ล่าผ่าแดนทมิฬ

    ตอนที่ 3 สู่ห้วงมิติอันเร้นลับ! (รีไรท์ครั้งที่ 2)

    เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่วังวนมิติอันเร้นลับ สัมผัสที่ชายหนุ่มผู้รับงานแบกของให้แก่เหล่านักล่าสัมผัสได้ ก็คือความรู้สึกล่องลอยปานตนเองไร้น้ำหนัก มันให้ความรู้สึกสบายอย่างแปลกประหลาดที่สุด จนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะต้องหลับตาลงปล่อยกายปล่อยใจไปกับสัมผัสอันน่ารื่นรมย์นี้…แต่อย่างไรก็ดี…ความรู้สึกล่องลอยนี้คงอยู่เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่ความรู้สึกถึงตนเองและสิ่งโดยรอบจะกลับคืนมาในที่สุด สิ่งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกได้แทบจะทันที ก็คือบรรยากาศโดยรอบที่ค่อนข้างจะเย็นชื้นไม่ค่อยสบายตัวนัก ส่วนฝ่าเท้าทั้งสองของเขาในขณะนี้ ก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงพื้นหินแข็งที่กำลังเหยียบยืนอยู่…ชายหนุ่มผู้ที่ได้หลุดเข้าสู่ “โลกอันเร้นลับ” เป็นที่เรียบร้อย ค่อยๆ ลืมตาขึ้นในบัดนั้น แม้สิ่งแรกที่เห็นจะเป็นความมืดสลัวไม่ชัดเจนนัก แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อชายหนุ่ม ที่จะทำการมองสำรวจไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้…ภายในมิติแห่งนี้เป็นเหมือนโพรงถ้ำขนาดใหญ่ บนเพดานถ้ำสูงขึ้นไปมีหินงอกหินย้อยอยู่เต็มไปหมดจนแน่นขนัด บนเพดานถ้ำถ้าเราลองสังเกตดีๆ เราจะเห็นอะไรบางอย่างคล้ายสารเรืองแสง กำลังส่องสว่างอย่างเลือนราง ทำให้ภายในถ้ำแห่งนี้ไม่ได้มืดสนิทจนมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น เมื่อชายหนุ่มกดสายตาลงมายังพื้นถ้ำ สิ่งที่เขาเห็นก็คือสิ่งที่แทบจะไม่แตกต่างจากด้านบนเพดานเลยแม้แต่น้อย เพราะบนพื้นหินที่เหมือนจะค่อนข้างเปียกชื้นของสถานที่แห่งนี้ มันเต็มไปด้วยหินงอกมากมายเรียงกันไปเป็นแถบละลานตา ตามพื้นมีหินก้อนเล็กๆ ตกอยู่ประปรายเต็มไปหมด ถ้าเกิดเดินไม่ระวังแล้วเผลอไปเหยียบเข้า อาจทำให้ขาพลิกหรือแพลงได้…รอบๆ ร่างของเขาในบัดนี้ ยืนแน่นขนัดไปด้วยเหล่านักล่านับสิบชีวิต แต่ละคนต่างพากันมองสำรวจห้วงมิติในครั้งนี้เล็กน้อย ก่อนที่เสียงของวีจะตะโกนดังมาจากที่ไหนสักแห่งด้านซ้ายมือ สั่งการให้คนทั้งหมดเริ่มตั้ง “ขบวนการเดิน” ได้ เหล่านักล่าผู้หมายมั่นจะพิชิตห้วงมิติแห่งนี้ไม่รอช้า พวกเขาเริ่มทำการจัดขบวนในทันทีนั้น เสียงตะโกนเอะอะดังมาให้ได้ยิน ส่วนเชนก็รู้หน้าที่ รีบก้าวถอยหลัง เหลบให้พ้นระยะจากการจัดขบวน เพื่อไม่ให้ไปเกะกะพวกเขา…การจัดขบวนการเดินเท่าที่เชนดูมาไม่มีอะไรซับซ้อน…พวกที่ถือโล่ ซึ่งถือว่าต้องเป็นตัวปะทะด่านแรกสุด เดินนำหน้าเตรียมปะทะให้กับคนทั้งกลุ่ม เจมส์เองมันก็อยู่ในแถวหน้านี้เช่นกัน ซึ่งนอกจากมันแล้ว ก็มีชายอีกคนที่ถือโล่ขนาดใหญ่ไว้ ซึ่งทำให้แถวหน้านี้มีทั้งสิ้นสองคนถ้วนตรงกลาง เป็นกลุ่มผู้ใช้อาวุธระยะประชิดและระยะกลาง มีด้วยกันทั้งหมดห้าคน และวีผู้ที่ใช้ขวานสองคมเป็นอาวุธก็อยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนแนวหลัง เป็นหน่วยระยะไกลและหน่วยแพทย์ แนวหลังนี้มีด้วยกันทั้งสิ้นสี่คนนับรวมเชนเข้าไปด้วย มายหลานสาวของวีเองก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นเดียวกับเขา อาวุธของเธอเป็นธนูเหล็กดำที่ดูแข็งแรงและสายหนาแทบนิ้วชี้ เธอทำการสะพายธนูไว้บนไหล่ เคียงข้างไปกับกระบอกลูกธนูที่เชนดูด้วยตาเปล่า ก็นับได้ว่าใส่ไว้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบดอก…เชนมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยสายตาอันใสกระจ่างคู่นั้น บรรยากาศเริ่มตึงเครียดหนักอึ้งขึ้นในทุกขณะจิตจนชายหนุ่มสัมผัสได้ เขานำมือทั้งสองจับสายสะพายให้แน่นขึ้น เตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนในวันนี้ให้ดีที่สุด…แต่ครั้นนั้นเอง…“อย่ามาเกะกะล่ะ…ไอ้เด็กแบกของ”ตอนนั้นเอง ที่เจมส์มันเดินผ่านตัวเขาไปเพื่อขึ้นไปยังแนวหน้า ขณะที่มันเดินผ่านเฉียดเขาไปนั้น มันก็ได้หันมาพูดกับเขาด้วยสายตาเย็นชาไม่เป็นมิตรอย่างชัดเจนเชนเหลือบตามองมันเล็กน้อย โดยไม่ได้พูดอะไรตอบโต้ทั้งสิ้น จนทำให้เจมส์ที่เหมือนคาดหวังว่าเชนจะโต้เถียงอะไรกลับมา ถึงกับร้อง “หึ!” ออกมาอย่างดูแคลน ที่เหมือนเขาจะไม่กล้าต่อปากต่อคำกับมัน…เจมส์ดึงสายตาของมันกลับไป แล้วก็เดินแหวกผู้คนขึ้นไปทำหน้าที่ของมัน…“…”เชนมองตามแผ่นหลังของมันไป ก่อนที่จะส่ายหัวออกมาเบาๆ…  ขบวนของเหล่านักล่าที่ถูกจัดวางกันอย่างเป็นระบบระเบียบ เริ่มออกเดินไปในถ้ำหินงอกหินย้อยอันมืดสลัว บรรยากาศอันเย็นชื้นหนักอึ้งของถ้ำแห่งนี้ ทำให้เหล่ามนุษย์ทั้งสิบเอ็ดชีวิตต่างรู้สึกตื่นตัวอย่างประหลาด…ในแนวหลังที่เชนกำลังเดินอยู่นี้ นอกจากมายแล้วก็มีหน่วยแพทย์อีกหนึ่งคนเป็นผู้หญิง ส่วนอีกคนเป็นนักธนูเหมือนกับมาย เขาเป็นชายร่างผอมดูปราดเปรียวสมกับเป็นนักธนูพอควรมายกำลังเดินขนาบเคียงข้างเขา ตาม “หน้าที่” ซึ่งเธอได้อาสากับลุงของเธอไว้ ส่วนสายตาอันคมกริบสมกับเป็นผู้ใช้อาวุธระยะไกลนั้น ก็ตวัดมองไปโดยรอบอย่างระวังภัย…"เชนนายเดินตามหลังฉันไว้ล่ะ อีกเดี๋ยวก็คงเจออสูรแล้ว" มายที่ขณะนี้มือหนึ่งถือธนู ส่วนอีกมือก็ถือลูกธนูไว้อย่างพร้อมใช้งาน หันมากล่าวกำชับกับเชนอีกครั้งเชนยกยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมกับพยักหน้าเป็นการตอบรับ…ชายหนุ่มค่อนข้างรู้สึกดีกับแม่สาวนักธนูคนนี้ไม่น้อย เพราะในตอนที่เจมส์พูดแดกดันเขาก่อนหน้านี้ตรงทางเข้า ก็มีเพียงมายนี่แหละที่ออกมาพูดว่าจะช่วยดูแลให้ ถึงแม้จะรู้สึกเสียหน้าไม่น้อยที่ต้องให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ มาดูแล แต่เชนก็เข้าใจดีว่าตอนนี้ตัวเขานั้น…อ่อนแอเพียงใดทั้งขบวนเดินลึกเข้าไปในถ้ำอันมืดสลัวอีกร่วมสิบนาที จนบรรยากาศอันตึงเครียดก่อนหน้านี้เหมือนจะผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว แม้แต่เชนที่ตื่นตัวระวังภัยเต็มที่เอง ก็ยังรู้สึกผ่อนคลายขึ้นตามเวลาที่ไหลผ่านไป…แต่ครั้นนั้นเอง!!“เจออสูรแล้ว! ทุกคนเตรียมตัว!”เสียงจากหัวแถวไกลออกไปดังมาให้ได้ยิน เสียงอาวุธนานาชนิดถูกตวัดเตรียมพร้อมดังก้องไปทั่วทั้งโถงถ้ำ!จากนั้นเพียงอึดใจเดียว…เสียงการต่อสู้ก็อุบัติขึ้น! เชนที่อยู่แนวหลังไม่อาจเห็นการปะทะได้ชัดเจนนัก แต่อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มผู้ที่บัดนี้หรี่ตาจนแทบจะเป็นเส้นตรง ก็เหมือนจะเห็นอย่างเลือนรางถึงเงาร่างของ…กิ้งก่า?!เสียงการต่อสู้ดังไปทั่วโถงถ้ำอันปิดทึบ! พร้อมกับที่เหล่านักล่าต่างเริ่มทำหน้าที่ของตน เชนก็เห็นมายที่ถือธนูไว้อย่างเตรียมพร้อมนั้น ก้าวเท้าเดินขึ้นไปในจุดที่น่าจะเป็นจุดนัดหมายกับกลุ่มไว้ เธอทำการยกคันธนูขึ้น ลูกศรในมือขวาถูกพาดลงบนคันธนูเตรียมแผลงศรอย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว และเมื่อทันทีที่เสียงสัญญาณจากแนวหน้าที่กำลังปะทะในระยะประชิดดังมา…ทั้งเธอและชายร่างผอมอีกคน ก็ทำการปล่อยลูกศรออกไป จนเกิดเป็นเสียงแหวกอากาศคมกริบน่าขนลุก!!ลูกธนูดอกแล้วดอกเล่าพุ่งทะลวงผ่านความมืดมิดออกไป รวดเร็วจนเชนไม่อาจมองตามได้ทัน!!