ตกตะลึงงันตาค้างไปตาม ๆ กัน
‘พวกเขารู้ดีว่าท่านาุโมู่เก่งทั้งทางบุ๋นและทางบู๊ แต่ไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่านายท่านสามจะมีพร์ด้านตัวอักษรมากมายเช่นนี้’
มู่เฉียนซีเห็นดังนั้น ทั้งรู้สึกประหลาดใจและสะใจไปในทีเดียวกัน แสยะยิ้ม มุมปากกระตุก ‘สาแก่ใจยิ่งนักท่านอาของข้า สมแล้วที่เป็อาหลานกัน ตัวอักษรของท่านอาช่างเหี้ยมโหด แต่ทว่าเฉียบแหลมทิ่มแทงใจดีแท้ หนังสือถอนหมั้นนี้เป็ฉบับที่ยอดเยี่ยมที่สุด พรรณนาโวหารของท่านอานั้นเหนือชั้นกว่าข้าอยู่หลายขุมนัก’
ก่อนจะเขียนบรรทัดสุดท้าย มู่อวู่ซวงก็เอ่ยขึ้น
"จากการสืบความขององครักษ์เงาแห่งสกุลมู่ล่วงรู้มาว่า แม้หลี่อ๋องจะข้องแวะกับสตรีมากหน้าหลายตา แต่ความเป็จริงแล้วก็เพื่อจะปกปิดเื่ที่ว่าจุดลับของเขาเสื่อม หลี่อ๋องไม่สามารถร่วมหอกับสตรีใดได้ ไม่อาจมีทายาทสืบสายเืสกุลมู่ได้ ไม่มีคุณสมบัติใดคู่ควรกับมู่เฉียนซีหลานสาวของข้าเลยแต่แม้แต่น้อย ดังนั้นข้าขอประกาศว่านับแต่วันนี้เป็ต้นไป มู่เฉียนซีหลานสาวของข้าได้ถอนหมั้นกับหลี่อ๋อง ซวนหยวนหลี่เทียน แล้ว และไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกันนับจากนี้"
"ซู้ดดด!..."
ผู้คนที่มุงดูโดยรอบต่างพากันสูดปากดังระงมหลังสิ้นเสียงของมู่อวู่ซวง
‘คนร้ายกาจน่ะเคยพบเจอ แต่ผู้ที่ร้ายกาจชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้ ไม่เคยได้พบพานมาก่อน ทันทีที่หนังสือถอนหมั้นฉบับนี้เผยแพร่ออกไป แน่นอนว่าหลี่อ๋องคงต้องอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ย่อมไม่มีหน้าพบผู้คนได้อีกแล้ว’
หากข่าวลือนี้แพร่งพรายออกไป ผู้คนทั่วทั้งแคว้นจื่อเยี่ย คงจะได้พากันหัวเราะเยาะกันเสียยกใหญ่ แม้จะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่มู่อวู่ซวงกล่าวหาว่าหลี่อ๋องไม่อาจสืบสกุลได้นั้นจะเป็เื่จริงเท็จประการใด แต่ชื่อเสียงของหลี่อ๋องคงจะต้องย่อยยับไม่เหลือซากเป็แน่แล้ว
นายท่านสามแห่งสกุลมู่ผู้นี้ ยามปกติไม่เคยสำแดงฤทธิ์เดชอันใด แต่พอได้สำแดงขึ้นมาแล้วก็ไม่อาจมีผู้ใดมาหยุดยั้งได้
มู่หรูอวิ๋นในยามนี้ หมดสิ้นกำลังเรี่ยวแรงจนทนยืนต่อไปไม่ไหว นางไม่อยากจะคิดเลยว่า …‘ เมื่อท่านพี่หลี่เทียนของนางพ้นจากประตูสกุลมู่ไปจะต้องอับอายขายหน้าเพียงใด คงจะะเืจิตใจจนอยากกลั้นใจตาย’
"นายท่านสาม ได้โปรดด้วยเถิด ...นายท่านสามเป็ผู้ใจดีมีเมตตา ใจกว้างดุจดั่งมหาสมุทร โปรดเหลือหนทางรอดให้ท่านพี่หลี่เทียนด้วยเถิด... ฮือ..." มู่หรูอวิ๋นคุกเข่าร่ำไห้อ้อนวอน
"เ้ายังกล้ามาขอความเห็นใจอีกหรือ... เ้าและซวนหยวนหลี่เทียนทำให้ซีเอ๋อร์หลานของข้าต้องเสียใจ เสียความน่านับถือแม้มีสถานะเป็ถึงผู้นำตระกูล พวกเ้าเคยคิดใจกว้างและเหลือหนทางรอดให้แก่นางบ้างหรือไม่ ข้าก็แค่คืนสิ่งที่พวกเ้าทำกลับไปก็เท่านั้นเอง" มู่อวู่ซวงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเ็า
ได้ฟังดังนั้น มู่หรูอวิ๋นก็พลันใจนใบหน้าซีดเผือด ที่แท้นายท่านสามก็รู้เห็นทุกอย่างมาโดยตลอด
มู่เฉียนซีเผยรอยยิ้มะเืแฝงแววตาสะใจอยู่ไม่น้อย ‘แม้ว่า เ้าของร่างเดิม จะเป็คนไร้ประโยชน์ แต่อย่างไรเสียก็เป็ถึงผู้นำตระกูลมู่ ทว่าชื่อเสียงกลับฉาวโฉ่เสียหายจนผู้คนรู้กันหมดทั่วบ้านทั่วเมือง ทั้งหมดนี้ก็เพราะมีคนคอยพูดใส่ไฟ จงใจปล่อยข่าวลือที่ไม่เป็ความจริงออกไป’
จนรู้กันไปทั่วทั้งแว่นแคว้น ทำให้ผู้นำตระกูลมู่อย่างนางต้องเสื่อมเสีย ชื่อเสียงของนางตกเป็เื่ตลกขบขันในหัวข้อพูดคุยหลังมื้ออาหารทุกวันของเหล่าราษฎรในเมืองจื่อตู
ทันใดนั้นเอง มู่เฉียนซีก็หัวเราะขึ้นมาฉับพลัน พลางเอ่ยขึ้น
"มู่หรูอวิ๋น เ้าได้เดิมพันแพ้แล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ต้องทำตามข้อตกลงเช่นกันน่ะสิ"
มู่หรูอวิ๋นได้ฟังดังนั้น ก็พลันรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก นางรีบถอยออกห่างให้ไกลจากมู่เฉียนซีในทันที
เื่ที่มู่เฉียนซีกระทำในวันนี้ช่างอำมหิตเกินไปแล้ว ต่อจากนี้นางไม่อาจคาดเดาได้เลยว่ามู่เฉียนซีจะจัดการกับนางอย่างไร
มู่หรูอวิ๋นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่นไหว
"เ้า้าอย่างไร ?"
มู่เฉียนซีกระตุกยิ้มมุมปาก
"เ้ารักท่านพี่หลี่เทียนของเ้ามากมิใช่หรือ เขาเข้าไปนอนอยู่ในโลงศพมรกตเพียงผู้เดียวเช่นนี้ เ้าก็คงจะเดียวดายแย่น่ะสิ หนทางจากคฤหาสน์สกุลมู่ไปยังตำหนักหลี่อ๋องนั้นรึก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ ข้าว่า ‘เ้าเข้าไปอยู่ข้างในเป็เพื่อนเขาเถิด’"
"ฮะ!... เ้าว่าอย่างไรนะ ?! ข้าไม่มีวันเข้าไปในโลงศพนั้นแน่ ในโลงศพมีแต่ความอัปมงคลเช่นนั้น ข้า..."
มู่หรูอวิ๋นะโตอบเสียงแหลม ฝ่ายซวนหยวนหลี่เทียนที่นอนนิ่งอยู่ในโลงได้ยินคำพูดของนางผู้เป็ที่รักเช่นนั้น ดวงตาของเขาก็พลันปรากฏแววตามืดมนจนน่าหวาดกลัว
หรือที่สตรีผู้นี้เคยบอกรักเขา ยอมตายได้เพื่อเขา นั่นเป็เพียงคำหลอกลวงทั้งสิ้น!
ยามนี้ ถึงเวลาร่วมทุกข์ ตกระกำลำบากด้วยกัน นางกลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
ผู้เฒ่ารองที่เห็นเื่ราวเป็เช่นนี้ ก็รู้สึกสงสารมู่หรูอวิ๋นผู้เป็หลานสาวจับใจ จึงรีบวิ่งเข้ามาอ้อนวอนขอความเมตตา
"ท่านผู้นำตระกูล!... นายท่านทำเช่นนั้นไม่ได้เป็อันขาดนะขอรับ หากทำเช่นนี้แล้วชื่อเสียงของอวิ๋นเอ๋อร์หลานก็คงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี ต่อไปนางจะออกเรือนได้อย่างไรเล่า ?"
.
.
.