เวลาสิบหกปีผ่านพ้นไปดุจสายน้ำเชี่ยวที่กัดเซาะแก่งหินจนแหลมคม
รินในวัยยี่สิบแปดปีลืมตาขึ้นในความสลัวรางของห้องศิลาใต้ดินแสงสีม่วงหม่นจากผลึกเวทมนตร์อัญมณีดำที่ฝังตามเพดานถ้ำทอดแสงยาวตกกระทบบนผิวแก้มซ้ายของเธอรอยแผลเป็สีเงินยาวที่ลากผ่านโหนกแก้มยาวลงมาเกือบถึงริมฝีปากล่างยังคงเด่นชัดเป็ร่องรอยแห่งความทรงจำสีเืร่างกายของเธอยืดตัวสูงและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แกร่งกระชับทุกส่วนผิวพรรณหยาบกร้านผ่านร้อนหนาวและลมพายุหิมะในลานฝึกนรกมานับครั้งไม่ถ้วน
เธอไม่ใช่เด็กฝึกหัดที่คอยถูกเฆี่ยนตีอีกต่อไปแล้วแต่เธอคือ "คมดาบสีเทา" ทหารและนักลอบสังหารชั้นสูงของสภามืดผู้ทำตามคำสั่งปลิดชีวิตศัตรูมานับร้อยอย่างไร้ความรู้สึกความเมตตาและหัวใจของเธอถูกสะกดให้เงียบเสียงลงภายใต้หน้ากากเหล็กสีดำสนิทที่เธอสวมใส่ยามออกปฏิบัติภารกิจรินเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่าคุณค่าเพียงหนึ่งเดียวของเธอคือการเป็อาวุธที่สมบูรณ์แบบขององค์กร
แกร๊ก...
เสียงขยับตัวหนัก ๆของเ้าหยกดึงความสนใจของเธอ แมวั์ลิงก์ป่า Sylvan Lynxบัดนี้เติบโตเต็มวัยจนมีขนาดร่างมหึมาขนาดั์พอๆ กับสิงโตตัวผู้ขนปุกปุยสีเขียวเทาเงินของมันสลับด้วยลายริ้วพรีไนท์สีเขียวเข้มพาดผ่านแผ่นหลังหนากว้างหูแหลมตั้งชี้ที่มีพู่ขนหนาสีดำตรงปลายสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อมันลืมดวงตาสีเขียวมรกตจ้องมองเ้านายในความมืดเ้าหยกก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไร้เสียงเล็บกระทบหินกรงเล็บหินมาลาไคต์สีเขียวสดใสถูกเก็บซ่อนไว้ใต้ขนอุ้งเท้าหนามันโน้มหัวทุยเข้ามาเอาคางเกยบนเตียงศิลาข้างกายริน ส่งเสียงครางต่ำสม่ำเสมอดังสะท้านห้องศิลาแคบๆ
รินเอื้อมมือไปลูบแผงคอหนานุ่มของมันเบาๆ นิ้วมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ปลอบประโลมสัตว์พันธะคู่ใจ"วันนี้คือวันสำคัญ... เ้าหยก" เธอพึมพำ น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบเย็น
มีสัญญาณเรียกตัวจากห้องบัญชาการสูงสุด
---
ภายในห้องบัญชาการสภามืดบรรยากาศเหน็บหนาวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์อัญมณีดำที่หนาแน่นจนอึดอัดแสงสว่างจากโคมไฟระย้าเหล็กกล้าที่ห้อยลงมาจากเพดานหินธรรมชาติส่องผ่านแผนที่ยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะศิลาใจกลางห้องบนผนังหินออบซิเดียนรอบด้านสลักลวดลายอักษรรูนโบราณที่ส่องแสงสีม่วงเรืองรอง
มาสเตอร์ซีลอนยืนกอดอกอยู่หลังโต๊ะศิลาเกราะอกอัญมณีดำของเขายังคงสะท้อนแสงไฟเยือกเย็นแววตาสีดำสนิทคู่นั้นจ้องมองรินที่เดินเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าเงียบกริบดุจเงาข้างกายของเขาคือ กัปตันคาร์ลอสจอมยุทธศาสตร์ทหารผู้โเี้ในชุดเกราะหนักสีดำสนิทผู้คุมกองทัพทมิฬ
"เ้ามาแล้ว คมดาบสีเทา"ซีลอนเอ่ย น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจกดดันมหาศาล
รินคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันทีก้มศีรษะลงต่ำทำความเคารพอย่างไม่มีข้อแม้ "น้อมรับคำสั่งมาสเตอร์ซีลอน"
