เมื่อได้ยินเสียงของจุ่นถี เจิ้นหยวนจื่อและหงอวิ๋นต่างก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
ทั้งสองลุกขึ้นยืนพลางทอดสายตาออกไปภายนอกอารามอู่จวง เจิ้นหยวนจื่อพึมพำด้วยความไม่สบายใจ “จุ่นถีและเจียอิ่น? พวกเขาดั้นด้นมาถึงอารามอู่จวงของข้าทำไมกัน?”
ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เจิ้นหยวนจื่อรู้สึกกระสับกระส่าย ทว่าหงอวิ๋นกลับมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
“ฮ่า ๆ ๆ จุ่นถีและเจียอิ่นมาแล้วรึ? ข้าอุดอู้อยู่ในอารามอู่จวงนี้ทุกวันจนจะเฉาตายอยู่แล้ว สหายเต๋า รีบเปิดประตูให้พวกเขาเข้ามาเถิด พวกเราจะได้พูดคุยกันให้ครึกครื้นเสียหน่อย”
หงอวิ๋นมิได้ระแวดระวังคู่หูทิศประจิมเลยแม้แต่นิดเดียว ในความคิดของเขา ทั้งสองคนนั้นติดค้างบ่วงกรรมใหญ่หลวงต่อเขาที่วังจื่อเซียว หากพวกมันกล้าลงมือกับเขาจริง ๆ เกรงว่าคนที่วิถี์จะลงทัณฑ์เป็คนแรกย่อมไม่ใช่เขา แต่จะเป็พวกมันสองคนเอง
ทว่าเจิ้นหยวนจื่อนั้นรอบคอบกว่ามาก
“สหายเต๋า ข้าว่าการมาของคนทั้งสองมิได้เรียบง่ายเพียงนั้น” เจิ้นหยวนจื่อเอ่ยเตือนเสียงขรึม เขาไม่้าให้ทั้งสองก้าวเท้าเข้าสู่ลานเต๋าของตน
แต่ช่างน่าเสียดายที่... วาจาดีมิอาจรั้งภูตผีที่รนหาที่ตาย หงอวิ๋นหาได้ฟังคำเตือนไม่ เขายังคงยืนกรานตามความคิดของตนเอง
“สหายเต๋าเจิ้นหยวนจื่อ เ้ากังวลเกินเหตุไปแล้ว จุ่นถีและเจียอิ่นมีบ่วงกรรมต่อข้าใหญ่หลวงถึงเพียงนั้น พวกเขาจะมีเจตนาร้ายต่อข้าได้อย่างไร?
ข้าว่าที่พวกเขามาวันนี้ คงอยากจะมาหารือเื่การชดใช้บ่วงกรรมเสียมากกว่า เพราะเื่นี้มันใหญ่หลวงนัก ในวันหน้าพวกเราล้วนต้องบรรลุเป็ปราชญ์ ย่อมไม่อาจปล่อยให้บ่วงกรรมติดค้างกันไปเช่นนี้ได้”
หงอวิ๋นยังคงใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งจินตนาการอันสวยงามของตนเอง
เมื่อเห็นหงอวิ๋นดึงดันเช่นนั้น เจิ้นหยวนจื่อก็ได้แต่ถอนหายใจ แม้ในใจจะยังคงหวาดระแวง แต่เขาก็มิอาจขัดใจสหายรักได้ จึงยอมเปิดม่านพลังของอารามออก ทว่าในใจยังคงแอบระแวดระวังคนทั้งสองอย่างถึงที่สุด
ทันทีที่ข่ายอาคมของอารามอู่จวงถูกเปิดออก ร่างของจุ่นถีและเจียอิ่นก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสอง
เมื่อเห็นหน้าหงอวิ๋น ทั้งสองคนก็ค้อมกายคำนับอย่างนอบน้อม กิริยาท่าทางช่างดูสุภาพและให้เกียรติจนเกินงาม
หงอวิ๋นหัวเราะร่าพลางรีบเข้าไปประคองคนทั้งสองขึ้น แสดงท่าทีเป็ผู้ใหญ่ใจกว้าง ทว่าท่าทางของเขานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความรู้สึกว่าตนเองอยู่เหนือกว่าคนทั้งสองอยู่กลาย ๆ ราวกับฐานะของเขาสูงส่งกว่าจุ่นถีและเจียอิ่นเพียงเพราะเคยสละที่นั่งให้
เจิ้นหยวนจื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ลอบส่ายหน้าเบา ๆ
การกระทำของหงอวิ๋นแม้ภายนอกจะดูเหมือนมีน้ำใจ ทว่าความจริงกลับเป็การสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว
ทว่ามิใช่เพียงเจิ้นหยวนจื่อที่คิดเช่นนั้น แม้แต่จุ่นถีและเจียอิ่นเองก็รู้สึกได้ พวกเขาเพียงแค่แสดงมารยาทตามแผนการ ทว่าหงอวิ๋นกลับสำคัญตัวผิด คิดว่าฐานะของตนสูงส่งกว่าพวกเขาจริง ๆ เื่นี้ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจในเจตนาที่จะกำจัดหงอวิ๋นทิ้งเสีย
