ผู้ที่ทิ้งโอกาสซึ่งสามารถคว้ามาได้นั้นคือคนโง่เขลา และตัวเขาผู้เป็หัวหน้ากองกำลังของคุณชายหก ย่อมมิใช่คนโง่เช่นนั้น กว่าจะมาถึงจุดนี้ เขาต้องเหยียบย่ำอุปสรรคและศพผู้คนมานับไม่ถ้วน เส้นทางนี้ไต่เต้าขึ้นมาได้อย่างยากลำบาก แล้วอยู่ๆ ก็มีทางลัดปรากฏขึ้นตรงหน้า นั่นคือหญิงสาวในรถม้านางนั้น! ความงามที่เขาไม่เคยพานพบมาก่อนในชีวิต แม้เขาจะชอบประเมินมูลค่าสิ่งของ แต่สตรีผู้นี้...เขามิอาจประเมินค่าได้เลย
แต่ที่รู้แน่ชัดคือ นางน่าจะมีค่ามากกว่าทรัพย์สินและสมบัติทั้งมวลที่เขาเคยเห็นมา ใครกันเล่าจะไม่หลงใหลในสาวงาม? สินค้าชิ้นเอกนี้ เขาไม่คิดจะไว้เอง เพราะรู้ดีว่าไม่มีปัญญาจะรักษาไว้ได้ แต่เขาสามารถนำนางไปมอบให้ผู้มีอำนาจที่สูงกว่านั้นได้ หลังจากได้เห็นโฉมหน้านาง เขาก็เริ่มมีความคิดเพ้อฝัน 'ข้าจะนำนางไปถวายให้ผู้ปกครองเมืองเลขต้นๆ สักเมือง!'
เขาสามารถเรียกค่าตอบแทนมหาศาลจากที่นั่น ซึ่งย่อมได้ราคามากกว่าการอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ขอเพียงแค่เขาได้เป็พลเมืองธรรมดาของเมืองที่มีตัวเลขตั้นๆ ได้สักเมือง เขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย ยิ่งกว่าการเป็ผู้ปกครองเมือง 896 นี้เสียอีก
ในยุคปัจจุบัน การปกครองโลกจะแบ่งออกเป็เมืองต่างๆ โดยใช้ตัวเลขเป็เครื่องบ่งชี้ ทั้งโลกมีอยู่ 966 เมือง เมืองหมายเลข 1 นั้นถูกขนานนามว่า "เมือง์" ส่วนเมืองที่เขาอยู่ในขณะนี้คือเมืองหมายเลข 896 ซึ่งถูกเรียกว่าเป็ "เมืองกำลังพัฒนา"
"อ๊ากกก!!!" เสียงร้องโหยหวนของทหารนายหนึ่งดังขึ้น
"ม่ายย!!! อย่าฆ่าข้า!!"
"เห้ย!! อย่าดันหลังข้าสิวะ มันบุกเข้าไปไม่ได้แล้ว!" เสียงโวยวายของทหารกองหน้าดังขึ้นอย่างสับสน
"นี่แกจะฟันหลังข้าทำไม! เราพวกเดียวกันนะ!"
เสียงร้องะโโหวกเหวกโวยวายของกองกำลังทหารของคุณชายหก ปลุกให้หัวหน้ากองตื่นขึ้นจากภวังค์แห่งความฝัน เผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย เขาเห็นว่าทหารของตนมิอาจบุกทะลวงเข้าไปได้แม้แต่น้อย กองกำลังของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งดุจเต่าที่มีกระดองเหล็ก หอกดาบใดๆ ก็มิอาจทะลุผ่านโล่ป้องกันเข้าไปทำอันตรายศัตรูได้เลย เขาไม่เคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ปกติแล้วเพียงแค่เขาสั่งบุก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนพินาศเป็หน้ากลอง ทหารของเขาจะสังหารศัตรูราวกับกำลังเกี่ยวข้าว จะเหยียบย่ำผู้คนประดุจเหยียบมดปลวก
"ไม่จริง!! เป็ไปไม่ได้!!" เสียงตื่นตระหนกของหัวหน้ากองกำลังทหารของคุณชายหกดังขึ้นอย่างสิ้นหวัง
"ฮ่าๆๆ ก็นึกว่าจะมีฝีมือสักเท่าใด... ที่ไหนได้...อย่าบอกนะว่าท่านไม่เคยออกรบมาก่อนเลยรึ คุณหัวหน้ากองหก?" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของมาวินดังลั่น เขารู้สึกขบขันอย่างยิ่ง ทั้งที่กำลังอยู่ในสถานการณ์สู้รบ เพราะอีกฝ่ายดูราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสาที่ขาดประสบการณ์ในการรบ เหมือนนักเลงหัวไม้ข้างถนนที่รวมกลุ่มกันมาเล่นเป็ทหาร ไม่มีความเป็ระเบียบวินัย สู้รบกันอย่างสะเปะสะปะ ไร้ซึ่งแบบแผน ตอนนี้เขาแทบไม่ต้องทำอะไร อีกฝ่ายก็น่าจะพ่ายแพ้ไปเองเสียด้วยซ้ำ
นี่เป็สิ่งที่เหนือความคาดหมายของมาวินอย่างแท้จริง เดิมทีเขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะต้องมีการสูญเสียบ้าง แต่มันกลับง่ายดายกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาประเมินอีกฝ่ายสูงเกินไป
เป็ธรรมดา นั่นก็เพราะที่นี่คือเขตเมือง 896 มาวินนั้นมิใช่คนของเขตนี้มาั้แ่ต้น เขามาจากเมืองต้นๆที่มีตัวเลขต่ำกว่าที่นี่หลายเท่าตัว เขารู้อยู่แล้วว่าศึกครั้งนี้อย่างไรเสียก็ต้องชนะ แต่ก็คิดไม่ถึงว่ามันจะง่ายดายถึงเพียงนี้
จริงๆ แล้วมาวินยังไม่รู้ตัวว่าทักษะในการรบของเขานั้นเหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างเทียบไม่ติด เขากังวลไปเองเพราะเล่ห์เหลี่ยมของอีกฝ่ายนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย หากมาวินเคยได้ปะทะกับกองทหารในเมืองนี้มาก่อนหน้านี้ เขาคงจะไม่กังวลเกินความจำเป็เช่นนี้เป็แน่
"คนไม่ผิด ผิดที่หยกงาม..." ณิชาพึมพำอย่างเศร้าสร้อยอยู่ในรถม้า
ความงามคือพรจาก์ แต่ณิชาอ่อนแอเกินไป ความงามของนางจึงกลายเป็บาปแทนที่จะเป็คำอวยพร ณิชามิอาจปกป้องตนเองได้ หากนางเลือกที่จะรักษาศักดิ์ศรี ณิชาก็จำต้องสวมผ้าปิดปากเพื่อปิดบังใบหน้าอยู่เสมอ การที่ณิชาเผยโฉมในครานี้ เป็สิ่งที่นางจะต้องจ่ายด้วยราคาที่แสนแพง หากเลือกได้ แน่นอนว่านางจะไม่ทำ เพราะการกระทำเช่นนี้มันจะถูกลิขิตไว้ว่านางจะไม่สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้อีกต่อไป
'ข้าต้องหาช่องว่าง' ณิชาสังเกตการณ์สู้รบจากในรถม้า
เมื่อมองไปยังสนามรบ ณิชารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่การต่อสู้ดูเหมือนจะจบลงเร็วเกินไป ซึ่งไม่เอื้อต่อแผนการหลบหนีของนาง ณิชาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าการเปิดเผยตัวตนของนางจะนำไปสู่การต่อสู้ ซึ่งนางหวังจะใช้จังหวะนี้ในการหลบหนี ณิชามั่นใจว่าหัวหน้ากองมาวิน้าจะสวมรอยนาง สลับตัวกับหญิงอื่นส่งให้อีกฝ่ายเป็แน่ หากปล่อยให้เป็เช่นนั้น นางจะถูกส่งตัวให้คุณชายเจ็ด และหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น...นางไม่อยากจะคิดต่อเลย
'ไม่ดีแล้ว! ข้าต้องหนีเดี๋ยวนี้!' ณิชารู้สึกร้อนรนขึ้นมาทันที
ณิชา้าสถานการณ์ที่วุ่นวายเพื่อสร้างโอกาสให้ตนเองหลบหนีไปได้อย่างแเี หากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเหนือกว่าอีกฝ่ายมากเกินไป ความวุ่นวายนี้มันจะจบลงอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า...นางรอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!
"บุกเข้าไปสิวะ! ทำอะไรกันอยู่! เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!"
"ไม่ได้ครับหัวหน้า! บุกขึ้นหน้าไม่ได้เลยครับ!!"
"ฝ่ายเราถอยร่นอย่างเดียวเลยครับ!!"
"โธ่เว้ยยย!!!"
เสียงคำสบถโหวกเหวกโวยวายดังขึ้น มาวินที่ได้ยินก็อดที่จะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หัวเราะอย่างอิ่มหนำสำราญใจ ปลายหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างแวบๆ ผ่านตาไป
'นั่นอะไร! อย่าบอกนะว่า...' มาวินหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวั่นวิตก
"เ้า 'สอง' โว้ย!" มาวินะโสุดเสียง
"หัวหน้า! มีอะไรหรือขอรับ!?" 'สอง' ซึ่งกำลังติดพันอยู่กับการต่อสู้ รีบหาจังหวะผละออกจากคู่ต่อสู้เพื่อมารับฟังคำสั่งของหัวหน้า
"เ้าบื้อ! ยังไม่รู้ตัวอีกรึ! นางหนีไปแล้วโว้ย!" มาวินส่ายหน้าอย่างระอาใจกับการทำงานพลาดของลูกน้อง
"อะไรนะ!!!" 'สอง' อุทานลั่นด้วยความใสุดขีด
'สอง' เพิ่งจะมารู้ตัวว่าตนเองทำงานพลาดครั้งใหญ่ เมื่อครู่มีทหารของอีกฝ่ายพยายามจะบุกเข้ามาเพื่อชิงตัวหญิงสาว ทำให้เขาซึ่งมีหน้าที่เฝ้านางต้องออกไปรับศึก มันจึงเปิดโอกาสให้นางหลบหนีไปได้ เขารู้ดีว่าเขาพลาดไปแล้ว เพราะหน้าที่หลักของเขาคือการเฝ้านาง!
"รีบตามไปจับนางมาเดี๋ยวนี้! ถ้าพลาดล่ะก็...เตรียมตัวลาลูกลาเมียไปได้เลย!" มาวินโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ เตะส่ง 'สอง' ให้รีบไปตามจับเป้าหมายทันที
สองรีบมุ่งหน้าไปจับเป้าหมายตามคำสั่ง หากใครได้เห็นหัวหน้ามาวินเมื่อสักครู่นี้ คงจะคิดว่าเขาต้องเป็โรคอารมณ์สองขั้วเป็แน่ เพราะเ้าตัวเพิ่งจะหัวเราะเสียงดังลั่นอยู่หยกๆ ก็กลับเปลี่ยนหน้าเป็บูดเบี้ยวถมึงทึงได้ในชั่วเสี้ยววินาที
'ประตูทางเข้าตระกูลจะต้องมีทหารประจำการอยู่แน่ๆ' ณิชาคิดในใจอย่างหนักอึ้ง
ณิชาวิ่งย้อนกลับไปยังทิศทางที่นางเข้ามา อาจจะเป็เพราะเสียงการสู้รบที่ดังสนั่น ทำให้บริเวณนี้ไม่มีผู้ใดอยู่เลย ทุกคนต่างหลบซ่อนตัวเพื่อระวังลูกหลง นางจึงไม่ต้องเสียเวลาหาที่กำบัง ณิชาออกมาจากจุดปะทะนั้นได้สักพักใหญ่แล้ว
"มีทางไหนที่ข้าจะออกไปจากประตูนี้ได้บ้าง หรือว่าข้าควรจะหลบซ่อนตัวก่อนดี" นางครุ่นคิดพลางสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ระหว่างทาง
เมื่อณิชาหันซ้ายหันขวาเพื่อหาที่หลบซ่อน อยู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงคล้ายมีใครมากระซิบที่ข้างหู จากนั้นนางก็หันไปเห็นพุ่มไม้พุ่มหนึ่งที่กำลังสั่นไหวอยู่ชั่วครู่ หากเป็ปกติแล้วนางคงจะไม่ทันสังเกตเห็น เพราะมันค่อนข้างจะกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ ณิชาตัดสินใจเดินเข้าไปดูที่ตรงนั้น แล้วนางก็พบกับแม่บ้านคนหนึ่งกำลังถือไม้กวาด นั่งหลบซ่อนตัวอยู่ในโพรงที่ดูกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมอย่างแเี ณิชาถึงกับอึ้ง พุ่มไม้นี้ดูเหมือนจะเป็ที่หลบภัยที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
'ข้าควรจะหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่หรือไม่...แต่สัญชาตญาณของข้ากลับบอกให้ทำอีกอย่างหนึ่ง...' ณิชาเกิดความสับสน เหมือนยังตัดสินใจไม่ได้
ณ ประตูทางเข้าตระกูลวรกุล
"ปรีชา! เ้ารู้หรือไม่ว่าข้างในเกิดเื่อะไรขึ้น?" ทหารยามหน้าประตูคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนร่วมงานที่เฝ้าประตูอยู่ด้วยกัน
