[คำเตือน เนื้ือหาตอนนี้อาจมีฉากความรุนแรงและการสูญเสียอวัยวะร้ายแรง]
เคร้ง...เคร้ง...เคร้ง...
เสียงค้อนเหล็กกล้ากระทบเข้ากับตัวตะปูดังเป็จังหวะหนักแน่นและสม่ำเสมอ ก้องกังวานไปทั่วบริเวณลานกว้าง แสงแดดยามบ่ายแก่สาดส่องผ่านช่องว่างของโครงสร้างไม้ซุงขนาดใหญ่ของร้านตีเหล็กที่กำลังถูกบูรณะและสร้างขึ้นใหม่จากซากขี้เ ashes แม้ว่าร้านหลังเก่าจะถูกเปลวเพลิงแผดเผาทำลายจนเสียหายอย่างหนักหน่วงเมื่อค่ำคืนก่อน ทว่าด้วยน้ำใจและความช่วยเหลือของชาวเมืองชายแดนบางส่วนที่เลื่อมใสในตัวชายชรา ประกอบกับฝีมือการต่อพูนอันเชี่ยวชาญของลุงบารอส โครงร่างอาคารไม้ผสมหินก็ค่อยๆ กลับมาปรากฏเป็รูปร่างที่สมบูรณ์อีกครั้งอย่างรวดเร็ว
ในเวลานี้ โซร่ากำลังยืนทรงตัวอยู่บนคานไม้สูงเหนือพื้นดินหลายเมตร เขาใช้เวทมนตร์เคลื่อนย้ายวัตถุระดับพื้นฐานในการยกแผ่นไม้กระดานหนาขึ้นประกอบเข้ากับโครงหลังคาอย่างช้าๆ วงเวทวงกลมสีฟ้าอ่อนเรืองแสงนวลตาขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเด็กหนุ่ม แผ่นไม้หนาทึบหลายแผ่นค่อยๆ ลอยละลิ่วขึ้นไปกลางอากาศราวกับไร้น้ำหนัก ก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าไปวางลงในร่องสลักไม้ได้อย่างแม่นยำไร้ที่ติ
เอียงไปทางซ้ายอีกนิดเ้าหนู ลุงบารอสส่งเสียงะโบอกทิศทางมาจากพื้นด้านล่าง พลางใช้มือบังแดดคอยเพ่งมอง "ขยับไปอีกหน่อย...ใช่เลย ตรงนั้นแหละ พอดีเป๊ะ"
โซร่าผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ พลางสลายละอองเวทมนตร์ลง
“เรียบร้อยครับ แผ่นไม้ชิ้นสุดท้ายฝังเข้าที่ล็อกพอดีอย่างพอดิบพอดี” เด็กหนุ่มยกหลังมือขึ้นเช็ดเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก แม้ว่าเวทเคลื่อนย้ายสิ่งของนี้จะเป็เพียงเวทมนตร์ระดับต่ำสุดที่นักเวทฝึกหัดใช้กัน ทว่าการเปิดใช้งานและควบคุมสมาธิอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วโมงภายใต้ร่างเนื้อของมนุษย์ธรรมดาเช่นนี้ ก็ทำให้ปริมาณมานาในร่างกายลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัดจนเขารู้สึกได้ถึงความเหนื่อยล้า
ลงมาพักผ่อนดื่มน้ำดื่มท่าก่อนเถอะ ลุงบารอสยื่นกระบอกน้ำไม้ไผ่ใส่น้ำเย็นเฉียบให้ทันทีที่โซร่าะโลงมาจากคานไม้ ฝืนหักโหมใช้พลังมานาติดต่อกันนานๆ มันไม่ดีต่อร่างกายของเ้าหรอกนะ
โซร่ารับกระบอกน้ำมาเปิดดื่มเงียบๆ ความเย็นของน้ำช่วยบรรเทาความกระหายและลดอุณหภูมิในร่างกายลงได้อย่างดี สายตาคมกริบทอดมองไปยังตัวอาคารร้านตีเหล็กที่เกือบจะเสร็จสมบูรณ์เหลือเพียงเก็บรายละเอียด
"ตัวร้านเสร็จเร็วกว่าแผนการที่ข้าคำนวณไว้มากทีเดียว"
ชายชราหัวเราะร่าพลางเผยรอยยิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ
“ก็เพราะว่าคราวนี้พวกเราช่วยกันสร้างมันขึ้นมาด้วยกันยังไงล่ะ”
คำตอบที่เรียบง่ายของบารอสทำให้โซร่าชะงักกึกไปครู่หนึ่ง นิ่งเงียบราวกับกำลังประมวลผลคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย ช่วยกันสร้าง...ด้วยกัน...เด็กหนุ่มพึมพำคำนี้ในใจแ่เบา
ตลอด่เวลาที่ผ่านมาในอดีตยามที่เขาอยู่ในฐานะัธาตุผู้ยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่ง เขาเป็ผู้ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างด้วยอำนาจและพลังอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของตนเองเพียงลำพังมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครคิดจะก้าวขึ้นมายืนหยัดเคียงข้าง ไม่เคยมีคำว่าความร่วมมือหรือการพึ่งพาอาศัยกันปรากฏอยู่ในใจ ทว่าในวันนี้ ร้านตีเหล็กหลังเล็กๆที่แสนธรรมดาหลังนี้ กลับถูกเนรมิตขึ้นมาจากหยาดเหงื่อของคนสองคน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่แฝงไปด้วยความอบอุ่นนี้มันช่างลึกล้ำจนแม้แต่สติปัญญาของเขาก็ไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายได้
ลุงบารอสหัวเราะเบาๆ พลางตบหลังเด็กหนุ่ม
“เดี๋ยวลุงจะเดินอ้อมไปหยิบม้วนเชือกสำหรับมัดคานหลังคาที่เก็บไว้ข้างหลังร้านก่อนนะ อีกนิดเดียวงานของเราก็จะได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์สักที”
โซร่าพยักหน้ารับคำสั้นๆ “ครับ”
ชายชราเดินแยกตัวอ้อมออกไปด้านนอกอาคาร ทิ้งให้โซร่าก้มลงจัดเก็บเศษเครื่องมือช่างและค้อนเหล็กที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะทำงานต่อไป ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจสั้นๆ...เสียงะโตวาดกร้าวอันหยาบช้าก็ดังก้องขึ้นมาจากทางหลังร้าน
“อย่าขยับ! ถ้าแกไม่อยากไส้ทะลุก็จงอยู่เฉยๆซะ ไอ้แก่!”
ดวงตาของโซร่าเบิกกว้างขึ้นและเงยหน้าขึ้นทันทีในชั่วพริบตา สัญชาตญาณความเด็ดขาดย้ำเตือนว่าเสียงตวาดกระโชกโฮกฮากนั้นไม่ใช่ของลุงบารอสอย่างแน่นอน เด็กหนุ่มสลัดเครื่องมือในมือทิ้งแล้วรีบพุ่งร่างทะยานออกจากร้านตีเหล็กตรงไปยังต้นเสียงทันที
และภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ฝีก้าวของเขาต้องหยุดนิ่งลงด้วยความเย็นเยียบ ลุงบารอสกำลังถูกชายฉกรรจ์ร่างใหญ่มหึมาสองคนล็อกแขนไพร่หลังเอาไว้แน่นจนขยับเขยื้อนไม่ได้ โดยมีคมมีดสั้นสีเงินวาววับจ่อสนิทอยู่ที่บริเวณลำคอหอยของชายชราจนแทบจะบาดลึกเข้าเนื้อ
และที่เบื้องหน้าของกลุ่มคนเ่าั้ ชายร่างกำยำในชุดเสื้อคลุมหนังสีดำขลับประดับลวดลายหรูหรากำลังยืนกอดอกยิ้มเยาะด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม
บอร์โก้...หัวหน้าใหญ่ของแก๊งอันธพาลกิลด์มืดที่แผ่อิทธิพลมืดครอบคลุมและควบคุมเมืองฮาร์เรนอยู่เื้ัทั้งหมด ข้างกายของมันคือชายร่างสูงใหญ่ผู้มีมัดกล้ามแ่าราวกับก้อนหิน นามว่า กาเบล นักสู้มือเปล่าผู้โเี้ที่สวมสนับมือเหล็กหนาเตอะไว้ทั้งสองข้าง และที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดด้วยท่าทางหวาดระแวงแกมเคียดแค้นก็คือ เรนฮาร์ต ใบหน้าซีกซ้ายของมันยังคงมีรอยแผลไหม้เป็ตราสัญลักษณ์เปลวเพลิงที่โซร่าฝากเอาไว้เมื่อคืนก่อน แววตาที่มันใช้จ้องมองตรงมายังเด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายและ้าฉีกเนื้ออีกฝ่ายเป็ชิ้นๆ
บอร์โก้หัวเราะในลำคอดังหึๆ พลางก้าวเท้ามาข้างหน้า
“ในที่สุดแกก็ยอมโผล่หัวออกมาจากกระดองสักทีนะ ไอ้หนู”
โซร่าไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้แม้แต่คำเดียว สายตาอันคมกริบและเย็นเยียบของเขาจับจ้องนิ่งไปที่ใบหน้าของลุงบารอส ชายชราพยายามจะสะบัดหน้าส่ายหัวส่งสัญญาณเตือนอย่างสุดความสามารถ
“โซร่า... อย่า...! ไม่ต้องไปสนใจลุง! รีบหนีไปซะ!”
