“กร๊อบ!”
เสียงโลหะหักสะบั้นอันดังกังวานใส พลันดังขึ้นท่ามกลางป่าเขาที่เงียบสงัด ฟังดูบาดหูยิ่งนัก
นิ้วเรียวยาวทั้งสองของฉินเฉินเพียงแค่ขยับบิดเล็กน้อย กระบี่ยาวที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้าร้อยชั้นซึ่งจ้าวหู่รักหวงแหนราวกับของล้ำค่า กลับถูกหักสะบั้นลงอย่างง่ายดายราวกับแท่งน้ำแข็งที่เปราะบาง!
ปลายกระบี่ครึ่งท่อนลอยคว้างหมุนติ้วอยู่กลางอากาศ
“เป็ไปไม่ได้!” จ้าวหู่หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ลูกตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
หักอาวุธเวทเหล็กกล้าด้วยมือเปล่าหรือ นี่มันต้องเป็พลังกายที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใดกัน! อย่าว่าแต่ระดับหลอมปราณเลย ต่อให้เป็ผู้ฝึกกายาระดับสร้างรากฐาน ก็ยังไม่กล้าทำตัวโอหังถึงเพียงนี้!
“กระบวนท่าที่หนึ่ง”
น้ำเสียงเย็นเยียบของฉินเฉินดุจดั่งคำพิพากษาของมัจจุราช
เขาสะบัดข้อมือเพียงคราเดียว ปลายกระบี่ที่หักครึ่งท่อนนั้นก็กลายเป็สายฟ้าสีเงินพุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา
“ฉึก!”
เืสาดกระเซ็น
กระบี่หักพุ่งทะลุหัวไหล่ขวาที่จับกระบี่ของจ้าวหู่ไปด้วยความเร็วที่ไม่อาจจินตนาการได้ แรงกระแทกอันมหาศาลซัดเอาร่างของเขาให้ปลิวละลิ่วถอยหลังไป
“อ๊าก——มือข้า!”
จ้าวหู่แผดเสียงร้องโหยหวนราวกับสุกรถูกเชือด กระบี่หักครึ่งท่อนในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดัง “เคร้ง” เขากุมหัวไหล่ขวาที่มีเืพุ่งกระฉูดเอาไว้ ความเ็ปทำเอาใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกไปหมด
ทว่ายังไม่ทันที่ร่างของเขาจะร่วงลงถึงพื้น เงาร่างของฉินเฉินก็มาปรากฏอยู่เหนือหัวเขาราวกับภูตผีปีศาจเสียแล้ว
“กระบวนท่าที่สอง”
ฉินเฉินไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า เขายกขาขวาขึ้นสูงราวกับขวานศึกอันหนักอึ้ง พกพาเสียงแหวกอากาศอันบาดหู ฟาดฟันลงบนหัวเข่าของจ้าวหู่อย่างดุดัน
“กร๊อบ! กร๊อบ!”
เสียงกระดูกแตกหักชวนขนลุกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หัวเข่าทั้งสองข้างของจ้าวหู่บิดเบี้ยวผิดรูปอย่างน่าประหลาด ร่างทั้งร่างร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างแรงราวกับกระสอบขาดๆ คุกเข่าทั้งสองข้างลงตรงหน้าฉินเฉิน
ความเ็ปแสนสาหัสทำให้จ้าวหู่แทบจะหมดสติ ร่างกายของเขาสั่นกระตุก ใบหน้าเต็มไปด้วยเื แววตาที่มองไปยังฉินเฉินในที่สุดก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง
“เ้า... แท้จริงแล้วเ้าเป็ตัวประหลาดอันใดกันแน่...”
เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก ว่าเหตุใดเศษวะเส้นเืตีบตันที่ปล่อยให้เขารังแกได้ตามใจชอบเมื่อหลายวันก่อน ถึงได้กลายมาเป็เทพสังหารที่เด็ดขาดอำมหิตและมีพลังน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้ได้!
“กระบวนท่าที่สาม”
ฉินเฉินไม่ได้ตอบคำถามของเขา แต่กลับค่อยๆ ย่อตัวลง ยื่นมือขวาออกไป กางนิ้วทั้งห้าดุจกรงเล็บ ตะปบเข้าที่จุดตันเถียนของจ้าวหู่อย่างจัง
ในวินาทีที่ัั ลึกลงไปในฝ่ามือของฉินเฉิน วังวนสีดำที่ราวกับสามารถกลืนกินได้ทุกสรรพสิ่ง ก็เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
“กลืนกิน”
สิ้นคำพูดสองคำนี้ จ้าวหู่ก็เบิกตากว้าง แผดเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนากว่าเดิมถึงสิบเท่า!
“มะ... ไม่! พลังปราณของข้า! เ้ากำลังทำอันใด?!”
จ้าวหู่พบด้วยความตื่นตระหนกว่า พลังปราณในจุดตันเถียนที่เขาอุตส่าห์บากบั่นฝึกฝนมาเจ็ดแปดปี กลับไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก พุ่งทะยานผ่านฝ่ามือของฉินเฉิน ถูกสูบออกจากร่างกายไปอย่างบีบบังคับ!
สิ่งที่ทำให้เขาสิ้นหวังยิ่งกว่าก็คือ เมื่อพลังปราณสูญสลายไป ระดับพลังบำเพ็ญของเขาก็ดิ่งวูบลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นกัน
หลอมปราณขั้นแปด...
หลอมปราณขั้นเจ็ด...
หลอมปราณขั้นห้า...
หลอมปราณขั้นสาม!
ใช้เวลาเพียงสิบกว่าลมหายใจสั้นๆ ภายในร่างกายของจ้าวหู่ก็ว่างเปล่า ร่างกายที่เดิมทีนับว่ากำยำของเขา ก็กลายเป็ผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกเนื่องจากการสูญเสียเืเนื้อไปเป็จำนวนมาก ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื ราวกับแก่ชราลงสิบปีในชั่วพริบตา
จนกระทั่งพลังบำเพ็ญของจ้าวหู่ร่วงหล่นลงมาถึงระดับหลอมปราณขั้นหนึ่งอย่างสมบูรณ์ กระทั่งวิชาลูกไฟขั้นพื้นฐานที่สุดก็ยังไม่อาจใช้ออกมาได้ แทบจะกลายเป็คนพิการไปโดยปริยาย ฉินเฉินจึงชักมือกลับมาด้วยความพึงพอใจ
แม้พลังปราณของผู้ฝึกตนระดับต่ำเช่นนี้จะเทียบไม่ได้เลยกับพลังระดับสร้างรากฐานของเขาในตอนนี้ ทว่าการได้มองดูศัตรูสูญเสียสิ่งที่เคยภาคภูมิใจที่สุดไป ความสะใจทางจิตใจเช่นนี้ กลับหาใดเปรียบได้
“ตุบ”
ฉินเฉินโยนจ้าวหู่ที่มีสภาพเหลวเป๋วราวกับโคลนตมทิ้งลงบนพื้นดั่งโยนสุนัขที่ตายแล้ว
เขาล้วงเศษผ้าขาดๆ ชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เช็ดมือด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็มองต่ำลงมายังคนพิการบนพื้นตัวสั่นงันงก กระทั่งเรี่ยวแรงจะร้องโหยหวนก็ยังไม่มี
“ในอดีต ณ เบื้องหน้าศิลาวัดิญญา เ้าทำตัวสูงส่ง เอ่ยว่าผู้ที่ไร้พลัง แม้แต่หายใจก็ยังผิด”
“แล้วตอนนี้ เ้าคิดว่าตนเองยังมีสิทธิ์ที่จะหายใจอยู่อีกหรือไม่”
น้ำเสียงของฉินเฉินไม่ดังนัก ทว่ากลับดังก้องเข้าไปในหูของทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นอย่างชัดเจน
“สามปีที่ถูกหยามเกียรติ วันนี้ ข้าขอคืนให้จนหมดสิ้น”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงัดราวกับป่าช้า
ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นหลายคนในเวลานี้ ล้วนแข็งทื่ออยู่กับที่ราวกับถูกคาถาสกัดจุด ใบหน้าซีดเผือด กระทั่งหายใจแรงๆ ก็ยังไม่กล้า
โเี้เกินไปแล้ว!
ไม่เพียงแต่หักแขนหักขา แต่ยังสูบพลังบำเพ็ญไปจนหมดเกลี้ยง!
สำหรับผู้ฝึกตนคนหนึ่งแล้ว การทำเช่นนี้ช่างโหดร้ายเสียยิ่งกว่าการฆ่าให้ตายเป็หมื่นเท่า!
เหล่าผู้ฝึกตนอิสระที่ยืนมุงดูอยู่ไม่ไกล ต่างก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ สายตาที่มองไปยังฉินเฉินเต็มไปด้วยความยำเกรงและหวาดกลัว
“เ้าหนุ่มนี่... ฝึกฝนวิชามารอันใดกันแน่ ถึงกับสามารถสูบพลังบำเพ็ญของผู้อื่นไปได้ทั้งเป็?!”
“ไม่ว่าจะเป็วิชาอันใด แต่วิธีการที่โเี้อำมหิตเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปตอแยได้อย่างแน่นอน!”
ฉินเฉินไม่ได้สนใจความตื่นตะลึงและความหวาดกลัวของผู้คน เขาหันหลังเดินไปที่ซากศพของหมาป่าเพลิงอสูรตัวนั้น
เขาจัดการถลกหนังและควักแก่นอสูรซึ่งเป็ส่วนที่มีค่าที่สุดของหมาป่าอสูรออกมาอย่างชำนาญ จากนั้นก็ถอนต้นหลินจืออัคคีที่เปล่งแสงสีแดงขึ้นมาทั้งราก แล้วเก็บทั้งหมดเข้าไปในมิติเก็บของของหยกิญญาาที่เพิ่งจะปลดล็อก
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น ฉินเฉินก็ไม่ได้ปรายตามองศิษย์สำนักชิงอวิ๋นเ่าั้เลยแม้แต่น้อย ร่างของเขาวูบไหว กลายเป็เพียงเงาสายหนึ่ง หายลับเข้าไปในป่าทึบของเทือกเขาสัตว์อสูร
ทิ้งไว้เพียงลานกว้างที่เละเทะไม่มีชิ้นดี และจ้าวหู่ที่คุกเข่าอยู่กลางกองเืด้วยแววตาเลื่อนลอย
จนกระทั่งกลิ่นอายของฉินเฉินเลือนหายไปจนหมดสิ้นเป็เวลานาน ศิษย์สำนักชิงอวิ๋นหลายคนนั้นจึงทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับเพิ่งตื่นจากฝันร้าย พวกเขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง แผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบไปตั้งนานแล้ว
“ศิษย์พี่... ศิษย์พี่จ้าว กลายเป็คนพิการไปแล้วหรือ”
ศิษย์คนหนึ่งมองดูจ้าวหู่ที่สภาพราวกับคนพิการบนพื้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เร็วเข้า! รีบรายงานกลับไปที่สำนัก!”
ศิษย์อีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยได้สติกลับมา เขาลนลานล้วงเอาหยกสื่อสารสีทองชิ้นหนึ่งออกมาจากถุงมิติ
“ศิษย์สายนอกเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง... ไม่ใช่! เป็ศิษย์ทรยศฉินเฉิน!”
เขาถ่ายเทพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปในหยก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความตื่นตระหนกที่ยากจะปิดบัง “ฉินเฉินไม่เพียงแต่ยังไม่ตาย ซ้ำยังสังหารสัตว์อสูรระดับสอง และทำลายพลังบำเพ็ญของศิษย์พี่จ้าวหู่ทิ้ง! ขอสำนักโปรดพิจารณาด้วย!”
“เพล้ง!”
หยกถูกบีบจนแตกละเอียด กลายเป็แสงสีทองสายหนึ่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงสุด มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของสำนักชิงอวิ๋น
พายุลูกใหญ่ที่มากพอจะสั่นะเืไปทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋น กำลังจะก่อตัวขึ้นแล้ว