พอเข้าสู่วันที่สองของการแข่งกีฬา อารมณ์ของผมก็เริ่มคล้าย ๆ กับไอ้หนึ่งตอนโดนน้ำแข็งจากน้ำมือบัวซะแล้ว......
มีเด็กผู้ชายจากโรงเรียนอื่นเข้ามายุ่งกับนุ่นของผม มันเดินแซวผ่านไปผ่านมาหน้าอัฒจันทร์ของเรา ก่อนหน้านั้น มันมาถามชื่อนุ่น แต่นุ่นไม่ตอบ มันจึงไปถามจากคนอื่น พอมันรู้ชื่อนุ่นมันก็ร้องเพลงแซว เอาชื่อนุ่นไปใส่ในเพลงด้วย มันมากันสามคน กอดคอพากันแซวนุ่นไม่หยุด ผมเกือบจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ดีนะที่ไอ้หนึ่งจับแขนผมเอาไว้ ผมไม่ชอบทำร้ายคนอื่นหรอก แต่ผมก็ไม่ชอบให้ใครมาหยามผมเหมือนกัน
หลังจากกินมื้อกลางวันแล้ว ทุกคนจะหาที่นั่งพักของตัวเองตามใต้ต้นไม้ ตามร่มต่าง ๆ ที่ถูกจัดไว้ ผมกับนุ่นกับบัวและเพื่อนอีกสองสามคนนั่งกันอยู่ใต้ต้นหูกวางถัดจากเต็นท์ของเรา เด็กผู้ชายคนนั้นเดินมาหยุดใกล้ ๆ แล้วเรียกชื่อนุ่นพร้อมทั้งกวักมือให้นุ่นออกไปหามัน ผมมองหน้านุ่นทีหน้ามันที ใจผมเต้นตึกตักเพราะกลัวว่านุ่นจะลุกขึ้นเดินไป แต่นุ่นแค่หันไปมองแล้วหันกลับมา ยกแก้วน้ำแดงในมือดื่มต่อ ผมเห็นชัดเจนว่านุ่นทำหน้าตาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ คิ้วขมวดกันเล็กน้อย ผมแอบดีใจที่รู้สึกว่านุ่นไม่ชอบมัน แต่ก็แน่ละ นุ่นจะชอบมันได้อย่างไง ก็นุ่นมีผมอยู่นี่……..
“นุ่น มานี่หน่อยสิ”
“มีอะไร” บัวะโออกไปแทน
“อยากคุยกับนุ่น”
นุ่นหันไปมองมันอีกครั้ง
“ไม่คุย กลับไปเถอะ”
พอได้ยินนุ่นพูดแบบนั้น ความฮึกเหิมในใจของผมก็ท่วมท้นขึ้นเป็ทวีคูณ ผมเลยพูดขึ้นบ้าง
“ถ้าจะพูดก็พูดตรงนั้นเลย ถ้าไม่พูดก็กลับไป”
ผมแอบยิ้มในใจให้กับความกล้าหาญของตัวเอง
“ชอบนุ่นนะ เดี๋ยวจะหาไปที่บ้าน”
เท่านั้นแหละ ผมรู้เลยว่าผมพลาดแล้ว มันพูดสิ่งที่มันอยากพูดออกมาแล้วจริง ๆ
“อย่ามายุ่งได้ไหมวะ”
นุ่นพูดพร้อมกับลุกขึ้นยืนมือเท้าสะเอว พวกเราที่เหลือมองหน้ากันเลิกลั่กเพราะกลัวว่านุ่นจะไปกระชากคอเสื้อมัน ปกตินุ่นเป็เด็กผู้หญิงที่ควบคุมอารมณ์ได้ดี มีมาดนิ่งแม้กระทั่งตอนโกรธยกเว้นจะมีอะไรมาทำให้รำคาญถึงขั้นสุด เราทุกคนเงยหน้ามองนุ่นเป็ตาเดียวกัน
“บอกว่าอย่ามายุ่งไง ฟังไม่รู้เื่เหรอ ชื่ออะไรนะ บอกอีกทีสิ”
“ชื่อโจ๊กครับ” มันทำน้ำเสียงกวนประสาท
“เออ ไอ้โจ๊ก หูไม่ได้ยินเหรอ บอกว่าอย่ามายุ่ง รำคาญ”
พวกเด็กคนอื่น ๆ ทั้งที่อยู่ในเต็นท์เราและเต็นท์ข้าง ๆ คงได้ยินกันหมด เพราะทุกคนต่างโห่ร้องขึ้นมาทันทีที่นุ่นพูดจบ ไอ้โจ๊กคงจะอายมันเกาหัวรัว ๆ ก่อนจะเดินกลับเต็นท์ตัวเองไป นุ่นนั่งลงแต่ยังคงมองไปทางไอ้โจ๊กตาขวาง ผมเองก็ยังมองนุ่นไม่ละสายตา จากที่ผมหลงรักอยู่แล้ว ผมรู้สึกตกหลุมรักมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก……………
ไม่ใช่แค่ไอ้โจ๊กเท่านั้นหรอกที่มาคอยวอแวกับนุ่น ยังมีเด็กโรงเรียนอื่นอีกสองสามคนที่ชอบแกล้งเดินผ่านอัฒจันทร์แล้วร้องเพลงแซวสลับกับการเรียกชื่อนุ่นขึ้นมาเป็ที ๆ ผมอยากชวนไอ้หนึ่งไปต่อยหน้าพวกมันเรียงตัว แต่ไอ้หนึ่งก็มึนตึงเกินกว่าจะมาเข้าใจคนอย่างผม มันยังไม่ยอมพูดกับบัวเลยั้แ่บัวขว้างน้ำแข็งใส่มันวันนั้น
“กูจะไม่พูดด้วยจนกว่าจะมาขอโทษกู”
มันบอกผมแบบนั้น แต่ผมดูจากอาการแล้ว บัวเองก็คงจะไม่พูดคำนั้นออกมาง่าย ๆ เพราะบัวก็ยังคอยมองค้อนใส่มันอยู่เรื่อยั้แ่ตอนนั้นเหมือนกัน และในขณะที่ผมกำลังคิดแผนการจัดการไอ้พวกนั้นเพียงลำพัง จู่ ๆ ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาขาวตี๋เดินมาที่อัฒจันทร์พร้อมเสียงเรียกที่ผมไม่อยากได้ยินที่สุด
“นุ่น”
นุ่นหันไปมองตาแข็ง แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็รอยยิ้ม ยิ้มแบบที่ผมใจจะขาด……….
“อ้าว คิดว่าจะไม่เจอแล้ว เมื่อวานไม่เห็นเธอนี่” นุ่นพูดขึ้นเสียงใส
“เมื่อวานเราไม่มา เจ็บขา จริง ๆ เราต้องวิ่งแข่งแต่ขาพลิกตอนซ้อม”
“อ้าว งั้นก็ไม่ได้ลงแข่งเหรอ”
“ใช่”
“ดีแล้ว ถ้าเธอไม่แข่งโรงเรียนเราจะได้ชนะ”
“เกินไป ๆ”
นั่นแหละบนสนทนาสั้น ๆ ที่ทำให้พวกเขาสองคนหัวเราะกันครื้นเครง ส่วนผมได้แต่สงสัยว่ามันเป็ใคร เขาคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ไอ้ตี๋คนนั้นจะโบกมือลาจากไป แต่สิ่งที่ผมเห็นคือนุ่นยังคงอมยิ้มเล็ก ๆ อยู่ในใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็เพราะอากาศร้อนหรือเพราะอะไรกันแน่
พอวันที่สามวันสุดท้ายมาถึง ผมก็ต้องนั่งหงอยเป็เพื่อนกับไอ้หนึ่งอย่างไม่เต็มใจเพราะพอเราลงจากรถลุงเต่า ไอ้ตี๋โผล่มาจากตรงไหนไม่มีใครรู้ แต่มันพรากนุ่นไปจากผมทันที เขาชวนกันกินมื้อเช้าอย่างสนิทสนม แล้วเดินมาส่งนุ่นที่อัฒจันทร์ ตอนเที่ยงก็เอาข้าวกล่องไปนั่งกินด้วยกันที่ใต้ต้นหูกวาง จนเพื่อน ๆ พากันแซวตอนนุ่นเดินกลับมา
“นุ่นมีแฟน ๆ”
“ไม่ใช่สักหน่อย”
“ไม่ต้องเลย ๆ ไม่ใช่แฟนแล้วกินข้าวด้วยกันทำไม”
“ทำไมจะไม่ได้ ก็เหมือนกับที่เรากินข้าวกับหนึ่งกับดินนั่นแหละ เพื่อนกันแบบนั้นแหละ”
“ไม่เหมือนนะ!!!” ผมโพล่งขึ้นเหมือนคนไม่รู้ตัว
“ไม่เหมือนยังไง”
“ก็นุ่นไม่เคยนั่งกินกับเราสองต่อสองเลยนี่”
นุ่นหันขวับมาทางผม
“จะนั่งกี่คนก็ได้ เป็เพื่อนกันจะนั่งกันสองคนหรือนั่งสามคน ยังไงก็เป็เพื่อน”
ผมรู้สึกหน้าชาอย่างบอกไม่ถูก นุ่นหันกลับไปแล้ว แต่ผมยังรู้สึกคอแข็งและขยับตัวไม่ได้ ตอนนั้นความเ็ปเพราะไอ้ตี๋หายไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ผมขยับตัวไม่ได้เพราะนุ่นให้ผมเป็แค่เพียงเพื่อนของนุ่นเท่านั้น…….
ความโชคดีของผมที่โรงเรียนเหมือนจะไม่มีอยู่อีกต่อไป ผมไม่มีความฮึกเหิมในหัวใจอีกแล้ว ที่ผ่านมาผมต้องสารภาพว่าจริง ๆ ผมคงมีความหวังอยู่ในใจลึก ๆ ว่าผมอาจจะเป็มากกว่าเพื่อนมาเสมอ อาจจะเป็เพื่อนสนิท เพื่อนผู้ชายคนเดียวที่สนิท หรือเพื่อนที่พิเศษกว่าใคร จนเมื่อนุ่นบอกกับผมวันนั้นว่าผมเป็เพียงเพื่อน ผมเป็เพื่อน เพื่อนคำเดียวสั้น ๆ คำนั้นติดตรึงในใจผมอยู่หลายวัน กีฬาโรงเรียนจบไปแล้ว แต่ผมไม่อาจปล่อยผ่านไปได้เลย ผมไม่อยากไปโรงเรียนและไม่อยากอยู่บ้าน อยากหนีไปที่อื่นแต่ผมคิดไม่ออกว่ามีที่ไหนที่รู้จักอีกบ้าง วันเสาร์อาทิตย์หลังจากงานกีฬาจบลง มีเวลาสองวันให้ผมได้กล่อมเกลาจิตใจตัวเอง แต่ผมทำไม่ได้ เื่ราวที่บ้านนอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาจิตใจผมแล้ว ยังซ้ำเติมความรู้สึกเ็ปให้กับผมอีก
ผมต้องได้ยินเื่ที่พ่อพูดเื่การเรียนต่อของผมสามรอบในแต่ละวัน และทั้งหมดก็เป็คำพูดเดิม ๆ คือ ผมควรทำอะไรที่ได้เงินเมื่อเรียนจบ ป.6 และถ้ามันเป็อย่างนั้นก็ชัดเจนแน่แล้วว่าผมไม่เหลืออะไรที่คู่ควรกับนุ่นได้อีก เมื่อถึงวันเปิดเรียนวันจันทร์ ไอ้หนึ่งกับบัวก็กลับมาคุยกันตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทั้งห้องยังคงพูดคุยหยอกล้อเื่ที่นุ่นกินข้าวกับไอ้ตี๋คนนั้นไม่หยุด แต่ที่ทำให้ผมโมโหคงเป็เพราะผมไม่เห็นนุ่นโกรธอะไรเลยเวลาที่ทุกคนพูดล้อ มันแปลว่าอะไรกันนะ ผมไม่อาจคิด……………
