“มัวพูดจาเพ้อเจออะไรอยู่ได้ หากดูดซับพลังจากผลท้อเสร็จแล้ว ก็มาช่วยข้าตัดต้นไม้หน่อยปะไร” เหม่ยอิงเท้าเอวบอก ความจริงแล้วการตัดต้นไม้สำหรับนางไม่ใช่เื่ยาก เพียงแต่การสร้างบ้านเนี่ยสิดูจะยากไปหน่อย
นางเป็คนยุคใหม่ย่อมเห็นสถาปัตยกรรมมากมายในชาติที่แล้ว แต่การที่ต้องสร้างมันออกมาเป็รูปเป็ร่างนั้นยากยิ่ง สิ่งนี้ต้องใช้จินตนาการสูงและความคิดด้านออกแบบ หรือเอาง่ายๆ ต้องมีพร์นั่นแหละ
“ท่านเซียนจะตัดต้นท้อพวกนี้ไปทำไมหรือขอรับ” ในเมื่อท่านเซียนไม่อยากยอมรับว่าช่วยเหลือ เย่เฟิงก็จะไม่พูดถึงประเด็นนี้อีก
“ข้าจะสร้างบ้าน เ้าเองก็เห็นที่อยู่ของข้าแล้วนี่นาว่ามันเป็บ้านดินหลังเล็ก บ้านเล็กๆ แบบนั้นข้าจะอาศัยอยู่กับลูกสามคนได้เช่นไร นอกจากนั้นตอนนี้ต้นท้อก็เติบโตเต็มที่ ผลของมันถูกเก็บแล้วเหลือต้นไว้เปล่าๆ ก็ไร้ประโยชน์ นำมาสร้างเป็บ้านจะดีกว่า” เหม่ยอิงรู้ว่าใช้เวลาไม่นานในการออกผลผลิตครั้งที่สองของต้นท้อ แต่นางทำไมต้องรอในเมื่อสามารถปลูกได้ทุกเมื่อ
อีกอย่างตอนนี้การมีที่อยู่อาศัยสำคัญกว่า ไหนจะลูกทั้งสามคน ต่อให้เด็กพวกนั้นมีเืของสกุลหลี่ก็ตาม แต่นางยังคงเป็แม่
“เื่นี้ไว้ใจข้า” เย่เฟิงถกแขนเสื้อขึ้น เตรียมตัดต้นไม้ที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้าดิน บอกตรงๆ ว่าสำหรับเขาการทำเช่นนี้เป็การสิ้นเปลืองยิ่ง แต่ในเมื่อเป็บ้านของท่านเซียน มันย่อมต่างจากถ้ำของนักพรตธรรมดา
เหม่ยอิงนั่งยองๆ แล้วเริ่มวาดรูปร่างของบ้าน “นี่คือบ้านที่ข้าอยากให้เ้าสร้าง รูปร่างมันอาจแปลกตาสักหน่อย โดยข้างหน้าจะขุดหลุมใหญ่ไว้เลี้ยงปลา”
บ้านที่เหม่ยอิงวาดเป็ชั้นเดียวรูปตัว U โดยตรงกลางจะเป็หลุมตามที่นางกล่าว เป็บ่อน้ำขนาดใหญ่และยังมีศาลาเล็กๆ อยู่ริมสระ ทางเดินที่ถูกแยกออกมาตามตัวอาคาร
เย่เฟิงก้มมองสิ่งปลูกสร้างที่ถูกวาดขึ้นและรู้สึกว่ามันประหลาด นี่ไม่เหมือนกับตำหนักใหญ่เลยสักนิด จะว่าบ้านของปุถุชนก็ไม่ใช่
“สมกับเป็ท่านเซียน แค่บ้านก็แฝงด้วยกลิ่นอายลึกซึ้งยากที่จะมองทะลุ นับถือ นับถือ” เย่เฟิงชื่นชม หลังจากนั้นจึงเริ่มลงมือตัดต้นไม้ เขาไม่ได้ใช้กระบี่คู่ใจแต่ตั้งใจใช้ร่างกายเป็กระบี่ ตามแนวทางที่เหม่ยอิงได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้
นิ้วชี้และนิ้วกลางจรดหน้าผาก ั์ตาของเย่เฟิงดูมุ่งมั่น ทันใดนั้นมองเห็นบริเวณนิ้วมีกระบี่ที่ถูกควบแน่นจากพลังิญญา มันเป็สีฟ้าและมีความแหลมเป็อย่างมาก เท้าสะกิดพื้นดินแล้วร่างจึงทะยานเข้าหาต้นไม้ใหญ่ แสงสีฟ้าสาดแทงไปเบื้องหน้า มองเห็นต้นท้อสองต้นถูกตัดโค่นลงมา
“แข็งมาก ตัดแทบไม่เข้าแน่ะ” เย่เฟิงมองผลงานตัวเองหน้าผากปรากฏเหงื่อเย็น หากมีกระบี่อยู่ในมือสำหรับเขามันคงเป็เื่ง่ายกว่านี้ แต่ถึงอย่างไรต้นไม้ก็ถูกยกระดับด้วยอาณาเขต ต่อให้ใช้กระบี่คาดว่าจะยิ่งเปลืองพลังิญญากว่าเดิม
“เ้าไหวหรือเปล่าเนี่ย ้าให้ข้าช่วยไหม” เหม่ยอิงที่อยู่ไม่ไกลถาม สำหรับนางการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาเขตง่ายดายราวปลอกกล้วย ดังนั้นจึงไม่รู้สึกว่ามันยากหากต้องตัดต้นไม้
“ไหวขอรับ แค่นี้เองสบายมาก ท่านเซียนโปรดนั่งพักเถิด หรือไม่ก็นอนสักตื่นหนึ่งก็ได้ ข้ารับรองว่าท่านเซียนตื่นขึ้นมาจะพบกับบ้านที่เสร็จสมบูรณ์พร้อมอยู่อาศัย” เย่เฟิงกล่าวหนักแน่น
“ได้ ถ้าเ้าว่าเช่นนั้นล่ะก็”
เย่เฟิงถอนหายใจโล่งอกเมื่อเหม่ยอิงเห็นด้วย หันกลับไปมองต้นไม้หลายสิบต้นและแบบแปลนที่ถูกร่าง เม็ดเหงื่อเริ่มปรากฏบนหน้าผาก
“นี่ต้องเป็การทดสอบของท่านเซียน หากแค่ตัดไม้สร้างบ้านยังทำไม่ได้ การบรรลุตนแสวงหามรรคคาอันยิ่งใหญ่สำหรับข้าคงเป็ไปไม่ได้ อีกอย่างข้ายังมีผลท้ออีกเก้าลูก หากพลังิญญาแห้งเหือดเมื่อใดค่อยนำออกมากิน เท่านี้ก็น่าจะพอสำหรับตัดไม้สร้างบ้าน” เย่เฟิงเริ่มวางแผนต่างๆ ในใจ แต่หากเหม่ยอิงรู้ว่ามันทำให้เขาลำบากขนาดนี้ล่ะก็ นางทำเองเสียดีกว่า
ปล่อยให้เย่เฟิงจัดการสร้างบ้านไป ส่วนตัวเหม่ยอิงเวลานี้เดินสำรวจที่นาหนึ่งร้อยหมู่ที่เพิ่งซื้อมา
มันเป็ที่ดินขนาดใหญ่หลังเขาหมู่บ้านกวนปิง อากาศของที่นี่ดีมาก หากเป็ชาติก่อนมีที่ดินแบบนี้เหม่ยอิงคงสามารถนำมาลงทุนเปิดเป็รีสอร์ทราคาแพงได้ กลายเป็หมูนอนกินไม่ต้องทำงาน แต่ถึงตอนนี้นางจะมีที่ดินเยอะแล้วก็ต้องทำงานหนัก เพื่อยกระดับ(อาณาเขตเซียนา)
เดินได้ครึ่งค่อนวันเหม่ยอิงมองเห็นเพียงทุ่งข้าวสาลีสีเขียว หากนางชักนำเมฆฝนจากท้องฟ้าเป็แหล่งอาหารคาดว่าข้าวสาลีคงพร้อมเก็บแต่นางไม่ทำอย่างนั้น เพราะยิ่งผลผลิตมากเกินไปก็ต้องคำนึงถึงที่เก็บ ไหนจะตลาดที่วางขาย
“ฉันไม่สามารถขายทุกอย่างในอาณาเขตเซียนที่ตลาดคนธรรมดาได้ ทุกอย่างของที่นี่เป็ของวิเศษ หากคนธรรมดากินเข้าไปล่ะก็อาจไม่ใช่ผลดีนัก นอกจากนั้นเื่ราคาเองก็สำคัญ จำเป็ต้องหาตลาดสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรโดยเฉพาะ” เหม่ยอิงเริ่มคิดทำการค้า
เป็ผู้หญิงยุคโบราณใครว่าต้องถูกดูแลโดยสามี หรือมีอ๋องจากต่างแคว้นมาหมั้นหมาย เหม่ยอิงคิดใช้ความสามารถของตัวเองเปลี่ยนโชคชะตา
ในเมื่อสามีมันห่วยก็อย่ามี ข้าเดินลำพังจะดีกว่า
“ใกล้จะตกเย็นแล้วคงต้องไปตามหลี่จุน หลี่กุ้ยและหลี่เหนียงมาอยู่ที่นี่ จะให้พวกเขาอยู่กับบ้านสกุลหลี่ไม่ได้เด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะมีสายเืเดียวกันก็ไม่สามารถรับประกันความระยำที่พวกเขาทำได้” เหม่ยอิงมองดวงตะวันบนท้องฟ้าที่เปลี่ยนตำแหน่ง หลังจากมาอยู่ยุคโบราณไม่มีนาฬิกาบอกเวลาจำต้องปรับตัวกลายเป็คนช่างสังเกต
ตอนนี้เดินออกจากอาณาเขตไม่เหนื่อยแล้ว อาจเพราะกินลูกท้อเพลิงมากกว่า 10 ผล ทำให้นางมีพลังอันมหาศาลอัดแน่นอยู่ในร่างกาย
ผู้ชายร่างกำยำยุคโบราณอย่างนั้นหรือ ขอแค่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตนนางสามารถล้มได้ด้วยหมัด!
.....
เทือกเขาที่อยู่ถัดไปจากหมู่บ้านกวนปิงกำลังมีกลุ่มนักพรตสวมชุดสีดำไล่หวดพยัคฆ์ขาว
พยัคฆ์ขาวผู้นี้แปลงกายเป็หนุ่มหล่อ ผมยาวสีขาว ั์ตาสีฟ้า ผิวขาวดุจมุกล้ำค่า สวมชุดคลุมสีขาวเคลื่อนไหวผ่านต้นไม้น้อยใหญ่ หนีการไล่ตามของกลุ่มผู้ชั่วช้าด้านหลัง
“พยัคฆ์น้อยนั่นรวดเร็วยิ่ง จะปล่อยให้มันหนีรอดไปไม่ได้เด็ดขาด กระดูกและเส้นิญญาของมันมีราคาสูง หากมันตกไปอยู่ในมือของผู้อื่นล่ะก็...” หนึ่งในนักพรตชุดดำเริ่มกังวลเมื่อเห็นพยัคฆ์ขาวห่างออกไปเรื่อยๆ
“กระจายกำลัง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้เราต้องล่ามันให้ได้!” อีกคนเสริม
พวกเขาเริ่มโจมตีพยัคฆ์ขาวอย่างหนักหน่วง อสูรหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวมีเืซิบที่มุมปาก ตอบโต้ด้วยกำลังทั้งหมดที่มี แต่ฝีเท้าด้านหลังกลับเร่งความเร็วตามมาไม่ลดละ
“คงไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสละมุกิญญาสร้างเส้นทางหนี แต่หากทำเช่นนั้นพลังิญญาของข้าอาจถดถอย แปลงกายไม่ได้อีกเลย...” พยัคฆ์ขาวผินหน้ามองบุคคลเื้ัที่ไล่ฆ่ามา สุดท้ายกัดฟันกรอดคายมุกิญญาออกมา ตัดสินใจโต้ตอบด้วยพลังทั้งหมดที่มี
ทันใดนั้นแสงจากมุกิญญาก็ะเิออกเป็วงกว้าง พัดกลุ่มนักพรตชั่วช้าให้สิ้นชีพ พยัคฆ์ขาวทะยานร่างผ่านูเาลูกนี้ก่อนจะเข้ามายังูเาหมู่บ้านกวนปิง แต่ยังไม่ทันไรร่างเขาก็เริ่มหดเล็กลง กลายเป็พยัคฆ์ขาวตัวเล็ก
เขา้าหาที่ซ่อนแต่บังเอิญจังหวะนั้นเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาเห็น พยัคฆ์ขาว้าวิ่งหนีแต่ไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้น จึงถูกจับโดยมนุษย์เด็กผู้นั้นไป
“แมวขาวน่ารักจัง มาทำอะไรอยู่แถวนี้ละเนี่ย ขาหลังเหมือนว่าจะเจ็บ คงต้องพากลับบ้านไปทำแผล” เด็กหญิงตัวเล็กๆ ช่างสังเกต เพียงพลิกตัวก็เห็นาแเ้าตัวเล็ก
“ทำอะไรน่ะหลี่เหนียง ตะวันกำลังจะตกดินแล้วรีบกลับเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นใหม่” หลี่กุ้ยที่อยู่ไม่ไกลบอก
“ข้าได้แมวขาว ข้ากะว่าจะเอาไปเลี้ยง”
“แมว...ไหนข้าดูหน่อย” หลี่จุนและหลี่กุ้ยเดินเข้ามาดู พยัคฆ์ขาวที่มีร่างกายเล็กๆ เหมือนลูกแมวเพราะมุกิญญาถูกทำลาย ตอนนี้ไร้สิ้นพลังจึงทำได้เพียงส่งเสียงขู่
“มันดูไม่เชื่อง เ้าจะเลี้ยงมันจริงหรือ” หลี่จุนถาม
“อื้ม”
“เอาล่ะงั้นก็กลับกันเถิด ข้าไม่อยากอยู่กับท่านพ่อแล้ว หวังว่าวันนี้ท่านแม่จะกลับบ้าน”
“ข้าเองก็เหมือนกัน”
ทั้งสามคนเริ่มเดินกลับไปที่หมู่บ้าน บังเอิญพบเหม่ยอิงที่กำลังจะไปบ้านสกุลหลี่พอดี
“ท่านแม่! ดีใจจังที่ได้เจอท่าน” หลี่เหนียงร้องเรียก แล้ววิ่งเข้ามากอดพร้อมกับพี่ชายสองคน
เหม่ยอิงตั้งตัวไม่ทัน ความรู้สึกอบอุ่นแปลกๆ นี่คืออะไร
“ข้าเองก็ดีใจที่ได้เจอพวกเ้า แล้วนี่ไปเล่นกันมาหรือ เมื่อเช้าได้กินข้าวบ้างหรือเปล่า” เหม่ยอิงถาม จากนั้นสังเกตเห็นพยัคฆ์ในมือลูกสาวคนเล็ก “ในมือของหลี่เหนียงคือ...”
“แมวขาว ข้าเก็บมันได้ก่อนกลับบ้าน มันดูน่าสงสารมากข้าเลยตั้งใจว่าจะเลี้ยง ท่านแม่ท่านช่วยตั้งชื่อให้มันหน่อยสิ” หลี่เหนียงอุ้มพยัคฆ์ขาวโชว์ด้วยรอยยิ้ม
“อืม...ตัวมันเป็สีขาวทั้งตัวแบบนี้ งั้นชื่อว่าไป๋ไป๋แล้วกัน”
“ไป๋ไป๋! เป็ชื่อที่ดี จากนี้มันจะกลายเป็หนึ่งในครอบครัวของเรา ฮิฮิ”
เห็นลูกสาวมีความสุขเหม่ยอิงก็ดีใจ แต่หากเป็เมื่อก่อนนางคงคัดค้านเื่เลี้ยงสัตว์ เพราะลำพังจะหาเลี้ยงตัวเองก็ลำบากพอแล้ว