“วิชาทวนสะบั้นั เดิมทีเป็วิชาที่ท่านเฟิงจิวยี่คิดค้นขึ้นจากการเฝ้ามองยอดฝีมือสำนักอวิ๋นสุ่ยและสำนักชิงอวิ๋นประมือกัน ในตอนนั้นเขายังเป็เพียงนายทหารชั้นผู้น้อยที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์ ผู้าุโโม่เจียงแห่งอวิ๋นสุ่ยได้ใช้วิชาัเพลิงเบิกนภาเข้าโรมรันกับเซี่ยเจิ้งผู้ใช้วิชากระบี่สะบั้นเมฆา ทั้งคู่ต่างเป็ผู้ฝึกตนระดับพิศเต๋า พลังที่แผ่ออกมานั้นช่างน่าเกรงขามนัก เฟิงจิวยี่ที่โชคดีตระหนักวิถียุทธ์ได้จากการยืนมอง จึงนำวิชาทวนสะบั้นัมาแผ้วถางทาง ช่วยราชวงศ์ชิงสร้างรากฐานอาณาจักรชิงอวิ๋นจนมั่นคงถึงทุกวันนี้”
ไป๋เซียวเฟิงเล่าจบพลางหุบพัดพับชี้ขึ้นฟ้า
สุยอู๋ซินที่ขี่ม้าอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยออกมา “เฟิงจิวยี่เป็หนึ่งในแม่ทัพใหญ่ที่มีพร์มากที่สุดของชิงอวิ๋น หากไม่มีเขาก็ไม่แน่ว่าชิงอวิ๋น ณ ตอนนั้นอาจพ่ายแพ้ให้กับอวิ๋นสุ่ยของตระกูลสุยข้าก็เป็ได้”
เซิ่งมู่ที่นั่งอยู่ที่นั่งสารถีของคนขับม้า ก็หันไปถามไป๋เซี่ยวเฟิงที่นั่งเอนหลังอยู่ข้างๆ
“เฟิงจิวยี่เป็แม่ทัพของราชวงศ์มิใช่ว่าเป็ผู้ฝึกยุทธหรอกหรือ? เหตุใดถึงได้บรรลุเคล็ดวิชาจากผู้ฝึกปราณได้กัน?”
ไป๋เซียวเฟิงชี้พัดพับมายังหน้าเซิ่งมู่ก่อนจะเปิดปากเสียงดัง “นั่นแหละที่ทำให้เขาเป็ผู้มีพร์ของชิงอวิ๋น! การคิดค้นเคล็ดวิชาขึ้นมาหนึ่งวิชาก็ยากหนักหนานัก แต่การบรรลุเคล็ดวิชาจากผู้อื่นที่ไม่ใช่สายของตน ยิ่งยากดั่งการเดินขึ้นฟ้า พลังในการบรรลุของท่านเฟิงจิวยี่เหนือกว่าคนธรรมดาไปมากนัก ท่านแม่ของข้ายังเคยกล่าวว่าหากท่านเฟิงจิวยี่เลือกที่จะฝึกตนเป็บัณฑิตไม่แน่ว่าอาจขึ้นสู่เหนือกว่าระดับพิศเต๋าก็เป็ได้”
สุยอู๋ซินจึงเบ้ปาก “ใช่ว่าจะเป็ได้จริงเสียหน่อย…”
ระหว่างที่ขบวนพ่อค้าิเจ๋อเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเล็ก เซิ่งมู่ก็เห็นเด็กหนุ่มร่างกำยำยืนอยู่กับคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นจึงฉีกยิ้มออกมาก่อนจะะโลงจากรถม้าพุ่งไปหา
ต้าจินที่เห็นเซิ่งมู่กับกลุ่มพ่อค้าิเจ๋อเข้ามาใกล้ก็โบกมือให้
“คารวะท่านต้าหุ้ยและท่านฮูหยิน” ิเจ๋อกับเฉินเวินอวี้ที่เดินมาถึงก็กำมือคารวะให้ความเคารพกับคู่สามีภรรยา
ด้านหลังิเจ๋อ หนุ่มสาวทั้งห้าคนก็ก้มกายคารวะตาม
“ท่านผู้าุโหลิวจิ้งเจ๋อเล่าให้ข้าฟังทุกอย่างแล้ว อีกทั้งต้าจินยังเป็สหายของหลานสาวข้า ท่านต้าหุ้ยและฮูหยินโปรดวางใจ ข้าิเจ๋อจะส่งต้าจินไปยังสำนักอวิ๋นสุ่ยอย่างปลอดภัยแน่นอน!”