"ฮึๆ เ้าอยากรู้รึ แต่ข้าไม่บอกเ้าหรอก ฮ่าๆๆ" ชายที่ถูกเรียกว่าปรีชา ทำสีหน้าเยี่ยงบัณฑิตผู้ทรงภูมิรู้
"สหายข้า อย่าได้ปิดบังภูมิปัญญาของเ้าเลย ช่วยให้ข้าได้ตาสว่างเถิด" ทหารยามอีกคนกล่าวเยินยอ เขารู้ดีว่าเพื่อนคนนี้ชอบคำยกยอปอปั้นมากเพียงใด
"ก็ได้ๆ เ้าเซ้าซี้เสียจริง... อะแฮ่ม" ปรีชากระแอมเบาๆ เพื่อเตรียมเปิดฉากการสนทนาซุบซิบนินทา
"ข้าน่ะ ได้ข่าววงในมา เห็นว่าคุณชายหกจะแย่งชิงสตรีของคุณชายเจ็ดนะ" ปรีชาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูตื่นเต้นระคนกระซิบกระซาบ
"อ้าว ทำไมกันเล่า? เหตุใดจึงต้องแย่งชิงกันด้วย? บ้านเมืองนี้ออกจะมีสตรีงดงามมากมายแท้ๆ" ทหารยามอีกคนทำหน้าฉงนสงสัย
"โอ๊ะ..เ้านี่มันช่างหัวไว...ไวราวเต่าคลานเสียจริง! คุณชายเจ็ดน่ะ ถูกท่านเ้าตระกูลให้ท้ายจนเป็ที่อิจฉาริษยาของเหล่าคุณชายท่านอื่นๆ นี่จึงเป็การกลั่นแกล้งเพื่อระบายความคับข้องใจอย่างไรเล่า" ปรีชาส่ายหน้าให้กับความเขลาเบาปัญญาของสหาย
"ปัญญาของสหายช่างล้ำเลิศ ข้าเทียบมิได้เลยจริงๆ" ทหารยามอีกคนพยักหน้าเห็นพ้อง ดวงตาเป็ประกายอย่างเข้าใจถ่องแท้ แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้สนทนากันต่อ ก็มีเสียงใสๆ ที่ดังมาจากทางไกล
"ท้านพี่ทั้งสองเ้าคะ!!! โปรดช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ!" เสียงของสาวน้อยคนหนึ่งในชุดแม่บ้านะโเรียกมาแต่ไกล ณิชาในชุดแม่บ้านกำลังเดินตรงมายังหน้าประตู เมื่อครู่นี้นางได้ทำการขู่เข็ญเอาเสื้อผ้าและข้อมูลที่จำเป็มาจากแม่บ้านคนนั้น นางเลือกที่จะทำตามสัญชาตญาณที่คล้ายเสียงพรายกระซิบ แทนที่จะหลบซ่อนตัวอยู่
เดิมทีทหารยามทั้งสองกำลังหันหน้าสนทนากันอย่างออกรส ปรีชาหันไปทางต้นเสียงด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ที่ถูกขัดจังหวะ แต่ทันทีที่เห็นผู้มาใหม่ เขาก็รีบจัดแจงเครื่องแต่งกายและทรงผมของตนเอง ก่อนจะเดินเข้าไปหาหญิงสาวนางนั้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น
"อะแฮ่ม แม่สาวน้อย มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้ โปรดบอกกล่าวมาเถิด" ปรีชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เขาคิดว่านุ่มนวลและดูดีที่สุด ตอบหญิงสาวที่สวมชุดแม่บ้าน นางเดินเข้ามาด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ ใบหน้าของนางมีผ้าปิดปากคลุมไว้ครึ่งหนึ่ง แต่มิอาจบดบังรัศมีความงามที่เปล่งประกายออกมาได้ทั้งหมด
"ท่านพี่ทหารเ้าคะ คือ...ข้าได้รับจดหมายจากทางบ้าน ท่านแม่ของข้าล้มป่วยหนัก อาการไม่สู้ดีนัก ข้าต้องรีบเดินทางกลับไปดูแลท่านเ้าค่ะ" ณิชาตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและท่าทีที่งดงามตามแบบฉบับที่โรงเรียนกุลสตรีศรีปทุมได้สั่งสอนมา
"หืมม..." ปรีชามองดูณิชาอย่างเพลิดเพลิน นานแล้วที่เขาไม่ได้ประสบพบพานสตรีที่งดงามหมดจดถึงเพียงนี้ เพราะโดยปกติแล้วเขาต้องประจำการอยู่แต่กับเหล่าทหารชายฉกรรจ์หน้าตาหยาบกระด้าง
"เ้ามีตราสารจากเ้านายของเ้าหรือไม่?" เสียงแทรกของทหารยามอีกคนดังขึ้นข้างๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว