“แค่เรียกชื่อของฉันก็พอแล้วแค่ในเวลานี้เท่านั้น เรียกหาแต่ฉันเถอะนะ”
มินาโยะไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ตอนที่เธอถูกฉุดให้ลุกขึ้นมาจากที่นั่งด้วยฝีมือของเด็กหนุ่มเพื่อนร่วมห้องที่เธอไม่คุ้นเคยส่วนโทวะก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้อง ะโเสียงดังลั่นให้เด็กหนุ่มปล่อยมือเธอแต่ที่น่าแปลกใจที่สุดก็คือเด็กหนุ่มที่กำลังยื้อร่างของเธออยู่ในตอนนี้กำลังแสดงพฤติกรรมที่ทำให้คนทั้งห้องต้องประหลาดใจเป็ที่สุด
ใครบางคนในกลุ่มเพื่อนร่วมห้องเอ่ยขึ้นมา
“เอ่อ... อาฮิราวะคุง ที่นี่ชั้นสามนะ...”
ประโยคนั้นพูดไม่จบเพราะไม่มีใครกล้าถามต่อแน่ล่ะว่าคนถามไม่รู้จะพูดต่อยังไงเมื่อตอนที่ไล่สายตาไปยังกระจกหน้าต่างที่ถูกผลักกระแทกชนกรอบเสียงดังปังไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้วยซ้ำเมื่อจู่ๆอาฮิราวะชินจิก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสามและเข้ามาในห้องเรียนทางหน้าต่างแทนที่จะเป็ประตูมันไวเสียยิ่งกว่าคนที่เห็นเหตุการณ์จะเรียงลำดับเื่ราวได้ทันเพราะทันทีที่หน้าต่างถูกเปิดออกจากด้านนอก เพื่อนร่วมห้องของพวกเขาคนนี้ก็ะโเข้ามาพร้อมกับพุ่งตัวไปคว้าแขนเด็กสาวที่นั่งอยู่นิ่งๆบนที่นั่งของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแน่นอนว่าเด็กสาวคนนั้นก็คือมินาโยะเอง
อาฮิราวะ ชินจิ ยอมปล่อยมือจากมินาโยะแทนการตอบคำถามเพื่อนร่วมห้องแม้จะไม่แตะต้องเธอแล้วแต่ั์ตาคมดุคู่นั้นยังคงจ้องมาที่เธอและโทวะตาเขม็ง
“นายคิดจะทำอะไร?”
โทวะถามเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่มินาโยะไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ยัยนี่เป็ใคร?” คนถูกถามถามกลับแทนการตอบ
แล้วเด็กหนุ่มทั้งคู่ก็ยืนจ้องหน้ากันโดยมีมินาโยะยืนอยู่ตรงกลาง
เสียงออดบอกเวลาโฮมรูมร้องดังเป็สัญญาณที่ช่วยแยกทั้งคู่ออกจากกันทั้งห้องแยกย้ายกลับไปนั่งที่แม้จะยังไม่รู้สาเหตุเลยว่าเมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้นคนที่สับสนกับชีวิตมากที่สุดคือมินาโยะ เด็กสาวมองตามเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่แยกกันกลับเข้าที่นั่งของตัวเองโดยที่ยังไม่ยอมละสายตาไปจากกันก่อนที่เธอจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีใครอีกคนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดและยืนมองเธออยู่จากตรงกรอบประตูห้อง
ั์ตาสีฟ้าใสหันไปสบกับั์ตาสีมรกตที่จ้องมองมาเ้าของั์ตาสวยคู่นั้นสะดุ้งเฮือก ใบหน้าของนานาโกะไร้สีเืฝาดเด็กสาวหลบตาเธอก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่ห้องเรียนของตัวเอง มินาโยะไม่เข้าใจเลยวูบหนึ่งที่นานาโกะแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นก่อนที่เธอจะหลบสายตาแล้วจากไปเด็กสาวมึนงง เธอหวาดกลัวสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอมากพอๆกับที่หวาดกลัวสายตาคู่นั้นของนานาโกะราวกับว่าเด็กสาวรู้อะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น
พอเธอหันกลับมาหาโทวะ เด็กหนุ่มก็ถามเธอเหมือนจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เธอไม่ได้... ได้ยินเสียงอะไรใช่ไหม?”