เพล้ง! เสียงด้ามดาบเหล็กกล้าในมือของบอร์โก้ตวัดกระแทกอัดเข้าที่สีข้างของชายชราอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังทึบ ร่างของลุงบารอสทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นทันทีด้วยความเ็ปแสนสาหัส ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความทรมานแต่ก็ยังถูกลูกน้องอันธพาลสองคนหิ้วปีกพยุงร่างเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป
“หุบปากเน่าๆ ของแกซะ ไอ้แก่!” บอร์โก้กล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าไร้ความปรานี ก่อนจะหันใบหน้ากลับมาจับจ้องที่โซร่าอีกครั้ง
"แกอยากจะช่วยชีวิตไอ้แก่ไร้ค่านี่ใช่ไหมล่ะ"
โซร่ายังคงนิ่งเงียบ แต่อากาศรอบตัวเริ่มกดต่ำลง
“วิธีมันง่ายมาก” บอร์โก้ยิ้มกว้างจนเห็นไรฟันเหลืองขุ่น “จงยอมเข้ามารับการดวลตัวต่อตัวกับลูกน้องคนสนิทของข้าซะดีๆ”
กาเบลยักไหล่พลางก้าวเท้าหนาหนักออกมาข้างหน้า เสียงสนับมือเหล็กกล้าปะทะกระทบกันดังกังวาน แกร๊ง...แกร๊ง... มันหักนิ้วมือจนเกิดเสียงกระดูกลั่นน่ากลัว “กติกาก็คือ...เป็การต่อสู้ด้วยมือเปล่า ห้ามใช้อาวุธทุกชนิด และที่สำคัญที่สุด...แกห้ามใช้เวทมนตร์มานาแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว”
บอร์โก้ชูนิ้วชี้ขึ้นมาพลางออกคำสั่งอย่างผู้เหนือกว่า “หากแกบังอาจเปิดใช้งานวงเวทมนตร์หรือะเิพลังมานาออกมาแม้เพียงนิดเดียวล่ะก็...ปลายดาบของข้าเล่มนี้จะแทงทะลุคอหอยของไอ้แก่บารอสทันที มาลองดูกันว่าหัวใจของมันกับดาบของข้า อะไรจะเร็วกว่ากัน”
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมพื้นที่หลังร้านตีเหล็กทันที มีเพียงเสียงสายลมพัดผ่านเศษซากไม้ โซร่าจ้องมองตรงไปยังบอร์โก้ จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปมองลุงบารอสที่กำลังกระอักไอเพราะความจุก
หากใช้เหตุผลและตรรกะความจริงอันเป็สากลเตือนตนเอง การเพิกเฉยต่อตัวประกันแล้วลงมือสังหารศัตรูทั้งหมดรวดเดียว หรือการเดินหันหลังหนีไปเพื่อรักษาชีวิตของตนเองให้รอดพ้น ย่อมเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลที่สุดเพื่อความอยู่รอดสำหรับสิ่งมีชีวิตเดินดิน แต่ในอดีตยามที่เขาเป็ราชันัผู้ยิ่งใหญ่ เขาคงจะกวาดล้างทุกสิ่งตรงหน้าโดยไม่ลังเลต่อชีวิตอันน้อยนิดของมนุษย์ธรรมดาสักคนหนึ่งโดยไม่ต้องคิดไตร่ตรองใดๆให้เสียเวลา
แต่ทว่าในตอนนี้...ขาทั้งสองข้างของเขากลับหนักอึ้งดุจหินผาและไม่ยอมขยับเขยื้อนก้าวหนีไปไหนเลยแม้แต่น้อย
“(ทำไมกัน...)” โซร่าพึมพำกับตัวเองเบาๆในใจ เขาไม่เข้าใจในระบบความคิดของตนเองในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย เหตุใดหัวใจภายในอกเสื้อจึงรู้สึกหนักอึ้งและบีบรัดด้วยความอึดอัดเช่นนี้ เหตุใดสัญชาตญาณจึงปฏิเสธที่จะหันหลังเดินจากไป และเหตุใดลึกๆในความรู้สึกของเขา ถึงได้หวาดกลัวและไม่อยากเห็นชายชราธรรมดาๆ คนนั้นได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต
“(นี่คือความรู้สึกงั้นหรือ...ความรู้สึกที่เป็ของมนุษย์คนหนึ่ง)”
โซร่าหลับตาลงช้าๆ เพื่อสลัดความสับสนระคนแปลกใหม่ออกจากหัวสมอง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาด้วยความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว แล้วจึงเริ่มก้าวเท้าออกไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคง
"...ข้าจะรับคำท้าดวลของเ้า"
รอยยิ้มเย้ยหยันของบอร์โก้ยิ่งฉีกกว้างขยายขึ้นด้วยความสะใจที่แผนการตัวประกันได้ผลอย่างงดงาม ในขณะที่ลุงบารอสกลับเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกและใสุดขีด “โซร่า...! อย่าทำแบบนั้น! พวกมันโกงเ้าแน่!”
ทว่าเด็กหนุ่มผมดำไม่ได้หันหลังกลับไปมองหรือฟังคำทัดทานนั้นอีกต่อไป สายตาคู่นั้นจับจ้องนิ่งสนิทไปที่ร่างั์ของกาเบลที่กำลังสืบเท้าสามขุมเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มกระหายเื โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้เลยว่า...การเลือกที่จะใช้ร่างกายเนื้อของมนุษย์เข้าต่อสู้โดยไร้พลังมนตราในครั้งนี้ กำลังจะเปลี่ยนเส้นทางและชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
ลานดินกว้างใหญ่หน้าร้านตีเหล็กตกอยู่ในความเงียบสงัดจนน่าใจหาย บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งดุจมีก้อนหินขนาดั์กดทับลงมา ไม่มีเสียงพูดคุยของผู้คน ไม่มีแม้แต่กระแสลมธรรมชาติพัดผ่าน ใบไม้ทุกใบหยุดนิ่งสนิท ชาวบ้านและ พ่อค้าแม่ค้าในละแวกนั้นต่างพากันปิดประตูล็อกกลอนแ่า ทำได้เพียง แอบมองลอดผ่านช่องไม้ของบานประตูด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มไปด้วย ความหวาดหวั่นลนลาน ในเมืองชายแดนแห่งนี้ ไม่มีสามัญชนหน้าไหนกล้า ยื่นมือเข้ามาสอดแทรกหรือยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอิทธิพลมืดของบอร์โก้หากยังรักชีวิตของตนเอง
กลางลานกว้างอันว่างเปล่า โซร่าและกาเบลยืนเผชิญหน้ากันโดยมีระยะห่าง ราวสิบเมตร แสงแดดยามบ่ายที่เริ่มทอดตัวยาวส่องกระทบเงาของทั้งคู่
"จดจำกติกาการประลองในครั้งนี้เอาไว้ให้ดีเ้าหนู" บอร์โก้เอ่ยขึ้นทำลาย ความเงียบ น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความถือดีพลางขยับปลายดาบเหล็กกล้า เล่มโตแตะลงบนบ่าที่สั่นเทาของลุงบารอส "ต่อสู้ด้วยมือเปล่า ห้ามใช้อาวุธเสริม และที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามใช้เวทมนตร์หรือะเิพลังมานา ออกมาเด็ดขาด"
มันเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะเหลือบสายตาเ้าเล่ห์มองไปที่ชายชรา "ถ้าหาก แกคิดจะเล่นตุกติกหรือผิดกติกาแม้เพียงนิดเดียว...หัวของตาแก่คนนี้ จะหลุดออกจากบ่าทันที"
โซร่าไม่ได้เอ่ยปากตอบรับคำขู่เข็ญนั้น ดวงตาสีน้ำตาลของเขายังคงนิ่งสงบ ราวกับผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ชายหนุ่มเพียงแค่พยักหน้าช้าๆ เป็สัญญาณ รับทราบเงื่อนไขอันเอาเปรียบ
"ถ้าอย่างนั้นก็...เริ่มได้!"
สิ้นเสียงคำสั่งของหัวหน้าแก๊งอันธพาล กาเบลพลันแสยะยิ้มกว้างจนเห็น เขี้ยวขุ่น ทันใดนั้นเอง... กระแสพลังมานาสีเหลืองอ่อนพลันไหลเวียน วิ่งพล่านอยู่ใต้ิัที่หนาหยาบของมันเพียงชั่วครู่สั้นๆ ก่อนจะเลือนหาย ควบแน่นเข้าสู่ชั้นกล้ามเนื้ออย่างแเีและเงียบเชียบ
นั่นคือ [เวทมนตร์เสริมกำลังกาย (Body Enhancement) ระดับ 2]
แม้ว่ากระแสเวทมนตร์นั้นจะปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีและถูกซ่อนเร้น อย่างมิดชิดจนคนธรรมดาไม่มีวันมองออก ทว่าด้วยสายตาและสติปัญญา อันเฉียบคมของโซร่า เขากลับสังเกตเห็นความผิดปกติของชั้นบรรยากาศ และการขยับตัวของมานานั้นได้ในทันที
"(หึ….ไอ้พวกสวะชั้นต่ำ…)"
พวกมันผิดกติกาั้แ่ยังไม่เริ่ม...โซร่าคิดในใจอย่างเยือกเย็น ทว่าเขา เลือกที่จะไม่เอ่ยปากประท้วงออกมา เพราะเขารู้ดีว่าต่อให้พูดออกไป บอร์โก้ และลูกน้องก็ไม่มีวันยอมรับอย่างแน่นอน สำหรับกลุ่มคนทรชนเหล่านี้ กติกา เป็เพียงเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาเพื่อจำกัดพลังและเอาเปรียบผู้อื่น เท่านั้นเอง
"ย่ะห์!"
กาเบลคำรามลั่นพลางถีบเท้าส่งร่างพุ่งทะยานเข้ามาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หมัดขวาที่สวมสนับมือเหล็กหนาพุ่งตรงดิ่งเข้ามาที่ใบหน้าของโซร่าราวกับ ค้อนเหล็กมหึมาที่ถูกเหวี่ยงมาจากเครื่องจักร โซร่าเอี้ยวศีรษะหลบหลีก วิถีหมัดไปทางซ้ายเพียงเล็กน้อยด้วยความแม่นยำ คมหมัดอันหนักหน่วง พุ่งเฉียดปลายจมูกของเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจนััได้ถึงแรงลม
ในจังหวะที่สวนทางกัน โซร่าอาศัยช่องว่างนั้นตวัดหมัดสั้นกระแทก สวนกลับเข้าที่บริเวณชายโครงซ้ายของกาเบลอย่างรวดเร็ว
ปึก!
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังกดทับเป็เสียงทึบ ทว่าร่างของกาเบลกลับขยับไหว เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มันไม่ได้แสดงอาการาเ็หรือสะทกสะท้าน แม้แต่นิดเดียวด้วยผลของเวทมนตร์เสริมแกร่งิั
"พละกำลังของแกมีอยู่แค่นี้เองรึไง?" รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏเด่นชัด บนใบหน้าของนักสู้ร่างั์
โซร่าสืบเท้าถอยหลังออกมาสองก้าวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่คมคอยจับจ้อง และประมวลผลวิเคราะห์ทุกย่างก้าวและการเคลื่อนไหวของศัตรูตรงหน้า
ความเร็วในการเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นจากระดับปกติประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ กำลังกล้ามเนื้อและแรงปะทะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว...ทว่าระบบการลงน้ำหนัก ที่ฝ่าเท้าและการทรงตัวยังคงมีจุดบกพร่องเหมือนเดิม
กาเบลไม่ปล่อยให้เด็กหนุ่มได้พักหายใจ มันพุ่งตัวเข้าใส่อีกครั้งพร้อมกับ สาดคอมโบการโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ทั้งหมัดซ้ายตรง ศักขวาปัด และการ เตะต่ำหวังตัดกำลังขา ทุกท่วงท่าและวิถีการโจมตีถูกประมวลผลอยู่ใน สายตาของโซร่าทั้งหมด เขาสามารถขยับร่างกายหลบหลีกคมอาวุธ มนุษย์เ่าั้ได้พ้นทุกครั้ง แต่...เขากลับไม่สามารถหาจังหวะสวนกลับ เพื่อสร้างความเสียหายที่เด็ดขาดได้เลย
ทุกครั้งที่หมัดหรือเท้าของเขากระทบเข้ากับร่างกายของกาเบล มันให้ ความรู้สึกราวกับกำลังชกเข้าใส่กำแพงหินศิลาแลงหนาๆ ในทางกลับกัน...
ปึก!!!
เพียงแค่หมัดเหวี่ยงซ้ายทู่ๆ ของกาเบลเฉี่ยวเข้าที่ท่อนแขนที่ยกขึ้นมา การ์ดของโซร่า แรงปะทะมหาศาลก็ส่งร่างของเด็กหนุ่มจนไถลครูดไปกับ พื้นดินไกลหลายเมตร ของเหลวสีแดงสดไหลซึมออกมาจากมุมปากที่ แตกยับ
เสียงโห่ร้องและเสียงหัวเราะเยาะดังก้องขึ้นรอบสนามประลองทันที
"เห็นไหมล่ะ! บอกแล้วว่าไอ้เด็กนี่มันก็แค่ราคาคุย!" เรนฮาร์ตยิ้มสะใจ พลางะโสมน้ำหน้า "เมื่อวานนี้ยังเก่งกาจนักไม่ใช่หรือไง! วันนี้ กลับโดนอัดจนน่วมเป็หมาจนตรอกแล้ว!"
กาเบลเดินย่างสามขุมเข้ามาข้างหน้าอย่างช้าๆ พลางบิดข้อมือ "หลบหลีก ได้เก่งกาจจริงนะเ้าหนู...แต่แกจะทนหลบหมัดของข้าได้อีกสักกี่น้ำกัน!"
มันพุ่งเข้าใส่อีกรอบ คราวนี้ความเร็วและแรงเหวี่ยงเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โซร่าขยับร่างกายหลบวิถีหมัดได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะอาศัยแรงเฉื่อย ของอีกฝ่ายคว้าจับข้อมือแล้วเหวี่ยงสวนกลับเพื่อทำลายการทรงตัว กาเบลเสียหลักหน้าคว่ำไปเพียงเสี้ยววินาที ทว่ามันกลับใช้พละกำลัง มานามหาศาลใต้ิัดึงรั้งแกนกลางลำตัวกลับมาได้อย่างน่าเหลือเชื่อ พร้อมกับตวัดศอกซ้ายกระแทกเข้าตรงกลางหน้าอกของโซร่าอย่างจัง
อั่ก!!!
ร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นลอยไปปะทะเข้ากับกองไม้ซุงที่วางกองไว้ข้างร้าน เสียงไม้หักดังสนั่นหวั่นไหว โซร่าค่อยๆ พยุงร่างที่สะบักสะบอมลุกขึ้นมา อย่างยากลำบาก ลมหายใจเริ่มติดขัดและหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ร่างกายของมนุษย์...ช่างอ่อนแอและเต็มไปด้วยขีดจำกัดมากกว่าที่คิดไว้
หากเป็ร่างัธาตุในตำนานาในอดีต การโจมตีระดับต่ำเช่นนี้ย่อมไม่มี ค่าพอให้ระคายผิวเลยแม้แต่น้อยหรือเข้ามาััตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ทว่าในตอนนี้ แม้สมองและจิติญญา จะสามารถมองเห็นและอ่านทิศทางการเคลื่อนไหวของศัตรูออก ทั้งหมด แต่ระบบประสาทและกล้ามเนื้อของมนุษย์ธรรมดากลับ ตอบสนองตามไม่ทันเนื่องจากข้อจำกัดทางกายภาพจนน่าหงุดหงิด
กาเบลหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ "หมดแรงข้าวต้มแล้วหรือไงเ้าหนู?"
โซร่ายกหลังมือขึ้นเช็ดคราบเืที่ริมฝีปาก แววตายังคงแน่วแน่ "...ก็แค่พวกสมองกล้ามชั้นต่ำ"
ทั้งสองร่างพุ่งเข้าปะทะกันอีกครั้ง เสียงหมัดต่อหมัดและศอกต่อศอก กระทบกันดังสนั่นอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างกายของโซร่า ก็เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำห้อเืสีม่วงคล้ำ เสื้อผ้าเนื้อหยาบขาดกะรุ่งกะริ่ง หลายแห่ง ลมหายใจเข้าออกเริ่มหนักหน่วงและสั่นพร่า ทว่าดวงตา สีดำสนิทคู่นั้น...ยังคงสงบนิ่งลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
"ทำไมกัน..." กาเบลเริ่มแสดงสีหน้าหงุดหงิดและร้อนรนขึ้นมา "ทำไมแก ถึงยังสามารถลุกขึ้นมายืนได้อีก! ทั้งที่โดนหมัดของข้าไปขนาดนั้น!"
ไม่ใช่เพียงแค่กาเบลเท่านั้นที่สงสัย แม้แต่ตัวของโซร่าเองก็กำลัง ตั้งคำถามนี้กับจิติญญาของตนเองเช่นกัน
“(เหตุใด...ตัวข้าจึงยังคงเลือกที่จะยืนหยัดอยู่ตรงนี้?)”
ตามหลักการคำนวณและตรรกะความจริง เขาสามารถเลือกที่จะ แกล้งยอมแพ้ ขยับกายหันหลังเดินหนีไปจากเมืองแห่งนี้ หรือปล่อยให้ ชายชราคนนั้นจบชีวิตลง แล้วค่อยไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองอื่นที่ห่างไกล ย่อมเป็ทางเลือกที่สมเหตุสมผลและปลอดภัยต่อตนเองมากที่สุด
แต่...ทุกครั้งที่ความคิดเื่การยอมแพ้หรือการทอดทิ้งผุดขึ้นมาใน หัวสมอง ภาพความทรงจำตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 19 ปีเกี่ยวกับลุงบารอส กลับหลั่งไหลเข้ามาบดบังจนหมดสิ้น ชายชราที่ยอมแบ่งปันอาหาร หยอกเย้าอุ้มชูดูแล ประทังชีวิตให้ในยามที่ไม่มีอะไรตกถึงท้อง ชายชราที่คอยพร่ำสอน วิธีการจับค้อนและตีเหล็กด้วยความอดทน ชายชราที่คอยบ่นด่าด้วย ความเป็ห่วงทุกครั้งที่เขาตื่นนอนสาย...และชายชราเพียงคนเดียว บนโลกที่เรียกขานตัวเขาด้วยคำว่า...‘หลานชาย’
โซร่ากำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน หัวใจภายในอกเต้นรัวและ รุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในชีวิต
“(ทำไมกัน...เหตุใดจิติญญาของข้า จึงไม่อยากสูญเสียชายชราคนนี้ไป...)”
ในจังหวะที่ความคิดและความรู้สึกอันสับสนเพิ่งจะผุดขึ้นมาในหัว
ปึก!!!!!!
หมัดตรงอันทรงพลังของกาเบลที่อัดแน่นไปด้วยมานาเสริมแกร่งซัดเข้า ที่ข้างแก้มของโซร่าเต็มเหนี่ยวโดยที่ร่างกายของเขาหลบไม่พ้น โลก ทั้งใบพลันหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือน ร่างของเด็กหนุ่มร่วงกระแทก ลงไปนอนกองกับพื้นดินอย่างรุนแรง
กาเบลก้าวเท้าหนาหนักเข้ามาด้านหน้า พลางใช้บู้ทหนังเหยียบกดลงบน หัวไหล่ของโซร่าเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพลิกตัวหนี "จบกันที ไอ้หนูขยะ!" มันง้างหมัดขวาขึ้นสูงเตรียมจะปลดปล่อยหมัดสุดท้าย เพื่อทุบทำลายศีรษะของเด็กหนุ่มให้แหลกคามือ
ลุงบารอสที่เห็นภาพนั้นพยายามดิ้นรนสุดชีวิต น้ำตาไหลพราก "หยุดนะ!!! พวกแกหยุดเดี๋ยวนี้! อย่าทำร้ายเด็กคนนั้น! เอาชีวิตของข้าไปแทนซะ!" ชายชราะโจนเสียงแหบแห้งแทบขาดใจ
ทว่าบอร์โก้กลับทำเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างผู้เหนือกว่า "จงเบิกตา ดูเอาไว้ให้ดีตาแก่...นี่คือจุดจบของคนที่ริอาจกล้ามาท้าทาย อำนาจของข้า"
โซร่าพยายามจะเค้นกำลังเพื่อขยับร่างกายลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ทว่ากล้ามเนื้อ และกระดูกที่บอบช้ำกลับไม่ตอบสนองต่อคำสั่งการอีกต่อไปเขาทำได้เพียงแค่เอียงใบหน้าที่เปื้อนเืเงยขึ้นมองภาพของลุงบารอส
และนับเป็ครั้งแรกในชีวิต...ที่อดีตราชันผู้ยิ่งใหญ่ได้รับรู้และ ััได้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ความกลัว" มันไม่ใช่ความกลัวต่อความตายของตนเอง หรือความกลัวต่อความ พ่ายแพ้ตรงหน้า...แต่หากเป็ความกลัวอันแสนทรมานจากการที่ ตนเองในตอนนี้ช่างไร้กำลัง และไม่สามารถปกป้องชีวิตของคนสำคัญ เพียงคนเดียวเอาไว้ได้!
ทันใดนั้นเอง...ราวกับเป็การตอบรับต่อกระแสอารมณ์และหัวใจของ มนุษย์ที่ตื่นรู้ขึ้นภายในส่วนลึกของจิติญญา รอยตราผนึกโบราณ ที่หลับใหลอย่างสงบนิ่งมานานนับสิบเก้าปี พลันส่องแสงสว่าง วาบสีแดงเพลิงอบอุ่นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ...
.
.
.
.
โซร่า!
เสียงร้องะโอันแหบพร่าของลุงบารอสดังก้องสะท้อนไปทั่วลานกว้างหน้าร้านตีเหล็ก น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของทุกคนที่ได้ยิน ในเวลานี้เด็กหนุ่มล้มลงไปนอนคุกเข่าอยู่บนพื้นดินอันแห้งกรัง ลมหายใจของเขาแผ่ซ่านออกมาอย่างแ่เบาและขาด่ ร่างกายเนื้อของมนุษย์ธรรมดาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและาแฉกรรจ์จากการปะทะกับพละกำลังอันเหนือชั้น เืสีแดงฉานไหลซึมชโลมเสื้อผ้าจนชุ่มกิ่ว
กาเบลแสยะยิ้มกว้างจนเห็นไรฟัน มันยกกำปั้นขนาดั์ที่สวมสนับมือเหล็กกล้าขึ้นสูงอีกครั้ง แสงแดดยามบ่ายสะท้อนเข้ากับผิวโลหะทู่ๆ เกิดเป็ประกายแสงอันเยือกเย็น รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมและบ้าคลั่งปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าของนักสู้กิลด์มืด
"จบกันเสียที ไอ้เด็กอวดดี!"
กำปั้นสังหารครูดผ่านชั้นบรรยากาศ ถูกเหวี่ยงลงมาสุดแรงเกิดหมายจะทุบทำลายศีรษะของเด็กหนุ่มให้แหลกเหลวคามือ ทว่าในวินาทีวิกฤตอันเป็ตายเท่ากันนั้นเอง...
"หยุดนะ!"
ลุงบารอสอาศัยจังหวะที่พวกอันธพาลเผลอ ดิ้นรนสุดกำลังจนหลุดพ้นจากการจับกุมของลูกน้องบอร์โก้ ชายชราไม่สนใจความปลอดภัยของตนเอง พุ่งร่างอันชราภาพเข้ามาขวางเบื้องหน้าของโซร่าอย่างไม่คิดชีวิต ทว่าร่างกายที่ร่วงโรยย่อมไม่อาจต้านทานแรงกระแทกได้ แกถูกลูกน้องของบอร์โก้ที่ตามมาตะครุบตัวผลักอย่างรุนแรงจนล้มคว่ำลงไปบนพื้นหินอีกครั้ง
กระนั้น ชายชราก็ยังคงใช้มือที่หยาบกร้านพยายามคลานตะเกียกตะกายเข้าหาทิศทางที่โซร่านอนอยู่
“พอได้แล้ว...ข้าร้องขอต่อพวกท่าน...อย่าทำร้ายเด็กคนนี้อีกเลย...เอาชีวิตของข้าไปแทนเถอะ...”
บอร์โก้ะเิเสียงหัวเราะลั่นออกมาอย่างเย้ยหยันและดูถูก “แก่จนหัวหงอกเต็มหัวแล้วยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอีกนะไอ้แก่” บารอส มันส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องเข้าไปกระชากดึงตัวลุงบารอสกลับไปด้านหลัง" ชายชราถูกกระชากร่างลากครูดไปกับพื้นดินจนิัถลอกปอกเปิก ทว่าสายตาที่ฝ้าฟางและเต็มไปด้วยน้ำตาของแกยังคงจับจ้องมองตรงมาที่โซร่าอย่างไม่ยอมละสายตา
“ลุกขึ้นมา...เ้าหนู...หลานรักของลุง...อย่ามาจบชีวิตลงในสถานที่แบบนี้เพราะคนแก่ๆ แบบลุงเลย...”
คำคำนั้น...คำว่า หลาน...ที่หลุดออกมาจากปากของชายชราท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวาย ราวกับเป็กระแสคลื่นเสียงที่ทรงพลังกระแทกเข้ากลางใจ และทำให้โลกทั้งใบในความรับรู้ของโซร่าพลันหยุดหมุนไปในชั่วพริบตา
"...หลานอย่างนั้นรึ…"
นับั้แ่เขาได้ถือกำเนิดใหม่และลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ในฐานะมนุษย์ธรรมดา ไม่เคยมีผู้ใดเรียกขานเขาด้วยถ้อยคำอันอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีใครมองเห็นตัวเขาเป็ครอบครัวที่แท้จริง และไม่เคยมีใครยื่นมืออันโอบอ้อมอารีมาหาเขาโดยไม่หวังผลประโยชน์หรือสิ่งตอบแทนใดๆ เลยสักครั้ง ทว่าชายชรา…มนุษย์ผู้อ่อนแอและไร้พลังเวทมนตร์ตรงหน้าคนนี้...กลับมอบสิ่งเ่าั้ให้แก่เขามาตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีเต็มโดยไม่เคยเปลี่ยนแปลง
โซร่าใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดโปน เสียงหัวใจภายในอกเสื้อเต้นรัวและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะทะลุะเิออกมาด้านนอก
"(เหตุใดกัน...เหตุใดความรู้สึกภายในใจของข้าถึงได้ปั่นป่วนเช่นนี้...เหตุใดข้าถึงได้หวาดกลัวและไม่อยากสูญเสียชายชราคนนี้ไปมากกว่าสิ่งใดในโลก....)"
