บทที่ 10 ลอบสำรวจตระกูลเซียว ตัวตนพระเอกเปิดเผย
"จริงด้วย! ข้านี่มันโง่จริง ๆ ลูกสาวที่น่ารักของข้า เดิมทีก็เชี่ยวชาญการใช้กระบี่อยู่แล้ว
ยามนี้ยังได้รับการสืบทอดของเทพกระบี่มาอีก ไม่ช้าต้องมีความก้าวหน้าอย่างแน่นอน!
เมื่อถึงเวลานั้น..."
สายตาของหลินม่อค่อย ๆ เปล่งประกาย
เขาไม่มีพร์ แต่เขามีลูกสาวนะ!
รอให้ซูชิงลั่วเข้าใจการสืบทอดของเทพกระบี่ แล้วมันจะส่งคืนกลับมาให้เขาถึงสิบเท่า!
เช่นนี้แล้ว เหตุใดเขาจะไม่อาจเข้าใจการสืบทอดวิถีเซียนกระบี่นี้ได้เล่า?
มีตัวช่วยที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เขาจำเป็ต้องพยายามด้วยตัวเองอีกหรือ?
ไร้สาระ! เช่นนี้แล้วเขาก็เพียงแค่นอนกินแรงเฉย ๆ ก็พอ!
"หึ ๆ ... ชาติก่อนต้องตรากตรำทำงานหนักจนแทบไม่ได้พัก ชาตินี้ในที่สุดก็ได้เสวยสุขเสียที
ความรู้สึกที่ได้อยู่นิ่ง ๆ โดยไม่ต้องลงแรงเช่นนี้... ช่างสบายเหลือเกิน!"
หลินม่อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย ทั่วทั้งร่างรู้สึกเบาสบายขึ้นมาทันที
ตนเองไม่มีพร์จึงยากจะเข้าใจ ต่อให้มีพร์บ้าง ก็คาดว่าคงจะลำบากมาก
แต่ซูชิงลั่วนั้นต่างออกไป อายุเพียงสิบหกปีก็ก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นปลาย เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลซู หากมองไปทั่วทั้งเมืองชิงอวิ๋น หรือแม้แต่ในสำนักชิงอวิ๋น นางก็เป็อัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือใคร!
การจะทำความเข้าใจการสืบทอดของเทพกระบี่ ย่อมไม่ลำบากจนเกินไปแน่นอน ตนเองแค่รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็พอ!
ความรู้สึกเช่นนี้จะไม่ให้ข้ารู้สึกสะใจได้อย่างไร!
"จะว่าไป เหตุใดจึงรู้สึกเหมือนกำลังฟูมฟักลูกนกตัวน้อยเช่นนี้เล่า? ขอเพียงเลี้ยงลูกสาวให้ดี ตำแหน่งเซียนจุนก็คงอยู่เพียงเอื้อมมือไม่ใช่หรือ?"
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินม่อก็ฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายร้อนแรง
ในเมื่อเป็เช่นนี้ เขาก็ไม่มีความจำเป็ต้องเสียเวลาอีกต่อไป ตีเหล็กต้องรีบตีตอนร้อน ไปสำรวจตระกูลเซียวดูเสียหน่อย!
"ข้าอยากจะเห็นนักว่า เ้าหนุ่มตระกูลเซียวคนนั้นจะเป็พระเอกตัวจริงหรือไม่!
หากอีกฝ่ายมีความผิดปกติจริง ๆ...
อย่างมากที่สุด เมื่อนางถอนหมั้น ข้าก็เพียงแค่รีบไปแสวงหาวาสนากับผู้อื่นแทน!
วันหน้าหากไม่อาจเป็คู่ครองกันได้ เป็สหายกันก็ยังนับว่าดีไม่ใช่หรือ?
ไม่จำเป็ต้องสร้างศัตรูคู่อาฆาตกันหรอก"
หลินม่อลูบคาง ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล
การบำเพ็ญเซียนไม่ได้มีเพียงแค่การเข่นฆ่า แต่สิ่งที่บำเพ็ญคือการเข้าสังคมและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน!
การเพิ่มศัตรูหนึ่งคน ไม่สู้ลดศัตรูลงหนึ่งคน
และต่อให้ต้องมีศัตรูเพิ่มจริง ๆ ตนเองก็ต้องสามารถบดขยี้อีกฝ่ายให้จมดินได้ก่อนค่อยว่ากัน!
เมื่อคิดได้ดังนี้ ร่างของหลินม่อก็หายไปในความมืดมิดของราตรีทันที...
เมืองชิงอวิ๋นมีขนาดไม่ใหญ่นัก ในฐานะเมืองของผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ภายใต้การดูแลโดยตรงของสำนักชิงอวิ๋น เมืองแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางเพียงไม่กี่ร้อยลี้ ภายในเมืองมีทั้งผู้บำเพ็ญและคนธรรมดาอาศัยอยู่ปะปนกัน ประชากรมีเพียงไม่กี่แสนคน ผู้บำเพ็ญเพียรมีเพียงประมาณหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น และตระกูลซูกับตระกูลเซียว ในฐานะสองตระกูลผู้บำเพ็ญที่ยิ่งใหญ่ของเมืองชิงอวิ๋น ได้พื้นที่ที่รุ่งเรืองที่สุดสองแห่งในเมือง
"ความแข็งแกร่งของตระกูลเซียวมีความเป็ไปได้สูงว่าจะทัดเทียมกับตระกูลซู แม้เบื้องหน้าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดอาจอยู่เพียงระดับสร้างรากฐานขั้นที่แปดหรือเก้า แต่ว่า... เื้ัอาจจะมีระดับแกนทองคำหรือเซียนแท้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็เป็ได้!
การไปครั้งนี้ ข้าควรระมัดระวังไว้จะดีกว่า ขอเพียงยืนยันจากระยะไกลว่าเ้าหนุ่มตระกูลเซียวผู้นั้นใช่คนที่ตามหาหรือไม่แล้วจึงลอบจากไปอย่างเงียบ ๆ ก็พอ"
หลินม่อหรี่ตาลงเล็กน้อย ประกายแสงวาบผ่านดวงตา พลังปราณทั่วร่างไหลเวียนอย่างเงียบเชียบ พลังปราณสีเขียวอ่อนห่อหุ้มร่างของเขาไว้ทันที ก่อนจะหายลับไปในความมืด
ผ่านไปหนึ่งเค่อ
หลินม่อได้มายืนอยู่บนยอดไม้ด้านนอกเรือนหลังของตระกูลเซียว และในลานบ้านนั้น ประจวบเหมาะกับที่เด็กหนุ่มในชุดสีเขียวผู้หนึ่งกำลังฝึกวิชาอาคมอยู่
"ขอข้าใช้วิชาพรางลมหายใจก่อนแล้วกัน!"
เมื่อเห็นภาพนี้ หลินม่อก็ขยับนิ้ว ลอบร่ายวิชาพรางลมหายใจอย่างเงียบเชียบ
แม้เ้าของร่างเดิมจะเป็คนไร้ค่า ทว่า วิชาอาคมพื้นฐานระดับหนึ่งเหล่านี้เขาก็ล้วนเคยเรียนรู้มาหมดแล้ว ด้วยระดับการบำเพ็ญสร้างรากฐานของหลินม่อในตอนนี้ การร่ายวิชาพรางลมหายใจจึงเป็เื่ง่ายมาก
แม้ว่าวิชาพรางลมหายใจจะเป็เพียงวิชาอาคมระดับหนึ่งขั้นต่ำ แต่เมื่อใช้ด้วยระดับการบำเพ็ญสร้างรากฐานของหลินม่อ ตราบใดที่ข้าไม่เคลื่อนไหวผู้บำเพ็ญระดับสร้างรากฐานทั่วไปย่อมยากที่จะตรวจพบตัวข้า!
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาจึงวางใจที่จะสังเกตเด็กหนุ่มในลานบ้าน
เห็นเพียงผิวพรรณของเขาค่อนข้างคล้ำ ใบหน้าธรรมดา แต่ดวงตากลับสว่างไสวอย่างยิ่ง แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความห้าวหาญ
"คนผู้นี้... ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!"
เมื่อมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ในใจของหลินม่อก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาทันที
ไม่ใช่เพียงเพราะรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย แต่เป็เพราะหลินม่อพบว่า เ้าหมอนี่กำลังพูดกับตัวเอง! มักมีคำว่า 'ท่านผู้เฒ่า...' หรือ 'ไฟ...' หลุดออกจากปากเป็ระยะ
"เกิดอะไรขึ้น?! ฝึกวิชาก็ฝึกไป จะพูดกับตัวเองทำไมกัน! หรือว่า..."
ความคิดที่ไม่เป็มงคลอย่างหนึ่งพลันผุดขึ้นในหัวของหลินม่อ
เด็กหนุ่มคนนี้ หรือว่า... จะเป็พระเอกจริง ๆ !
"ซวยแล้ว!"
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินม่อก็ใจหายวาบ รีบเบนสายตา มองเข้าไปภายในคฤหาสน์ตระกูลเซียว...
"ตานเหล่า เหตุใดท่านจึงให้ข้าฝึกวิชาควบคุมไฟนี้อยู่ตลอด เห็นได้ชัดว่าวิชานี้เป็เพียงวิชาอาคมระดับหนึ่งขั้นต่ำ มีประโยชน์สำหรับนักปรุงยาเท่านั้น
ข้าฝึกไปฝึกมาก็ไม่เห็นจะเพิ่มระดับการบำเพ็ญหรือพลังในการต่อสู้ได้เลย
เหตุใดต้องฝึกหนักวันละหลายร้อยรอบด้วย?