ต้าหุ้ยจึงพยักหน้ารับ ก่อนที่จะหันไปพูดกับต้าจิน
“ข้ากับแม่เ้ายังธุระที่ต้องทำในเมืองเล็ก เ้าไปรอพวกข้าอยู่ที่สำนักอวิ๋นสุ่ยก่อนเถิด อย่างเร็วหกเดือน อย่างช้าสุดคือก่อนวันสิ้นปี พวกข้าจะไปหาเ้า”
ต้าจินหันไปก้มกายให้ต้าหุ้ย ก่อนจะหันไปกอดมารดาของตนเป็การบอกลา “เมื่อไปถึงสำนักอวิ๋นสุ่ยแล้วข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อเสียชื่อเสียงแน่นอน!”
ไป๋เซียวเฟิงที่เห็นดังนั้นจึงแอบกระซิบถามเซิ่งมู่ “สหายเ้าเป็ลูกหลานผู้าุโใหญ่คนใดรึ?”
เซิ่งมู่ได้เพียงแต่ยักไหล่ “อาจจะใช่กระมัง? ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”
ไป๋เซียวเฟิงหันมามองเซิ่งมู่ “แต่นั่นสหายเ้าที่อยู่กันมาแต่เด็กเลยมิใช่รึ?”
เซิ่งมู่จึงถอนหายใจ “ข้าก็พึ่งรู้ว่าหลิวจื่ออี้เป็คุณหนูตระกูลหลิวจากเมืองหลวงได้ไม่ถึงเดือนเองนะ เ้าคิดว่าข้าจะรู้เื่เช่นนี้หรืออย่างไร?”
ไป๋เซียวเฟิงลูบคางของตน “ก็จริงดั่งเ้าว่า…”
เมื่อต้าจินขึ้นรถม้า ขบวนพ่อค้าของิเจ๋อที่หมดธุระในเมืองเล็กแล้วจึงเริ่มเคลื่อนที่ออกเดินทางไปยังเมืองอวิ๋นเหอ เมืองขนาดเล็กที่อยู่ใกล้เมืองเล็กแห่งนี้ที่สุด
“เซิ่งมู่ ไม่ได้เจอเ้าไม่กี่วัน เ้ากลับกลายเป็บัณฑิตแล้วรึ?” ต้าจินที่ตอนนี้นั่งอยู่ในรถม้าได้เลิกม่านออกมา “ข้าต้าจินเป็สหายของเซิ่งมู่แต่เด็ก มิทราบว่าท่านทั้งสองคือ?”
“แซ่ไป๋ นามเซียวเฟิง เซียวจากคำว่าเซียวเหยาที่หมายถึงอิสระเสรี เฟิงจากคำว่าลม” ไป๋เซียวเฟิงที่นั่งอยู่ข้างเซิ่งมู่ในที่นั่งสารถีหันมาพูดกับต้าจิน “ส่วนบุคคลที่ขี่ม้านั่นเป็ลูกพี่ลูกน้องของข้าชื่อสุยอู๋ซิน ไม่ค่อยพูดจาชอบทำหน้าอมทุกข์อย่าถือสาเขานัก”
ต้าจินที่ได้ยินจึงร้อง โอ้! หนึ่งครั้งก่อนจะหันไปมองสุยอู๋ซินแล้วจึงหันมาพยักหน้าให้ไป๋เซียวเฟิง
สุยอู๋ซินที่เห็นดังนั้นจึงส่ายหน้า ก่อนดึงบังเหียนม้าให้เข้ามาใกล้เซิ่งมู่ “ทำไมข้ารู้สึกเหมือนว่าพวกเราจะได้คนแซ่ไป๋เพิ่มมาอีกคนกันนะ”
เซิ่งมู่ที่อ่านตำราวิชายุทธทวนของเฟิงจิวยี่อยู่จึงหันไปมองคนแซ่ไป๋กับแซ่ต้าทั้งสองที่ดูคุยกันอย่างสนิทสนมทั้งที่เพิ่งพบหน้ากันไม่ถึงหนึ่งก้านธูป ก่อนหันไปพูดกับสุยอู๋ซิน “สำหรับข้า รู้สึกเหมือนว่าข้ามีต้าจินสองคนเสียมากกว่า”
ต้าจินมีนิสัยขี้เล่นและชอบพูดมากมาแต่เด็ก เซิ่งมู่ยอมรับว่าเขารับมือกับคนประเภทนี้ไม่ได้เท่าไหร่ ในเมืองเล็กคนแบบต้าจินไม่ได้มีมากมายนัก แต่ในเวลาสองเดือนนี้เซิ่งมู่กลับพบคนแบบต้าจินเพิ่มถึงสองคน คนแรกคือบุรุษแซ่ปี้ที่แอบมีใจให้กับหลิวจื่ออี้ ส่วนอีกคนคือชายที่ใส่ชุดคลุมบัณฑิตสีเทาเบื้องหน้าตน เซิ่งมู่จึงส่ายหน้าก่อนหันไปคุยเื่วิชายุทธกับสุยอู๋ซินต่อ
…
เมื่อดวงตะวันเริ่มลับหายไป ขบวนรถม้าจึงหยุดเดินทาง
เซิ่งมู่และสหายที่เหลือจึงเริ่มช่วยกลุ่มพ่อค้าิเจ๋อตั้งค่าย
ใน่การตั้งค่ายทำให้เซิ่งมู่ได้รับรู้ถึงความพิเศษของขบวนพ่อค้าที่มีผู้นำเป็ผู้ฝึกปราณ
ิเจ๋อที่บอกให้ผู้คนไปยืนหลบใต้ต้นไม้ ก็เรียกกระโจมสำหรับพักผ่อนมาหลายหลัง
เซิ่งมู่และต้าจินที่ยืนดูก็ร้องอุทานด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่ต้าจินจะหันไปถามไป๋เซียวเฟิง “ทำไมเ้าไม่เรียกกระโจมแบบท่านิเจ๋อมาบ้างเล่า?”
ไป๋เซียวเฟิงส่ายหัว “ที่เก็บของมิติที่มีช่องว่างใหญ่เช่นนั้นอย่างต่ำก็ระดับิญญา นอกจากท่านิเจ๋อ เกรงว่าในค่ายนี้คงมีแค่แม่นางเฉินที่มีกระมัง?”
ต้าจินเปิดปากถามต่อ “หายากขนาดนั้นเลยรึ?”
ไป๋เซียวเฟิงพยักหน้า “ยากเพียงนั้น… ลูกหลานตระกูลใหญ่ตราบใดที่ไม่ใช่ผู้สืบทอดสายตรงของวิเศษที่ใช้เก็บของก็เป็เพียงของวิเศษระดับฟ้าเท่านั้น”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินก็เลิกคิ้วข้างหนึ่ง ก่อนหันไปมองเฉินจื้อเยว่ที่กำลังเรียกกระโจมหรูหราของตนออกมาจากกำไลข้อมือสีเงิน
“หากเป็เช่นนี้ ข้าควรเอากระโจมเก็บไว้ในพัดข้าด้วยดีหรือไม่? หรือข้าควรปกปิดความสามารถของพัดไม้ไผ่นี่ไว้ก่อนดี?” เซิ่งมู่ครุ่นคิดในใจ ถึงอย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยังไม่มีเื้ัที่ยิ่งใหญ่ดั่งเฉินจื้อเยว่ หากเปิดเผยความลับของพัดไม้ไผ่นี้ มิใช่ว่าเหมือนการติดใบประกาศไว้ที่หน้าขอให้โจรมาแย่งชิงสมบัติหรือ?
ท่ามกลางป่าเขาที่มืดมิดนอกจากแสงไฟจากกองไฟยังมีแสงดาวที่คอยให้แสง เซิ่งมู่ที่กำลังนั่งเคียงกองไฟกับสหายก็หยิบตำราดูดาวออกมาเทียบกับดาวจริง
“พี่ไป๋ระหว่างที่ท่านเดินทางมาเมืองเล็กเคยเจอโจรูเาบ้างหรือไม่? ข้าเคยอ่านเจอว่าระหว่างเดินทางจะมีพวกโจรูเาออกมาปล้นสะดมพ่อค้าเช่นเรา” ต้าจินนั่งเขี่ยกองไฟไปพลางถามไปพลาง
หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินก็เปิดปากแทรก “เ้ากับไป๋เซียวเฟิงรู้จักกันไม่ถึงวัน ตอนนี้เป็พี่น้องกันแล้วหรือ?”
ไป๋เซียวเฟิงหันมาตอบ “ข้าคุยกับน้องต้าจินถูกคอยิ่งนัก แม้แต่ในเมืองหลวงใช่จะหาบุรุษที่มีจิตใจดีเช่นนี้ได้ง่าย”หลิวจื่ออี้ที่ได้ยินเลยกรอกตามองบนด้วยความหน่ายใจ
“ระหว่างเดินทางต้องบอกว่าเคยประสบพบเจอโจรูเาอยู่สามครั้ง สองครั้งแรกเป็เพียงโจรูเากลุ่มเล็กๆ ไม่มีค่ายใหญ่ แต่ครั้งที่สามกลับเจอโจรูเาที่เป็ผู้ฝึกยุทธ เคราะห์ดีที่เ้าพวกนั้นรู้จักธงของท่านิเจ๋อ จึงตัดสินใจล่าถอยกันไปเอง” ไป๋เซียวเฟิงเล่าให้ต้าจินฟัง
เซิ่งมู่ที่ได้ยินเลยถามออกมาด้วยความสงสัย “โจรูเาก็ฝึกยุทธได้ด้วยรึ?”
“ได้… ความจริงแล้วในล่างูเาผู้ฝึกยุทธมีมากนัก ตำราแม่น้ำและขุนเขาที่เขียนโดยสำนักอริยะทั้งหกก็เคยบอกกล่าวไว้ การฝึกยุทธไม่ใช่การควบคุมปราณบริสุทธิ์ในธรรมชาติดั่งผู้ฝึกตน อีกทั้งยังมีประโยชน์กับคนธรรมดา ทำให้ชาวบ้านที่ไม่ได้มีที่ทางในการทำมาหากินหลายคนเลือกที่จะฝากตัวเข้าเป็ศิษย์ในสำนักยุทธ มิเช่นนั้นก็เลือกไปเป็ทหารของกองทัพ” เฉินจื้อเยว่ที่ออกมาจากกระโจมพักของตนกล่าว พลางเอาสำรับอาหารมาให้แก่พวกเขา “ข้าเอาอาหารมาให้ พวกเ้าคุยเื่โจรูเาอยู่รึ?” พูดจบนางก็นั่งลงข้างหลิวจื่ออี้
“ขอบใจแม่นางเฉิน… พวกข้ายังไม่สันทัดเื่ราวนอกเมืองเล็ก โชคดีได้สหายไป๋บอกเล่าให้พวกเราได้ฟัง” เซิ่งมู่ที่รับสำรับอาหารมากล่าวตอบ