แรงกระแทกจากส้นบู้ทหนาหนักของกาเบลเหยียบกดลงบนแผ่นหลังและหัวไหล่ของโซร่าอย่างโเี้ แรงกดนั้นมหาศาลจนกระดูกส่งเสียงลั่นประท้วง ใบหน้าของเด็กหนุ่มถูกบดเบียดลงกับผืนดินที่ปนเปื้อนไปด้วยเศษฝุ่นและเถ้าถ่าน ร่างกายเนื้อของมนุษย์ในเวลานี้บอบช้ำเกินกว่าจะขยับเขยื้อน มานาในร่างแห้งเหือดไปจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือพลังงานใดๆ ไปกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ลุกขึ้นสู้อีกต่อไป
บอร์โก้หัวเราะในลำคอเบาๆ มันก้าวเท้าเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ รองเท้าหนังราคาแพงย่ำลงบนเศษไม้เสียงดังกรอบแกรบ ใบหน้าของมันประดับไปด้วยรอยยิ้มเ็าอันน่ารังเกียจ มันก้มมองดูสภาพอันน่าสมเพชของเด็กหนุ่มที่เคยทำอวดดีเมื่อครู่ก่อน
"สุดท้าย...แกก็เป็ได้แค่เด็กอ่อนแอไร้น้ำยาคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"
เช้ง!
เสียงชักดาบยาวออกจากฝักดังสะท้อนบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท คมดาบเหล็กกล้าสะท้อนแสงแดดยามเย็นที่กำลังจะลับขอบฟ้าทอประกายสีส้มแดงดูน่าสยดสยอง บอร์โก้ตวัดปลายดาบชี้ตรงไปที่ร่างของลุงบารอสที่กำลังถูกพยัพปีกอยู่ข้างๆ แววตาของหัวหน้ากิลด์มืดเต็มไปด้วยความอำมหิต
"แกอยากปกป้องตาแก่นี่นักใช่ไหม? แสดงความรักความผูกพันกันเหลือเกินนี่..." บอร์โก้ยกดาบขึ้นสูง เหนือลำคอของชายชรา "งั้นข้าจะแสดงให้แกเห็นกับตาเอง...ว่าในโลกใบนี้ ความอ่อนแอมันต้องจ่ายราคาแพงแค่ไหน!"
โซร่าเบิกตากว้าง เขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะฝืนบังคับร่างกายอันแหลกเหลวนี้ให้ขยับ ทว่าแขนทั้งสองข้างกลับสั่นเทาจนไร้เรี่ยวแรง ขาทั้งสองข้างไม่ยอมขยับตามคำสั่ง มีเพียงเสียงกระซิบอันแหบพร่าที่เค้นออกมาจากลำคออันแห้งผาก
"...หยุด..."
เสียงของเขาแ่เบาราวกับคนใกล้หมดลมหายใจ ไม่มีพลังอำนาจใดๆ แฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย ทำได้เพียงแค่นอนมองคมดาบที่กำลังจะพรากสิ่งสำคัญไปต่อหน้าต่อตา
ทว่าในวินาทีแห่งความตายนั้นเอง ลุงบารอสค่อยๆ เงยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแผลและคราบเขม่าขึ้นมา แทนที่จะแสดงความหวาดกลัวหรือร้องขอชีวิตต่อหน้าคมดาบอันคมกริบ ชายชรากลับส่งยิ้มมาให้โซร่า...มันเป็รอยยิ้มที่อบอุ่น อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความเมตตาเหมือนกับทุกๆ ครั้งยามที่แกมองดูเด็กหนุ่มในร้านตีเหล็ก
"โซร่าเอ๊ย..." เสียงของชายชราสั่นเครือทว่าเด็ดเดี่ยว "ตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีที่ผ่านมา...ลุงไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยสักครั้งเดียว...ที่เก็บเ้ามาเลี้ยงดู..."
ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้น หัวใจบีบรัดอย่างรุนแรง "...ลุง..."
"สำหรับลุงแล้ว เ้าเป็เหมือนลูกชายที่ลุงไม่เคยมี..." ลุงบารอสเค้นรอยยิ้มสุดท้าย แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเด็กหนุ่ม "เพราะงั้น..อย่าได้ปล่อยให้ชีวิตและอนาคตอันรุ่งโรจน์ของเ้า...ต้องมาจบสิ้นลงในสถานที่แบบนี้เพราะคนแก่ๆ ที่ใกล้ฝั่งอย่างลุงเลยนะ"
บอร์โก้เริ่มแสดงสีหน้าหงุดหงิด มันตวาดขัดจังหวะด้วยความรำคาญ "ร่ำลากันสั่งเสียจบหรือยังไอ้แก่! ถ้าจบแล้วก็ตายซะ!"
ลุงบารอสหันกลับไปมองใบหน้าของโซร่าเป็ครั้งสุดท้าย ดวงตาของแกสื่อความหมายทุกสิ่งทุกอย่าง "มีชีวิตต่อไปนะโซร่า...แล้วใช้ชีวิตต่อจากนี้...ในแบบที่เ้าเลือกเอง..."
สิ้นเสียงคำประกาศิตสุดท้ายของชีวิต ชายชราที่เคยอ่อนแอกลับรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มี ร่างกายของแกปะทุพลังชีวิตขยับขืนตัวผลักอันธพาลลูกน้องของบอร์โก้ที่จับกุมตัวอยู่ออกไปอย่างสุดแรงเกิด แรงเหวี่ยงนั้นส่งผลให้ร่างของลุงบารอสพุ่งถลันเข้าใส่ตัวของบอร์โก้ขัดขวางวิถีดาบที่จะฟันลงมาหาโซร่า
ฉึก...
ทุกอย่างในลานดินพลันเงียบสงัดลงในพริบตา มีเพียงเสียงคมดาบเนื้อดีที่แหวกผ่านชั้นิัและเนื้อสดดังขึ้นแ่เบา คมดาบของบอร์โก้แทงทะลวงเข้ากลางอกของชายชราอย่างจัง ร่างของลุงบารอสชะงักกึก ก่อนที่ร่างอันร่วงโรยจะค่อยๆ ทรุดฮวบลงไปนอนกองบนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยโลหิตสีแดงฉานนองเต็มพื้นต่อหน้าต่อตาโซร่า
โซร่ารู้สึกเหมือนกับว่าโลกทั้งใบที่อยู่รอบตัวได้หยุดหมุนไปโดยสิ้นเชิง แสงสว่างรอบกายมืดดับลง เหลือเพียงภาพร่างของชายชราที่นอนจมกองเือยู่ตรงหน้า เขาเพ่งมองดูมือทั้งสองข้างของตนเอง...
“(ทำไมกัน...ทำไมร่างกายเนื้อนี้ถึงได้ไร้ประโยชน์และขยับไม่ได้ดั่งใจคิด...ทำไมสติปัญญาอันลึกล้ำถึงไม่สามารถช่วยชีวิตของชายชราคนนี้เอาไว้ได้ทันเวลา...)”
เด็กหนุ่มใช้เรี่ยวแรงขยับกาย กัดฟันลากครูดร่างที่าเ็ตะเกียกตะกายคลานไปบนพื้นดินอย่างยากลำบาก ตรงเข้าไปหาคู่ชีวิตชราที่ลมหายใจเริ่มรวยริน "ลุงครับ...ลุง..."
ลุงบารอสค้างสายตาที่พร่าเลือนมองดูเด็กหนุ่ม แกพยายามอย่างยิ่งที่จะยกมืออันสั่นเทาและหยาบกร้านจากการทำงานหนักขึ้นมา มือหนานั้นแตะลงบนแก้มของโซร่าเบาๆ อย่างแสนรัก
"หลานรัก...มัน...ไม่ใช่ความผิดของเ้าเลยสักนิด..."
คำปลอบโยนสุดท้ายหลุดออกจากริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนที่มืออันอบอุ่นที่เคยโอบอุ้มและมอบชีวิตให้แก่เขามาตลอดสิบเก้าปี...จะค่อยๆไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และร่วงหล่นลงจากใบหน้าของเด็กหนุ่มตกลงสู่ผืนดิน ลมหายใจของลุงบารอสขาดห้วงไป...พร้อมกับดวงตาที่ปิดลงอย่างสงบชั่วนิรันดร์
ความเงียบงันอันหนาวเหน็บเข้าปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณนั้น โซร่าก้มศีรษะลงต่ำจนเส้นผมสีน้ำตาลตกลงมาบดบังใบหน้า ไม่มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญอย่างเอาเป็เอาตายหลุดออกมา ไม่มีเสียงคำรามอย่างบ้าคลั่งดุจสัตว์ร้าย
มีเพียงหยาดน้ำตาใสๆสายหนึ่ง...ที่ค่อยๆไหลผ่านแก้มแล้วร่วงหล่นลงกระทบพื้นดินที่แห้งกรัง
มันคือหยาดน้ำตาหยดแรก...ในตลอดชั่วชีวิตอันยาวนานสี่พันหกร้อยล้านปีของราชันัเพลิงผู้ไม่เคยรู้จักความเศร้าโศกและการสูญเสียมาก่อนจนกระทั่งในวันนี้
วิ้ง...