คราวนี้มินาโยะเลือกที่จะเงียบแทนการตอบคำถามเขา
เด็กสาวเรียนไม่รู้เื่เลยตลอดทั้งวันนั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าก่อกวนใจเธอเหลือเกินไหนจะความฝันที่พักหลังๆมานี้เธอมักจะฝันถึงมันอีก มินาโยะพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์เมื่อเช้ากับความฝันเสียงที่เธอได้ยินในฝันแตกต่างจากเสียงกระซิบที่ดังอยู่ในหัวเธอเมื่อเช้ามีคนสามคนพยายามจะพูดกับเธอ สองในสามให้ความรู้สึกที่ไม่สบายใจเอาเสียเลยส่วนอีกเสียงเป็เสียงทุ้มที่แสนคุ้นหู มันเป็เสียงสะท้อนที่ดังมาจากที่ที่ไกลแสนไกลเป็เสียงที่เธอคุ้นเคยและโหยหาอย่างน่าประหลาดโดยที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าทำไม
เด็กสาวกำลังกังวลใจว่าบางทีเธออาจจะฝันกลางวันบางทีฝันร้ายเกี่ยวกับหิมะและคาวเืเมื่อคืนนั่นจะตามมาหลอกหลอนเธอจนทำให้เห็นภาพหลอนในตอนเช้าแต่นั่นไม่ได้ช่วยอธิบายพฤติกรรมของอาฮิราวะ ชินจิเพื่อนร่วมห้องผู้ย้ายเข้ามาใหม่เท่าไหร่นัก ทำไมเขาถึงรู้ว่าเธอกำลังแย่ ไหนจะโทวะที่ตั้งคำถามราวกับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธออีกเด็กสาวไม่เข้าใจพฤติกรรมของคนทั้งคู่รวมไปถึงการที่โทวะตั้งแง่กับเพื่อนร่วมห้องของเขาด้วยเห็นได้ชัดว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้าปฏิกิริยาของโทวะที่มีต่ออาฮิราวะ ชินจิก็เปลี่ยนไปเขาจับตาดูชินพร้อมๆกับที่จับตาดูเธอ มินาโยะรู้สึกอึดอัดเธอถามเขาแล้วแต่โทวะก็ไม่ยอมบอกอะไรเธอเลยเด็กหนุ่มแค่สั่งห้ามไม่ให้เธอเข้าใกล้ชินพร้อมกับกำชับว่าห้ามออกห่างจากตัวเขาเด็ดขาดบางทีมินาโยะก็คิดว่าโทวะช่างหวาดระแวงเสียเหลือเกินทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้นส่วนชินเองก็เหมือนกันแม้จะบอกว่าไม่สนใจเธอแล้วแต่มินาโยะก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มกำลังจับตาดูเธออยู่
่พักเที่ยงของวันนั้น โทวะตะครุบชินไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะออกไปจากห้อง
“นายน่ะ คิดจะทำอะไรกันแน่”
สายตาของชินที่มองมาที่โทวะนั้นแยกไม่ออกเลยว่าเ็าหรือว่าเบื่อหน่ายกันแน่แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็มองโทวะอย่างประเมินค่าและครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดออกมาว่า
“นายเองก็ยังไม่ตอบคำถามฉันเื่ยัยนี่เหมือนกัน”
แล้วชินก็หายไป
ชินไม่กลับเข้ามาเรียนอีกเลยตลอด่บ่ายของวันนั้นโทวะเองก็ดูเหมือนจะกังวลเื่อื่นมากกว่าที่จะมาใส่ใจเื่ของชินแล้วท้ายสุดแล้วทั้งวันนั้นมินาโยะก็ไม่รู้เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอเองครั้งหรือสองครั้งที่เธอคิดจะปรึกษาโทวะเื่ฝันประหลาดและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่เด็กสาวโกรธโทวะ เธอรู้สึกว่าเขารู้อะไรบางอย่างและกำลังปิดบังเธออยู่
เย็นวันนั้นพวกเขากลับบ้านด้วยกัน แต่มันกลายเป็การเดินทางที่อึดอัดที่สุดั้แ่ที่เคยกลับบ้านพร้อมกันมาเมื่อทั้งคู่เลือกที่จะไม่คุยอะไรกันเลยขณะที่เดินไปเรื่อยๆตามถนนที่แสนคุ้นตา โทวะถามเธอแค่ว่าจะแวะร้านหนังสือเ้าประจำก่อนกลับไหม แต่มินาโยะเหนื่อยเหลือเกินกับเื่ที่เกิดขึ้นแถมยังหาคำตอบไม่ได้เธออยากกลับไปพักผ่อนที่บ้าน ในเวลาแบบนี้บ้านคือสถานที่ที่สบายใจที่สุดสำหรับเธอ
พอตกลงกันได้อย่างนั้น เด็กหนุ่มก็พาเธอเดินไปตามทางเงียบๆ เขาจงใจที่จะทิ้งระยะห่างจากเธอไว้สองสามก้าวเพื่อปล่อยให้ตัวเธอและเขาเองได้ครุ่นคิดอะไรบางอย่างมินาโยะเพิ่งมานึกได้ว่าโทวะมีท่าทีไม่สบายใจมาั้แ่เช้าเมื่อตอนที่รู้เื่ของมาโมรุมินาโยะไม่คาดคิดมาก่อนว่าการขาดเรียนของมาโมรุจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อโทวะขนาดนี้จนกระทั่งนานาโกะมาหาเขาเมื่อเช้าแม้เธอจะไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกันเื่มาโมรุแต่ดูเหมือนโทวะพยายามอย่างยิ่งที่จะปิดบังไม่ให้เธอรู้และนั่นทำให้เธอหงุดหงิดมาก
หลังจากเดินทางมาได้ครึ่งทางในที่สุดมินาโยะก็เก็บความอัดอั้นตันใจไว้ไม่ไหว
“เมื่อเช้าฉันฝันร้าย”เธอเริ่มต้นเล่าถึงความกังวลใจตามลำดับเหตุการณ์
“ฝันเหรอ?” โทวะถามอย่างไม่ได้ใส่ใจนัก
“อืม” เด็กสาวตอบ พลางมองปฏิกิริยาเขาแต่ไม่ได้รับผลตอบรับอย่างที่เธอคาดหวังกลับมา“ฉันฝันถึงที่ที่ฉันไม่เคยเห็นและมั่นใจว่าฉันไม่เคยไปในฝันนั้นมีผู้ชายที่หน้าตาเหมือนกับคุณพ่อมากๆอยู่ด้วยแต่ฉันจำไม่ได้ว่าเขากำลังพูดถึงเื่อะไร”
ปฏิกิริยาของโทวะดูจะผ่อนคลายขึ้นเมื่อได้ฟังเื่ที่เธอเล่า
“บางทีเธออาจจะคิดถึงพ่อล่ะมั้ง”
เด็กหนุ่มบอกสั้นๆ
“ฉันไม่เคยคิดถึงเขา” เด็กสาวกล่าวเสียงแ่“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็คนยังไง”
และนั่นทำให้โทวะหันกลับมามองเธอ
เด็กสาวคิดว่านี่ไม่ใช่เื่ที่ควรจะพูดเท่าไหร่แม้โทวะจะรู้อยู่แล้วว่ามินาโยะไม่มีพ่อพ่อของเธอเสียไปเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ก่อนหน้าที่เธอจะเกิดได้เพียงไม่กี่เดือนเด็กสาวเติบโตมากับแม่ พ่อในความทรงจำของเธอมีเพียงบุคคลในภาพถ่ายที่ตั้งทิ้งไว้ในห้องนั่งเล่นเท่านั้น
แต่ใบหน้าของคนในความฝันที่เหมือนกับคนในภาพถ่ายที่บ้านเธอนั้นเป็เื่จริงพ่อมาเข้าฝันเธอเหรอ... นั่นเป็สิ่งที่เธอไม่กล้าเล่าให้โทวะหรือใครฟังทั้งนั้นเพราะฉากจบของความฝันนั้นมันไม่สวยงามเอาเสียเลย
“ฉันเห็นเขา เื่ที่พอจำได้คือใบหน้าของเขากับหิมะ...”
...และกลิ่นคาวเื
มินาโยะนิ่งเงียบไป
“ทำไมจู่ๆถึงได้ฝันถึงเขาล่ะ?”
โทวะถามราวกับพวกเขากำลังพูดคุยกันเื่สภาพดินฟ้าอากาศไม่ใช่ความกังวลใจของเด็กสาว
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันฝันถึงเื่นี้มาได้สักพักแล้ว...”
“เธอคงคิดถึงเขามากนั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก”
โทวะตอบปัดๆ
มินาโยะรู้สึกเสียใจมากที่โทวะเลือกที่จะปล่อยผ่านแทนที่จะทำความเข้าใจเธอ
“แล้วเื่เสียงที่ฉันได้ยินนั่นล่ะ!? โทวะรู้เื่นี้มาก่อนอยู่แล้วใช่มั้ย? ทำไมถึงไม่บอกอะไรฉันเลย!”
“เสียงอะไร ฉันไม่ได้ย...”
ตู้ม!
