ยาธาตุฟ้าครามเป็นยาเซียนตันที่มีผลข้างเคียงต่อนักฝึกตน
ช่วงระหว่างที่เก็บตัวสามเดือนโหยวเสี่ยวโม่หลอมยาชนิดนี้มากที่สุดประมาณร้อยห้าสิบเม็ดได้ ความยากของมันไล่เลี่ยกับยาห่อหุ้มพลังธาตุ เป็นยาเซียนตันขั้นสองที่มีไม่มากนักเพราะมันสามารถช่วยเพิ่มพลังชั่วขณะให้นักฝึกตน แต่ผลข้างเคียงก็คือทำให้พลังเฉื่อยชาหลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม
แม้จะมีผลข้างเคียงแต่ก็เป็นที่ต้องการของนักฝึกตนมากมาย
โหยวเสี่ยวโม่จึงหลอมยาธาตุฟ้าครามนี่เยอะเป็นพิเศษเพราะตั้งใจเอาลงเขาไปขาย
ทว่าเขาก็ชื่นชมเจียงหลิวที่เป็นอัจฉริยะดีในช่วงเวลาอันสั้น เพียงครึ่งปีสามารถเลื่อนขั้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นสอง ทั้งยังหลอมยาธาตุฟ้าครามออกมาได้ฝีมือเก่งกาจกว่าศิษย์ทั่วไปมากนัก
เมื่อได้ยินเขากล่าว โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มตอบแล้วพยักหน้าจากนั้นยื่นเม็ดยาให้ผู้เฒ่า
ผู้เฒ่ารับยาสีแดงอ่อนนั้นสดใสมาสีหน้านิ่งเฉยทันใดที่เห็นเม็ดยาถึงกับตกตะลึง ตาหยีนั้นเบิกกว้างขึ้นสีหน้าตะลึงงันจ้องหน้าโหยวเสี่ยวโม่ แล้วเอ่ย “ยาห่อหุ้มพลังนี่เจ้าหลอมเองรึ?”
โหยวเสี่ยวโม่ถูกถามจนชะงักถ้าไม่ใช่เขาหลอมแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ? แน่นอนว่าเขาไม่กล้าถามออกไป หลังจากชะงักแล้วจึงพยักหน้า “เรียนผู้เฒ่าข้าหลอมเอง”
ผู้เฒ่าลูบเคราดำแซมขาวหน้าตาขึงขังเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มยินดีปรีดารอยยิ้มนี้ชัดเจนแต่งแต้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ดูมีชีวิตชีวาดูก็รู้ว่ายิ้มออกมาจากใจ
เจียงหลิวที่ยืนอยู่ข้างกันรวมไปถึงผู้คนที่รอดู ต่างพากันฉงนกับท่าทีนั้น
แม้การทดสอบพึ่งเริ่มไม่นานแต่ยังมีศิษย์มากมายที่รอทำการทดสอบแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มปลื้มปริ่มเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าศิษย์ที่ชื่อโหยวเสี่ยวโม่หลอมยาที่ไม่ธรรมดาออกมาหรือ?
เจียงหลิวขบปากสายตาเคลือบแคลงสงสัยมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลย
“ยาห่อหุ้มพลัง หลอมร้อนสองรอบยาชั้นล่างคุณภาพปานกลาง ข้าขอประกาศ โหยวเสี่ยวโม่ ศิษย์ทัพพิภพผ่านการทดสอบ” ผู้เฒ่ากล่าวจบแล้วยื่นยาคืนให้กับโหยวเสี่ยวโม่ พร้อมกับผงกหัวชมเชย “ไม่เลว พยายามต่อไป พึงระลึกไว้ อย่ารีบร้อนและอวดดี”
โหยวเสี่ยวโม่ข่มความอารมณ์ตื่นเต้นจากนั้นรับยาเซียนตันกลับมาด้วยความดีอกดีใจ “ขอบคุณผู้เฒ่า ข้าจะพยายามไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
“เอาล่ะ ลงไปได้ ต่อไปเริ่มการทดสอบกลุ่มที่สี่เลขที่ถูกขานให้ออกมาด้านหน้า” ผู้เฒ่าโบกมือเบาๆสีหน้าขึงขังเช่นเดิม เอ่ยอย่างสงบนิ่งไร้อารมณ์
โหยวเสี่ยวโม่หมุนตัวกำลังจะเดินเจียงหลิวที่เดินตามมาเอ่ยท่าทีแปลกประหลาด “ยินดีด้วย ศิษย์พี่โหยว”
โหยวเสี่ยวโม่หันหัวกลับมากลับเห็นเพียงใบหน้ายิ้มระรื่นของเจียงหลิวราวกับว่าความรู้สึกเมื่อครู่แค่รู้สึกไปเอง จากนั้นเอ่ยตอบอย่างยินดี “ข้าก็ต้องยินดีกับเจ้าด้วยศิษย์น้องเจียง ข้าขอตัวก่อน”
เจียงหลิวมองเงาด้านหลังเขา จากนั้นเก็บสีหน้าระรื่นไว้แล้วหันกลับไปทางกลุ่มคนของทัพสวรรค์
โหยวเสี่ยวโม่ที่เดินกลับไปที่กลุ่มของตัวเองพลันได้รับการต้อนรับยินดีปรีดาจากเพื่อนฝูงรวมถึงขงเหวินที่หน้านิ่งก็เอ่ยชมเขาเสียงดัง ใบหน้ายิ้มแย้มกว่าปกติไม่ให้ความรู้สึกยากที่จะเข้าใกล้แต่อย่างใด
ศิษย์คนนี้ไม่ทำให้เขาผิดหวังไม่เสียแรงที่ยกเว้นรับเขาเป็นศิษย์ไว้
“ศิษย์น้องโหยวคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเก่งกาจขนาดนี้ ยาห่อหุ้มพลังเจ้ายังสามารถหลอมออกมาได้อีกทั้งยังหลอมร้อนตั้งสองรอบ เก่งกว่าเจียงหลิวคนนั้นอีกช่วยกู้หน้าให้ทัพพิภพได้มากมายทีเดียว”
“ใช่เลยๆ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าจะได้ส่วนผสมยาห่อหุ้มพลังข้าจำได้ว่านี่เป็นยาที่หลอมยากที่สุดในบรรดายาเซียนตันขั้นสองเลยนะ”
“ศิษย์น้องเจียงทัพสวรรค์ได้ยาธาตุฟ้าครามเป็นยาที่หลอมไม่ง่ายเลย แต่เขาหลอมนานกว่าเจ้า ความยากก็น้อยกว่าแต่กลับหลอมเสร็จเวลาไล่เลี่ยกัน เทียบกันแล้ว ศิษย์น้องโหยวเก่งกว่าเยอะเลย”
“ในที่สุดทัพพิภพของเราก็มีวันยืดอกอย่างน่าภูมิใจได้สักที”
“ฮึ ดูหน้าพวกทัพสวรรค์สิมืดมัวเชียว”
เสียงตื่นเต้นดีใจรวมถึงสะใจนั้นดังขึ้นเซ็งแซ่ถ้าปกติขงเหวินคงไม่ปล่อยให้เขาทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้แต่ตอนนี้กลับไม่มีท่าทีใดๆ ราวกับไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไร ท่าทางแบบนี้ทำให้ศิษย์ทุกคนยิ่งดีใจอย่างฮึกเหิม
แต่ยิ่งพวกเขาดีใจมากเท่าไร่สีหน้าของศิษย์ทัพสวรรค์ก็ยิ่งดูไม่จืด นี่แหละหนาที่ว่ากันว่าเรื่องบุญวาสนาไม่เข้าใครออกใคร
โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มอ่อนเขาไม่คิดมาก่อนเช่นกันว่า จะโดดเด่นปานนี้ เดิมทีเขามัวแต่พะวงว่าจะหลอมเร็วเกินไปจะกลายเป็นจุดสนใจ ดังนั้นจึงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงปล่อยให้เวลาใกล้หมดถึงทำให้เสร็จ
ส่วนเรื่องหลอมร้อนสองรอบเขานึกว่าการทดสอบควรหลอมจำนวนรอบเท่านี้ดังนั้นจึงปล่อยวางเรื่องหลอมร้อนรอบที่สาม ตอนนี้พึ่งมารู้ว่าเขาลืมบวกเวลาเข้าไป
การทดสอบครั้งนี้ขอเพียงหลอมยาให้เป็นเม็ดได้ ส่วนคุณภาพนั้นค่อยว่ากัน
หรือจะพูดให้ถูกคือไม่ว่าจะหลอมร้อนรอบเดียวหรือสองรอบ ขอเพียงแค่เม็ดยาใช้การได้ก็ผ่านการทดสอบดังนั้นศิษย์ทุกคนเพื่อเลี่ยงความผิดพลาดหรือเวลาไม่พอ จึงหลอมร้อนแค่รอบเดียว
เจียงหลิวนั้นมั่นใจในตัวเองเกินไปดังนั้นการหลอมร้อนสองรอบทำให้เวลาเกือบไม่พอ แต่นั่นก็ทำให้โดดเด่นขึ้นมาหน่อยหากไม่ใช่เพราะโหยวเสี่ยวโม่ การทดสอบรอบนี้คนที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นเขา
ตรงประตูหลิงเซียวมองโหยวเสี่ยวโม่ที่ถูกศิษย์ห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง ยิ้มมุมปากจากนั้นหันหลังออกจากหอประชุมไป
โจวเผิงนึกว่าเขาจะไปยินดีกับโหยวเสี่ยวโม่แต่กลับเห็นเขาเดินจากไป จึงรีบตาม “ศิษย์พี่ใหญ่จากมาอย่างนี้เลยหรือ ไม่ไปยินดีกับศิษย์น้องโหยวหน่อยล่ะ? ข้าคิดว่าหากท่านปรากฏตัวละก็ เขาต้องดีใจแน่นอน”
หลิงเซียวหันข้างยิ้มอ่อนๆ มองเขา เขาไม่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะดีใจหมอนั่นต้องคิดว่าเขาจะบังคับให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำอีก
แต่ไม่เป็นไรหรอก เวลายังอีกยาวนาน!
หลังจากหลิงเซียวจากไปโหยวเสี่ยวโม่หันไปมองตรงประตูชั่วขณะ แต่กลับไม่เห็นคนที่อยากเจอที่สุดสีหน้าปิดความผิดหวังไม่อยู่ แม้บางครั้งจะไม่อยากเจอหลิงเซียวนักก็ตามแต่หลายครั้งที่เขาเองก็อยากแบ่งปันเรื่องน่ายินดีกับเขาบ้าง
สามชั่วยามผ่านไป การทดสอบจบลง
โหยวเสี่ยวโม่สำรวจดูศิษย์ทัพพิภพยี่สิบสี่คน มีคนผ่านการทดสอบสิบห้าคน ตัวเลขนี้นับว่าใช่ได้เพราะรอยยิ้มอาจารย์ไม่ได้ลดลงเลย
ส่วนทัพวิหคและทัพสวรรค์นั้นแบ่งเป็นสิบสี่คนและสิบเก้าคน ทั้งสามทัพรวมกันมีผู้ผ่านทั้งหมดสี่สิบแปดคน
จำนวนนี้เทียบกับปีก่อนๆนั้นแย่ลงมาหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้การค้นหาต้นกล้าที่ดีนั้นยากเย็นการแข่งขันของแต่ละสำนักก็สูงมาก ช้าเพียงก้าวเดียว ต้นกล้าดีๆ ก็ถูกแย่งไปหมด
แต่ครั้งนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็ได้เห็นถึงความระยะห่างของทัพวิหคและทัพสวรรค์แล้ว
ดูผิวเผินทัพพิภพและทัพวิหคนั้นน้อยกว่าทัพสวรรค์เพียงสี่ห้าคนนี่เผยให้เห็นถึงความสามารถของทั้งสามทัพ ทัพสวรรค์นั้นห่างชั้นออกไป
หากทัพสวรรค์มีจำนวนตัวเลขเช่นนี้ทุกปีหากผ่านไปไม่กี่ปี ตัวเลขนั้นก็จะนำทัพวิหคและทัพพิภพไปไกลโชคดีที่สำนักเทียนซินไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องผู้อาวุโสลงเขารับลูกศิษย์เองคงอาศัยจุดนี้ ดังนั้นทั้งสามทัพจึงไล่เลี่ยกัน
เมื่อกลับไปถึงทัพพิภพขงเหวินให้ศิษย์ที่ล้มเหลวทั้งเก้าคนเก็บข้าวของแล้วไปหาอาจารย์อาเซียวอาจารย์อาเซียววางแผนเรื่องอนาคตให้พวกเขาเสร็จ จากนั้นรั้งตัวโหยวเสี่ยวโม่ไว้ให้คนอื่นแยกย้ายไปก่อน
“เจ้าเจ็ดดูท่าอาจารย์ดูแคลนเจ้าเสียแล้ว” ขงเหวินเดินวนอยู่หลายรอบจู่ๆ ก็หยุดลงแล้วมองมาที่โหยวเสี่ยวโม่พร้อมกับพูดประโยคนี้ขึ้น
ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ก็ชะงักงันคำพูดนี่หมายความว่า…“อันที่จริง เพราะอาจารย์สอนมาดีขอรับ”
ขงเหวินโบกมือ “ไม่ต้องพูดคำพูดพวกนี้ยกยออาจารย์หรอกในใจข้ารู้แจ้งดี ตั้งแต่รับเจ้าเป็นศิษย์ ก็โยนหน้าที่ให้ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าข้าไม่ได้ทำอะไรที่อาจารย์ควรทำเลย แต่อาจารย์ก็มีภาระ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจตอนนี้เจ้านั้นเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการแล้วมีบางเรื่องข้าสามารถบอกกับเจ้าได้เสียที”
“อาจารย์ ข้าเข้าใจ” ก็บ้าแล้ว…
ขงเหวินเอ่ยต่อ “หลายพันปีก่อนขอบเขตอำนาจของสำนักเทียนซินยังไม่ได้ใหญ่โตเพียงนี้ตอนนั้นนักหลอมโอสถที่เก่งกาจที่สุดเห็นจะเป็นเพียงขั้นสี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแขนงโอสถบรรพบุรุษนั้นต้องการสร้างแขนงโอสถที่เกรียงไกร แต่เพราะหนทางยากเย็นแสนเข็ญจนในที่สุดท่านก็บังเอิญได้ตำราวิชายุทธ์มาเล่มนึง”
“วิชายุทธ์อะไรขอรับ?” โหยวเสี่ยวโม่แกล้งไม่รู้ไม่ชี้ ที่จริงเขาพอเดาออก
“นักฝึกตนฝึกวิชาต้องอาศัยเคล็ดวิชายุทธ์นักหลอมโอสถก็เช่นกันที่บรรพบุรุษได้มานั้นเป็นตำราวิชายุทธ์ที่ใช้ฝึกพลังปราณวิญญาณ…”
เรื่องราวต่อจากนั้น ก็คล้ายกับที่หลิงเซียวเล่าให้เขาฟังจากนั้นจึงเข้าสู่ประเด็นหลัก ขงเหวินตัดสินใจถ่ายทอดพลังวิชายุทธ์เล่มนั้นให้กับเขาแต่ต้องให้เขาสาบานว่าจะจงรักภักดีกับสำนักเทียนซินสืบไปทั้งยังห้ามบอกกล่าววิชานี้ให้กับผู้ใดเป็นอันขาด แม้กระทั่งคนที่สนิทที่สุด
“อาจารย์ หากศิษย์ผิดคำสาบานจะเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยถามอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องสาบานตนนี้ เขารู้สึกคับข้องใจมาตลอด มันช่วยได้จริงเหรอ?
เพราะว่าชาติก่อนเขาไม่ได้นับถืออะไรเลยแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว…