ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 97 โดดเด่น

            ยาธาตุฟ้าครามเป็นยาเซียนตันที่มีผลข้างเคียงต่อนักฝึกตน

            ช่วงระหว่างที่เก็บตัวสามเดือนโหยวเสี่ยวโม่หลอมยาชนิดนี้มากที่สุดประมาณร้อยห้าสิบเม็ดได้ ความยากของมันไล่เลี่ยกับยาห่อหุ้มพลังธาตุ เป็นยาเซียนตันขั้นสองที่มีไม่มากนักเพราะมันสามารถช่วยเพิ่มพลังชั่วขณะให้นักฝึกตน แต่ผลข้างเคียงก็คือทำให้พลังเฉื่อยชาหลังจากนั้นหนึ่งชั่วยาม

            แม้จะมีผลข้างเคียงแต่ก็เป็นที่ต้องการของนักฝึกตนมากมาย

            โหยวเสี่ยวโม่จึงหลอมยาธาตุฟ้าครามนี่เยอะเป็นพิเศษเพราะตั้งใจเอาลงเขาไปขาย

            ทว่าเขาก็ชื่นชมเจียงหลิวที่เป็นอัจฉริยะดีในช่วงเวลาอันสั้น เพียงครึ่งปีสามารถเลื่อนขั้นเป็นนักหลอมโอสถขั้นสอง ทั้งยังหลอมยาธาตุฟ้าครามออกมาได้ฝีมือเก่งกาจกว่าศิษย์ทั่วไปมากนัก

            เมื่อได้ยินเขากล่าว โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มตอบแล้วพยักหน้าจากนั้นยื่นเม็ดยาให้ผู้เฒ่า

            ผู้เฒ่ารับยาสีแดงอ่อนนั้นสดใสมาสีหน้านิ่งเฉยทันใดที่เห็นเม็ดยาถึงกับตกตะลึง ตาหยีนั้นเบิกกว้างขึ้นสีหน้าตะลึงงันจ้องหน้าโหยวเสี่ยวโม่ แล้วเอ่ย “ยาห่อหุ้มพลังนี่เจ้าหลอมเองรึ?”

            โหยวเสี่ยวโม่ถูกถามจนชะงักถ้าไม่ใช่เขาหลอมแล้วจะเป็นใครได้ล่ะ? แน่นอนว่าเขาไม่กล้าถามออกไป หลังจากชะงักแล้วจึงพยักหน้า “เรียนผู้เฒ่าข้าหลอมเอง”

            ผู้เฒ่าลูบเคราดำแซมขาวหน้าตาขึงขังเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มยินดีปรีดารอยยิ้มนี้ชัดเจนแต่งแต้มบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย ดูมีชีวิตชีวาดูก็รู้ว่ายิ้มออกมาจากใจ

            เจียงหลิวที่ยืนอยู่ข้างกันรวมไปถึงผู้คนที่รอดู ต่างพากันฉงนกับท่าทีนั้น

            แม้การทดสอบพึ่งเริ่มไม่นานแต่ยังมีศิษย์มากมายที่รอทำการทดสอบแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้เฒ่าเผยรอยยิ้มปลื้มปริ่มเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่าศิษย์ที่ชื่อโหยวเสี่ยวโม่หลอมยาที่ไม่ธรรมดาออกมาหรือ?

            เจียงหลิวขบปากสายตาเคลือบแคลงสงสัยมองไปยังโหยวเสี่ยวโม่ที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปเลย

            “ยาห่อหุ้มพลัง หลอมร้อนสองรอบยาชั้นล่างคุณภาพปานกลาง ข้าขอประกาศ โหยวเสี่ยวโม่ ศิษย์ทัพพิภพผ่านการทดสอบ” ผู้เฒ่ากล่าวจบแล้วยื่นยาคืนให้กับโหยวเสี่ยวโม่ พร้อมกับผงกหัวชมเชย “ไม่เลว พยายามต่อไป พึงระลึกไว้ อย่ารีบร้อนและอวดดี”

            โหยวเสี่ยวโม่ข่มความอารมณ์ตื่นเต้นจากนั้นรับยาเซียนตันกลับมาด้วยความดีอกดีใจ “ขอบคุณผู้เฒ่า ข้าจะพยายามไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”

            “เอาล่ะ ลงไปได้ ต่อไปเริ่มการทดสอบกลุ่มที่สี่เลขที่ถูกขานให้ออกมาด้านหน้า” ผู้เฒ่าโบกมือเบาๆสีหน้าขึงขังเช่นเดิม เอ่ยอย่างสงบนิ่งไร้อารมณ์

            โหยวเสี่ยวโม่หมุนตัวกำลังจะเดินเจียงหลิวที่เดินตามมาเอ่ยท่าทีแปลกประหลาด “ยินดีด้วย ศิษย์พี่โหยว”

            โหยวเสี่ยวโม่หันหัวกลับมากลับเห็นเพียงใบหน้ายิ้มระรื่นของเจียงหลิวราวกับว่าความรู้สึกเมื่อครู่แค่รู้สึกไปเอง จากนั้นเอ่ยตอบอย่างยินดี “ข้าก็ต้องยินดีกับเจ้าด้วยศิษย์น้องเจียง ข้าขอตัวก่อน”

            เจียงหลิวมองเงาด้านหลังเขา จากนั้นเก็บสีหน้าระรื่นไว้แล้วหันกลับไปทางกลุ่มคนของทัพสวรรค์

            โหยวเสี่ยวโม่ที่เดินกลับไปที่กลุ่มของตัวเองพลันได้รับการต้อนรับยินดีปรีดาจากเพื่อนฝูงรวมถึงขงเหวินที่หน้านิ่งก็เอ่ยชมเขาเสียงดัง ใบหน้ายิ้มแย้มกว่าปกติไม่ให้ความรู้สึกยากที่จะเข้าใกล้แต่อย่างใด

            ศิษย์คนนี้ไม่ทำให้เขาผิดหวังไม่เสียแรงที่ยกเว้นรับเขาเป็นศิษย์ไว้

            “ศิษย์น้องโหยวคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเก่งกาจขนาดนี้ ยาห่อหุ้มพลังเจ้ายังสามารถหลอมออกมาได้อีกทั้งยังหลอมร้อนตั้งสองรอบ เก่งกว่าเจียงหลิวคนนั้นอีกช่วยกู้หน้าให้ทัพพิภพได้มากมายทีเดียว”

            “ใช่เลยๆ แต่ไม่คิดมาก่อนว่าเจ้าจะได้ส่วนผสมยาห่อหุ้มพลังข้าจำได้ว่านี่เป็นยาที่หลอมยากที่สุดในบรรดายาเซียนตันขั้นสองเลยนะ”

            “ศิษย์น้องเจียงทัพสวรรค์ได้ยาธาตุฟ้าครามเป็นยาที่หลอมไม่ง่ายเลย แต่เขาหลอมนานกว่าเจ้า ความยากก็น้อยกว่าแต่กลับหลอมเสร็จเวลาไล่เลี่ยกัน เทียบกันแล้ว ศิษย์น้องโหยวเก่งกว่าเยอะเลย”

            “ในที่สุดทัพพิภพของเราก็มีวันยืดอกอย่างน่าภูมิใจได้สักที”

            “ฮึ ดูหน้าพวกทัพสวรรค์สิมืดมัวเชียว”

            เสียงตื่นเต้นดีใจรวมถึงสะใจนั้นดังขึ้นเซ็งแซ่ถ้าปกติขงเหวินคงไม่ปล่อยให้เขาทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะเช่นนี้แต่ตอนนี้กลับไม่มีท่าทีใดๆ ราวกับไม่ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์อะไร ท่าทางแบบนี้ทำให้ศิษย์ทุกคนยิ่งดีใจอย่างฮึกเหิม

            แต่ยิ่งพวกเขาดีใจมากเท่าไร่สีหน้าของศิษย์ทัพสวรรค์ก็ยิ่งดูไม่จืด นี่แหละหนาที่ว่ากันว่าเรื่องบุญวาสนาไม่เข้าใครออกใคร

            โหยวเสี่ยวโม่ยิ้มอ่อนเขาไม่คิดมาก่อนเช่นกันว่า จะโดดเด่นปานนี้ เดิมทีเขามัวแต่พะวงว่าจะหลอมเร็วเกินไปจะกลายเป็นจุดสนใจ ดังนั้นจึงทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงปล่อยให้เวลาใกล้หมดถึงทำให้เสร็จ

            ส่วนเรื่องหลอมร้อนสองรอบเขานึกว่าการทดสอบควรหลอมจำนวนรอบเท่านี้ดังนั้นจึงปล่อยวางเรื่องหลอมร้อนรอบที่สาม ตอนนี้พึ่งมารู้ว่าเขาลืมบวกเวลาเข้าไป

            การทดสอบครั้งนี้ขอเพียงหลอมยาให้เป็นเม็ดได้ ส่วนคุณภาพนั้นค่อยว่ากัน

            หรือจะพูดให้ถูกคือไม่ว่าจะหลอมร้อนรอบเดียวหรือสองรอบ ขอเพียงแค่เม็ดยาใช้การได้ก็ผ่านการทดสอบดังนั้นศิษย์ทุกคนเพื่อเลี่ยงความผิดพลาดหรือเวลาไม่พอ จึงหลอมร้อนแค่รอบเดียว

            เจียงหลิวนั้นมั่นใจในตัวเองเกินไปดังนั้นการหลอมร้อนสองรอบทำให้เวลาเกือบไม่พอ แต่นั่นก็ทำให้โดดเด่นขึ้นมาหน่อยหากไม่ใช่เพราะโหยวเสี่ยวโม่ การทดสอบรอบนี้คนที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นเขา

            ตรงประตูหลิงเซียวมองโหยวเสี่ยวโม่ที่ถูกศิษย์ห้อมล้อมอยู่ตรงกลาง ยิ้มมุมปากจากนั้นหันหลังออกจากหอประชุมไป

            โจวเผิงนึกว่าเขาจะไปยินดีกับโหยวเสี่ยวโม่แต่กลับเห็นเขาเดินจากไป จึงรีบตาม “ศิษย์พี่ใหญ่จากมาอย่างนี้เลยหรือ ไม่ไปยินดีกับศิษย์น้องโหยวหน่อยล่ะ? ข้าคิดว่าหากท่านปรากฏตัวละก็ เขาต้องดีใจแน่นอน”

            หลิงเซียวหันข้างยิ้มอ่อนๆ มองเขา เขาไม่คิดว่าโหยวเสี่ยวโม่จะดีใจหมอนั่นต้องคิดว่าเขาจะบังคับให้ทำเรื่องที่ไม่อยากทำอีก

            แต่ไม่เป็นไรหรอก เวลายังอีกยาวนาน!

            หลังจากหลิงเซียวจากไปโหยวเสี่ยวโม่หันไปมองตรงประตูชั่วขณะ แต่กลับไม่เห็นคนที่อยากเจอที่สุดสีหน้าปิดความผิดหวังไม่อยู่ แม้บางครั้งจะไม่อยากเจอหลิงเซียวนักก็ตามแต่หลายครั้งที่เขาเองก็อยากแบ่งปันเรื่องน่ายินดีกับเขาบ้าง

            สามชั่วยามผ่านไป การทดสอบจบลง

            โหยวเสี่ยวโม่สำรวจดูศิษย์ทัพพิภพยี่สิบสี่คน มีคนผ่านการทดสอบสิบห้าคน ตัวเลขนี้นับว่าใช่ได้เพราะรอยยิ้มอาจารย์ไม่ได้ลดลงเลย

            ส่วนทัพวิหคและทัพสวรรค์นั้นแบ่งเป็นสิบสี่คนและสิบเก้าคน ทั้งสามทัพรวมกันมีผู้ผ่านทั้งหมดสี่สิบแปดคน

            จำนวนนี้เทียบกับปีก่อนๆนั้นแย่ลงมาหน่อย แต่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้การค้นหาต้นกล้าที่ดีนั้นยากเย็นการแข่งขันของแต่ละสำนักก็สูงมาก ช้าเพียงก้าวเดียว ต้นกล้าดีๆ ก็ถูกแย่งไปหมด

            แต่ครั้งนี้โหยวเสี่ยวโม่ก็ได้เห็นถึงความระยะห่างของทัพวิหคและทัพสวรรค์แล้ว

            ดูผิวเผินทัพพิภพและทัพวิหคนั้นน้อยกว่าทัพสวรรค์เพียงสี่ห้าคนนี่เผยให้เห็นถึงความสามารถของทั้งสามทัพ ทัพสวรรค์นั้นห่างชั้นออกไป

            หากทัพสวรรค์มีจำนวนตัวเลขเช่นนี้ทุกปีหากผ่านไปไม่กี่ปี ตัวเลขนั้นก็จะนำทัพวิหคและทัพพิภพไปไกลโชคดีที่สำนักเทียนซินไม่ได้มีข้อห้ามเรื่องผู้อาวุโสลงเขารับลูกศิษย์เองคงอาศัยจุดนี้ ดังนั้นทั้งสามทัพจึงไล่เลี่ยกัน

            เมื่อกลับไปถึงทัพพิภพขงเหวินให้ศิษย์ที่ล้มเหลวทั้งเก้าคนเก็บข้าวของแล้วไปหาอาจารย์อาเซียวอาจารย์อาเซียววางแผนเรื่องอนาคตให้พวกเขาเสร็จ จากนั้นรั้งตัวโหยวเสี่ยวโม่ไว้ให้คนอื่นแยกย้ายไปก่อน

            “เจ้าเจ็ดดูท่าอาจารย์ดูแคลนเจ้าเสียแล้ว” ขงเหวินเดินวนอยู่หลายรอบจู่ๆ ก็หยุดลงแล้วมองมาที่โหยวเสี่ยวโม่พร้อมกับพูดประโยคนี้ขึ้น

            ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ก็ชะงักงันคำพูดนี่หมายความว่า…“อันที่จริง เพราะอาจารย์สอนมาดีขอรับ”

            ขงเหวินโบกมือ “ไม่ต้องพูดคำพูดพวกนี้ยกยออาจารย์หรอกในใจข้ารู้แจ้งดี ตั้งแต่รับเจ้าเป็นศิษย์ ก็โยนหน้าที่ให้ศิษย์พี่ใหญ่เจ้าข้าไม่ได้ทำอะไรที่อาจารย์ควรทำเลย แต่อาจารย์ก็มีภาระ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจตอนนี้เจ้านั้นเป็นศิษย์หลักอย่างเป็นทางการแล้วมีบางเรื่องข้าสามารถบอกกับเจ้าได้เสียที”

            “อาจารย์ ข้าเข้าใจ” ก็บ้าแล้ว…

            ขงเหวินเอ่ยต่อ “หลายพันปีก่อนขอบเขตอำนาจของสำนักเทียนซินยังไม่ได้ใหญ่โตเพียงนี้ตอนนั้นนักหลอมโอสถที่เก่งกาจที่สุดเห็นจะเป็นเพียงขั้นสี่ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแขนงโอสถบรรพบุรุษนั้นต้องการสร้างแขนงโอสถที่เกรียงไกร แต่เพราะหนทางยากเย็นแสนเข็ญจนในที่สุดท่านก็บังเอิญได้ตำราวิชายุทธ์มาเล่มนึง”

            “วิชายุทธ์อะไรขอรับ?” โหยวเสี่ยวโม่แกล้งไม่รู้ไม่ชี้ ที่จริงเขาพอเดาออก

            “นักฝึกตนฝึกวิชาต้องอาศัยเคล็ดวิชายุทธ์นักหลอมโอสถก็เช่นกันที่บรรพบุรุษได้มานั้นเป็นตำราวิชายุทธ์ที่ใช้ฝึกพลังปราณวิญญาณ…”

            เรื่องราวต่อจากนั้น ก็คล้ายกับที่หลิงเซียวเล่าให้เขาฟังจากนั้นจึงเข้าสู่ประเด็นหลัก ขงเหวินตัดสินใจถ่ายทอดพลังวิชายุทธ์เล่มนั้นให้กับเขาแต่ต้องให้เขาสาบานว่าจะจงรักภักดีกับสำนักเทียนซินสืบไปทั้งยังห้ามบอกกล่าววิชานี้ให้กับผู้ใดเป็นอันขาด แม้กระทั่งคนที่สนิทที่สุด

            “อาจารย์ หากศิษย์ผิดคำสาบานจะเกิดอะไรขึ้นหรือ?”

            โหยวเสี่ยวโม่เอ่ยถามอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องสาบานตนนี้ เขารู้สึกคับข้องใจมาตลอด มันช่วยได้จริงเหรอ?

            เพราะว่าชาติก่อนเขาไม่ได้นับถืออะไรเลยแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว…

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570