บ่ายวันถัดมา สตูดิโอ 'เฟรมว่าง' เงียบสงบกว่าทุกวัน ลำแสงยามบ่ายสาดทะลุผ่านกระจกบานใหญ่หน้าร้าน ตกลงเป็ริ้วยาวบนพื้นไม้เก่า ฝุ่นเม็ดเล็กๆ ลอยคว้างในลำแสงอย่างเชื่องช้า ราวกับเวลาในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ั้แ่เมื่อคืน
นนท์นั่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ สมุดบันทึกงานของร้านวางอ้าอยู่ตรงหน้า แต่สายตาของเขาไม่ได้จับจ้องที่ตัวอักษรใด มือของเขาเผลอเปิดและปิดหน้ากระดาษซ้ำไปมา จนเกิดเสียงกรอบแกรบเบา ๆ พู่กันปัดฝุ่นกล้องและแผ่นไมโครไฟเบอร์ถูกวางทิ้งไว้ข้างตัว ชายหนุ่มขยับตัวพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองไปยังมุมโซฟาไม้ที่เคยมีร่างของเด็กสาวสวมชุดครีมนั่งส่งรอยยิ้มร่าเริง
เสียงฝนตกหนักเมื่อคืนยังคงก้องอยู่ในหัว ภาพของรินที่เดินจากไปทั้งน้ำตา และภาพความทรงจำเกี่ยวกับแผลใจในอดีตลอยวนกลับมาทับซ้อนกันไม่ยอมหยุด นนท์ซบใบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ลมหายใจที่ถอนออกมาร้อนผ่าวและอึดอัด ชายหนุ่มหยิบกระปุกยาสีขาวที่บรรจุยาเม็ดกลมที่รินทำตกไว้ขึ้นมาหมุนเล่นในฝ่ามือ ฉลากบนกระปุกยาทำให้นนท์นึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับโรคหัวใจที่เขาเคยค้นอ่านก่อนหน้านี้ ตอกย้ำถึงความจริงอันเปราะบางที่กำลังเผชิญ
เขารู้ดีว่าตัวเองขลาดกลัวเพียงใด สี่ปีที่ผ่านมาเขาใช้อาคารเก่าแห่งนี้และป้าย 'ไม่รับถ่ายภาพบุคคล' เป็เกราะบังตา เพื่อปกป้องตัวเองจากการสูญเสียใครไปอีก แต่ยิ่งพยายามสร้างกำแพงสูงเท่าไร รอยยิ้มและความสดใสของรินกลับยิ่งก้าวข้ามกำแพงเข้ามาเติมเต็มห้องที่เคยแห้งแล้งแห่งนี้ทีละนิด
เสียงกระดิ่งลมหน้าประตูกระจกดังขึ้นใสกระจ่าง
นนท์สะดุ้งตัวลุกขึ้นยืนพรวดพราดด้วยความหวังที่แล่นขึ้นมาในอก หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ เขาคิดว่าเป็รินที่พยายามฝืนสังขารกลับมาหาเขา แต่เมื่อสายตาปรับเข้ากับแสงแดดยามบ่าย ผู้ที่ก้าวผ่านม่านประตูเข้ามากลับเป็คุณแม่ของริน
สตรีวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนเรียบเก๋ก้าวเข้ามาในร้านด้วยก้าวขาที่เชื่องช้า ใบหน้าของเธอสงบนิ่ง ทว่ารอยหมองคล้ำและริ้วรอยแห่งความเหนื่อยล้ารอบดวงตากลับชัดเจนยิ่งกว่าครั้งไหน นนท์ก้าวออกจากหลังเคาน์เตอร์ทันที ชายหนุ่มโค้งศีรษะลงต่ำด้วยความรู้สึกละอายใจที่ท่วมทับในอก
"คุณแม่ครับ... เื่เมื่อวาน ผมขอโทษจริงๆ ครับ"
คำพูดของเขาหยุดลงแค่นั้น นนท์ไม่อาจสบตาผู้เป็แม่ตรงๆ ได้ ความรู้สึกผิดต่อรินทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็เด็กที่ทำความผิดร้ายแรง
คุณแม่ของรินไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเกรี้ยว เธอไม่ได้ต่อว่าหรือแสดงอาการเคืองแค้นแม้แต่น้อย หญิงวัยกลางคนเพียงถอนหายใจยาวแ่เบา เดินไปหยุดยืนอยู่หน้ารูปถ่ายบุคคลใบแรกของรินใต้ร่มไม้ก้ามปูที่แขวนประดับอยู่บนผนังไม้ รอยยิ้มสดใสของเด็กสาวในภาพสาดสะท้อนกับแสงยามบ่าย คุณแม่จ้องมองใบหน้าของลูกสาวในรูปด้วยสายตาอ่อนโยนและโหยหา น้ำตาใสเอ่อคลอทว่าเธอพยายามสะกดกลั้นไว้
"รินฝากแม่เอาสมุดมาคืนคุณนนท์ค่ะ"
น้ำเสียงของคุณแม่เรียบแ่ เธอเดินกลับมาที่เคาน์เตอร์แล้ววางสมุดบันทึกแสงสุดท้ายปกหนังสีน้ำตาลลงบนโต๊ะ พร้อมกับซองจดหมายกระดาษสีเหลืองซีดฉบับหนึ่งที่กรอบตามกาลเวลา
"เมื่อคืนหลังจากกลับไป รินไข้ขึ้นสูงมากและหมดสติจนต้องนำส่งห้องฉุกเฉินเป็การด่วนค่ะ..." คุณแม่เอ่ยพลางมองหน้าชายหนุ่ม "ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่แพทย์ยังให้นอนพักฟื้นในห้องผู้ป่วยเพื่อดูแลอาการใกล้ชิด... ก่อนหมดสติ รินบอกแม่ไว้ว่า เธอเข้าใจความกลัวและความรู้สึกผิดของคุณนนท์ดี เธอไม่อยากทำตัวเห็นแก่ตัวเหนี่ยวรั้งให้คุณต้องมาเ็ปกับการจากไปของเธออีกแล้ว"
นนท์ก้มมองสมุดบันทึกบนโต๊ะ ความรู้สึกจุกอกแล่นขึ้นมาจนปลายนิ้วเ็า คำพูดของรินที่ฝากผ่านแม่มา ยิ่งทำให้เขาเห็นความโง่เขลาและเห็นแก่ตัวของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น เด็กสาวที่กำลังนับถอยหลัง่สุดท้ายของชีวิต กลับเป็ฝ่ายคิดถึงความรู้สึกของเขามากกว่าความเ็ปของตัวเอง
คุณแม่ใช้นิ้วมือเรียวเลื่อนซองจดหมายสีเหลืองซีดเข้ามาใกล้ตัวเขามากขึ้น
"ส่วนฉบับนี้... คือสิ่งที่รินพยายามตามหาอยู่นานค่ะ" คุณแม่อธิบายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ "จำเื่ที่ลูกเคยค้นข่าวเก่าเกี่ยวกับอุบัติเหตุของคุณนนทาได้ไหมคะ รินไปพบข้อมูลในทะเบียนทรัพย์สินที่หน่วยกู้ภัยบันทึกไว้หลังเหตุการณ์ว่า มีซองจดหมายเปียกชื้นฉบับหนึ่งถูกเก็บรวมกับของที่ระบุผู้รับไม่ได้ในเวลานั้น เธอตามสอบถามกับเ้าหน้าที่อยู่หลายครั้ง จนมีคนช่วยตรวจภาพถ่ายบันทึกเก่าและเห็นชื่อของคุณนนท์จางๆ อยู่บนหน้าซอง หลังตรวจสอบข้อมูลกับประวัติครอบครัวจนยืนยันผู้รับได้ เ้าหน้าที่จึงส่งซองมาที่บ้านเราเมื่อไม่กี่วันก่อน รินตั้งใจเก็บไว้เพื่อมอบให้คุณด้วยตัวเองในวันที่คิดว่าคุณพร้อมค่ะ"
นนท์ยื่นมืออันสั่นเทาออกไปแตะซองจดหมายเก่า ลายมืออันคุ้นเคยที่เขียนระบุชื่อของเขาหน้าซองด้วยหมึกสีดำ ทำให้น้ำตาที่เพิ่งกดกลั้นไว้เริ่มเอ่อล้น ชายหนุ่มค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิม คลี่แผ่นกระดาษจดหมายเก่าออกอ่านอย่างเชื่องช้า ลายมือของพี่ชายผู้ล่วงลับปรากฏขึ้นต่อสายตา ราวกับเสียงอันคุ้นเคยและอบอุ่นของนนทากำลังก้องกังวานผ่านความเงียบสงัดของห้องมืด:
‘นนท์... พี่ไม่รู้ว่านายจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้เมื่อไร แต่มีบางอย่างที่พี่อยากเขียนทิ้งไว้ให้นาย... พี่ชอบภาพถ่ายบุคคลที่นายถ่ายให้พี่มากที่สุด ไม่ใช่เพราะมันสวยงามสมบูรณ์แบบ แต่เพราะเวลาที่นายมองผ่านช่องมองภาพ นายมองคนตรงหน้าด้วยความรักและความตั้งใจจริง... ถ้าวันหนึ่งพี่ไม่ได้อยู่ข้างๆ นายแล้ว อย่าปล่อยให้ความกลัวทำให้นายเลิกมองโลกและเลิกมองผู้คนแบบนั้นนะน้องชาย ความตายไม่ได้ลบสิ่งที่เราเคยใช้ชีวิต เคยหัวเราะ หรือเคยรักใครสักคนลงได้หรอก จงถือกล้องและบันทึกรอยยิ้มต่อไปเถอะ พี่ภูมิใจในตัวนายเสมอ...’
หยดน้ำตาอุ่นร่วงเผาะลงบนหน้ากระดาษจดหมาย ซึมลงสู่เนื้อกระดาษเก่าอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มกำจดหมายไว้ในมือ ซบหน้าลงกับโต๊ะไม้ นั่งเงียบฟังเสียงลมหายใจอันสั่นพริ้วของตัวเอง
ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา นนท์เชื่อมาตลอดว่าการไม่ถ่ายภาพคน และการขังตัวเองไว้ในความมืด คือวิธีเดียวที่จะปกป้องตัวเองจากการสูญเสีย แต่จดหมายของนนทาและสิ่งที่รินทำให้ กลับสะท้อนให้เขาเห็นว่า สิ่งที่เขาทำมาตลอดไม่ใช่การปกป้องจิตใจ แต่เป็การลงโทษตัวเองและกั้นขวางตัวเองออกจากความรักที่ยังมีอยู่ตรงหน้าต่างหาก
นนท์เช็ดน้ำตาออกช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ เปิดสมุดบันทึกแสงสุดท้ายของรินทีละหน้า ภาพวาดสีสดจากทริปสวนสาธารณะ โรงเรียนเก่า ร้านขนม จนถึงทริปถัดๆ มาปรากฏเรียงกัน จนกระทั่งถึงหน้าสุดท้าย—ภาพวาดดินสอสีรูปยอดดอยสูงเหนือทะเลหมอกอันกว้างไกลที่ยังคงไม่มีเครื่องหมายถูก
ใต้ภาพวาดนั้น มีลายมือตัวเล็กๆ ของรินเขียนไว้ด้วยความตั้งใจ:
“รินอยากให้รูปถ่ายที่ยอดดอยสูงแห่งนี้ เป็ของขวัญชิ้นสำคัญให้คุณนนท์นะคะ รินอยากเห็นคุณนนท์กลับมายิ้มกว้างได้อีกครั้ง และถือกล้องออกไปมองความสวยงามของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องกลัวว่าความรักจะจบลงเพราะการจากลาอีกต่อไป”
นนท์อ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้งนี้เขาไม่ได้ร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง ความกลัวการสูญเสียรินยังคงอยู่ข้างใน และความคิดว่าวันหนึ่งเธอต้องจากไปก็ยังทำให้เขารู้สึกหายใจลำบาก แต่เป็ครั้งแรกในรอบสี่ปีที่เขายอมรับกับตัวเองว่า ความกลัวเ่าั้ไม่ควรจะเป็สิ่งที่มาตัดสินชีวิตของเขาอีกต่อไป
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นสบสายตากับคุณแม่ของริน สายตาของเขาไร้ซึ่งความสับสน มีเพียงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวหลงเหลืออยู่
"ผมคงรับปากไม่ได้ครับคุณแม่... ว่าผมจะไม่กลัวการสูญเสียอีก" นนท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นนิดๆ ทว่าหนักแน่นและจริงใจ "แต่ผมจะไม่หนีเพราะความกลัวอีกแล้วครับ"
คุณแม่ของรินมองหน้าเขานิ่ง รับฟังคำพูดของช่างภาพหนุ่มอย่างตั้งใจ
"ถ้ารินยังอยากเดินทางต่อ ผมจะไปกับเธอครับ" นนท์พูดต่อพร้อมรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ผมจะถือกล้องถ่ายรอยยิ้มของรินจนกว่าร่างกายเธอจะไม่ไหว และถ้ายอดดอยสูงหน้าสุดท้ายนั้นเธอไปไม่ถึงจริงๆ ... ผมจะเป็คนพาสมุดเล่มนี้และรูปของเธอขึ้นไปให้ถึงแทนเองครับ"
คุณแม่ของรินเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นน้ำตา ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้งใจ
"แม่คิดว่า... รินคงอยากได้ยินคำนี้จากคุณนนท์ที่สุดค่ะ"
หลังจากที่คุณแม่ของรินเดินทางกลับไป นนท์ยืนสงบนิ่งอยู่กลางสตูดิโออีกครู่หนึ่ง ชายหนุ่มเดินไปที่โต๊ะทำงาน หยิบกล้อง Leica M3 สีเงินที่เขาเคยวางเตรียมไว้ั้แ่ทริปโรงเรียนประถมขึ้นมาวางตรงหน้า
ครั้งก่อนที่เขาหยิบมันออกมา เขายังทำทั้งที่ความกลัวไม่เคยหายไปจากใจ แต่ในวันนี้ต่างออกไป... เขาหยิบมันขึ้นมาเพราะเลือกด้วยตัวเองว่าจะไม่ยอมให้ความสูญเสียในอดีตเป็เหตุผลที่ทำให้เขาหยุดรักและหยุดบันทึกความทรงจำของคนที่ยังมีชีวิตอยู่
นนท์เปิดฝาหลังกล้อง ตรวจสอบไกชัตเตอร์ เช็ดทำความสะอาดหน้าเลนส์อย่างประณีต ก่อนจะจัดม้วนฟิล์มชุดใหม่ลงในกระเป๋ากล้องอย่างเป็ระเบียบ เขานำลูกแก้วสีมรกตและพวงกุญแจของรินมาวางไว้คู่กับสมุดบันทึกแสงสุดท้าย
ก่อนจะปิดไฟในสตูดิโอ นนท์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรหาคุณแม่ของรินอีกครั้ง
"คุณแม่ครับ... ถ้ารินตื่นแล้ว ฝากบอกเธอหน่อยนะครับ" ชายหนุ่มหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "บอกเธอว่า... ช่างภาพของเธอยังรออยู่นะครับ"