เสียงต่อสู้ระคนไปกับเสียงตะโกนดังโหวกเหวก…และพร้อมกันนั้น…ก็มีเสียงคำรามกรีดร้องของสัตว์อสูรให้ได้ยินเป็นพักๆ!บรรยากาศของถ้ำแห่งนี้ เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปในวินาทีนี้อย่างปัจจุบันทันด่วนที่สุด! จากที่เมื่อครู่บรรยากาศเต็มไปด้วยความเย็นชื้นสะท้านใจ แต่บัดนี้เพียงพริบตาเดียวกลับกลายเป็น…ร้อนรุ่มเร่งเร้าจนหัวใจแทบหลุดออกจากร่าง!หลังจากนั้นประมาณสามนาที…การต่อสู้อันดุเดือดก็ได้จบสิ้นลง ซึ่งดูแล้วก็สมกับที่เป็นมิติระดับต่ำ เพราะนักล่าทุกคนบัดนี้แม้จะเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา แต่ทุกคนกลับดูจะสบายๆ กันทั้งสิ้น และเมื่อเชนลองมองสำรวจร่างกายของพวกเขาเหล่านี้จากไกลๆ แล้ว มันก็เหมือนจะไม่มีใครสักคนที่ได้รับบาดเจ็บเลย…ระหว่างนี้ก็มีคนเดินมาหาเชนบ้าง บ้างก็มาเอาน้ำที่เชนแบกไว้ บ้างก็เอาของบางอย่างมาฝากเขาไว้ กระเป๋าที่เชนแบกไว้นั้นส่วนมากก็เป็นเครื่องดื่ม อาหาร และของจำเป็นต่างๆ ของเหล่านักล่าเหล่านี้นั่นเองตอนนี้ทั้งกลุ่มต้องหยุดชะงักกันไปครู่หนึ่ง เนื่องด้วยขณะนี้ กลุ่มด้านหน้าเหมือนจะกำลังทำการผ่าซากของอสูรที่ถูกสังหารไปแล้วนั้น…ผ่าราวกับกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ด้วยความสงสัยต่อเหล่าอสูรในมิตินี้ และเห็นว่าทุกอย่างได้เรียบร้อยลงแล้ว เชนจึงก้าวเท้าเดินขึ้นไปเพื่อขอดูให้หายสงสัย ซึ่งมายเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เธอเดินตามประกบเขา เดินขึ้นไปยังหน้าขบวนด้วยกัน…เชนเห็นอสูรที่เหล่านักล่ากำลังทำการชำแหละกันแล้ว…หน้าตาของพวกมันก็เหมือนที่เชนสังเกตเห็นได้จากไกลๆ ก่อนหน้านี้ พวกมันคือ “กิ้งก่า” จริงๆ! ตัวของพวกมันมีสีเขียวอ่อน ลักษณะทุกอย่างแทบจะไม่แตกต่างจากกิ้งก่าที่เห็นได้ทั่วๆ ไปในโลกภายนอกเลยแม้แต่นิด…แต่อย่างไรก็ดี…พวกอสูรเหล่านี้ มันต่างจากกิ้งก่าทั่วๆ ไปก็ตรงที่แต่ละตัวนั้น…มีขนาดใหญ่กว่าที่โลกภายนอกร่วมสิบเท่าเห็นจะได้!!ขนาดแทบจะเท่ากับ…เด็กสิบขวบได้เลยทีเดียว! ซึ่งที่พื้นถ้ำในขณะนี้ ก็ได้มีซากของพวกมันนอนแน่นิ่งอยู่ด้วยกันสี่ตัว! แต่ละตัวไม่ขาขาดก็แขนขาด มีตัวหนึ่งที่ถึงกับหัวหลุดออกจากบ่าไปเลยทีเดียว! สภาพแต่ละตัวอยู่ในลักษณะแหลกเละน่าสยดสยอง ไม่มีสักตัวที่จะอยู่ในสภาพปกติที่เห็นแล้วไม่ชวนอาเจียน!“เจอ “แกนปราณ” แล้ว!”ขณะนั้นเอง นักล่าคนที่กำลังผ่าร่างของอสูรกิ้งก่าตัวหนึ่งอยู่ ก็ได้ทำการยกอะไรบางอย่างชูขึ้นเหนือหัวให้คนในกลุ่มเห็น ซึ่งสิ่งที่อยู่ในมือของเขาที่เจ้าตัวเรียกว่า “แกนปราณ” นั้น มันก็เป็นเหมือนกับหินขนาดเล็กเท่าลูกแก้ว ซึ่งมีสีเขียวจางๆ ดูเลือนรางไม่ชัดเจนนัก…“แกน “สีเขียว” จางสุดๆ เลยแฮะ”นักล่าชายที่อยู่ไม่ไกลนักพูดขึ้น เมื่อเห็น “หินแกนปราณ” ที่เพื่อนชูให้ดูซึ่งเมื่อนักล่าผู้ทำการผ่าซากได้ยินเช่นนั้น เขาก็หันมองไปยังผู้ที่พูดเมื่อครู่ ก่อนที่จะพูดสัพยอกไปว่า…"ก็มันแค่อสูรระดับเก้านี่นา ถ้านายอยากได้เข้มๆ งั้นก็ไปฟัดกับอสูรระดับร้อยสิ" นักล่าผู้ถูกสัพยอกถึงกับคิ้วกระตุก แถมนักล่ารอบๆ หลายคนเหมือนจะส่งเสียงสนับสนุนคำพูดนั้นอีกด้วย…“ไอ้บ้า! ข้าระดับแค่ยี่สิบเจ็ด ให้ไปฟัดกับระดับร้อย? โดนมันตดใส่ข้าก็ตายแล้ว!”สิ้นเสียงนั้น เสียงหัวเราะจากนักล่าโดยรอบก็ดังมาบางเบาให้ได้ยิน“เลิกคุย…เร่งมือหน่อย”วีที่เดินมาถึงและเห็นว่างานไม่เดินนัก พูดออกมาด้วยเสียงห้วนเข้ม จนนักล่าถึงกับเงียบเสียงแล้วก็กลับไปเร่งมือทำหน้าที่ของตน…หินแกนปราณ…หินที่อสูรทุกตัวมีอยู่ในร่าง เมื่อสามารถสังหารอสูรได้ เหล่านักล่าก็จะทำการผ่าเอาหินแกนปราณออกมา สำหรับอสูร “ขั้นสามัญ” หินแกนปราณนั้นมีสีเขียว และยิ่งอสูรตนนั้นมีระดับสูงมากเท่าไหร่ สีของหินแกนปราณก็จะยิ่งเข้มขึ้นมากเท่านั้น นั่นก็หมายความว่ายิ่งเข้มก็ยิ่งมีคุณภาพ และสามารถนำไปขายได้ในราคาที่สูงมากขึ้น!หินแกนปราณสามารถนำไปทำประโยชน์ได้อย่างหลากหลายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ…ยา…พลังงาน…และที่สำคัญที่สุด หินแกนปราณนี้มีไว้สำหรับเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเหล่านักล่า! เมื่อนำหินแกนปราณเหล่านี้ไปทำการ “ดูดซับ” ก็จะทำให้ “พื้นฐานปราณ” ของเขาหรือเธอสูงขึ้น! และสิ่งนี่เองคือสาเหตุสำคัญที่สุด ที่ทำให้หินแกนอสูรเป็นที่ต้องเป็นอย่างมาก!เมื่อจัดการชำแหละผ่าซากร่างของ “อสูรกิ้งก่า” จนแล้วเสร็จ เหล่านักล่าก็พากันเดินเข้าไปด้านในลึกขึ้นเรื่อยๆ…ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไหร่…ขบวนของเหล่านักล่าก็ยิ่งเจอเข้ากับเหล่าอสูรกิ้งก่ามากขึ้นเท่านั้น! แต่อย่างไรก็ดี ระดับที่เชนลองลอบ “ตรวจสอบ” ดู ทำให้พบว่าอสูรกิ้งก่าพวกนี้ ส่วนมากแล้วล้วนอยู่ที่ระดับสิบถึงสิบเจ็ดเท่านั้น มีบ้างบางครั้งที่มีตัวระดับสิบแปดถึงยี่สิบโผล่มา แต่มันก็เท่านั้น เมื่อต้องมาเจอกับเจมส์ที่อยู่ใน “ขั้นสามัญระดับยี่สิบแปด” พร้อมกับนักล่าคนอื่นๆ ที่มีระดับประมาณนี้กันเกือบทั้งสิ้น มันก็กลายเป็นเหมือนผู้ใหญ่ลงมือรังแกเด็กยังไงยังงั้น…ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวีที่เชนแอบ “ตรวจสอบ” แล้วก็ต้องหนาวสะท้าน…ขั้นสามัญ ระดับสี่สิบแปดเชนกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก…และแล้วก็เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ…ตลอดทางในถ้ำอันมืดสลัว เหล่านักล่าพบเจออสูรกิ้งก่าเกือบทุกฝีก้าว แต่ทุกครั้งก็สามารถจัดการได้อย่างราบรื่นไร้ปัญหา ซึ่งมันก็สมกับเป็นมิติระดับต่ำ เพราะยังไงซะ นักล่ากลุ่มนี้จริงๆ แล้วมีความสามารถมากพอที่จะลง “มิติระดับกลาง” ได้ด้วยซ้ำ พอพวกเขาเหล่านี้มาลงมิติระดับต่ำแบบนี้ ทุกอย่างมันจึงดูราบรื่นไร้ปัญหาใดๆ ไปเลย…....เวลาล่วงผ่านไปราวสองชั่วโมงเหล่านักล่าเดินตะลุยสังหารอสูรกิ้งก่ามาเรื่อยๆ นับแล้วคงประมาณร้อยกว่าตัวเห็นจะได้ หินแกนปราณเองก็ถูกผ่าชำแหละออกมาได้ในปริมาณที่วีพยักหน้าอย่างพึงพอใจ…แล้วในที่สุด เส้นทางเบื้องหน้าก็เปลี่ยนจากโพรงถ้ำ กำลังจะกลายเป็นโถงกว้างที่ดูแล้วใหญ่โตพอดู แต่เพราะด้วยที่ด้านในมีแสงสว่างไม่มากนัก ทำให้เหล่านักล่าไม่สามารถเห็นด้านในได้ชัดเจนมากนัก…“เอาล่ะ…ด้านหน้าในโถงนั่นคงเป็น “บอส” ของมิตินี้แล้ว ให้พักกันสิบนาที แล้วเราไปจัดการกันให้เสร็จ”วีเมื่อเห็นโถงถ้ำด้านหน้าก็พูดขึ้นเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน และเมื่อพูดจบ เขาก็ทำการวางขวานสองคมของตนลงกับพื้น ก่อนที่จะทิ้งตัวนั่งลงพิงก้อนหินใกล้ๆ นั้น หลับตาลงพักเหนื่อย หลังจากที่ต่อสู้อย่างทรหดตรากตรำมาร่วมสองชั่วโมง…นักล่าคนอื่นเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ต่างพากันไปนั่งพักเช่นกัน…เชนรู้หน้าที่ ชายหนุ่มเดินเอาน้ำและอาหาร จากกระเป๋าที่ตัวเขาแบกไว้ไปแจกจ่ายให้กับนักล่าที่กำลังนั่งพัก บางคนเมื่อรับไปก็ยิ้มให้เป็นการขอบคุณ บางคนก็พยักหน้าด้วยท่าทีเรียบนิ่ง แต่ก็มีบางคนเช่นกัน ที่ไม่แม้แต่จะหันมองเขาเลยด้วยซ้ำ…อย่างเช่นเจมส์เป็นต้น เจมส์ที่บัดนี้ไปนั่งพักอยู่ใกล้ๆ มาย มันเอ่ยปากคอยชวนหญิงสาวคุยไม่หยุด แต่ดูๆ ไปแล้ว มายเองก็เหมือนจะค่อนข้างรำคาญมันไม่ใช่น้อย เพราะไม่ว่ามันจะพูดชวนคุยเท่าไหร่ เธอก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่คุย ไม่ตอบ ปล่อยให้มันพูดอยู่คนเดียวกับอากาศไปเช่นนั้น…เชนทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เขาเดินเอาน้ำกับอาหารไปวางไว้ให้ทั้งมายและเจมส์ ซึ่งเมื่อเขามาถึง เฟรมมันก็ชะงักเลิกคุยกับอากาศไป…“ขอบคุณนะ”นักธนูสาวหันมายิ้ม กล่าวขอบคุณพร้อมยกขวดน้ำที่เขาเอามาให้ขึ้นดื่มส่วนเจมส์…เมื่อมันเห็นมายพูดพร้อมยิ้มให้เชนเช่นนั้น มันก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน…และในขณะที่ที่เชนจะหันหลังเดินกลับไปนั่นเอง…“ดีนี่…รู้หน้าที่ดีไอ้ขี้ข้า”เสียงของเจมส์จากทางด้านหลัง เน้นคำว่า “ขี้ข้า” เป็นพิเศษ“เจมส์?!”เสียงร้องตำหนิของมายดังขึ้นแทบจะทันทีนั้น ก่อนที่เธอจะเหลือบมองไปที่เชนเล็กน้อย…แต่อย่างไรก็ดี…“ไม่เป็นไรมาย ฉันไปก่อนนะ”เชนพูดทั้งที่หันหลังอยู่เช่นนั้น ก่อนที่จะก้าวเท้าจะเดินต่อ…แต่…“หึ! พวกอ่อนแอปวกเปียกหัดเจียมตัวแบบนี้น่ะดีแล้ว…ไอ้กระจอก!”สิ้นเสียง เจมส์มันก็หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงอันดูแคลนเย้ยหยันเหล่านักล่าที่นั่งพักอยู่และหันมามองกันตั้งแต่แรก บางคนเมื่อได้ยินที่เจมส์มันพูดก็เพียงมองเฉยๆ บางคนก็หัวเราะออกมาเบาๆ ต่อนิสัยอันธพาลของเจมส์ที่พวกเขาต่างคุ้นชินกันเป็นอย่างดี…จะมีก็แต่วี ที่ลืมตามองไปยังเจมส์แล้วก็ขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างไม่ชอบใจนัก“…”เชนยังคงไร้ซึ่งคำพูดโต้ตอบเช่นเดิม ชายหนุ่มทำราวกับคำพูดนั้นของเจมส์ มันเป็นเพียงแค่ลมหอบหนึ่งที่ผ่านหูไป ชายหนุ่มเดินผ่านเหล่านักล่าที่พากันเหลือบมองเขาเล็กน้อยไป ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งในมุมที่ไม่มีคนนัก…เหล่ามนุษย์ทั้งสิบเอ็ดชีวิตต่างพากันนั่งพักด้วยประการฉะนี้…โดยที่ไม่มีแม้แต่ผู้เดียวจะตระหนักถึงเลยว่า…สูงขึ้นไปบนเพดานถ้ำ ณ จุดที่เหล่านักล่ากำลังนั่งพักอยู่ในขณะนี้ ในซอกหลืบของหินย้อยมุมหนึ่ง ตรงจุดอันเป็นเงามืดซึ่งยากจะสังเกตเห็นนั้น… ขณะนี้…ได้มี “กลุ่มก้อนพลังงานสีดำมืดทมิฬ” รูปร่างไม่แน่ชัด กำลังหลบซ่อนอยู่ภายในเงามืดนั้น พร้อมกับกำลังจับจ้องลงไปยังกลุ่มของเหล่ามนุษย์เบื้องล่าง?!!