ทันใดนั้นเอง ภายในส่วนลึกที่สุดของดวงจิตและจิติญญาอันยิ่งใหญ่ ตราผนึกแก้วมณีสีทองขององค์เทพธิดาไมอาร์ที่เคยไร้รอยขีดข่วนพลันเปล่งแสงสว่างโร่ขึ้นมาอย่างมหาศาล เสียงอันนุ่มนวล ทรงพลัง และแฝงไปด้วยความเมตตาของพระแม่ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงลึกของจิติญญา
"ในที่สุด...เ้าก็เข้าใจมันแล้วสินะ โซเบล...เ้าได้เรียนรู้ถึงความเ็ปอันแสนสาหัสจากการสูญเสีย...และได้เข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของการมีอยู่ของพลังเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญ...จงรับเปลวเพลิงดั้งเดิมของเ้ากลับคืนไปเสียเถิด..."
ตูม!!!!!!!!!!
เปลวเพลิงสีแดงเข้มข้นดุจโลหิตอสูรพลันปะทุะเิออกมาราวกับูเาไฟะเิ คลื่นความร้อนมหาศาละเิออกจากขั้วหัวใจของโซร่าลุกโชนขึ้นท่วมฟ้า ทว่าประกายไฟในครั้งนี้กลับแตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้ตื่นขึ้นเพราะความโกรธแค้น คลุ้มคลั่ง หรือความ้าทำลายล้างโลกใบนี้...หากแต่เป็เปลวเพลิงที่ตื่นขึ้นมาเพราะ "ความรัก" และความผูกพันอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ที่เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาเป็ครั้งแรกในชีวิตของอดีตราชันัเพลิงโบราณ!
เปลวเพลิงสายเล็กๆ ทว่าแฝงไปด้วยความอบอุ่นและทรงพลังอันไร้ขีดจำกัดค่อยๆไหลเวียนหลอมรวมเข้ากับก้อนเนื้อหัวใจของโซร่า และในวินาทีนั้นเอง...อุณหภูมิรอบตัวในลานกว้างพลันพุ่งสูงลิ่วขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่นด้วยความร้อน มวลลมร้อนมหาศาลกวาดผ่านทุ่งราบหน้าร้านตีเหล็กจนเศษใบไม้และต้นหญ้าแห้งกรอบกลายเป็จลน์ในพริบตา
ลูกน้องอันธพาลของบอร์โก้ต่างพากันชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนก
“ร้อน...ทำไมมันถึงได้ร้อนอบอ้าวขนาดนี้?! เกิดเื่บ้าอะไรขึ้นกันแน่!”
กาเบลที่กำลังจะลงหมัดสังหารรีบชักเท้าะโถอยหลังหนีออกมาโดยสัญชาตญาณ เม็ดเหงื่อขนาดใหญ่ไหลอาบเต็มใบหน้าด้วยความอึดอัดดุจยืนอยู่หน้าปากปล่องูเาไฟ มันเพ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง
“มะ...มานาอย่างนั้นรึ?! ไม่ใช่...ความรู้สึกกดดันแบบนี้มันไม่ใช่พลังมานาของพวกนักเวทธรรมดาแน่ๆ! นี่มันตัวอะไรกัน!”
รอยแยกสีแดงเพลิงเรืองแสงสว่างวาบค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นดินและแผ่นหินใต้ร่างของโซร่า ราวกับผืนปฐีพร้อมใจกันแตกร้าวเพื่อต้อนรับการกลับมาของบางสิ่ง เปลวเพลิงสีแดงเข้มข้นดุจลาวาปะทุโร่ขึ้นมาห่อหุ้มร่างของเด็กหนุ่มเอาไว้กลายเป็เกราะอัคคีอันทรงพลัง เส้นผมสีน้ำตาลแสมแดงพลิ้วไหวไปตามกระแสพลังงานที่หมุนวนรอบตัว ดวงตาคู่ที่เคยสงบนิ่งและว่างเปล่า...บัดนี้กลับเรืองแสงสว่างโร่เป็สีแดงเพลิงดุจหินหลอมเหลวที่พร้อมแผดเผาทุกสรรพสิ่ง
โซร่าค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนตรงอย่างช้าๆ เส้นผมสีน้ำตาลของเขาค่อยๆงอกยาวและเปลี่ยนเป็สีแดงเพลิงปลิ้วสไหวดุจาาผู้มาก่อนกาล ดวงตาของเขาเปล่งแสงสีชาดดุจเพลิงนรก าแฉกรรจ์และรอยฟกช้ำตามเนื้อตัวเริ่มสมานตัวและหายสนิทอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจแห่งการฟื้นฟูขั้นสูงสุด ทุกฝีก้าวที่เท้าของเขาย่ำลงบนพื้น ส่งผลให้ศิลาแลงหนาๆ ใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็รอยไหม้เกรียม
กาเบลยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็ง สัญชาตญาณดิบในฐานะสิ่งมีชีวิตกำลังกรีดร้องเตือนอย่างบ้าคลั่ง...ให้หนีไปซะ! หนีไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้! ทว่าร่างกายของมันกลับทรยศและหนักอึ้งจนไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่ก้าวเดียว
“เป็...เป็ไปไม่ได้... แกเป็แค่มนุษย์ไร้พลังเวทไม่ใช่หรือไงกัน!”
โซร่ายกมือทั้งสองข้างของตนเองขึ้นมาเพ่งมอง เปลวเพลิงสีแดงชาดกำลังลุกไหม้เต้นระบำอยู่บนฝ่ามือเรียวบางอย่างเชื่อฟัง แม้แต่ตัวของเขาเองก็ย่อมรู้สึกประหลาดใจกับปรากฏการณ์นี้ "สิ่งนี้คือ...พลังดั้งเดิมของข้า...."
"(ไม่ใช่...ไม่ใช่เพียงแค่นั้น)" จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจอีกสายหนึ่งดังสะท้อนขึ้นในใจ เป็เสียงที่คุ้นเคยราวกับเสียงสะท้อนที่เดินทางมาจากอดีตกาลอันไกลโพ้น "(เปลวเพลิงแห่งัธาตุอันศักดิ์สิทธิ์...กำลังตื่นขึ้นและตอบรับต่อความรู้สึกในหัวใจของเ้าอย่างแท้จริงแล้ว โซเบล..."
โซร่าเงยหน้าขึ้นเชื่องช้า สายตาคู่เรืองแสงสีลาวาเลื่อนไปหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของบอร์โก้ ชายผู้เป็หัวหน้าใหญ่ที่บัดนี้กำลังยืนตัวสั่นเทาด้วยความกลัวขีดสุดอยู่เบื้องหน้า เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าทรงพลังและดังก้องกังวานลึกเข้าไปในจิติญญาของผู้ฟัง
“เ้า...เป็มนุษย์คนแรกในรอบสิบเก้าปีของชีวิตในร่างเนื้ออันต่ำต้อยนี้...ที่สามารถบีบคั้นจนทำให้ข้าต้องเรียกเปลวเพลิงโบราณสายนี้กลับคืนมาได้ และข้ามีแผนจะตอบแทนเ้าอย่างสาสมเลยล่ะ”
บอร์โก้กัดฟันแน่นจนเืซึมด้วยความหวาดกลัวผสมความอัปยศ มันตวาดสั่งการเสียงหลง “ฆ่ามัน! พวกแกทุกคนจงบุกเข้าไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้! อย่าปล่อยให้มันรอดชีวิตไปได้!”
“ปล่อยให้รอดชีวิต?…พวกเ้าไม่คู่ควรจะเอ่ยวาจานั้นออกมาต่อหน้าข้าเลยแม้แต่ปลายขน”
สิ้นคำสั่ง เรนฮาร์ตและลูกน้องอันธพาลอีกหลายสิบคนต่างพากันกลืนน้ำลายเอื้อมมือชักศาสตราวุธแล้วกรูกันเข้ามาจากทุกสารทิศ หมายจะใช้จำนวนเข้าข่มทลายร่างของเด็กหนุ่ม ทว่า...ก่อนที่คมดาบหรือคมหอกของใครจะทันได้ก้าวล่วงเข้าถึงตัวของโซร่า เปลวเพลิงสีแดงเข้มที่หมุนวนรอบกายของเขาก็พลันแผ่ขยายะเิออกเป็วงกว้างในพริบตา
ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!
แรงปะทะจากคลื่นความร้อนและะเิอัคคีอันรุนแรงมหาศาลจาก เฟลม บอดี้ ซัดเอาร่างของอันธพาลทั้งหมดกระเด็นลอยละลิ่วออกไปคนละทิศละทาง ราวกับถูกพายุเพลิงขนาดใหญ่โหมกระหน่ำเข้าใส่ ร่างของพวกมันกระแทกพื้นนอนร้องโอดโอยด้วยความเ็ป บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าคิดจะก้าวเท้าเข้าใกล้ระยะสิบเมตรรอบตัวเด็กหนุ่มอีกต่อไปแล้ว
เรนฮาร์ตล้มคว่ำลงกับพื้นหิน ใบหน้าของมันซีดเผือดจนไร้สีเื แววตาเต็มไปด้วยความสยดสยองขีดสุด “ปีศาจ... มันไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว...มันคือปีศาจจากขุมนรกชัดๆ....”
โซร่าก้าวเท้าเดินผ่านร่างของพวกอันธพาลที่นอนเกลื่อนพื้นดินไปอย่างช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะชายตามองหรือให้ความสนใจแม้แต่น้อย เขาเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของบอร์โก้ หัวหน้าแก๊งอันธพาลเหยี่ยวดำที่พยายามจะรวบรวมความกล้าเค้นเรี่ยวแรงยกดาบเหล็กกล้าขึ้นมาตั้งรับ ทว่าปลายดาบเล่มโตกลับสั่นระริกไม่ยอมหยุดตามแรงอารมณ์ที่หวาดผวา
โซร่ายื่นมือขวาออกไปข้างหน้าเชื่องช้า เปลวเพลิงสีแดงฉานเข้มห่อหุ้มฝ่ามือของเขาเอาไว้จนดูงดงามและน่าเกรงขาม และในวินาทีที่ฝ่ามือเพลิงนั้นแตกรั้งแตะลงบนแผ่นเกราะเหล็กกล้าหนาๆ บนอกเสื้อของบอร์โก้...โลหะทั้งแผ่นก็พลันเรืองแสงสีส้มแดงฉานและละลายกลายเป็ของเหลวในพริบตาด้วยความร้อนสูงลิ่ว
อ๊ากกกกกกกกกกกก!!!
บอร์โก้ะเิเสียงร้องลั่นด้วยความทรมาน มันรีบปล่อยดาบในมือทิ้งแล้วพยายามจะก้าวขาถอยหนีเอาชีวิตรอด ทว่าขาทั้งสองข้างกลับหมดเรี่ยวแรงและทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดรูป โซร่าก้มมองลงมาที่ร่างของมันด้วยแววตาอันเย็นเยียบและไร้ซึ่งความปรานี
“พลังมานานี้...ข้าไม่ได้อัญเชิญมันกลับคืนมาเพื่อใช้ในการหรือทำลายล้างโลกใบนี้เหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว...ทว่าข้าจะใช้มันเพื่อเป็หลักประกันว่าจะไม่มีผู้ใดหน้าไหน...บังอาจมาพรากสิ่งสำคัญหรือ 'บ้าน' ของข้าไปได้อีกเป็อันขาด”
สิ้นประโยคคำรามอันราบเรียบ เปลวเพลิงบนฝ่ามือของโซร่าก็พลันปะทุะเิพลังงานออกมาอีกครั้ง ก่อนที่ฝ่ามือที่ร้อนยิ่งกว่าถ่านไฟจะคว้าเข้าที่ใบหน้าของเขาก่อนจนจะยกขึ้นเหนือพื้น จนบอร์โก้ร้องออกมาอย่างเ็ปทรมานดิ้นทุรนทุรานปานจะขาดใจตายให้ได้ ความร้อนแผดเผาใบหน้า เส้นผมและิับริเวณหัวและใบหน้าของของเขาอย่างรวดเร็วและสยดสยอง ในขณะที่ใบหน้าของโซร่านั้นนิ่งสนิทจนน่าขนลุกก่อนที่สุดท้ายโซร่าจะบีบศีษระของบอร์โก้จนแหลกเหลวเหมือนลูกแตงโมคามือและปล่อยให้ร่างร่วงลงสู่พื้น
ความเงียบสงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งตรอกและเมืองชายแดนฮาร์เรนในพริบตา ไม่มีชาวบ้านหรืออันธพาลคนไหนกล้าปริปากพูดหรือส่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียว
โซร่าหมุนกายหันหลังกลับไปจับจ้องมองที่ร่างของลุงบารอส และทันทีที่สายตาคมกริบได้เห็นว่าชายชราผู้เป็ที่รักร่างของโซร่าทรุดฮวบลงกับพื้นดินอย่างหมดแรง ราวกับว่ากฎเกณฑ์และแรงดึงดูดของโลกทั้งใบเพิ่งจะทำงานกับเขาเป็ครั้งแรก เสียงอื้ออึงของฝูงชน คมดาบของศัตรู หรือแม้แต่เสียงสายลมยามเย็น บัดนี้กลับเลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบงันอันน่าพะอืดพะอมที่เข้าปกคลุมประสาทััทั้งหมด
เด็กหนุ่มใช้หัวเข่าและฝ่ามือทั้งสองข้างยันพื้น คลานตะเกียกตะกายเข้าไปหาร่างของชายชราที่นอนทอดกายอยู่บนพื้นดินอย่างยากลำบาก มือทั้งสองข้างที่เคยนิ่งสนิทและมั่นคงไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอันตรายใดๆ ในเวลานี้กลับสั่นเทาจนควบคุมไม่ได้
" ...ลุงครับ"
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นขาดห้วง โซร่าเอื้อมมือไปประคองร่างอันซูบผอมและร่วงโรยของลุงบารอสขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าหากเขาออกแรงมากเกินไปแม้เพียงนิด ร่างตรงหน้าจะแตกสลายหายไป ของเหลวสีแดงสดที่ยังคงอุ่นร้อนไหลทะลักผ่านาแแฝงตัดสลับกับปลายนิ้วของเขา หยดลงสู่ผืนดินทีละหยด...ทีละหยด ราวกับนาฬิกาทรายแห่งชีวิตที่กำลังจะหมดเวลา
" ไม่...ลุงครับ...อย่าเพิ่ง... "
นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตนับั้แ่จำความได้ ที่น้ำเสียงของโซร่าสั่นไหวอย่างรุนแรง แววตาคู่สีแดงที่เปลี่ยนไปที่เคยว่างเปล่าและเ็า บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวอย่างที่เขาไม่เคยเป็มาก่อน
ลุงบารอสเค้นเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดคลี่รอยยิ้มบางๆ ออกมา แม้ใบหน้าของแกจะซีดขาวไร้สีเื และริมฝีปากจะแห้งผากจนแตกยับ ทว่าดวงตาที่ฝ้าฟางคู่นั้นยังคงทอประกายความอ่อนโยนและอบอุ่นเหมือนวันแรกที่พวกเขาได้พบกัน
" ...โซร่า " ชายชราเอ่ยเสียงแ่ ก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ จนไอออกมาเป็สายเื " ไม่สิ...ต้องเรียกว่า...ัเพลิงโซเบล...สินะ "
คำคำนั้นทำให้เด็กหนุ่มเบิกตากว้างจนแทบถลน ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปในทันที ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางใจ ความสับสนระคนใแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูิญญา
" ...ลุง...ทำไมลุงรู้ตัวตนของข้า...ได้ยังไงครับ..."
ลุงบารอสพยักหน้าอย่างแ่เบา เปลือกตาของแกหนักอึ้งลงทุกที แต่แกยังคงพยายามฝืนมันไว้เพื่อมองหน้าเด็กหนุ่มให้นานที่สุด
" ข้ารู้...รู้มาั้แ่วันแรกแล้วที่รับเ้ามาเลี้ยงแล้ว...ในวันนั้น…วันที่พระแม่ไมอาร์...ทรงโอบอุ้มทารกตัวน้อยคนหนึ่งลงมาจากสรวง์...แล้วนำมาส่งให้ถึงมือของลุงที่ร้านตีเหล็กหลังนี้... "
"ท่านแม่งั้นหรอ..."
โซร่าไม่อาจเอ่ยคำใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอได้เลยนอกจากเอ่ยถึงเทพธิดาไมอาร์สั้นๆ ความทรงจำในอดีตชาติก่อนที่เขาจะมาเกิดใหม่ยังคงว่างเปล่าและมืดมิด ทว่าคำพูดทุกคำที่พรั่งพรูออกมาจากปากของชายชราในเวลานี้ กลับกำลังทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายเ่าั้ทีละน้อยอย่างแสนวิเศษ
" ในวันนั้น...พระแม่ไมอาร์ตรัสบอกกับลุงด้วยพระสุรเสียงที่เศร้าหมอง...ว่าเด็กทารกคนนี้มีนามแท้จริงว่า โซเบล...เขาคือัเพลิงผู้เคยแผดเผาและทำลายล้างโลกใบนี้จนพินาศย่อยยับในอดีตกาล...แต่ในขณะเดียวกัน...เขาก็คือสิ่งที่ต้องคำจุนของโลกใบนี้ในอนาคตเช่นกัน..."
ลุงบารอสยิ้มอย่างละมุนเมื่อหวนนึกถึงอดีต " ตอนนั้น.. พระแม่ทรงเอ่ยถามลุงว่า...เ้ากลัวหรือไม่ บารอส...ที่จะต้องเลี้ยงดูและโอบอุ้มัที่ครั้งหนึ่งเคยเผาผลาญอารยธรรมและเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งโลกด้วยมือคู่สั่นเทานี้..."
ชายชราส่ายหน้าเบาๆ พลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของโซร่า "...แต่ลุงกลับตอบพระแม่ไปในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด... ลุงบอกว่าลุงไม่กลัวเลยสักนิด...เพราะสำหรับลุงแล้ว...เด็กทารกตัวน้อยที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ๋าอยู่ตรงหน้าของลุงในตอนนั้น...เขาไม่ใช่ัเพลิงผู้ใจคอโเี้มาจากไหนทั้งนั้น...แต่เขาเป็เพียงแค่เด็กทารกธรรมดาๆ คนหนึ่ง...ที่้าความรักและการปกป้องดูแลก็เท่านั้นเอง "
หยาดน้ำตาอุ่นๆ หยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือที่แห้งเหี่ยวของชายชรา โซร่าก้มหน้าลงต่ำ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าใส่จนอกแทบะเิ
" ...ทำไมล่ะครับ...ทั้งที่ลุงก็รู้ดีอยู่แก่ใจ...ว่าข้าเป็ตัวอันตรายที่พร้อมจะนำพามหันตภัยมาสู่ชีวิตของท่านได้ทุกเมื่อ...ทำไมลุงถึงยังคงยอมเลี้ยงดูข้า...มอบข้าวปลาอาหารและที่พักให้ข้าตลอดมา... "
ลุงบารอสหัวเราะเบาๆ อีกครั้ง มืออันสั่นเทาพยายามเอื้อมขึ้นไปััาแบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม "ตลอดระยะเวลาสิบเก้าปีที่ผ่านมานี้...เ้าเคยคิดจะลงมือทำร้ายลุงสักครั้งไหมล่ะ...เ้าหนู? "
" ...ไม่...ไม่เคยเลย" โซร่าตอบเสียงสั่น
" แล้วเ้า...เคยไปขโมยข้าวของของคนอื่นมาประทังชีวิตไหม?"
" ...ไม่ครับ "
" แล้วเ้า...เคยคิดที่จะทอดทิ้งคนแก่ขี้บ่นอย่างลุงให้อยู่เผชิญโลกตามลำพังไหม? "
โซร่ากัดริมฝีปากแน่นจนเืซึม หยาดน้ำตาหลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย " ...ไม่มีวันครับ...ข้าไม่เคยคิดเลย "
" งั้น..." ชายชรายกมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากการตีเหล็กขึ้น ลูบเส้นผมสีแดงเพลิงของเด็กหนุ่มเบาๆ อย่างแสนรักและเอ็นดู เหมือนเมื่อครั้งที่โซร่ายังเป็เพียงเด็กชายตัวเล็กๆ " ...แล้วลุงจะต้องไปกลัวอะไรอีกฮึ? คนทั้งโลกใบนี้อาจจะมองว่าเ้าเป็ปีศาจร้ายหรืออสุรกายที่น่าสะพรึงกลัว...แต่มันไม่เคยมีความหมายหรือความสำคัญอะไรสำหรับลุงเลยสักนิด... "
ชายชราเว้นจังหวะ ลมหายใจเริ่มแ่เบาลงไปทุกที " ...เพราะสำหรับคนแก่อย่างลุงแล้ว...เอ็งก็เป็เพียงแค่หลานชาย... เป็หลานชายสายเืมนุษย์ที่ลุงรักและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตแล้ว...โซร่า "
คำพูดที่เรียบง่ายทว่าเต็มไปด้วยความจริงใจอันบริสุทธิ์นั้น ทำหน้าที่เหมือนค้อนเหล็กกล้ามหาศาลที่ทุบลงตรงกลางหัวใจของอดีตราชันัเพลิงผู้มีอายุขัยและดวงจิตยืนยาวผ่านโลกมาเนิ่นนาน เขาไม่เคยพบเจอสิ่งนี้มาก่อนตลอดชีวิตอันโดดเดี่ยว...ไม่เคยมีผู้ใดพูดคำนี้กับเขา...ไม่เคยมีผู้ใดมอบความรักอันยิ่งใหญ่ให้แก่เขาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เลยแม้แต่สิ่งเดียว
ลุงบารอสเริ่มหอบหายใจช้าลงและติดขัด ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างยากลำบาก ทว่าแกก็ยังคงพยายามเค้นยิ้มออกมาเพื่อมอบความเข้มแข็งให้แก่เด็กหนุ่มเป็ครั้งสุดท้าย
"พระแม่ไมอาร์...ไม่ได้มอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่อะไรให้ลุงเลย…พระแม่ไม่ได้สั่งให้ลุงคอยจับตาดูหรือกักขังเ้า...แต่พระองค์ทรงขอร้องให้ลุง มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่สำคัญอะไรกับโลกใบนี้ช่วยอบรมสั่งสอนเ้า...สอนให้เ้าได้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตและเข้าใจความรู้สึกในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง...เพราะว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า...โลกใบนี้...จะ้าพลังของัเพลิงอีกครั้ง..."
ชายชราส่ายหน้าเบาๆ แววตาเริ่มพร่ามัวมองเห็นใบหน้าของหลานชายไม่ชัดเจน " ...แต่โลกไม่ได้้าัเพลิงที่ถูกความโกรธแค้นและเพลิงริษยาครอบงำจนหน้ามืดตามัวเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว...หากแต่โลกกำลัง้า...ผู้พิทักษ์... ผู้พิทักษ์ที่จะใช้เปลวไฟนี้เพื่อปกป้องและโอบอุ้มทุกชีวิตเอาไว้ต่างหาก... "
ดวงตาของโซร่าสั่นไหวอย่างรุนแรง เขาเอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธความจริงตรงหน้าไม่ยอมหยุด " ไม่... ลุงครับ... อย่าพูดเหมือนลุงกำลังจะจากข้าไปแบบนี้...ข้ายัง...ข้ายังไม่เคยได้ทำอะไรเพื่อตอบแทนบุญคุณของลุงเลยสักครั้ง...ร้านตีเหล็กก็ยังสร้างไม่เสร็จ..."
ลุงบารอสยิ้มทั้งน้ำตาที่คลอหน่วย "เ้าตอบแทนลุงมาหมดสิ้นแล้ว...โซร่า...ตอบแทนมาั้แ่วันแรก...วันที่เ้ายอมเปิดปากเรียกคนแก่ไร้ญาติขาดมิตรอย่างข้า...ว่า...ลุง...แล้วล่ะเ้าหนู..."
ฝ่ามือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยด้านจากการทำงานหนักในโรงตีเหล็ก ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไปแตะและลูบแก้มของโซร่าเบาๆ เป็ครั้งสุดท้ายในชีวิต
" มีชีวิตต่อไปนะ... หลานชายของลุง... แล้ว... จงใช้พลังและหัวใจของเอ็ง... ช่วยปกป้องโลกใบนี้... และปกป้องสิ่งสำคัญต่อจากนี้... แทนคนแก่อย่างลุงด้วยนะ... "
สิ้นสุดประโยคคำสั่งเสียอันแสนอ่อนโยน ฝ่ามือที่เคยให้ความอบอุ่นแก่เขามาตลอดสิบเก้าปีก็ค่อยๆ หมดสิ้นเรี่ยวแรง... ล่วงหล่นลงจากใบหน้าของเด็กหนุ่มตกลงสู่ผืนดินอย่างเงียบเชียบ ดวงตาทั้งสองข้างของลุงบารอสปิดสนิทลง ลมหายใจสุดท้ายถูกปล่อยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันสงบชั่วนิรันดร์
ในวินาทีนั้นเอง หยาดน้ำตาหยดแรกในชีวิตของราชันัเพลิงผู้ยิ่งใหญ่ก็ร่วงหล่นลงกระทบพื้นดินพร้อมๆ กับเสียงสะอื้นไห้และเสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า...มันจะเกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตที่เคยเ็าและไร้ความรู้สึกเช่นตนเอง ความเ็ปจากการสูญเสียบีบรัดหัวใจจนแทบแหลกสลาย
และในส่วนลึกที่สุดของจิติญญาอันลึกลับ รอยตราผนึกศักดิ์สิทธิ์ของเทพธิดาไมอาร์พลันะเิแสงสว่างทอประกายสีทองสีชาดออกมาอย่างงดงาม ราวกับพระสุรเสียงของพระแม่กำลงกระซิบเอ่ยคำสอนประโลมใจแก่บุตรชายของตนเองอย่างแ่เบาและนุ่มนวล
" บัดนี้...เ้าเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งแล้วใช่หรือไม่...โซเบล...การมีพลังอำนาจล้นฟ้าเพื่อทำลายล้างโลกใบหนึ่งนั้นมันช่างง่ายดายและไร้ค่ายิ่งนัก...แต่การเรียนรู้ที่จะมีหัวใจอันอบอุ่นเพื่อปกป้องและโอบอุ้มใครสักคนเอาไว้แม้จะเพียงแค่คนเดียว...มันกลับยากเย็นและยิ่งใหญ่เพียงใด... "
ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!
ทันใดนั้นเอง เปลวเพลิงสีแดงเข้มข้นดุจหินหลอมเหลวใต้พิภพพลันปะทุและลุกโชนะเิออกมาจากขั้วหัวใจของโซร่าอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง ทว่าเปลวไฟในคราวนี้กลับแตกต่างจากเพลิงทำลายล้างในอดีตอย่างสิ้นเชิง มันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชัง ความโกรธแค้น หรือความ้าประหัตปะาสรรพสิ่ง...หากแต่มันแปรสภาพและตื่นขึ้นด้วยอำนาจแห่ง ความรัก ความสูญเสียอันแสนสาหัส และคำสัตย์สัญญาชั่วนิรันดร์ที่เขาจะไม่มีวันลืมเลือนไปตลอดชั่วชีวิตในร่างมนุษย์นี้