มีเสียงะเิดังมาจากสวนสาธารณะที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล โทวะเอาตัวเองเข้าบังมินาโยะไว้ตามสัญชาตญาณสติสัมปชัญญะกระเจิงด้วยกันทั้งคู่และจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่พวกเขาทะเลาะกันด้วยเื่อะไร
“อย่าออกห่างจากฉัน”
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดนั้น โทวะดูจะมีสติมากกว่าเธอเด็กหนุ่มดูระแวดระวังเสียเหลือเกินขณะที่พยายามฉุดวิ่งมินาโยะให้รีบวิ่งออกห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงพวกเขาผ่านสนามเด็กเล่นที่ฝุ่นควันคละคลุ้งปกคลุมไปทั่วลานจากแรงะเิที่ดังขึ้นก่อนหน้า
“รีบไปจากที่นี่ เร็วเข้า!”
น้ำเสียงของโทวะนั้นสั่นอย่างชัดเจน
มินาโยะออกวิ่งตามเขา ลืมเื่ราวก่อนหน้านี้ไปเสียสนิทจะโกรธเขาด้วยเื่อะไรเธอไม่สนใจแล้ว เพราะตอนนี้โทวะกำลังพยายามปกป้องเธออยู่เขาพาเธอวิ่งเลียบไปตามกำแพงรั้วบ้านฝั่งตรงข้ามสนามเด็กเล่นและพยายามที่จะฉุดรั้งเพื่อพาเธอออกห่างจากที่นั่นให้เร็วที่สุดแต่แล้วจู่ๆก็เหมือนมีอะไรแวบผ่านเข้ามาในหัวสมองของมินาโยะเธอนึกถึงเสียงเมื่อเช้าที่ดังอยู่ข้างหูเธอ
‘นั่นไงล่ะ เรด... ก็เด็กที่นั่งอยู่คนเดียวตรงเสาชิงช้านั่นไง’
เสาชิงช้า...
ภาพของชิงช้าข้างกระดานลื่นอันใหญ่ในสนามเด็กเล่นลอยผ่านเข้ามาในความทรงจำพร้อมกับที่เธอเห็นตัวเองเมื่อสมัยเด็กซ้อนทับกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าเด็กน้อยมินาโยะในวัยหกขวบนั่งพิงอยู่ข้างเสาชิงช้าอย่างรอคอยมีเด็กหนุ่มในชุดขาวเดินตรงเข้ามาหา แล้วพอเธอเงยหน้าขึ้นมาก็สบเข้ากับั์ตาคู่นั้น...
“นั่น... มัน...”
ขาของมินาโยะหยุดวิ่งไปแล้วเมื่อตอนที่ภาพในความทรงจำหลั่งไหล่เข้ามาในหัวอย่างไม่ทันตั้งตัวโทวะดูจะประหลาดใจและใกับท่าทีของเธอมาก ยิ่งพอได้เห็นเธอมองเข้าไปที่สนามเด็กเล่นราวกับนึกถึงเื่สำคัญขึ้นมาได้แล้วยิ่งทำให้ใบหน้าของเขาแสดงความหวาดกลัวออกมาอย่างชัดเจน
“หยุดนะ! มินาโยะ! ห้ามนึกถึงมันเด็ดขาดเลยนะ!”
ไม่ทันเสียแล้ว...
ไม่ทันเสียแล้วกับความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในเวลานี้ เธอนึกออกแล้วมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอที่นี่ก่อนที่ความทรงจำทั้งหมดของเธอจะหายไปเธอกำลังรอคอยใครบางคนอยู่ แต่คนที่มาหาเธอนั้นกลับพรากเอาคนที่สำคัญที่สุดของเธอไป
ใครบางคนคนนั้นที่สำคัญกับเธอมากๆ...
‘ดอกไม้นี่ฉันให้เธอ...’
หัวใจของมินาโยะกระตุกวาบเมื่อได้ยินเสียงนั้นอีกครั้งแต่แล้วเธอก็ต้องกรีดร้องออกมาไม่เป็ภาษาเมื่อเสียงะเิดังขึ้นอีกรอบ คราวนี้มันรุนแรงกว่าที่เคยฝุ่นควันจากแรงะเิฟุ้งขึ้นไปในอากาศแต่งแต้มท้องฟ้ายามเย็นด้วยสีน้ำตาลหม่นของเศษดินที่ลอยไปทั่วมีใครบางคนยืนอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันนั่น และเมื่อสายลมพัดผ่านทั้งโทวะและมินาโยะก็จำแผ่นหลังของคนคนนั้นได้อย่างแม่นยำ
