ณ บ้านชั้นเดียวกลางซอยที่เพื่อนบ้านมีน้อยและอยู่ห่างกันมาก เสียงก๊อกแก๊กด้านนอกแถวหน้าต่างห้องนอนดังอยู่หลายครั้งทำให้ญาณินท์สงสัยจนอดลุกไปดูไม่ได้ ทว่ามันว่างเปล่า
ก่อนหน้านั้นไม่นานนักหญิงสาวเพิ่งสะดุ้งตื่นเพราะเสียงหมาเห่าหอนกันขรมระงมลึกเข้าไปในซอยแล้วก็เงียบลง เธอจึงหลับตานอนต่อ ทว่าพอกำลังเคลิ้มหมาเพื่อนบ้านที่ถัดไปสองหลังก็เห่า ญาณินท์ลุกออกมาดื่มน้ำแล้วเสียงเห่าก็เงียบลงอีกครั้ง จากนั้นก็เริ่มได้ยินเสียงแปลกๆ เมื่อดูเวลานาฬิกาหัวเตียงก็เห็นว่าตีหนึ่งครึ่ง เธอลืมตานอนฟังอยู่ใต้ผ้าห่มนานพอสมควร
มันเหมือนมีคนพยายามงัดแงะเข้าบ้านข้างๆ ซึ่งเขาจะกลับไปเยี่ยมญาติอยู่ต่างอำเภอตลอดสุดสัปดาห์ กลับมาอีกครั้งก็เย็นวันจันทร์ทั้งครอบครัว เสียงเดินใกล้ๆ กำแพงที่กั้นระหว่างกัน ดูเหมือนจะวนเวียนอยู่รอบบ้านที่เธออยู่ด้วย หญิงสาวคิดว่าบางทีอาจเป็หมา หรือแมว บางที บ้านนั้นอาจลืมเอาขยะไปทิ้ง หรือแมวอาจกำลังไล่ตะปบจิ้งจกหรือแมลงเล่น ทว่ามันก็นานเกินไป
แกร๊กๆ เฮือก!!?
ญาณินท์สะดุ้งเมื่อครั้งนี้เสียงงัดมันดังอยู่ใกล้มาก หญิงสาวหันมองไปด้านขวา จุดนั้นมันคือประตูหลังบ้านที่ติดกับห้องครัว เธอตัดสินใจลุกไปแง้มผ้าม่านดู แสงสลัวจากไฟที่เพื่อนบ้านเปิดทิ้งไว้ภายนอกบางจุด ทำให้พอมองเห็นหัวไหล่ถึงแขนศอกและั้แ่สะโพก ขา เท้า เป็เงาดำโผล่ออกจากหลังบ้าน และดูเหมือนประตูหลังกำลังถูกชายปริศนางัด
“คุณพ่อ” ญาณินท์รีบวิ่งไปกดโทรศัพท์หาเบอร์พ่อแล้วโทรออก เสียงรอสายดังอยู่หลายครั้งจนตัด หญิงสาวร้อนรนกดโทรไปใหม่อีก
“ลูกตาล มีอะไรเหรอลูกโทรมาดึกๆ ดื่นๆ ทำไมยังไม่นอนอีก”
“คุณพ่อคะ มีคนกำลังงัดบ้านเข้ามาค่ะ” เธอป้องปากกระซิบอย่างตื่นตระหนก
“ว่าไงนะ ใคร”
“หนูไม่รู้ค่ะ หลังบ้านมันมืด”
“ลูกล็อกกลอนดีอยู่ใช่ไหม”
“ค่ะ คุณพ่อจะมาตอนไหนคะหนูกลัว”
“ลูกตาลตั้งสติ ปืนลูกอยู่ในลิ้นชัก เอามาไว้ใกล้ตัว มีอะไรยิงได้เลย พ่อจะจัดการต่อเอง”
“แต่ว่า”
“ไม่อยากทำก็ต้องทำ ลูกพ่อยิงปืนแม่นยิงมันที่หัวเข่าหรือต้นขาสักสองนัด เอาปืนมาไว้ใกล้ตัวซะ ป้องกันตัวก่อนระหว่างรอคนไปรับ”
“คุณพ่อจะให้พี่ตำรวจมารับเหรอคะ”
“คนที่อยู่ใกล้ที่สุด ไปหยิบปืนเดี๋ยวนี้”
“ตะ แต่ ฮือ”
“ทำเดี๋ยวนี้ลูกตาล เดี๋ยวพ่อจะส่งคนเข้าไปรับ”
