หนิงเฟิ่งนั่งทำหน้าไม้สำหรับล่าสัตว์ทั้งวัน เธอทำหน้าไม้ 2 อัน เพื่อเอาไว้สอนบุตรชายด้วย
บุตรชายของเธอหากแม้แต่สัตว์ป่ายังล่าไม่เป็ เธอคงจะร้องไห้ออกมาเป็สายเืแน่
หนูน้อยโก่วเซิ่งนั่งอยู่ใกล้ไม่ยอมห่างมารดา มองสิ่งของรูปร่างประหลาดอย่างสงสัย สุดท้ายก็หยุดอาการคันปากยุบยิบของตนไม่ได้ จึงถามออกมา “แม่ ท่านทำอะไรหรือ”
“หน้าไม้” ตอบพลางนำชิ้นส่วนที่ทำไว้มาประกอบกัน
เด็กน้อยทำหน้าโมโห “หน้าไม้คืออะไร? ท่านอธิบายให้ข้าฟังบ้างสิ”
หนิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วมองบุตรชาย “อยากฟังหรือ”
“อื้อ!”
“หน้าไม้เป็อาวุธชนิดหนึ่ง ใช้ล่าสัตว์ได้”
สองแม่ลูกมองหน้ากันตากัน หนูน้อยโก่วเซิ่งขมวดคิ้ว
เท่านี้?
อืม ช่างเถอะ โลกนี้มีสิ่งที่เข้าใจยากเต็มไปหมดอยู่แล้ว
หนิงเฟิ่งทดลองยิงหน้าไม้ของตนเอง เมื่อเห็นว่าลูกดอกไม้ปลายแหลมคมพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ดไปยังเป้าหมายที่เธอตั้งใจไว้อย่างแม่นยำ หนิงเฟิ่งก็ยิ้มมุมปากออกมา
เ้าหนูโก่วเซิ่งมองตาโต อ้าปากค้าง “โอ้!”
หนิงเฟิ่งกวักมือเรียกลูกชายเข้ามาหา เด็กน้อยเดินตัวทื่อด้วยความใเข้ามาหา หนิงเฟิ่งจัดท่าทางให้บุตรชาย แล้วเอาหน้าไม้อันเล็กที่ทำไว้ยัดใส่มือของเขา “ยกแขนอย่างนี้ เล็งสิ่งที่เ้าจะยิง แล้วลั่นไก”
ปัก!
ลูกดอกพุ่งเข้าไปเสียบต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่งจนหักลง
“หู้ววว” หนูน้อยเฟิ่งโก่วอุทานออกมาอีกรอบ “แม่ นี่มันเยี่ยมยอดมากๆ”
“หึ” หนิงเฟิ่งหลุดยิ้ม
“พรุ่งนี้ข้าจะไปล่าสัตว์กับท่าน”
“อืม เอามีดไปคืนป้าโจวกันเถอะ”
ป้าโจวหรือโจวซื่อเป็เ้าของที่ที่สองแม่ลูกเช่าอาศัยอยู่ บ้านโกโรโกโสหลังนี้พร้อมที่ดินรอบๆ 2 หมู่ ถูกเช่าด้วยเงินเดือนละ 100 อีแปะ เพราะโจวซื่อเวทนาเ้าหนูโก่วเซิ่งทำให้แม้ว่าหนิงเฟิ่งคนเดิมจะค้างค่าเช่ามาหลายเดือนแล้ว ก็ยังไม่เอ่ยปากไล่เสียที
บ้านของโจวซื่ออยู่เกือบด้านหน้าของหมู่บ้าน ห่างจากบ้านของหนิงเฟิ่งราวกับฟ้ากับเหว ระหว่างทางเมื่อชาวบ้านเห็นเ้าหนูโก่วเซิ่งเดินตามมารดาต้อยๆ ก็ตกอกใ ชาวบ้านบางคนเดินเข้ามาถามโก่วเซิ่งใกล้ๆ ว่ามารดาใจร้ายผู้นี้ได้บังคับอันใดเขาหรือไม่
โก่วเซิ่งส่ายหน้าตอบชาวบ้านจนปวดคอไปหมด สุดท้ายหนิงเฟิ่งเลยตัดปัญหาเอื้อมมือมาจับมือบุตรชายไปจูงเสียเลย
“แม่ มือท่านก็นุ่มดีนะ”
“อืม” ว่าพลางกระชับมือบุตรชายให้แน่นขึ้น
มาถึงบ้านของโจวซื่อ หนิงเฟิ่งก็เอ่ยเรียกเสียงดัง
ป้าโจวเป็หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งรูปร่างอวบอ้วนเหมือนคนมีอันจะกิน ใบหน้ากลมมีริ้วรอยของกาลเวลาอย่างเด่นชัด ดวงตาตี่คล้ายคนหลับตาตลอดเวลา ทันทีที่ป้าโจวเห็นหนิงเฟิ่ง ‘เ้ากรรมนายเวร’ ของเ้าหนูโก่วเซิ่ง นางก็ตีหน้าั์ ท่าทางบ่งบอกว่าไม่ต้อนรับหญิงนางนี้ขั้นสุด
“ข้าเอามีดมาคืน” หนิงเฟิ่งยื่นด้ามมีดให้แก่หญิงที่อยู่ด้านหน้า
“ข้าก็ว่าโก่วเซิ่งเอามีดไปทำไม ที่แท้ก็ถูกเ้าบังคับให้มาขอนี่เอง!” ป้าโจวเอ่ยพลางกระแทกน้ำเสียงชิงชังไปด้วย
“ป้าโจว แม่ข้าไม่ได้บังคับนะ” หนูน้อยหัวโตโผล่หัวออกมาจากด้านหลัง เขาแก้ต่างคำพูดป้าโจวอย่างไม่เห็นด้วย
“อ้าว โก่วเซิ่ง เ้าก็มาด้วยหรือ”
หนิงโก่วเซิ่งพยักหน้ารัวๆ เขาแอบเหลือบไปมองมารดา เห็นว่านางทำหน้านิ่งเฉยก็รู้สึกไม่ดี
“โก่วเซิ่ง ป้านึ่งหมั่นโถวไว้ เ้าเข้าไปกินสิ” จะบอกว่าป้าโจวมีบุญคุณแก่เ้าหนูน้อยโก่วเซิ่งมากกว่ามารดาแท้ๆ ก็ไม่ผิด
ที่หนูน้อยโก่วเซิ่งอยู่รอดมาได้จนป่านนี้ก็เพราะได้อาหารจากป้าโจวนี้แหละมาเลี้ยงปากท้องตัวเอง
หนิงเฟิ่งไม่ได้ติดใจอาการขยะแขยงตัวเธอของป้าโจวมากนัก เธอทำเพียงยืนเงียบๆ ฟังป้าโจวกับบุตรชายคุยกันเท่านั้น
“ข้ากินข้าวแล้วขอรับ”
“หือ กินแล้วหรือ!” ป้าโจวทำหน้าแปลกใจ
“ใช่ๆ วันนี้ข้าได้กินเนื้อกระต่าย แม่ข้าล่ามาได้” หนิงโก่วเซิ่งทำหน้าภูมิใจ
“นางน่ะหรือจะล่ากระต่ายมาให้เ้ากิน มิใช่นางขโมยผู้อื่นมาหรือ”
หนิงเฟิ่งคิ้วกระตุกไปที ป้าโจวผู้นี้ช่างไม่เห็นเธออยู่ในสายตาจริงๆ เวลาจะด่าก็ด่าออกมาโต้งๆ หากเป็หนิงเฟิ่งคนเดิมคงจะเดินหนีด้วยความอับอายแล้ว
แต่หนิงเฟิ่งคนนี้น่ะหรือ
ด่าอะไรก็ด่าไปเถิด เกินเลยเมื่อไร เราค่อยมาชำระความกัน
“ไม่ใช่นะ ข้าเห็นเต็ม 2 ตา แม่ข้าขว้างมีดใส่กระต่ายจนมันตายเลยนะขอรับ”
“งั้นรึ ช่างเถอะๆ ข้าจะไปหยิบหมั่นโถวมาให้ เผื่อนางผีเข้าอีก” กล่าวเสร็จป้าโจวก็คว้าด้ามมีดจากหนิงเฟิ่งมาถือไว้ อดไม่ได้จริงๆ นางจึงเอ่ยค่อนขอดไปสักประโยค “ค่าเช่าก็ควรจ่ายมาเสียหน่อยนะ ข้าไม่เอ่ยทวงก็อย่าได้หน้าหนาทำไม่รู้ไม่เห็นต่อไปเช่นนี้”
หนิงเฟิ่งหน้าชาหน่อยๆ มองป้าโจวที่เดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบหมั่นโถวอย่างทำหน้าไม่ถูก สองแม่ลูกหันมามองหน้ากัน ก่อนที่หนิงเฟิ่งจะเอ่ยออกมา “เราค้างค่าเช่ากี่เดือนแล้ว
โก่วเซิ่งนับนิ้ว แล้วชู 2 นิ้วให้มารดา
“2 เดือน?”
เ้าหนูน้อยส่ายหน้า “2 ปีต่างหาก!”