เมื่อไหร่ท่านถึงจะสอนข้าปรุงยาเสียที!" เซียวเยี่ยนถามด้วยความหงุดหงิด
นับั้แ่เขาสุ่มเก็บแหวนลึกลับวงหนึ่งได้เมื่อสามปีก่อน และได้รู้จักกับบุคคลที่ชื่อว่าตานเหล่าในแหวน เขาก็เริ่มฝึกวิชาควบคุมไฟนี้ทุกวัน แม้แต่การบำเพ็ญเพียรก็ถูกวางทิ้งไว้ ส่งผลให้ตลอดสามปีนี้ เขากลายเป็ตัวตลกในปากของผู้คนในตระกูลเซียว แม้แต่บิดาซึ่งเป็ผู้นำตระกูลก็ยังไม่อาจทนเขาได้
แต่ช่วยไม่ได้ ในเมื่อเขาได้กราบตานเหล่าเป็อาจารย์แล้ว สำหรับตานเหล่าผู้ลึกลับและยากจะหยั่งถึง เขาทำได้เพียงเชื่อฟังคำสั่งทุกประการ
ทว่า แม้เซียวเยี่ยนจะหงุดหงิด แต่การเคลื่อนไหวของมือกลับไม่หยุดนิ่ง
ลูกไฟสีฟ้าอ่อนลูกหนึ่งะโโลดเต้นอยู่ในฝ่ามือ แผ่ซ่านกลิ่นอายความร้อนระอุออกมาเป็ระลอก บางครั้งก็กลายเป็ดอกบัว บางครั้งก็กลายเป็นกตัวน้อย เปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุดและดูมีชีวิตชีวา ดูออกได้เลยว่า เด็กหนุ่มผู้นี้มีความเข้าใจในวิชาควบคุมไฟจนถึงขั้นช่ำชองอย่างยิ่ง!
เมื่อได้ยินคำพูดของเด็กหนุ่ม ข้างกายของเขาไม่มีใครอยู่เลยก็จริง แต่ในหัวกลับมีเสียงที่ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชนดังขึ้นมา
"หึ! เ้าหนู เ้าจะไปรู้อะไร! คนโลกนี้รู้เพียงว่าวิชาควบคุมไฟเป็ทักษะการปรุงยา
แต่หารู้ไม่ว่า หากฝึกฝนควบคู่กับวิชาที่เหมาะสม จะสามารถะเิอานุภาพที่น่าตกตะลึงออกมาได้!
และยังมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียร! เพียงแต่ต้องวางรากฐานให้ดีเสียก่อน!"
สิ้นคำกล่าวนี้ เด็กหนุ่มก็ถึงกับชะงักด้วยความตกตะลึง
"จริงหรือ! ตานเหล่า! วิชานี้ชื่อว่าอะไร เหตุใดก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน?"
"แน่นอน ข้าจะหลอกเ้าไปเพื่ออะไร? อย่าว่าแต่เ้าไม่เคยได้ยินเลย ต่อให้เป็ทั้งแคว้นโจว หรือแม้แต่ทั่วทั้งดินแดนตะวันออก ก็คาดว่าคงไม่มีใครรู้
ส่วนเื่ชื่อนั้น..."
เสียงที่ดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชนนั้น เมื่อพูดถึงตรงนี้กลับเงียบลงกะทันหัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ
"ตานเหล่า? ตานเหล่า? เหตุใดไม่พูดต่อเล่า? วิชานั้นตกลงชื่อว่าอะไรกันแน่?" เซียวเยี่ยนเร่งเร้าด้วยความกระวนกระวาย
ทว่า เสียงนั้นยังคงไม่ตอบเขา เพียงแต่โพล่งออกมาสามคำอย่างเร่งรีบว่า "มีคนอยู่!"
"หือ? มีคน? ใคร? ไม่เห็นมีใครเลยนี่?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซียวเยี่ยนก็เกิดความสงสัย
เขามองไปรอบ ๆ นอกจากใบไม้ร่วงเต็มลานบ้านแล้ว จะมีเงาคนอยู่ที่ไหน?
"อย่ามองไปทั่ว! ระวังจะทำให้อีกฝ่ายตื่นใ!
หยุดฝึกก่อน รีบกลับเข้าห้องเร็ว!"
เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แฝงไปด้วยความเคร่งเครียดและร้อนรน
"อ้อ ได้ขอรับ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซียวเยี่ยนไม่กล้าขัดเจตนาของตานเหล่า จึงได้แต่ถอนสายตากลับมาแล้วเดินกลับเข้าห้องและปิดประตูลง
ส่วนด้านนอกลานบ้าน หลินม่อที่เห็นเหตุการณ์นี้ถึงกับเหงื่อไหลโชกทันที!
"เมื่อกี้เขา... สบตากับข้าหรือ?"