“ค ค่ะ” ญาณินท์วางสายเสียบมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงวิ่งไปหยิบปืนในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้ง วิ่งไปแง้มผ้าม่านดูคนที่พยายามงัดบ้านเข้ามา หัวใจเต้นระส่ำ
ญาณินท์เป็ลูกตำรวจแต่หวาดกลัวเื่พวกนี้เพราะเหตุการณ์ฝังใจ แม่เธอถูกยิงตายเพราะโจรปล้นบ้าน คืนนั้นโจรมันเห็นเธอในวัยสิบขวบยืนช็อกตอนแม่ถูกยิงนอนจมกองเืหายใจโรยรินอยู่ มันเดินยิ้มย่างสามขุมเข้าหาแล้วแต่ญาณินท์เอาแต่ยืนตาตั้งค้างมองแม่ที่กำลังปัดป่ายมือบอกให้หนีอย่างสุดกำลัง ปากแม่ขยับะโก้องแต่เด็กหญิงไม่ได้ยินจนผู้ร้ายถึงตัวและอุ้มร่างน้อยขึ้นขณะดวงตากลมยังมองแต่แม่ที่ร้องเรียกสติเธอทั้งน้ำตา
เพื่อปกป้องลูก แม่ของเธอใช้เฮือกสุดท้ายทะยานเข้าหาโจรร้ายกัดแขนให้มันปล่อยเธอลง ญาณินท์ในวัยเด็กหลุดมือล้มกระแทกพื้น ก่อนจะสะดุ้งตัวโยนเมื่อโจรโมโห หันไปกระหน่ำยิงใส่แม่ผู้น่าสงสารของเธอจนะุหมดแม็ก
ชายคนนั้นถ่มถุยน้ำลายรดร่างที่นอนตาค้างอย่างโกรธจัดและสะใจที่ยิงเธอตายด้วยโทสะ ทั้งก่นด่าเยาะเย้ยร่างไร้ิญญาที่จ้องหน้ามันอย่างแข็งกร้าว ก่อนที่พ่อของญาณินท์ที่เพิ่งกลับถึงบ้านจะเปิดประตูเข้ามาเห็น เสียงปืนอีกชุดดังขึ้น เมื่อมันหันปืนไปทางพ่อของเธอ ญาณินท์สะดุ้งอีกครั้งทั้งที่ยังมองร่างแม่นอนแน่นิ่ง
หัวใจดวงน้อยแตกสลาย เห็นพ่อวิ่งมากอดร่างแม่ร้องไห้โฮหลังคนร้ายล้มหงายลง ดวงตาดูเลื่อนลอยมองเพดานที่ว่างเปล่า เหตุการณ์ครั้งนั้น ญาณินท์ช็อกจนต้องเข้ารับการบำบัด พ่อของเธอเองก็ทุกข์ใจพอกันที่เสียภรรยาสุดที่รัก ลูกสาวก็ไม่พูดกับใครเลยถึงสามปี และเมื่อเื่ราวของแม่ฉายซ้ำบางตอนในความทรงจำที่ยังหลงเหลือ ความกลัวก็คืบคลานสู่กลางใจจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว
บรืนๆ
เสียงรถเครื่องสองล้อด้านนอกดังสนั่นแหวกความเงียบยามค่ำคืนมาแต่ไกล
‘ดึกดื่นป่านนี้ใครมาเร่งเครื่องรถอยู่ในซอยกัน’
ญาณินท์ทั้งกลัวทั้งนึกอยากด่าเ้าของรถคันนั้นที่ไม่รู้เวล่ำเวลา ไม่เกรงใจชาวบ้านแต่ลึกๆ ก็แอบหวังว่าเสียงรถคันนั้น จะทำให้พวกตีนแมวด้านนอกกลัวแล้วหนีไป ความหวังคือแสงสว่างนำทางผู้คน และเสียงรถคันนั้นมันมาหยุดอยู่หน้าบ้านนี้เอง