“ท่านปู่เล็กเคยเล่าให้ข้าฟัง สมัยเมื่อชิงอวิ๋นเริ่มก่อตั้งราชวงศ์ได้ไม่นาน ย้อนไปตอนนั้นมีโจรูเาที่คอยดักปล้นสะดมชาวบ้านชุกชุมนัก แม้แต่โจรที่เป็ผู้ฝึกตนก็ยังมี โชคดีที่สำนักอวิ๋นสุ่ยและชิงอวิ๋นจับมือกันปราบโจร คืนความสงบสุขให้ชาวบ้าน” เฉินจื้อเยว่อธิบายไปพลางคีบเกี๊ยวไปพลาง
“มิใช่ว่าสำนักอวิ๋นสุ่ยเป็กำลังหลักของราชวงศ์สุย ส่วนสำนักชิงอวิ๋นเป็กำลังหลักของราชวงศ์ชิงหรอกหรือ? าพึ่งจบเหตุใดถึงได้ร่วมมือกันเล่า” ครานี้ต้าจินเปิดปากถาม
“นี่แหละที่เป็เหตุผลให้ราชวงศ์ชิงและสำนักชิงอวิ๋นหยั่งรากลงได้อย่างมั่นคง หากตอนนั้นสำนักชิงอวิ๋นกังวัลแต่การถูกลอบโจมตีจากสำนักอวิ๋นสุ่ย ก็รังแต่จะทำให้ราษฎรเดือดร้อนจากไฟาเพิ่มมากขึ้น เมื่อความไม่พอใจของประชาราษสูงขึ้น การที่สำนักอวิ๋นสุ่ยจะหาโอกาสก่อกบฎอีกครั้งก็ไม่ยาก” ไป๋เซียวเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ “เพราะเหตุนั้นเหล่าตระกูลใหญ่เก่าแก่ในเมืองอวิ๋นสุ่ย แม้ไม่้าให้สำนักชิงอวิ๋นเข้ามาควบคุมชะตาฟ้าและดินในแผ่นดินใหญ่ แต่ก็มิอาจทำสิ่งใดได้มากนัก ประชาชนรากหญ้าพอใจ พวกเราผู้เป็ทั้งบัณฑิตและพ่อค้าจะใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินได้เยี่ยงไร” พูดจบไป๋เซียวเฟิงก็ทั้งส่ายหน้าและพยักหน้า มิอาจพอใจแต่ก็ต้องยอมรับ
…
กลางดึกยามสาม ระหว่างที่เซิ่งมู่กำลังนั่งอ่านตำราพลางชมดาวไป ก็ได้ยินเสียงคนเดินมาจากข้างหลัง เมื่อหันไปจึงพบกับต้าจินที่เดินออกมาจากกระโจมพร้อมไหสุราสองไห
“นั่งอ่านแต่ตำราเ้าคงเบื่อแย่ บิดาข้าฝากนี่มาให้เ้า” ต้าจินโยนไหสุราในมือให้เซิ่งมู่ ก่อนจะนั่งลง
เซิ่งมู่รับไหสุรามา ก่อนจะเก็บไว้ในพัดไม้ไผ่ “เฝ้ากองไฟกลางดึกเช่นนี้ ข้าไม่กล้าที่จะร่ำสุรากับเ้าหรอก”
“ขี้กลัวจริงๆ…” ต้าจินถอนหายใจก่อนจะมองพัดพับไม้ไผ่ของเซิ่งมู่ “ตาแก่เย่ไปแล้วหรือ?”
เซิ่งมู่พยักหน้า “ทิ้งสมบัติไว้ให้ข้าอยู่นิดหน่อย” เซิ่งมู่เอาพัดพับไม้ไผ่เคาะที่มือเบาๆ
“แล้วเขาไม่ให้อะไรข้าบ้างเลยหรือ?” ต้าจินพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“เ้าเป็หลานเขารึ? แค่เ้ามาแช่สมุนไพรบ้านข้าเกือบทุกวัน ข้าไม่คิดบัญชีกับเ้าก็ดีแค่ไหนแล้ว” เซิ่งมู่เอาพัดชี้หน้าต้าจินก่อนจะบ่นออกมา
ต้าจินยกไหสุราของตนขึ้นมาดื่ม “พ่อของข้ายังให้สุรากับเ้าเลย ตาแก่ขี้เหนียวไปแล้ว”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมา “ตาแก่ขี้เหนียวจริงๆ นั่นแหละ”
“ยามสามแล้ว ถึงคราเ้าไปพักผ่อนแล้ว เ้าไปเถอะ” ต้าจินเอ่ยบอก
เซิ่งมู่มองต้าจินอย่างสงสัย “ไกลบิดามารดาทำให้เ้ารู้สึกว่าตนต้องโตแล้วหรืออย่าไร? ผ่านไปเดือนเดียวเ้าเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยนะ”
ต้าจินหัวเราะเบาๆ “เข้าสู่เส้นทางการฝึกตน ต้องพิสูจน์วิถีของตนบนมหามรรคา ถ้ามัวแต่เล่นเหมือนเด็กชีวิตนี้จะยิ่งใหญ่ได้อย่างไร” ต้าจินชี้นิ้วไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงดาว “พ่อข้าเป็คนบอกน่ะ มิใช่ข้าหรอก แต่อย่างน้อยชีวิตนี้ข้าก็ไม่อยากให้เขาผิดหวัง”
เซิ่งมู่พยักหน้า “เวลาสั้นๆ แต่เ้าคงผ่านอะไรมาไม่น้อยเลยสินะ”
ต้าจินตบบ่าเซิ่งมู่พร้อมหัวเราะอย่างอบอุ่น “มิใช่ข้าคนเดียวหรอก”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้าให้ ก่อนจะลุกขึ้นเดินกลับกระโจมของตนเอง
เมื่อเซิ่งมู่ที่เดินเข้ามาเขาจึงเห็นสตรีชุดเขียวคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่บนเตียงของตน
“คราวนี้เป็เ้ารึ?” เซิ่งมู่เอ่ยปากถาม
หลิวจื่ออี้ลืมตาขึ้นมาก่อนจะเอ่ย “เื่สำนักวสันต์เขียวน่ะ” นางลุกขึ้นมาบิดี้เีเล็กน้อยก่อนเปิดปากพูดต่อ “เ้าจะเอาอย่างไร? จากที่ผู้าุโโจวเล่าให้ฟัง ถึงสำนักวสันต์เขียวจะไม่ใช่สำนักฝึกยุทธดั้งเดิม แต่ก็มีสาขาของผู้ฝึกยุทธเช่นกัน อีกทั้งในสำนักก็มีคนรู้จัก การเริ่มต้นโดยมีคนหนุนหลังก็อาจเป็ทางที่ดี”
เซิ่งมู่นั่งลงที่ปลายเตียงก่อนถามกลับ “เ้าถามข้าเช่นนี้ แปลว่าเ้าตัดสินใจจะเข้าสำนักวสันต์เขียวแล้วรึ?”
หลิวจื่ออี้พยักหน้าเบาๆ “เป็เช่นนั้น”
เซิ่งมู่ถามกลับ “ถ้าเป็เยี่ยงนั้น มิใช่ว่าคนภายนอกจะคิดว่าตระกูลหลิวของเ้าเข้าร่วมกับอำนาจอื่นหรอกหรือ?”
หลิวจื่ออี้ยักไหล่ “ท่านปู่เพียงว่าตระกูลหลิวของเรามิได้มีรากฐานตื้นเขินถึงเพียงนั้น”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้า “ข้ายังไม่รู้เื่ราวในเมืองหลวงมากนัก คงต้องให้เข้าไปในเมืองหลวงก่อนข้าถึงจะตอบเ้าได้ ถึงแม้พร์ยุทธข้าไม่โดดเด่น แต่หากต้องหาที่พึ่งพิงข้าก็อยากได้สถานที่ที่จะช่วยเกื้อหนุนข้าด้วย อย่างน้อยถึงมิได้เป็ศิษย์ร่วมสำนักกัน ทว่าข้า เ้าและต้าจินก็ยังอยู่ในเมืองหลวงเดียวกัน”
หลิวจื่ออี้พยักหน้ายอมรับ เหมือนนางคาดเดาคำตอบของเซิ่งมู่ไว้อยู่แล้ว “แล้วเ้าจะเข้าสำนักยุทธที่ใดกันเล่า? สำนักยุทธเฟิงเหลย? พรรคย้ายภูผา?”
เซิ่งมู่ที่ได้ยินคำถามของหลิวจื่ออี้ก็พลันนึกถึงสิ่งที่ตนอ่านเจอในตำรา สำนักยุทธเฟิงเหลยเป็สำนักยุทธอันดับหนึ่งในเมืองหลวง แต่นั่นเป็เพราะราชสำนักมิได้นับว่าเป็สำนักเช่นกัน
ส่วนพรรคย้ายภูผาเป็พรรคหมัดอันดับหนึ่งในเมืองหลวง หาก้าหาที่้าบ่มเพาะฝีมือของเขา เซิ่งมู่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสองตัวเลือกนี้เป็ตัวเลือกที่ดี
“เข้าสำนักมีกฎเกณฑ์มากมาย อีกทั้งต้องย้ายวิชามาใช้วิชาประจำสำนัก พรรคย้ายภูผาแม้นจะเป็พรรคหมัดอันดับหนึ่งแต่การต่อสู้ที่เน้นพลังทำลายล้างไม่เหมาะกับข้าเท่าใดนัก” เซิ่งมู่เอ่ยตอบ “ข้าจึงคิดจะสมัครเป็ทหาร สร้างผลงานจนได้เข้าราชสำนัก หากเป็หอตำราหลวงที่เก็บวิชายุทธไว้ทั่วใต้หล้า อาจจะทำให้ข้าแข็งแกร่งได้ไวขึ้นได้กระมัง”
หลิวจื่ออี้พยักหน้ายอมรับอีกครา คราวนี้เซิ่งมู่จึงหันมามองหน้านาง “นี่เ้าไม่แปลกใจสักหน่อยรึ?”
นางเปิดปากตอบ “ข้าก็คิดไว้อยู่แล้ว ข้าจะต้องแปลกใจอันใดเล่า?”
เซิ่งมู่จึงส่ายหน้าถอนหายใจ “แล้วจะมาถามข้าทำไมเล่า…”
“ได้ยินจากปากเ้ามันก็ดีกว่าอยู่แล้ว” หลิวจื่ออี้ยักไหล่ ก่อนที่นางจะก้าวเดินออกจากกระโจมไป
เซิ่งมู่จึงยิ้มอ่อนตามหลังก่อนจะเอนกายนอนลงบนเตียง
…
เช้าตรู่ยามเหม่า เซิ่งมู่ที่เคยชินกับการตื่นไปดูแลสวนผัก เมื่อลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าตนไม่ได้อยู่ในเรือนเก่าหลังนั้นในเมืองเล็กอีกต่อไปแล้ว เซิ่งมู่จึงถอนหายใจด้วยความใจหาย ก่อนจะหยิบเสื้อเก่าๆ มาสวม พลางเดินออกจากกระโจมไปหาที่โล่งกว้าง
เซิ่งมู่หลับตาลงพลางจินตนาการว่ากำลังเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธที่ใช้วิชาทวนสะบั้นั
หลังตั้งสมาธิ ศัตรูในจิตก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยท่าแทง เซิ่งมู่ฟาดแขนขวาลงไปที่ทวนก่อนที่จะพุ่งมาถึงลำตัว ตามด้วยการใช้ฝ่าเท้าเหยียบหัวทวนไว้จมดิน แต่ศัตรูในจิตของเซิ่งมู่พลันะเิพลังปราณลงไปที่ทวน ส่งผลให้เซิ่งมู่ถลาออกไปด้านหลัง เซิ่งมู่จึงคว้าต้นไม้ด้านหลังตนก่อนใช้แรงส่งนั้นพุ่งกลับไปอย่างรวดเร็ว
ศัตรูในจิตของเซิ่งมู่เลือกที่จะควงทวนด้วยความเร็ว สะสมพลังปราณไว้รอบกายสร้างเป็กำบังพลังปราณที่ยากต่อการทำลาย เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงใช้เท้าแตะเกราะปราณนั้นส่งตนเองขึ้นไปเล็กน้อย ก่อนจะรวมพลังปราณไว้ที่หมัดซ้ายพุ่งตรงเข้าไปทำลายเกราะพลังปราณนั้นอย่างง่ายดาย ศัตรูจิตที่เสียหลักจึงกระเด็นออกไป ก่อนที่เซิ่งมู่จะสบโอกาสพุ่งเข้ามาโจมตีตามอย่างแรง หลังศัตรูจิตตายตกไปเซิ่งมู๋จึงทบทวนการต่อสู้นั้นของตน
“ทวนสะบั้นัมีท่าแทงและฟาดที่ดุดัน แต่กลับมีการป้องกันที่อ่อนแอ ตอนนี้หากเจอผู้ฝึกยุทธขั้นหลอมเส้นเอ็น การโจมตีทีเผลออย่างแรงก็สามารถทำให้คว้าชัยได้ แม้จะเจอขั้นหลอมจิตใจ ก็มิใช่ว่าจะแพ้ได้ง่ายๆ” เซิ่งมู่คิดในใจ “แต่หากขึ้นสู่วิถียุทธที่สูงกว่านี้ จุดอ่อนนี้ก็คงจะหายไปเช่นกันกระมัง?”
