ชาวเมืองที่ออกมายืนออตรงประตูเมืองต่างชี้ชวนกันดูพลางกระซิบกระซาบด้วยความเวทนาว่า “มีเหยื่อเคราะห์ร้ายโดนเข้าให้อีกแล้ว” บรรดาพ่อค้าที่เตรียมจะออกเดินทางต่างพากันชะงักด้วยความตระหนกและชะลอขบวนลงทันที ส่วนเหล่าพ่อค้าหน้าใหม่ที่เพิ่งเคยมาเยือนเมืองนี้ต่างเข้าไปสอบถามความเป็มาด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อได้ล่วงรู้ความจริงของขบวนที่เพิ่งผ่านไป หลายคนถึงกับหน้าถอดสีและมีเหงื่อซึมออกมาด้วยความหวาดหวั่น
เบื้องนอกประตูเมืองด้านนี้ทอดยาวไปด้วยผืนป่าทึบเป็ระยะทางร่วมสามสิบกิโลเมตร ทว่าทางเมืองได้ถากถางพงหญ้าและโค่นต้นไม้ออกจนกลายเป็เส้นทางราบเรียบที่กว้างพอให้รถม้าสองคันวิ่งขนานกันได้ เส้นทางสายนี้จึงมีลักษณะเป็ทางหลวงสายตรงที่ถูกโอบล้อมด้วยผืนป่าอันเขียวขจีและมืดมิดทั้งสองฟากฝั่ง
เส้นทางราบไม่เกินห้ากิโลเมตรจะออกจากป่า ขบวนรถม้าของทริสตันหยุดชะงักลงเนื่องจากมีรถม้าหลายคัน ล้อหลุดออกมาอย่างไม่คาดฝัน เหล่าทหารในขบวนต่างกุลีกุจอเข้าซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ทริสตันและกิเซลล์ในชุดหน้ากากดำ ขาว ยืนทอดนิ่งมองเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล ในจังหวะที่กิเซลล์กำลังจะอ้าปากถามว่าจะหยุดรอดูไปเพื่ออะไร เพราะรถม้าที่เธอและชายหนุ่มคนนี้นั่งไม่ได้มีปัญหาอะไร เสียงฝีเท้าม้านับร้อยที่ควบห้อมใกล้เข้ามาก็แผดดังขึ้นทำลายความเงียบลงเสียก่อน
เมื่อกองโจรทั้งสองแก๊งเห็นรถม้าหลายคันของเป้าหมายจอดเสียเพราะล้อหลุดกระจัดกระจาย พวกเขาก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งด้วยความสะใจ ต่างพากันย่ามใจว่าโชคชะตาช่างเข้าข้างขนานหนักที่ประเคนลาภลอยมาให้ถึงที่ในจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังง่อยเปลี้ยเสียขาเช่นนี้
อาร์วินขมวดคิ้วแน่นพลางจ้องมองกลุ่มคนที่ปรากฏตัวขึ้นด้วยสายตาหวาดระแวง เขาะโบอกอีกฝ่ายด้วยเสียงอันดังว่า “ต้องขออภัยทุกท่านด้วย! รถม้าของพวกเราหลายคันเกิดขัดข้องจนล้อหลุด ทำให้ต้องจอดขวางทางเช่นนี้ โปรดรอสักครู่ เดี๋ยวพวกเราจะรีบเคลื่อนย้ายเพื่อเปิดทางให้พวกท่านผ่านไปโดยเร็วที่สุด”
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังกึกก้องขึ้นกว่าเดิมเมื่อกลุ่มโจรได้ใจ พวกมันพากันกระโจนลงจากหลังม้าพร้อมกระชับอาวุธในมือไว้มั่น หัวหน้าแก๊งงูแดงสาวเท้าขึ้นมาด้านหน้าพลางตวาดก้องด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียมที่เปี่ยมไปด้วยการข่มขู่ “ไอ้พวกโง่เง่า! ถ้ายังรักตัวกลัวตายก็จงวางอาวุธลงแล้วส่งของมีค่าทั้งหมดมาซะ! หากยอมทำตามแต่โดยดี ข้าอาจจะเมตตาเหลือลมหายใจไว้ให้พวกแกได้คลานกลับบ้าน!”
เสียงขานรับจากสมุนโจรนับร้อยดังกึกก้องสลับกับเสียงหัวเราะที่เปี่ยมไปด้วยความลำพอง พวกมันจ้องมองขบวนของทริสตันด้วยแววตาดูแคลน ราวกับกำลังมองดูหมูในอวยที่เตรียมถูกเชือดชำแหละ และไม่มีปัญญาแม้แต่จะขยับขัดขืน
ทริสตันก้าวออกมาด้านหน้าก่อนจะะเิเสียงหัวเราะดังกึกก้อง พลางชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางความงุนงงของเหล่าโจรที่กำลังจะอ้าปากเย้ยหยัน ทว่ายังไม่ทันที่พวกมันจะเอ่ยคำใดออกมา ลูกธนูจำนวนมหาศาลพุ่งทะยานออกมาจากชายป่าทั้งซ้ายและขวา ปักเข้าใส่กลุ่มโจรที่ยืนออกันอยู่จนตั้งตัวไม่ติด
กลุ่มโจรที่ตั้งตัวไม่ติดต่างล้มระเนระนาดภายใต้ลูกธนู ม้าบางตัวถูกลูกหลงจนแผดเสียงร้องด้วยความเ็ปและวิ่งเตลิดไปทั่ว ท่ามกลางความโกลาหลนั้น แม้สมุนบางส่วนจะเริ่มตั้งสติได้แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว ร่างนับสิบถูกธนูปักจมดินนอนกองกันเกลื่อนกลาดโดยไม่อาจทราบแน่ชัดว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ เสียงร้องโหยหวนด้วยความทรมานดังระงมไปทั่วบริเวณที่เคยมีแต่เสียงหัวเราะ
หลังการยิงลูกธนูจบลง ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมเพียงชั่วอึดใจ ท่ามกลางเหล่าโจรที่กำลังถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทริสตันพลันตวาดก้องสั่งการ “ทุกคน! บุกเข้าโจมตีล้อมกรอบพวกมันให้หมด!” ทันใดนั้น ทั้งกองกำลังที่คุ้มกันรถม้าและทหารที่ซุ่มอยู่ในป่าทั้งสองข้างทางต่างก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมอาวุธครบมือ พุ่งทะยานเข้าล้อมกลุ่มโจรที่เหลือรอดอย่างรวดเร็ว เป็การปิดประตูตายไม่ให้เหลือทางรอดสำหรับใครหน้าไหนทั้งสิ้น
กลุ่มโจรที่เหลือรอดเพียงสี่สิบชีวิตต่างยืนสั่นสะท้านด้วยความหวาดตระหนก พวกมันคาดไม่ถึงเลยว่าจะถูกซ้อนกลจนตกเป็ฝ่ายถูกล่าเสียเอง หัวหน้าแก๊งฉลามดำที่ยังรอดชีวิตพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง จ้องมองไปยังคนส่วมหน้ากากดำพลางะโออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “ป...ปล่อยพวกข้าไปเถอะ! พวกแกไม่รู้หรือว่าข้าเป็คนของใคร! ถ้ากล้าทำอะไรพวกข้า ท่านผู้นั้นไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่... เอาแบบนี้ดีไหม? ถ้าพวกแกปล่อยพวกข้าไปในครั้งนี้ ข้าจะถือว่าเื่ทั้งหมดไม่เคยเกิดขึ้น เราต่างคนต่างอยู่ ไม่มีเื่ติดค้างกัน... ว่าอย่างไรล่ะ!”
ทริสตันะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขันกับคำขู่อันไร้สาระและหลอกลวง ดวงตาภายใต้หน้ากากวาวโรจน์ก่อนจะตวาดสั่งการเสียงสนั่น “สังหารให้สิ้น... อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!” สิ้นคำสั่ง กองทหารที่ล้อมกรอบอยู่ก็โถมเข้าใส่จากทุกทิศทางราวกับคลื่นั์ ด้วยจำนวนที่เหนือกว่าและการจู่โจมที่ฉับไว เพียงชั่วเวลาไม่นาน กลุ่มโจรทั้งสี่สิบชีวิตก็ถูกปลิดชีพจนหมดสิ้น
หลังจากสำรวจสนามรบและสรุปสถานการณ์เรียบร้อยแล้ว อาร์วินก็เดินตรงไปหาทริสตันที่ปลีกตัวออกไปยืนอยู่เพียงลำพัง เขาโค้งกายแสดงความเคารพด้วยความเลื่อมใสพลางกล่าวรายงาน “เรียนท่านทริสตัน... ผลจากการปะทะครั้งนี้ ฝ่ายโจรเสียชีวิตแปดสิบหกคน และมีผู้าเ็สาหัสจากคมธนูอีกสิบเจ็ดคนที่ยังเหลือลมหายใจ ส่วนฝ่ายเราสูญเสียกำลังพลไปห้าคน และาเ็อีกสิบสองคน... ไม่ทราบว่าท่านจะให้จัดการอย่างไรกับพวกโจรที่เหลือรอดดีครับ?”
ทริสตันลูบคางพลางใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เค้นความจริงจากพวกที่เหลือรอดมาให้หมด ว่าพวกมันเป็คนของกลุ่มไหนและใครคือผู้หนุนหลัง เ้าจะใช้วิธีการใดก็ได้เราไม่สน... แต่เมื่อได้ความแล้ว จงกำจัดทิ้งเสียให้สิ้น อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว แล้วตอนสอบสวนลากพวกมันเข้าไปจัดการในป่าข้างทางเสียจะได้ไม่ประเจิดประเจ้อ ส่วนซากศพที่เหลือก็โยนทิ้งป่าไปให้พ้นหูพ้นตา ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของพวกมันมาด้วย เราจะนำขบวนล่วงหน้าไปก่อน เมื่อเ้าจัดการธุระที่นี่เสร็จแล้วค่อยตามไปสมทบ”
อาร์วินที่ได้รับคำสั่งพลันรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วร่างด้วยความยำเกรง ทว่าเขารีบข่มความรู้สึกนั้นไว้ก่อนจะขานรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดขาด “ผู้น้อยรับทราบและจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดครับ!”
เมื่อสิ้นคำสั่งการ ทริสตันสาวเท้ากลับไปยังรถม้าพลางกำชับให้ลำเลียงร่างของทหารผู้พลีชีพทั้งห้านายขึ้นรถไปด้วยเพื่อนำกลับไปประกอบพิธีอย่างสมเกียรติที่ซิลเวอร์เรส ในขณะที่อาร์วินทำการคัดเลือกกำลังพลฝีมือดีจำนวนยี่สิบคนไว้กับตัว เพื่อเตรียมดำเนินการตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัด
ภายในรถม้าที่เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ กิเซลล์ลอบจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาประหนึ่งว่าคนตรงนี้คือคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน เธอเงียบอยู่นานก่อนจะตัดสินใจกระซิบถามเสียงเบา “ท่านล่วงรู้ได้อย่างไร... ว่าจะมีคนมาปล้นพวกเราทันทีที่พ้นเขตเมือง?” เมื่อสิ้นคำถาม เธอก็เฝ้ารอคำตอบจากเขาด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
ทริสตันยกยิ้มพลางส่ายหัวเบาๆ “เราเองก็ไม่ได้ล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรอก เพียงแค่้าลองเชิงดูเท่านั้นว่าจะมีใครกล้าลงมือแบบนี้หรือไม่ แต่สุดท้ายเหตุการณ์กลับเป็ไปตามที่คาดไว้... ซึ่งหากเลือกได้ เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เพราะแม้ครั้งนี้เราจะเป็ฝ่ายชนะ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตของทหารถึงห้าคน” เมื่อกล่าวจบเขาก็หลับตาลงนิ่งงัน กิเซลล์ลอบมองเขาด้วยความแปลกใจที่ชายหนุ่มไม่ได้คุยโอ้อวดในชัยชนะครั้งนี้ ทว่าความเศร้าสร้อยเื่การสูญเสียทหารนั้นกลับเป็สิ่งที่เธอไม่เข้าใจ สำหรับเธอแล้ว การพลีชีพเพื่อเ้านายคือเกียรติยศอันสูงสุดและเป็หน้าที่ที่พึงกระทำ แม้ต้องสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องเขาก็หาใช่เื่ที่ต้องเสียดาย เพราะนั่นคือศักดิ์ศรีที่ข้ารับใช้พึงมี
หลังจากขบวนรถม้าเคลื่อนที่ต่อไปได้ราวสองชั่วโมง ทหารม้าเร็วก็แจ้งข่าวว่าอาร์วินได้นำกำลังตามมาสมทบทันแล้ว ทริสตันจึงสั่งให้ชะลอขบวนลง พร้อมกับเรียกตัวอาร์วินเข้ามาพบที่รถม้าเพื่อรายงานผลการสอบสวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นทันที