“คนของคุณพ่อเหรอ” หญิงสาวแง้มผ้าม่านดูเห็นคนร้ายโผล่ออกมาจากมุมบ้านก่อนจะหมอบคลานเข้าข้างหลังที่เป็จุดเก็บของจากเ้าของที่ปล่อยเช่าแล้วเธอก็ต้องสะดุ้งเมื่อมือถือของเธอสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง
“สึกหรอเหรอ โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย” หญิงสาวกระซิบกระซาบอยู่เพียงลำพังก่อนนึกขึ้นได้ว่า นั่นอาจเป็เสียงรถเขาที่ยังไม่ดับเครื่องจึงรีบกดรับ
“ฮัลโหลพี่อยู่ตรงไหน”
“ในห้องนอน”
“รอในนั้นนะ ไม่ต้องออกมา”
“นายจะทำอะไร มันอาจหลบอยู่ซอกหลังบ้านนะ”
“เดี๋ยวผมไปดูเอง”
“ไม่ได้ เผื่อมันมีอาวุธ”
“ไม่เป็ไร ไม่ต้องห่วง” กรินทร์กดวางสายทั้งที่เธอเค้นเสียงเรียกตาม ไม่นานนักเสียงรถก็เงียบลงก่อนจะได้ยินเสียงไซเรนแว่วมา มันไม่ได้ดังมากแต่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เธอแปลกใจที่มันเบากว่าปกติก่อนจะเห็นเงาของกรินทร์เดินผ่านหน้าต่างด้านหลังพร้อมกับเสียงนั้นที่ทำเธอแปลกใจ
ด้านกรินทร์มองหาของแข็งที่พอจะเป็อาวุธได้ พลันสายตาก็เห็นไม้ขนาดพอเหมาะ วางนิ่งอยู่ข้างกำแพงจึงเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก้มหยิบมันขึ้นมาแล้วเดินย่องไปยังหลังห้องครัว
แสงจากหลอดไฟข้างทางของซอยด้านหลัง ยังพอให้มองเห็นในเงาสลัว กรินทร์เห็นชายคนหนึ่งร่างผอมไม่ใส่เสื้อ ใส่แค่บ๊อกเซอร์ตัวเดียว เท้าเปลือยเปล่านั่งหลบแอบมองไปหน้าบ้านอยู่อีกมุม
“เฮ้ยทำอะไรวะ” ร่างผอมสะดุ้งตัวโยนผงะลุกในขณะที่หันขวับกลับมามองด้านหลังแต่ถูกถีบเข้าหน้าอย่างจังจนหงายไปตามแรงชนเข้ากับกองข้าวของล้มกระจาย ไขควงในมือหลุดก่อนวิ่งเตลิดหนีไปด้วยความตื่นกลัว
ญาณินท์ได้ยินเสียงดิ้นรนและข้าวของล้มหล่นกระแทกพื้นก็ใจเสีย ไม่รู้ใครพลาดท่าเสียที หัวใจของเธอเต้นรัวน้ำใสรื้นเต็มดวงตาเมื่อเสียงนั้นเงียบไป ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผ่านทางเดิม
“กรินทร์ อึก เป็อะไรหรือเปล่า” เสียงของเธอแ่จนแทบไม่ได้ยินคำพูดตัวเอง แล้วก็ต้องสะดุ้งและโล่งใจตามมาเมื่อได้ยินเขาเรียก
“พี่ตาลออกมาได้แล้วครับ มันไปแล้ว” ญาณินท์ดีใจรีบปาดน้ำใสที่กำลังไหลริน โยนปืนลงที่นอนมองมันด้วยท่าทีตื่นกลัว มองมือที่สั่นระริกและชุ่มเหงื่อ
เธอกลัวเพราะอาวุธปืนคือสิ่งที่พรากชีวิตแม่ของเธอไปนิรันดร์และไม่อยากจับมันเลยสักครั้ง แต่ถูกพ่อบังคับให้เรียนยิงปืนเพื่อป้องกันตัวเอง