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังคงต้องสวมหัวโขนแสดงละครต่อไปให้แเี
เมื่อยืนหยัดขึ้นภายใต้การประคองของหงอวิ๋น ทั้งสองก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคารพยำเกรง
“สหายเต๋าหงอวิ๋น ครานี้พวกเราสองพี่น้องตั้งใจมาเพื่อขอบพระคุณท่านโดยเฉพาะ เื่ที่วังจื่อเซียววันนั้นพวกเรายังมิได้ตอบแทนน้ำใจ หากมิใช่เพราะท่านสละอาสนะให้ เกรงว่าพวกเราสองคนคงไม่มีวาสนาเข้าใกล้ตำแหน่งปราชญ์ได้เช่นนี้”
เมื่อได้ยินทั้งสองยอมรับความจริงข้อนี้ หงอวิ๋นก็หัวเราะอย่างพึงพอใจพลางเอ่ยว่า “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ เื่วาสนานั้นย่อมเป็เพราะท่านมรรคาจารย์เมตตาพวกท่าน หงอวิ๋นมิกล้าขโมยความดีความชอบนั้นมาเป็ของตนหรอก”
แม้คำพูดจะดูถ่อมตน แต่ยามที่หงอวิ๋นเอ่ยปาก เขากลับส่งสายตาภาคภูมิใจไปยังเจิ้นหยวนจื่อ ราวกับจะบอกว่า ‘เห็นไหมล่ะ ข้าบอกแล้วว่าคนทั้งสองนี้ไม่กล้าทำกระไรข้าหรอก’
เจิ้นหยวนจื่อนิ่งเงียบตลอดเหตุการณ์ ทว่าความกระวนกระวายในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
ยามนี้หงอวิ๋นเปรียบเสมือนกำลังเริงระบำอยู่บนปากเหวที่ลึกสุดหยั่ง พร้อมจะร่วงหล่นลงไปได้ทุกเสี้ยวลมหายใจ ทว่าความปีติจากการที่จะได้บรรลุปราชญ์ดูเหมือนจะทำให้สติสัมปชัญญะของเขาฟุ้งซ่านจนมองไม่เห็นความจริง
เมื่อเห็นจุ่นถีและเจียอิ่นยังคงยืนนิ่งไม่ไปไหน เจิ้นหยวนจื่อจึงเอ่ยถามขึ้นเพื่อลองเชิง
“ที่ทุกท่านมาหาหงอวิ๋นสหายของข้าในวันนี้ คงไม่ได้มีเพียงแค่เื่ขอบคุณกระมัง? หากมีธุระอื่นใดก็เชิญกล่าวออกมาให้สิ้นสงสัยเถิด ไม่ต้องเกรงใจคนกันเอง พวกเราล้วนเป็ศิษย์ในสำนักของท่านมรรคาจารย์หงจวินเหมือนกัน ย่อมควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็ธรรมดา”
เจิ้นหยวนจื่อพยายามพูดจาปิดช่องว่างเพื่อรักษาบรรยากาศ
จุ่นถีและเจียอิ่นสบตากันครู่หนึ่งก่อนที่เจียอิ่นจะเอ่ยขึ้น
“พวกเราไม่ได้มีธุระสำคัญอะไรหรอก เพียงแค่อยากจะมาถามไถ่สหายเต๋าหงอวิ๋นว่า... ปราณม่วงหงเิสายนั้น ยามนี้ท่านทำความเข้าใจไปถึงไหนแล้ว? กล่าวตามตรงเลยนะ พวกเราสองคนพยายามหยั่งรู้มาเนิ่นนาน แต่กลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเป็เพราะเหตุใดกันแน่”
นี่คือการหยั่งเชิงครั้งสุดท้าย หากหงอวิ๋นสามารถทำความเข้าใจความลับบางอย่างจากปราณม่วงได้ นั่นหมายความว่าหงอวิ๋นอาจจะเป็ตัวหมากที่ท่านมรรคาจารย์ให้ความสำคัญ พวกเขาอาจจะยอมหักหลังคุนเผิงแล้วกลับไปทนแบกบ่วงกรรมต่อไปเพื่อความปลอดภัยของตนเอง เพราะหากไปขัดขวางแผนการของหงจวิน พวกเขาย่อมไม่มีที่ยืนในหงฮวง
เจิ้นหยวนจื่อมองออกทันทีว่านี่คือการทดสอบ เขาเตรียมจะอ้าปากแทรก แต่ก็ยังช้ากว่าหงอวิ๋นไปก้าวหนึ่ง
หงอวิ๋นหัวเราะร่าพลางตอบอย่างซื่อตรง “สหายเต๋าทั้งสองก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันรึ? บอกตามตรงนะ นับั้แ่ได้ปราณม่วงหงเินี้มา ข้าเองก็ยังมิอาจทำความเข้าใจถึงความลึกลับของมันได้เลยสักนิด พลังบำเพ็ญไม่รุดหน้าขึ้นเลย”
เมื่อเห็นหงอวิ๋นเปิดเผยความลับออกมาอย่างหน้าตาเฉย สีหน้าของเจิ้นหยวนจื่อก็พลันมืดมนลงทันที เขาได้แต่ทอดถอนใจในใจ
สหายเอ๋ย เ้าช่างโง่เขลาเบาปัญญานัก เื่คอขาดบาดตายเช่นนี้ไฉนจึงเอ่ยออกมาโดยไม่ยั้งคิด?
เป็ไปตามคาด ทันทีที่ได้รับคำตอบ จุ่นถีและเจียอิ่นก็ฉายแววยินดีออกมาวูบหนึ่ง ในใจของทั้งคู่ตัดสินใจเด็ดขาดได้ในชั่วขณะนั้นเอง
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ดูเหมือนมิใช่เพียงพวกเราที่ติดขัด คาดว่าเล่าจื๊อ หยวนสื่อ หรือแม้แต่หนวี่วาก็คงตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน บางทีอาจจะเป็เพราะวันเวลาและวาสนายังมาไม่ถึงก็เป็ได้”
เจียอิ่นเอ่ยเรื่อยเปื่อย แต่ในสมองกลับกำลังคำนวณแผนการที่จะล่อลวงหงอวิ๋นและเจิ้นหยวนจื่อให้ออกไปนอกข่ายอาคม
“ฮ่า ๆ ๆ ทุกท่านอย่าได้ใจร้อนไปเลย ในวันหน้ายังมีโอกาสอีกมาก ในเมื่อพวกเราได้รับอนุญาตจากท่านมรรคาจารย์แล้ว การบรรลุปราชญ์ย่อมเป็เื่ของเวลาเท่านั้น” หงอวิ๋นเอ่ยอย่างมั่นใจ
จุ่นถีลอบแค่นเสียงเย็นในใจ หึหึ พวกเราน่ะบรรลุปราชญ์แน่ แต่เ้าคงไม่มีโอกาสนั้นแล้ว
เมื่อยืนยันสิ่งที่้าได้แล้ว จุ่นถีก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อ
“สหายเต๋า ในเมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็คงไม่รบกวนเวลาบำเพ็ญของท่านแล้ว”
“สหายเต๋าหงอวิ๋น หากมีโอกาส เชิญท่านไปเยือนเขาสุเมรุของพวกเราบ้างนะ พวกเราจะได้ต้อนรับท่านในฐานะเ้าบ้านเพื่อตอบแทนน้ำใจ”
เมื่อเห็นจุ่นถีและเจียอิ่นแสดงท่าทีเป็มิตรและเกรงใจถึงเพียงนี้ หงอวิ๋นก็อารมณ์ดีขึ้นมาก
“ฮ่า ๆ ๆ สหายเต๋าไม่ต้องเกรงใจไป ในวันหน้าพวกเราควรไปมาหาสู่กันให้บ่อยขึ้น ข้าจะไปส่งพวกท่านเอง”
เจิ้นหยวนจื่อพยายามจะรั้งไว้ ทว่าหงอวิ๋นกลับเอ่ยปากรวดเร็วนัก ทั้งยังเดินนำออกไปโดยไม่คิดถึงผลที่ตามมา
จุ่นถีและเจียอิ่นลอบยินดีในใจ ที่พวกเขาพยายามล่อลวงมาตลอดก็เพื่อคำพูดประโยคนี้นี่แหละ ทั้งสองรีบตอบรับทันควัน
“เช่นนั้นก็รบกวนสหายเต๋าหงอวิ๋นแล้ว”
เจิ้นหยวนจื่อจนปัญญา ในเมื่อคำพูดหลุดจากปากสหายไปแล้ว หากเขาจะขัดขวางยามนี้ย่อมดูเสียมารยาทและไม่ให้เกียรติสหายอย่างยิ่ง เขาจึงคิดในใจว่า
ช่างเถอะ ข้าจะไปส่งแค่หน้าประตูอารามอู่จวงเท่านั้น หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ก็ยังสามารถถอยกลับเข้าสู่อาคมป้องกันได้ทันเวลา
ด้วยเหตุนี้ เจิ้นหยวนจื่อจึงต้องเดินตามออกไปอย่างเสียมิได้
ตลอดทางเดิน ทั้งหมดต่างนิ่งเงียบไร้วาจา
จนกระทั่งทั้งหมดก้าวพ้นประตูใหญ่ของอารามอู่จวงออกมา
แต่จุ่นถีและเจียอิ่นกลับมิได้จากไปในทันที
เจิ้นหยวนจื่อกำลังจะอ้าปากบอกว่าส่งเพียงเท่านี้ ทว่าทันใดนั้น กลิ่นอายพลังสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในโสตััของทุกคน มันรวดเร็วรุนแรงเสียจนไม่มีใครทันได้ตั้งตัว
ทันใดนั้น เงาร่างของวิหคั์ที่บดบังท้องนภาและดวงตะวันก็พุ่งทะยานผ่านน่านฟ้าเบื้องบนมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้องที่สั่นะเืไปทั่วทั้งขุนเขา
“หงอวิ๋น! เอาชีวิตของเ้ามาเสีย!”
ผู้ที่ปรากฏกายขึ้น... คือคุนเผิงนั่นเอง!