"ภารกิจครั้งนี้จะเป็การพิสูจน์คุณค่าครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเ้า"ซีลอนกล่าวช้า ๆ พลางชี้ปลายนิ้วสวมแหวนอัญมณีดำไปที่แผนที่บนโต๊ะ"แผนการขยายอำนาจของสภามืดเพื่อยึดครองป่าซิลเวน ทั้งหมดพร้อมแล้วผืนป่าแห่งนั้นเต็มไปด้วยมนตราธรรมชาติพฤกษาและสายแร่ผลึกพรีไนท์ที่แข็งแกร่งซึ่งเราต้องกลืนกินเพื่อเพิ่มพลังงานให้อาวุธเกราะอัญมณีดำของเรา"
กัปตันคาร์ลอสส่งเสียงขึ้นจมูกเคาะขวานั์ข้างกายดังกึก"แต่ปัญหาคือคาถาอาคมแนวเขตป้องกันของหมู่บ้านพฤกษาเขตแดนมนตราพรีไนท์โบราณที่พวกมันสร้างไว้คอยขัดขวางขั้วพลังอัญมณีดำของเราทหารเกราะดำของเราไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้โดยง่ายหากคาถาอาคมแนวป้องกันนั้นยังคงทำงานสมบูรณ์อยู่"
"นั่นคือหน้าที่ของเ้าริน" ซีลอนสบตากับรินตรง ๆ "มนตราแนวป้องกันนั้นมีจุดอ่อนอยู่เสมอเ้าต้องลักลอบแทรกซึมข้ามเขตแดนเข้าไปยังหมู่บ้านพฤกษาศิลาแฝงตัวในเงามืดเพื่อจดบันทึกแผนผังแนวป้องกันค้นหาจุดศูนย์กลางของพลังงานคาถาอาคมที่อ่อนแอที่สุด และจดบันทึกตารางการลาดตระเวนของทหารชาวบ้านพฤกษานำข้อมูลทั้งหมดกลับมาให้เราเพื่อเตรียมการทำลายแนวป้องกันและบุกจู่โจมทำลายหมู่บ้านในฤดูหนาวที่จะถึงนี้"
"ข้าเข้าใจแล้ว"รินตอบเสียงเรียบเฉย ไร้ความลังเลในน้ำเสียงภายนอกทว่าภายในแผ่นอกใต้เสื้อเกราะหนังกลับรู้สึกตึงเกร็งขึ้นมาอย่างประหลาดโดยที่เธอไม่เข้าใจสาเหตุ
"จงไปพร้อมกับเ้าหยก"ซีลอนเอ่ยเตือน "แต่อย่าให้คนในหมู่บ้านพฤกษารู้ตัวเด็ดขาดหากภารกิจล้มเหลว...เ้าก็คงรู้ดีว่าสิ่งของชำรุดที่ไร้ประโยชน์จะมีจุดจบเช่นไรที่ชายป่า"
"ข้าจะนำแผนที่และตารางลาดตระเวนกลับมาโดยปราศจากความผิดพลาด"รินรับคำสั่งอย่างเด็ดเดี่ยว
---
รินเดินทางกลับมาที่หอนอนเพื่อจัดเตรียมยุทโธปกรณ์
เธอสวมเกราะหนังสีเข้มที่ทนทานและพรางตัวกับแนวป่าได้ดีคาดเข็มขัดบรรจุดาบศิลาสั้นคมกริบและมีดสั้นลอบสังหารสามเล่มธนูไม้เนื้อแกร่งสะพายพาดแผ่นหลังพร้อมซองลูกธนูหัวเหล็กแหลมคมเ้าหยกยืนเฝ้ามองดูเธออยู่ข้างหีบเหล็กหูตั้งและแววตาสีเขียวมรกตฉายความตื่นตัวราวกับมันรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การซ้อมในค่ายอีกต่อไป
"ไปกันเถอะ เ้าหยก...คราวนี้คือของจริง" รินพึมพำเสียงต่ำลูบหัวมัน
ทั้งคู่ลอบออกจากวิหารสภามืดผ่านทางช่องอุโมงค์ลับใต้ดินที่ทอดยาวขึ้นสู่ผืนดินภายนอกในยามที่ก้าวพ้นปากถ้ำ รินสูดลมหายใจเข้าลึกรับสายลมธรรมชาติยามค่ำคืนภายนอกค่ายฝึกในรอบหลายปีท้องฟ้าเบื้องบนมืดครึ้มไร้ดวงดาว มีเพียงดวงจันทร์เสี้ยวสีเงินซีดที่ส่องแสงเย็นเยียบสะท้อนแววตาหินผาของเธอ
การเดินทางผ่านชายแดนเขตรอยต่อป่าเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากเทือกเขาหินแห้งแล้งสีดำของสภามืด สู่แนวป่าดิบชื้นร่มครึ้มของป่าซิลเวนยิ่งก้าวลึกเข้าไป กลิ่นอายมนตราพฤกษาป่าดิบชื้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นใบไม้สีทองและสีเขียวมรกตเรืองแสงระยิบระยับลอยละล่องตามแรงลม กลิ่นหอมของต้นสนและหยาดน้ำค้างชโลมโสตประสาทของรินจนอารมณ์ตึงเครียดของเธอผ่อนคลายลงช้าๆ อย่างประหลาด