หนิงเฟิ่งยกมือมาเท้าเอวพลางถอนหายใจด้วยความเหลืออด หากไม่ติดว่ากลัวเจ็บ เธอจะเอาหัวโขกกำแพงสักรอบ
หนิงเฟิ่ง เ้ามันคนหน้าไม่อาย!
พอป้าโจวเอาหมั่นโถวให้หนูน้อยโก่วเซิ้งเสร็จแล้ว สองแม่ลูกก็กล่าวลา เดินกลับบ้านของพวกเขาไปทันที
กว่าจะเก็บกวาดบ้านเสร็จก็เล่นเอาเธอหอบหายใจเหนื่อย หนูน้อยโก่วเซิ่งเอาน้ำต้มอุ่นๆ มาให้มารดาได้ดื่ม หายเหนื่อยแล้วทั้งสองก็มาทานเนื้อกระต่ายย่างกับผักนึ่งเป็อาหารเย็นร่วมกัน
พอถึงเวลานอนหนิงเฟิ่งก็ต้มน้ำมาล้างหน้าล้างตา ทั้งยังเรียกเ้าหนูน้อยผ้าเช็ดเนื้อเช็ดตัวเอวคราบสกปรกตามใบหน้าและลำตัวออก
“อ้า! ท่านจะเช็ดที่ใด” หนูน้อยะโหนีจากมารดา เมื่อเห็นว่านางกำลังจะแกะชุดบางๆ ของตนออก
“เ้ากลัวอะไร”
“ท่านเป็ผู้หญิง จะมาถอดผ้าผู้ชายได้ยังไง!” หนูน้อยกล่าวอย่างไม่ยอม
ฟังจบหนิงเฟิ่งก็เดินดุ่มเข้าไปคว้าตัวเด็กน้อยแบกไว้บนบ่า หนิงโก่วเซิ่งโวยวายทั้งน้ำตาจนเธอทนไม่ไหวตีก้นบุตรชายไปหนึ่งเพี้ยะ
“หน้าไม่อาย! หน้าไม่อาย!”
“ข้าคลอดเ้ามา ไอ้จ้อนของเ้าก็เห็นมาไม่รู้กี่ครั้ง จะอายอะไร”
หนิงโก่วเซิ่งทำหน้าไม่อยากเชื่อ “ท่านเห็นหมดเลยหรือ!”
“ใช่! ทีนี้ก็มาให้เช็ดตัวดีๆ จะได้นอน เร็ว!”
สุดท้ายเ้าหนูโก่วเซิ่งก็ต้องยอมให้มารดาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ด้วยใบหน้าที่จะร้องไห้เต็มแก่
“เสร็จแล้ว ขึ้นไปนอนบนเตียงดีๆ” หนิ่งเฟิ่งกล่าว
เอะ
“ท่านให้ข้านอนบนเตียง?”
“ไม่นอนบนเตียงแล้วเ้าจะไปนอนไหนล่ะ”
หนิงโก่วเซิ่งไม่รอช้าะโขึ้นไปนอนบนเตียงของมารดาทันที
ก่อนหน้านี้หนูน้อยไม่ได้รับสิทธินอนใกล้แม่ของตน เขาต้องไปนอนขดอยู่หน้าห้อง หนาวก็หนาว ผ้าห่มผืนบางๆ ไม่ทำให้เขาอุ่นขึ้นสักนิด
หนิงเฟิ่งตามบุตรชายไปนอนลงอีกฝั่งของเตียง เห็นเ้าหนูมองเธอไม่ยอมหลับนอนก็ดีดหน้าผากไปเบาๆ ทีหนึ่ง “รีบนอน พรุ่งนี้ต้องเข้าป่าแต่เช้า”
“อื้อ” หนิงโก่วเซิ่งกล่าวกับมารดาหนึ่งประโยค ก่อนจะรีบหลับตาหนีด้วยความเขินอาย “แม่ ท่านห้ามให้ผีในตัวท่านออกนะ ข้าชอบท่านตอนผีเข้ามากกว่า”
มองเด็กที่หลับตาปี๋อย่างขำๆ หนิงเฟิ่งครางตอบรับ “อืม”
ตอนกลางคืนเ้าหนูโก่วเซิ่งก็ขยับเข้าหาไออุ่นจากมารดาอย่างไม่รู้ตัว พอมีบางอย่างเข้ามาแตะตัวหนิงเฟิ่งก็ลืมตาโพลงด้วยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นว่าเป็เ้าเด็กหัวโตเอาขาก่ายตัวเองอยู่จึงหลับตาลงอีกรอบ มุมปากกระตุกยิ้มเบาๆ แล้วเข้าสู่ห้วงนิทราไป…