เซิ่งมู่พลันลืมตาขึ้นมาจึงพบว่าทั่วกายของตนเต็มไปด้วยเหงื่อไคล มองไปรอบๆ จึงพบว่าตนนั้นมิได้ขยับเขยื้อนออกจากที่เดิมเลยแม้แต่น้อย เมื่อเซิ่งมู่พบเห็นไปหน้าที่คุ้นเคยสองใบหน้ามองมาที่ตนอย่างตั้งใจจึงเปิดปากถาม “ผ่านไปนานรึยัง?”
ไป๋เซียวเฟิงกับต้าจินที่กำลังนั่งเท้าคางมองเซิ่งมู่อยู่ จึงหันมามองหน้ากันเองก่อนที่ต้าจินจะเอ่ยตอบ “ข้าไม่รู้ พี่ไป๋มาก่อนข้า”
เซิ่งมู่จึงหันไปมองไป๋เซียวเฟิง “ตอนนี้กลางยามเฉิน ข้าตื่นมาตอนกลางยามเหม่า เห็นเ้ายืนแบบนั้นั้แ่ตื่น ถือว่านานกระมัง? เ้าตื่นมายามใด?”
เซิ่งมู่จึงปาดเหงื่อบนหน้าผากของตน ก่อนจะเดินไปเทถังน้ำมาล้างกาย “ข้าตื่นมาต้นยามเหม่า”
ต้าจินเบิกตากว้าง “เ้ายืนเฉยๆ มาหนึ่งชั่วยามครึ่งเลยรึ?”
เซิ่งมู่ยักไหล่ “ใช่กระมัง”
ไป๋เซียวเฟิงจึงพยักหน้าพึมพำ “เข้าสู่สภาวะจิตได้ั้แ่ขอบเขตหลอมเส้นเอ็น อีกทั้งยังยาวนานเกือบสองชั่วยาม แม้แต่ในเมืองหลวงผู้ที่ทำแบบนี้ได้ก็มีไม่มากนัก”
ต้าจินจึงหันมาถามอย่างสนอกสนใจ “สุยอู๋ซินผู้นั้นเล่า?”
ไป๋เซียวเฟิงทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะส่ายหัว “ไม่หรอก เ้านั่นกระจอกจะตายไป ไม่มีทางเทียบน้องเซิ่งได้” พูดจบก็ก็มีมือหนึ่งฟาดลงมาหลังศีรษะของไป๋เซียวเฟิง
สุยอู๋ซินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็หันมาพูดกับทุกคน “ไปเตรียมตัวได้แล้ว สิ้นยามเฉินพวกเราต้องเดินทางต่อแล้ว” พูดจบสุยอู๋ซินหันมามองเซิ่งมู่ “ข้าวเช้าเ้าข้าให้แม่นางหลิวเก็บไว้แล้ว เ้าค่อยกินระหว่างเดินทางบนรถม้าก็ได้”
เซิ่งมู่จึงทำมือเคารพ “ขอบคุณมาก” สุยอู๋ซินจึงยกนิ้วโป้งให้เซิ่งมู่ ก่อนจะเดินจากไป