เ้าหยกเดินเยื้องย่างเคียงคู่เธออย่างเงียบสงบดุจภูตพรายกรงเล็บมาลาไคต์และอุ้งเท้าหนาหนุ่มไร้เสียงกระทบใบไม้แห้งมันไวต่อกลิ่นอายธรรมชาติและมลทินคอยส่งเสียงฟืดฟัดเตือนภัยยามเมื่อมีทหารลาดตระเวนสัตว์อสูรข้ามเส้นทาง
ทั้งคู่เดินทางมาถึงเนินเขาหินโขดทึบที่ตั้งอยู่เหนือเขตแนวป้องกันแสงสีเขียวอ่อนของหมู่บ้านพฤกษาศิลาจากจุดนี้สามารถมองเห็นกระท่อมไม้โบราณสลักลาย มอสส์สีเขียวปกคลุมหลังคาและแสงไฟสีส้มอบอุ่นจากเตาไฟบ้านเรือนชาวบ้านที่ลอดผ่านหน้าต่างลานดินกว้างใจกลางหมู่บ้าน
รินจัดตั้งแคมป์ลับชั่วคราวในโพรงไม้ใหญ่ใต้ชะง่อนหินผุพรางตัวด้วยกิ่งไม้หนามสีดำเธอหยิบกล้องส่องทางไกลกระบอกเก่าและสมุดบันทึกหนังสีดำออกมาเริ่มลงมือเฝ้าสังเกตการณ์จดบันทึกรายละเอียด
เธอมองเห็นชาวบ้านพฤกษาที่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอบอุ่นเด็ก ๆ วิ่งเล่นหัวเราะรอบกองไฟกลางลานหินทหารชาวบ้านป้องกันหมู่บ้านสวมชุดลินินสีสะอาดถือธนูไม้เดินตรวจตราด้วยท่าทีเป็มิตรไร้ความตึงเครียดหรือความหวาดกลัวดั่งคุกใต้ดินที่เธอเติบโตมา
หน้าอกของรินรู้สึกอัดแน่นด้วยความรู้สึกขัดแย้งบางอย่างที่ยากจะอธิบาย...เธอถูกส่งมาเพื่อวางแผนทำลายล้างความสงบสุขตรงหน้านี้ เพื่อทำให้เด็ก ๆเ่าั้ต้องเผชิญกับกองทัพทมิฬเกราะอัญมณีดำที่ไร้หัวใจ
‘ฉันคืออาวุธ...อาวุธไม่มีสิทธิ์เลือกเป้าหมายอาวุธมีหน้าที่เพียงแค่กวัดแกว่งตามคำสั่งของเ้านายเท่านั้น’รินพยายามสะกดกลั้นเสียงสะท้อนความรู้สึกผิดในหัวใจ ท่องคำสอนของซีลอนซ้ำ ๆเพื่อรักษาความเ็าของคมดาบสีเทา
ทันใดนั้นสายตาผ่านกล้องส่องทางไกลของเธอก็ชะงักลง
ที่ลานหน้าเรือนยารักษาโรคโบราณหลังใหญ่หญิงสาวร่างบางในชุดผ้าฝ้ายธรรมชาติสีขาวสะอาดสะอ้านก้าวลงมาตามบันไดไม้—ดวงตาสีเขียวอ่อนดุจผลึกพรีไนท์ของเธอสะท้อนแสงไฟอุ่นแสงไฟอัสดงสีทองสาดกระทบปอยผมสีบลอนด์ประกายทองของเธอจนดูอ่อนนุ่มดุจเส้นไหมป่าและที่ข้างเอวบางของเธอห้อยกระบอกน้ำไม้ไผ่เก่าสลักลายใบไม้รูปหัวใจใบเดิมที่รินจำได้ไม่มีวันเลือนราง
หัวใจของรินพลันกระตุกวูบและเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งลมหายใจสะดุดลงชั่วขณะความเ็าในแววตาพังทลายลงในชั่วพริบตาเดียวยามเมื่อสายลมพัดหอบเอากลิ่นอายจาง ๆลอยข้ามผ่านดงไม้มาปะทะโสตประสาทของเธอ
กลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ผสานกลิ่นดอกพรีไนท์และไอฝนฉ่ำเย็นหลังพายุ...กลิ่นอายสะอาดปลอดภัยที่ช่วยปลุกชีวิตเด็กน้อยวัยแปดขวบใต้ซอกหินในคืนฝนตกพายุโหมกระหน่ำค่ำคืนนั้น
รินกำกล้องส่องทางไกลในมือแน่นจนข้อสั่นสะท้านแววตามองภาพหญิงสาวคนนั้นไม่กะพริบตาปากพึมพำแ่เบาด้วยความรู้สึกตื้นตันและสับสนอลหม่านภายในอก
"เอวา..."
ข้าง ๆ เธอเ้าหยกเงยหน้าส่งเสียงครางต่ำเบา ๆ ในลำคอหูของมันตั้งชันจ้องมองไปที่ร่างบางของเอวาเช่นเดียวกันรินยกมือสั่นเทาลูบหลังแมวั์คู่ใจ ดึงรั้งคันธนูสะพายหลังแน่นขึ้นความสับสนปะทุขึ้นในจิติญญาของคมดาบไร้ความรู้สึกคนนี้อย่างหนักหน่วง...เธอจะทำอย่างไร เมื่อเป้าหมายที่เธอต้องวางแผนทำลายล้างในภารกิจนี้คือผู้หญิงที่เป็แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของเธอ?