ที่บ้านสกุลหลิว..
ถึงผมจะไม่เคยมา แต่ผมก็รู้ได้ในทันทีว่าคือหลังไหน
เมื่อมองจากสายตาที่ยี่ฟู่ทอดมองไป
แล้วพอผมมองไป..
สภาพบ้านนั้นแทบไม่ต่างกับบ้านล้าง
ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะลบหลู่หรอกอะไรนะ
แต่บ้านหลังนี้มันเงียบเกินไป..
เงียบกว่าที่ควรจะเป็ ทั้งที่ฟ้ายังแค่ฉาบสีส้มอ่อน ๆ ของอรุณรุ่งไว้ที่ขอบฟ้า
แต่มันกลับดูเหมือนที่นี่ไม่มีใครเคยตื่นขึ้นมาอีกเลยั้แ่สิบปีก่อน
ช่างเงียบราวกับบ้านหลังนี้หมดใจจะตื่นอีกแล้ว
ยี่ฟู่ของผมหยุดยืนตรงหน้าประตูไม้ที่ซีดเกรอะกรังตามอายุไม้ และใช้นิ้วชี้ไปยังรอยบากยาวที่ขอบประตูบานหนึ่ง
รอยบากที่ดูเหมือนมีใครเอามีดฟันใส่อย่างแรง
แต่ลึกจนเกือบทะลุบานประตู
“ตอนนั้นข้ากับพ่อของเ้ามีเื่ไม่ลงรอยกัน”
ยี่ฟู่พูดพลางหัวเราะแห้ง ๆ
“ก็ทะเลาะกันเื่โง่ ๆ นี่แหละ..
สุดท้ายข้าก็หลุดมือ..
เผลอใช้ฝ่ามือซัดออกไปเต็มแรง
แต่พ่อของเ้าหลบได้
ฝ่ามือของข้าจึงซัดใส่เต็มแรงที่ประตู”
ผมหันมองรอยนั้นอย่างสนใจ
ก่อนจะหันไปยักคิ้วใส่เขา
“แล้วสุดท้ายใครชนะครับ?”
ผมถามยิ้ม ๆ
แน่นอน!!
เื่แบบนี้มันต้องถามสิ ถึงจะฟังดูไม่เข้าท่าไปหน่อยก็เถอะ
ยี่ฟู่เหลือบตามองผมนิดหน่อย
ก่อนจะสะบัดหน้าหันกลับไปมองรอยบากบนประตูเหมือนคนที่ยืนอยู่กับอดีต
“แน่นอน... ก็ต้องข้าอยู่แล้ว”
แกตอบเสียงเรียบ
“ตอนนั้นเราสู้กันมือเปล่า ข้าถนัดวิชาฝ่ามือย่อมได้เปรียบกว่า..”
ผมกำลังจะยกมือขึ้นปรบมือแสดงความยินดี ยี่ฟู่ก็พูดต่อโดยไม่มองผม
“แต่ถ้าตอนนั้นพ่อของเ้ามีกระบี่อยู่ในมือและสิ้นสติเหมือนข้าแล้วล่ะก็..
ป่านนี้..
ข้าคงไม่ได้มายืนข้างเ้าแล้วล่ะ”
คำพูดของแกจบลงท่ามกลางความเงียบ และผมเองก็เงียบไปด้วย
ในวินาทีนั้น..
ผมััได้ถึงอะไรบางอย่าง..
มันไม่ใช่ความเศร้า..
มันไม่ใช่ความคิดถึงธรรมดา..
แต่มันคือความรู้สึกที่เหมือนกับว่า แม้แต่รอยแผลบนประตูไม้เก่าก็ยังร้องบอกว่า คนที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้เคยมีชีวิต เคยมีเสียงหัวเราะและเคยเป็ครอบครัว
ไม่ได้ดูเศร้าหม่นเช่นนี้
ยี่ฟู่หันมามองหน้าผม
เขาไม่พูดอะไรมาก
แต่แค่มองก็รู้แล้วว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ เพราะผมคงเผลอแสดงสีหน้าไปชัดเจน
“บ้านมันจะเงียบก็ไม่แปลกหรอก..”
ยี่ฟู่พูดเบา ๆ
“อย่างที่ต้าชิงบอก..
พ่อของเ้าคือบุรุษคนสุดท้ายของสกุลหลิว
พอตายไปแล้วก็เหลือแค่คนแก่กับสตรี
จะให้บ้านมันคึกคักแบบบ้านคนอื่นก็คงไม่ใช่”
พอฟังแล้ว ใจผมก็หนัก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
ผิดกับยี่ฟู่..
เขาไม่รอช้า..
เดินเข้าไปที่ประตูไม้ตรงหน้า ก่อนจะเอามือไปจับห่วงเหล็กใหญ่ ๆ ที่ใช้เคาะเรียกคนในบ้าน
แล้วแกก็หยุดไปแวบนึง
“ฝืด...”
แกพึมพำเบา ๆ
“เหมือนไม่มีคนหยอดน้ำมันให้มานานแล้ว”
ผมไม่ได้พูดอะไร แต่ได้ยินแบบนั้นแล้ว ใจมันก็ยิ่งหน่วงกว่าเดิมอีก
แกเคาะห่วงเหล็กลงกับแผ่นไม้เสียงดัง ก๊อง ก๊อง ก๊อง แล้วทุกอย่างก็เงียบ
มันเงียบอยู่นานหลายอึดใจ ราวกับบ้านร้างที่ไร้คน
แต่แล้ว..
เสียงฝีเท้าก็เริ่มดังขึ้นจากด้านใน
จะบอกว่าเสียงฝีเท้าก็ไม่ใช่ จะบอกว่าไม่ก็ไม่ได้
แต่มันคือเสียง..
แกรกกกก... ครืดดด...
เสียงเหมือนเหล็กครูดพื้น มันไม่ใช่เสียงเดินปกติแน่
แต่ความสงสัยนั้นก็ค้างอยู่ไม่นานนัก ในตอนที่ประตูไม้ค่อย ๆ เปิดออก
สิ่งที่ผมเห็นแทบทำให้ผมหยุดหายใจ
คนที่มาเปิดประตูคือผู้หญิง..
อายุของเธอก็ประมาณผมนี่แหละ หรืออาจจะเด็กกว่านิดหน่อย หน้าตาน่ะเหรอ? คุณลองนึกถึงลูกคุณหนูในหนังจีนที่แม่ของคุณชอบดูนั่นแหละ
ผิวขาวเนียนละเอียด ตากลมโตกว่าดาราเกาหลี คิ้วเรียวยาวเหมือนกิ่งซากุระ จมูกโด่งนิด ๆ พอให้รู้ว่าเป็คนตระกูลดี ๆ ปากสีแดงระเรื่อโดยไม่ต้องทาลิป
ใช่ครับ..
เธอสวย..
สวยแบบน่าตะลึง
แต่ภาพนั้นกลับถูกทำลายลงในทันที เพราะสิ่งที่คล้องแขนเธออยู่
มันคือโซ่..
ใช่ครับโซ่..
ผมไม่ได้พูดผิด เป็โซ่เหล็กหนา ๆ คล้องข้อมือเธอไว้แน่น ไม่ใช่เครื่องประดับแน่นอน มันดูเหมือนของที่ใช้ล่ามนักโทษที่เห็นในหนัง
ในตอนนั้นผมใจนลืมไปเลยว่าจะต้องพูดอะไรต่อ
“มิทราบว่านายท่านทั้งสองมีธุระอันใดกับบ้านตระกูลหลิวหรือเ้าคะ?”
น้ำเสียงของเธอนั้นฟังดูเรียบนิ่ง ไม่ใช่เสียงเ็า แต่เป็เสียงของคนที่เหมือนจะเคยร้องไห้มาเป็พันครั้งจนเหนื่อยเกินกว่าจะเสียใจได้อีก
ที่สำคัญ..
เธอก้มหน้าตลอด ไม่แม้แต่จะเหลือบตามามองพวกเราเลยแม้แต่น้อย
ผมยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ
ใจหนึ่งก็อยากพูดอะไรออกไป แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง
เธอคือใคร?
ทำไมถึงถูกล่ามไว้แบบนั้น?
และนี่มันบ้านของตระกูลผมจริง ๆ ? เป็บ้านของอาป๊า?
ทำไมคนที่นี่ถึงต้องล่ามเด็กผู้หญิงด้วยโซ่ด้วย!!
ผมไม่เข้าใจเลย..
ส่วนยี่ฟู่น่ะเหรอ..
“ข้าเป็สหายเก่ากับหลิวฮู...
เอ่อ...
ข้าหมายถึงหลิวเล่าฮูหยิน”
ยี่ฟู่พูดช้า ๆ เหมือนระวังคำผิดมากกว่าปกติ
“ประจวบเหมาะที่ข้าได้เดินทางมาที่เมืองนี้จึงได้แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน”
ผมรู้แหละว่าแกเกือบหลุดเรียกชื่อท่านย่าของผมแบบเดิมว่า 'หลิวฮูหยิน'
ดีที่แกเปลี่ยนเป็เรียก 'หลิวเล่าฮูหยิน' ได้ทัน
แต่สาวโซ่เหล็กคนนั้นยังคงก้มหน้าเหมือนเดิม
“ต้องขออภัยท่านแล้ว..
ท่านาุโ”
เธอพูดช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงที่ยังฟังแล้วะเืใจเหมือนเดิม
“ตอนนี้บ้านตระกูลหลิวไม่สะดวกรับแขก..
หากท่านมีคำใดฝากถึงคุณท่าน..
โปรดบอกต่อผู้น้อย..
ผู้น้อยจะนำความท่านไปบอกแก่คุณท่านเอง”
คำพูดของเธอมันสุภาพมากนะ
แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนโดนปิดประตูใส่หน้าแบบนิ่ม ๆ
ผมหันไปมองยี่ฟู่..
แล้วแกก็หันมามองผม..
พวกเราคงคิดเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้เ้าเมืองซุนไม่เห็นพูดเลยว่าบ้านนี้ไม่รับแขก
แต่ยี่ฟู่ก็แค่พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันไปพูดกับผมเสียงนิ่งมาก
“เจี้ยนเอ๋อร์..
เอาแหวนของเ้ามาให้ข้า”
ผมไม่ถามอะไรเลย แค่ถอดแหวนมิติออกจากนิ้วกลางมือขวาแล้วยื่นให้แกทันที
แหวนวงนั้นน่ะเหรอ?
มันไม่ใช่แหวนธรรมดาแน่นอน..
มันคือแหวนมิติ เป็อุปกรณ์สำหรับเก็บของ..ของคนมีฐานะในยุทธภพนี่แหละ
แล้ววงนี้...ไม่ใช่ของผมหรอก
มันคือแหวนของอาม้า
พูดให้ถูก..
มันคือแหวนแต่งงานที่อาป๊าให้ไว้ตอนแต่งงานกัน
เป็แหวนัเกี้ยวหงส์ที่สลักอย่างสวยงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต
ยี่ฟู่รับมันมาแล้วส่งให้เด็กสาวโซ่เหล็กในทันที
“เ้านำสิ่งนี้ไปมอบให้หลิวเล่าฮูหยิน แล้วบอกว่าสหายเก่าของนาง..
ช่างซื่อขอพบ”
เสียงของยี่ฟู่ฟังดูแน่วแน่แต่ไม่แข็งกร้าว แค่พูดให้รู้ว่าหากอาม่าผมไม่อยากเจอพวกเราจริง ๆ
พวกเราก็จะไป..
เด็กคนนั้น..
เธอไม่ได้พูดอะไรอีกเลยหลังจากรับแหวนไป
แค่ก้มตัวลงทำความเคารพแล้วเดินเข้าบ้านอย่างเงียบ ๆ
เงียบจนผมรู้สึกหนาวที่ต้นคอ
แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุกยิ่งกว่าคือสายตาของยี่ฟู่..
แกไม่ได้มองไปที่เธอ..
แต่ไปจ้องที่โซ่เหล็กตรงข้อมือของเธอแทน
ผมเห็นแววตาแกเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เป็ความเคร่งขรึม..
ขรึมแบบเดียวกับตอนที่แกกำลังคิดอะไรสำคัญ ๆ อยู่
“แก่นเหล็กดำ”
แกบ่นเบา ๆ กับตัวเองโดยที่ผมแทบไม่ได้ยิน
ผมอาจไม่รู้หรอกว่าไอ้เหล็กนั่นมันพิเศษยังไง
แต่จากน้ำเสียงของยี่ฟู่..
ผมรู้ได้ทันทีว่าโซ่ที่คล้องแขนของเด็กคนนั้น 'โคตรไม่ธรรมดา'
แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรยี่ฟู่
ััของผมที่ถูกยี่ฟู่บรรจงฝึกให้แหลมคมที่สุดก็ร้องเตือน
มันแบบ..
จู่ ๆ ก็มีเสียงดัง 'วิ้งง...!!' ก้องอยู่ในหู
ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจนะ..
มันไม่ใช่เสียง..
แต่เหมือนความรู้สึกบางอย่างที่แทรกเข้ามาในิัแล้ววิ่งไล่ขึ้นไปถึงท้ายทอย!!
เป็สัญญาณบางอย่างที่เตือนผมให้รู้..
ว่ามีคนกำลังมองอยู่..
“ยี่ฟู่ครับ
ท่านรู้สึกหรือไม่?”
ผมพูดกระซิบถามโดยไม่หันไปมองเพื่อไม่ทำให้ผิดสังเกต
“เ้ายังรู้สึก ข้ามีหรือจะััไม่ได้”
แกตอบกลับด้วยเสียงที่นิ่งมาก นิ่งจนผมใจเต้นแรงกว่าเดิม
“ทำตัวปกติเข้าไว้..
ยิ่งเ้าทำตัวผิดสังเกต..
ก็ยิ่งเผยพิรุธ”
ผมหันไปสบตาแกเบา ๆ
“แล้วยี่ฟู่คิดว่าเป็ใคร?”
“ยังไม่แน่ใจ”
ยี่ฟู่ว่าเบา ๆ
“แต่ถ้าให้ข้าเดา..
พวกมันคงซุ่มดูมานานแล้วล่ะ..
ถึงได้กล้าใช้คนระดับปลายแถวที่มีวิชาสะกดรอยห่วย ๆ แบบนี้มาเฝ้าแทนที่จะเป็ตัวจริง”
“แล้วท่านย่า?”
“เ้าคิดว่านางไม่รู้รึ?”
แกหรี่ตามองผม เหมือนจะดุเบา ๆ ด้วยซ้ำ
“เ้าอย่าได้ดูแคลนท่านย่าของเ้าต่ำไป..
สติปัญญาของนางนั้นเด่นล้ำมาก”
ผมพยักหน้าช้า ๆ
“วิชาสะกดรอยกระจอกแค่นี้..ต่อให้พยายามกลบกลิ่นปราณแค่ไหน
อย่างไร..อย่างไร
นางต้องรู้แน่นอน”
ยี่ฟู่พูดพร้อมยกมือไพล่หลังอย่างสบาย ๆ เดินวนไปรอบหน้าประตูราวกับคนที่แค่มาชมไม้ชมต้นหญ้า
“นี่น่าจะเป็เหตุผลว่าทำไมบ้านนี้ถึงไม่ต้อนรับแขก...”
“เพราะกลัวจะมีคนแปลกหน้าแฝงตัวเข้ามาใช่ไหมครับ?”
ผมถาม
“นั่นแหละที่ข้าคิด”
ยี่ฟู่พยักหน้าเบา ๆ
“แล้วเ้าไม่สังเกตหรือ..
บ้านนี้มันเงียบผิดปกติ..
เงียบเกินไปด้วยซ้ำ ถ้าเอาตามความคิดของข้า
หลิวเล่าฮูหยินอาจไล่คนในบ้านออกหมด เหลือไว้แค่คนที่ไว้ใจได้..
เช่นเด็กคนนั้น...”
ผมกลืนน้ำลายลงคอเงียบ ๆ
ไม่รู้ทำไม..
อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้แค่มาเยี่ยมบ้านญาติ
แต่พอได้ยินยี่ฟู่เอ่ยถึงเด็กสาวคนนั้น..
ผมก็อดรู้สึกสงสารเธอไม่ได้เลย
โซ่เหล็กเส้นนั้นคล้องแน่นอยู่ที่ข้อมือทั้งสองข้าง มันทั้งใหญ่ หนัก แล้วก็ยาวเสียจนปลายโซ่ลากไปกับพื้นได้ทุกครั้งที่เธอขยับตัว
ผมเห็นแล้วก็รู้เลยว่าเธอต้องเดินอย่างพะวักพะวนแน่ ๆ
อาจกลัวสะดุด กลัวล้ม หรือไม่ก็...
กลัวจะทำให้คนอื่นเดือดร้อน
แล้วเด็กคนนั้น.. อายุของเธอก็ไล่เลี่ยกับผมแท้ ๆ แต่ต้องมาใช้ชีวิตเหมือนนักโทษแบบนั้น มันอดรู้สึกหดหู่แทนไม่ได้จริง ๆ
พวกเราแล้วยืนรอกันอยู่ตรงนั้นนานราวหนึ่งเค่อได้ (ผมหมายถึงสิบห้านาที) ก่อนที่เธอจะกลับมาอีกครั้งพร้อมแหวนของผมในมือ
“เชิญท่านทั้งสองตามผู้น้อยมา..
คุณท่านรอท่านทั้งสองอยู่ที่ห้องรับแขกแล้วเ้าค่ะ”
เธอพูดพร้อมกับโค้งตัวเล็กน้อย แล้วผายมือเชื้อเชิญไปด้านใน
เราสองคนเดินตามเธอไปโดยไม่ปริปากพูดอะไร
บ้านสกุลหลิวดูจะใหญ่โตเอาการ แต่กลับเงียบราวกับไม่มีคนอยู่
ไม่สิ..
มันเงียบเกินไปต่างหาก..
เงียบจนผมได้ยินเสียงโซ่เหล็กที่เธอสวมอยู่เสียดสีกับพื้นตลอดทางที่เดินนำหน้าเรา
จนในที่สุด..
เราก็มาหยุดกันที่ห้องรับแขกของบ้าน
ห้องนี้กว้างขวางกว่าที่คิด..
ดูสะอาด เรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับหรูหราให้รกสายตา
แต่จุดที่สะดุดตาผมที่สุดคือผนังด้านหน้าที่มีภาพอักษรสีทองตัวโตเขียนไว้ว่า 'เกล็ดครามแห่งซื่อซาน'
ผมรู้ทันทีว่านั่นคือฉายาของอาป๊าผมเอง
ตรงกลางห้องมีเก้าอี้ยาวตั้งอยู่..
และมีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
แค่เธอหันมาทางเรา
ผมก็รู้ทันที..
นี่แหละ!!ท่านย่าของผม
แม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งวัย เส้นผมก็ขาวโพลน
แต่รอยยิ้มของเธอกลับทำให้บรรยากาศในห้องดูอบอุ่นขึ้นในทันที
มันเป็รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมานาน
รอยยิ้มของใครบางคนที่เห็นลูกหลานกลับมาบ้าน..
เหมือนรอยยิ้มที่อาม้ามักยิ้มให้ผม..
“ซื่อซื่อน้อย... ไม่พบกันเสียนาน”
น้ำเสียงของท่านย่าฟังดูแหบพร่าอย่างคนแก่ทั่วไป
แต่ในความพร่านั้นกลับอบอุ่นและมั่นคง
ราวกับคนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
พอยี่ฟู่เดินตรงเข้าไปหาท่านย่าแทบจะในทันที
ส่วนผมก็เผลอยืนงงไปชั่วขณะ
ไม่ใช่เพราะแปลกใจที่เขาทำความเคารพนะครับ
แต่เป็เพราะนี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นเขาทำแบบนั้น
ยี่ฟู่ที่ผมรู้จักคือตาแก่หน้าดุ ที่กล้าหยอกล้อเ้าเมืองอย่างไม่มีเกรงใจ
แต่คราวนี้..
เขากลับก้มหัวลงอย่างนอบน้อมราวกับเด็กดีในสังกัด
“รุ่นหลังช่างซื่อ คารวะหลิวเล่าฮูหยิน”
น้ำเสียงของเขานิ่ง
แต่แฝงไว้ด้วยความเคารพอย่างลึกซึ้ง
ผมเองก็รีบเดินตามเข้าไป ก่อนจะโค้งตัวทำความเคารพอย่างเงียบ ๆ โดยไม่กล้าเอ่ยคำใดออกไป
จะว่าไป..
นี่คือครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้าท่านย่า
แปลกดี..
ทั้งที่เป็ญาติกันแท้ ๆ แต่พอเจอกันจริง ๆ ผมกลับรู้สึกประหม่าเสียอย่างนั้น
ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรหรือแสดงสีหน้ายังไงให้เหมาะสม
สุดท้ายก็เลยเลือกจะเงียบไว้ก่อน
“ตามสบาย...ตามสบาย นั่งก่อน...นั่งก่อนเถอะ”
น้ำเสียงของท่านย่านุ่มนวลมาก รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของท่านก็เช่นกัน
มือทั้งสองข้างของท่านย่าจับไม้เท้าที่วางอยู่ด้านหน้าของท่านแ่า
เห็นได้ชัดเลยว่ามือของท่านสั่นนิด ๆ
ตอนแรกผมคิดว่าท่านย่าอาจป่วย
แต่พอสังเกตดี ๆ แล้ว มันไม่ใช่อาการป่วยหรอก
มันน่าจะเป็อารมณ์มากกว่า
บางทีการที่ได้เห็นยี่ฟู่อีกครั้ง..
อาจทำให้ท่านย่านึกถึงอาป๊าก็ได้..
แล้วผมนั่งลงตามคำเชื้อเชิญข้าง ๆ ยี่ฟู่ แล้วเงียบฟังอย่างตั้งใจ
“กี่ปีแล้วที่ข้าไม่ได้พบเ้าเลย..
ซื่อซื่อน้อย..
อย่างไร? เ้าสบายดีหรือไม่?”
แม้ท่านย่าจะพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติ
แต่ผมรู้..
รู้ว่าทุกถ้อยคำของท่านย่ามันสั่นเบา ๆ
ยี่ฟู่กับอาป๊าสนิทกันมาก นี่คือเื่ที่ผมได้ยินบ่อยมากใน่สองปีที่ผ่านมา
และตอนนี้ผมเข้าใจมากขึ้น ว่ามันไม่ได้เป็แค่คำพูด
แต่มันมีความรู้สึกอยู่เื้ัคำเ่าั้จริง ๆ
“ข้าสบายดี...หลิวเล่าฮูหยิน”
ยี่ฟู่ตอบออกไปอย่างเรียบ ๆ
แต่ผมนั่งกลั้นขำแทบไม่ไหว
ผมไม่ได้หัวเราะเพราะคำพูดของยี่ฟู่หรอกนะ
แต่เพราะอาม่า..
เอ่อ...ท่านย่า
เรียกเขาว่า ซื่อซื่อน้อย
ใช่แล้วครับ..
ตาแก่ยี่ฟู่คนเดิมที่ไม่เคยก้มหัวให้ใคร กลับมานั่งนิ่งเป็เด็กเรียบร้อยแบบนี้มันดูแปลกเกินไปมาก ๆ แค่ไม่เรียกเขาว่า 'เสี่ยวซื่อ' ก็บุญแล้ว
“นอกจากผมที่เปลี่ยนสี เ้ายังคงเหมือนเดิมเลยซื่อซื่อน้อย...”
ท่านย่าพูดพร้อมกับยิ้มจาง ๆ สายตาของท่านไม่ละไปจากยี่ฟู่เลยสักนิด
แค่ได้ฟังน้ำเสียงนั้น..
ผมก็ััได้ถึงความคิดถึงที่ท่านย่ามีต่ออาป๊า..
“หากข้าทำให้ฮูหยินหวนนึกถึงเื่เลวร้าย ข้าต้องขออภัยต่อท่านด้วย”
ยี่ฟู่พูดด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากปกติโดยสิ้นเชิง
เขาดูละอาย..
และเสียใจอย่างมาก
ผมนิ่งเงียบ..
ก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่อยากขัดจังหวะ่เวลานี้ของพวกเขา
“ไม่เลย...ซื่อซื่อน้อย ไม่เลย...”
ท่านย่าตอบกลับ ริมฝีปากสั่นนิด ๆ แต่ยังพยายามรักษารอยยิ้มไว้
“ข้ารู้ว่าเ้าเองก็คงรู้สึกเจ็บแค้นไม่ต่างกับข้า
แต่พอได้เห็นเ้ายังสบายดี..
ข้าเองก็โล่งใจ”
จากนั้นท่านก็ยื่นมือชี้ไปที่แหวนมิติที่ผมใส่อยู่
“ว่าแต่มาพบข้าในครานี้..
เ้ามีเื่อันใดรึ?
เ้าคงมิได้นำแหวนของลูกชายข้ามาคืนเพียงอย่างเดียวแน่
ตามนิสัยของเ้า..
ข้ารู้ดี..
หากไม่มีเื่ใดเ้าคงไม่มาหาข้าแน่
จนกว่าจะได้ล้างแค้นให้ลูกของข้าได้...”
“ท่านเดาข้าถูกเสมอ...หลิวเล่าฮูหยิน
ที่ข้ามาพบท่านมิใช่เพราะ้าความช่วยเหลือหรือมาเพื่อย้ำเตือนความโศกของท่านในอดีต”
ยี่ฟู่พูดเสียงเรียบ
แต่ผมรู้ดีว่าน้ำหนักของคำพูดนั้นไม่เบาเลย
“แต่ข้านำเื่ที่น่ายินดีมาบอกต่อท่านต่างหาก”
ว่าจบ มือของยี่ฟู่ก็เอื้อมมาวางแ่เบาบนหัวไหล่ของผม
“นี่คือบุตรชายเพียงคนเดียวของศิษย์พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้!!
มันคือหลานชายของท่าน!!”
เสียงของยี่ฟู่ในตอนนั้น ทำให้ใจผมเต้นไม่เป็ระส่ำ
ผมหันไปมองหน้าท่านย่า..
ตอนแรกสายตาของท่านดูไม่ต่างจากตอนก่อนหน้านี้มากนัก
อ่อนโยนแต่ประดับความเหงาเศร้า
แต่พอยี่ฟู่พูดจบ..
แววตาคู่นั้นกลับสั่นไหว ราวกับสติของคนชราไหลย้อนกลับไปในกาลเก่า
ผมไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
ผมแค่รู้สึกว่ามันถึงเวลา
ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง..
ค่อย ๆ เดินเข้าไปตรงหน้าท่านย่าอย่างช้า ๆ
จนเมื่ออยู่ใกล้พอ..
ผมก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างที่ควรจะทำั้แ่แรก
“หลานชื่อหลิวเจี้ยนครับ..
เป็ลูกของอาป๊-!
หมายถึง..
ท่านพ่อหลิวหลงและท่านแม่หนานจื่อฮว่า!!”
มือของท่านย่าที่จับไม้เท้าถึงกับสั่นสะท้าน
ส่งสายตามองมาที่ผมสลับกับมองแหวนที่ผมใส่..
แววตาของท่านย่าเริ่มเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำใส..
สายตาที่ฝ้าฟางนั้นจ้องผมเขม็งราวกับพยายามมองให้ชัดที่สุด
“จริงรึ~
เ้าคือลูกชายของหลงหลงเอ๋อร์ของข้า~
จริงรึ~”
เสียงที่เบาแ่ของท่านในตอนนั้น..
กลับดังก้องที่สุดในหัวใจของผม
เป็น้ำเสียงที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
ทั้งเศร้า..
ทั้งดีใจ..
ทั้งสงสัย..
และปรับดับเต็มไปด้วยความหวัง..
ตอนแรกผมก็รู้สึกเฉย ๆ กับการได้มาที่นี่
ก็แน่ล่ะ..
ผมเพิ่งเจอท่านเป็ครั้งแรก
จะให้ผมรู้สึกผูกพันลึกซึ้งเหมือนกับที่มีต่ออาม้าและยี่ฟู่
มันก็เป็ไปไม่ได้หรอก
แต่ตอนที่ท่านย่าพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือคำนั้น
'จริงรึ~ เ้าคือลูกชายของหลงหลงเอ๋อร์ของข้าจริงรึ~'
ผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง..
ตาของผมมันอยู่ดี ๆ ก็คันยุบยิบเหมือนจะมีเศษทรายลอยเข้า
ดวงหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาเฉย ๆ
ผมพยักหน้าช้า ๆ แล้วตอบกลับไป
“ขอรับท่านย่า
ข้าคือลูกชายของท่านพ่อหลิวหลง..
เป็หลานชายของท่าน!!”
พูดจบยังไม่ทันตั้งตัว!
ร่างของผมก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดของท่านย่าอย่างแ่า
“ขอบคุณ์~
หลานข้า~
ลูกของลูกชายข้า~
สกุลหลิวไม่สิ้นแล้ว!!!!”
ผมได้ยินเสียงนั้นกระซิบสะอื้นอยู่ข้างหู
ผมเคยคิดว่าคงไม่มีอ้อมอกไหนอบอุ่นเท่าอ้อมกอดของอาม้าอีกแล้วในชีวิตนี้
แต่ตอนนี้..
ผมเริ่มไม่แน่ใจ..
กลิ่นผ้าเก่าที่โชยบางเบา..
เสียงหัวใจที่เต้นเบา ๆ
และหยดน้ำตาที่ไหลลงมาตามหัวไหล่ของผม..
มันทำให้บางอย่างในใจผมหลุดออกมา
ผมกอดท่านย่าตอบ
แน่น..
และนาน..
บางที...
นี่อาจเป็ครั้งแรกที่ผมรู้สึกจริง ๆ ว่าผมมี 'บ้าน' อยู่บนยุทธทวีปแห่งนี้
และอ้อมกอดนี้..
จะอยู่ในความทรงจำของผมไปอีกนาน..
ซึ่งมันก็จริง...
แม้ตอนนี้ย้อนนึกถึง..
ไออุ่นในวันนั้นก็ยังไม่จางไป..
“ไหน...ให้ย่าดูหน้าเ้าชัด ๆ สิ”
เสียงของท่านย่าฟังดูตื่นเต้นระคนอ่อนโยน
มือของท่านประคองไหล่ผมอย่างเบามือ ก่อนจะดันตัวผมออกเล็กน้อยแล้วช่วยปัดเสื้อผ้าให้เข้าที่..
คล้ายกับเวลาที่อาม้าทำให้ตอนเด็ก ๆ
ผมเงยหน้ามองสบตาท่านย่า..
ดวงตาคู่นั้นแม้จะมีรอยฝ้าฟางตามวัย
แต่ในตอนนี้มันกลับทอประกายระยิบระยับราวกับสาวน้อยที่เพิ่งได้ของขวัญล้ำค่า
“ดวงตานี้เป็ของหลงหลงเอ๋อร์ของข้าแน่”
ผมหัวใจเต้นแปลก ๆ ท่านย่ามองผมเหมือนมองใครสักคนที่กำลังกลับมาจากความตาย..
“ชื่อเจี้ยนใช่หรือไม่?
เช่นนั้นเ้าก็คือเจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์ของย่า
กินอะไรมาหรือยัง?
มา ๆ กินน้ำกินขนมกันก่อน
มานั่งข้างย่านี้! ซินซินเอ๋อร์ เอาน้ำขนมมาให้หลานข้าเร็ว!!”
น้ำเสียงของท่านย่าเปลี่ยนจากแ่เบาเป็ร่าเริงทันตา
ผมหันไปมองสาวใช้คนนั้น คนที่สวมโซ่เหล็กเส้นใหญ่
ตอนนี้เธอรีบเดินเข้ามาพร้อมถาดชาอย่างเงียบ ๆ แม้สีหน้าจะยังงุนงงแต่ก็ไม่กล้าถามอะไร
ผมเองก็นั่งลงข้าง ๆ ท่านย่าตามคำสั่ง..
เอ่อ..
ไม่สิ..
ตามคำเรียกขวัญถึงจะถูก
“ดูจากการแต่งตัว..
เ้าและแม่คงไปหลบอยู่ที่ทวีปอื่นแน่”
ผมหัวเราะเบา ๆ ตอบกลับ
“ขอรับท่านย่า
ที่ผ่านมาข้ากับท่านแม่และยี่ฟู่ ได้อาศัยอยู่ที่ทวีปอื่นครับ”
จริง ๆ ตอนนั้นผมยังไม่คุ้นปากนักกับคำว่า 'ข้า' หรือ 'ท่านแม่' หรือเอาจริง ๆ ผมก็ไม่คุ้นกับการพูดแบบนี้เลยสักเท่าไหร่..
มันไม่ชิน..
“เ้ากี่ปีแล้ว...เจี้ยนเจี้ยนเอ๋อร์”
ผมสะดุดนิดหน่อยกับชื่อเล่นนั้น
แต่ก็ตอบท่านย่ากลับแทบจะในทันที
“สิบเจ็ดปีนี้ครับท่านย่า”
และแล้ว..
“สิบเจ็ดแล้วรึ..
เอ...
เท่ากับซินซินเอ๋อร์เลย
เ้ามีเมียรึยัง?”
ครับ..
นี่แหละ..
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ญาติผู้ใหญ่'
เมื่อกี้ยังซึ้งอยู่เลย ตอนนี้ผมนี่เกือบสำลักขนมที่ยังไม่ได้กิน
ผมหันไปมองซินซินที่เพิ่งวางถาดลง
เธอชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนจะกำลังฟังอยู่เงียบ ๆ
ส่วนยี่ฟู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ทำท่าจะหัวเราะออกมา
ผมเลยรีบเปลี่ยนเื่ด้วยสีหน้าที่ร้อนฉ่า
“อะ...เอ่อ...ยังขอรับท่านย่า
ข้ายังไม่ได้คิดเื่นั้นเลย...”
ผมตอบท่านไปพร้อมกับยกมือขึ้นเกลาหู
ถามว่าผมคันหรอ..
ไม่หรอก...
ผมแค่กำลังปิดไอ้แต้มแดง ๆ ที่กำลังระบายลงบนหูของผมอยู่ต่างหาก..