วันหนึ่งใน่ปลายปี หน้าฝนก็ทำหน้าที่ของมันอย่างรุนแรง ฝนกระหน่ำหนักทั้งวันทั้งคืนอยู่สองวัน จนกระทั่งน้ำท่วมโรงเรียน เช้าวันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาและมองไปยังทุ่งนาหลังบ้าน น้ำท่วมขังขาวโพลน ยังดีที่บ้านของผมเป็เนินสูง น้ำเลยท่วมไม่ถึง เสียงย่าะโมาจากแคร่หน้าบ้าน
“ไปดูสิ น้ำท่วมโรงเรียนแน่ะ”
“ไปได้เหรอย่า”
“ไปสิ”
ผมแปลกใจแต่ไม่อยากถามต่อ เดี๋ยวจะอดไปซะเปล่า ๆ ผมล้างหน้าล้างตาแล้ววิ่งไปตามทาง ระหว่างทางมีน้ำเจิ่งนองสองข้างทาง พอใกล้ถึงโรงเรียน ทางเดินก็แทบมองไม่เห็นแล้วเพราะน้ำขึ้นมาท่วมหมด ผมเดินอย่างระวังไปจนถึงรั้วโรงเรียน และได้เห็นว่าน้ำท่วมจริง ๆ พวกผู้ใหญ่แถวนั้นก็มาเฝ้าดู ผมดูระดับน้ำจากขาของพวกเขา ในโรงเรียนน้ำสูงถึงหัวเข่า เพราะบริเวณนั้นเป็พื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำเลยไหลไปรวมกัน ผมกวาดตามองน้ำสีขุ่นไปทั่ว ๆ แล้วสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าห้องเรียน ผมนึกแปลกใจที่ตัวเองรู้สึกเป็ห่วงโต๊ะนักเรียน เก้าอี้ ห่วงหาอาทรเหมือนประหนึ่งเป็สิ่งที่มีค่าสำหรับชีวิตผม
ไอ้หนึ่งยืนโบกมือให้ผมจากฝั่งตรงข้าม ผมพยักเพยิดหน้าให้มัน ในขณะที่มันก็ชี้ไม้ชี้มือเป็เชิงว่าจะขี่จักรยานลุยน้ำมาหาแต่ผมส่ายหน้าเพราะอยากเดินลุยน้ำไปหามันฝั่งนั้นมากกว่า
“น้ำในคลองล้นเลย ดีนะหน้าบ้านกูยกสูง บ้านอีเปียก น้ำท่วมถึงข้างในบ้านเลย”
“ไปดูกันไหม”
“ที่ไหน”
“บ้านนุ่น”
“จะบ้าเหรอ ไปทำไม บ้านฝั่งโน้นเขาไม่ท่วมกันหรอก เขาไม่มีน้ำคลอง”
“แล้วพวกเขาฝั่งโน้น รู้กันแล้วเหรอว่าน้ำท่วมโรงเรียน เราไปบอกเขาไหม”
“รู้แล้ว เมื่อเช้ามีเด็ก ป.6 ที่อยู่ฝั่งนั้นมาแล้ว” ผมทำหน้าว่างเปล่าจนไอ้หนึ่งดูออก
“มึง พรุ่งนี้น้ำก็ลดแล้ว มึงก็จะได้เห็นหน้านุ่นแล้ว”
“มึงแน่ใจเหรอ มึงดูโน้นก่อน”
ผมชี้ให้มันดูเมฆดำก้อนมหึมาที่กำลังลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้ และปรากฏว่าฝนเทซ้ำลงมาอีกคืน น้ำจึงยังท่วมขังอีกวัน ผมคิดถึงนุ่นแบบใจจะขาด รู้สึกโหวงเหวงจนต้องหาอะไรทำ กลายเป็ว่าผมกับไอ้หนึ่ง ไอ้สิงห์ และอีกสองสามคนไปช้อนปลาช่อนในนาที่มีน้ำท่วมกันทั้งวัน