"เ้าเป็ผู้ใช้ยันต์หรือ"
หานจงตื่นตะลึงเป็ไปได้อย่างไรนี่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่งศาสตร์แห่งยันต์อัญเชิญระดับนี้ผนวกกับที่มันมีความเชี่ยวชาญการใช้พิษด้วยอายุระดับมันจะเอาเวลาที่ไหนไปร่ำเรียนกับศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าร่ำเรียนยากที่สุดถึงสองชนิดด้วยกัน
ศาสตร์พิษนั้นใครก็ร่ำเรียนได้แต่ทำอย่างไรให้วางยาผู้บำเพ็ญเพียรได้นั้นค่อนข้างยุ่งยากมากทีเดียวยิ่งเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงร่างกายยิ่งบริสุทธิ์ปราศจากมลทินหากมีสิ่งอัปมงคลเข้ามาใกล้ร่างในขอบเขตหนึ่งแล้วพวกเขาย่อมรู้สึกตัวได้ในทันทีดังนั้นศาสตร์พิษในระดับสูงนอกจากจะต้องใช้ตัวยาที่อันตรายต่อผู้ใช้อย่างยิ่งแล้วความยากที่แท้จริงคือทำอย่างไรจึงจะวางยาผู้ฝึกตนให้สำเร็จได้อีกด้วย
ในขณะที่ศาสตร์ยันต์นั้น....น้อยคนนักจะพูดถึงแม้แต่ในสำนักใหญ่ ๆ ยังมีคัมภีร์แห่งยันต์เก็บไว้น้อยมากตัวเขาเองก็มีความรู้เื่ยันต์เพียงเล็กน้อย และไม่เคยเจอผู้ใช้ยันต์ตัวเป็ ๆมาก่อนนั่นเป็ผลมาจากเหตุการณ์เผาคัมภีร์ครั้งใหญ่ในอดีต
อย่าได้สับสนระหว่าง ผู้ใช้ยันต์กับ ผู้ฝึกยันต์ พวกยันต์จำนวนมากที่ซื้อหากันล้วนมาจากผู้ฝึกยันต์ ยันต์ขับไล่ิญญายันต์ปัดเป่าภูตผีภยันตรายเล็กน้อยหรือยันเสริมดวงที่ค้าขายกันเ่าั้ล้วนมาจากผู้ฝึกยันต์นักพรตน้อยทั้งสิ้นคนเหล่านี้ล้วนทำเพื่อค้าขายไม่ได้ฝึกอย่างจริงจัง
ส่วน ผู้ใช้ยันต์ นั้นต้องสามารถดึงเอาพลังที่แท้จริงของศาสตร์แห่งยันต์ออกมาได้นอกจากจะเป็อัจฉริยะแล้วยังต้องสามารถแปลงเจตจำนงของตนผสานเข้ากับมรรคาแห่งยันต์และถ่ายทอดออกมาบนสื่อกลางที่เหมาะสมให้ได้อีกด้วยแค่เท่าที่ได้ยินมา หานจงก็ปวดหัวแล้ว นี่เป็เหตุผลที่เกือบทุกคนมักมุ่งไปฝึกสายกระบี่เต๋าหรือวิชาเซียนอภินิหารอื่นแทนศาสตร์แห่งยันต์คนกล่าวกันว่าเป็ทางตัน มันอยู่มาเกือบห้าสิบฤดูสาทรยังแทบไม่ทราบรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับยันต์แต่เ้าเด็กนี่กลับแปรเปลี่ยนแผ่นยันต์เป็ภูตพยัคฆ์ตัวใหญ่มหึมาได้เขาจะเชื่อได้อย่างไร
"เ้าเข้าใจมรรคาแห่งยันต์หรือ"หานจงถามเสียงสั่น
"มรรคาแห่งยันต์"หลานหลิงพึมพำ "พี่หานถามอะไรเื่ที่ยากเย็นขนาดนั้นมรรคาแห่งยันต์หน้าตาเป็อย่างไร มีคุณสมบัติอะไรบ้างมีใครสามารถบอกข้าได้หรือไม่หากบอกข้าไม่ได้ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ข้าเข้าใจเป็มรรคาแห่งยันต์
สื่งที่ข้าได้รับมาข้ายังไม่เข้าใจหรือมิอาจเข้าใจได้กันนะบนโลกใบนี้จะมีคนเข้าใจมรรคาแห่งยันต์ได้อย่างแท้จริงหรือไม่มรรคาแห่งยันต์คืออะไร สำหรับข้าแล้วมรรคาแห่งยันต์อยู่ในทุกสรรพสิ่งหรือทุกสรรพสิ่งล้วนเป็ยันต์ เข้าใจมรรคาแห่งยันต์...ก็เหมือนเข้าใจทุกสรรพสิ่งต้องเป็เทพเซียนจากยอดเขาใดถึงกล้าพูดว่าเข้าใจมรรคาแห่งยันต์ช่างไม่รู้จักเจียมตน"
หานจงไม่เข้าใจที่หลานหลิงพูดสักนิดแต่เ้าหนุ่มคนนี้เหมือนจะพึมพำกับตัวเองมากกว่า หรือในหัวมันไม่ปกติ? ช่างมันก่อน..ตอนนี้หาทางเอาตัวรอดถึงสำคัญที่สุด"เ้าร่ำเรียนมาจากที่ใด เื้ัเ้ายังมีผู้ใดอยู่กันแน่"
เสียงของหานจงดังขึ้นมาทำให้หลานหลิงที่อยู่ในภวังค์ได้สติคราวนี้เขาหัวเราะอย่างน่ากลัว "เื้ัข้า? เื้ัข้าจะมีใครกันเล่าเื้ัข้าล้วนตายสิ้น ตายกันหมดสิ้นทั้งเกาะแล้วล้วนแต่ต้องขอบคุณพวกเ้าแล้วมิใช่หรือ"
"คุณชาย"หานจงตื่นตระหนก ถึงกับเปลี่ยนคำเรียกหา "คุณชาย แค้นมีที่มาหนี้มีเ้าหนี้ [1] ข้ากับท่านไม่เคยพบหน้าไม่เคยมีเื่ส่วนตัวกับท่าน ไม่เคยทำร้ายท่านมาก่อนคุณชายโปรดไตร่ตรองด้วย"
"ข้าก็ไม่เคยคิดทำร้ายใครก่อนเช่นกันเช่นนั้นไฉนพวกเราถึงมาอยู่จุดนี้ได้กันเล่าลิขิตฟ้ายากคาดเดาเ้าว่าใช่หรือไม่" หลานหลิงถาม ั์ตาฉายแววบ้าคลั่งรอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็น่าขนลุกขึ้นมา
หานจงชอบร้องในใจว่าผิดท่าแล้วณ จุดนี้มันไม่ได้กลัวตายเพียงแต่กลัวว่าอยากตายแต่ไม่ได้ตายต่างหากในใจมันกดดันถึงขีดสุด จนในที่สุดมันก็ตัดสินใจได้หากมัน้าเอาชีวิตรอดสิ่งสำคัญคือต้องถ่วงเวลาไว้ สถานการณ์พลิกผันเมื่อหัวค่ำมันยังอยากวิ่งหนีพวกวังหมื่นมารไปให้ไกลแต่ตอนนี้หานจงกลับภาวนาให้คนของวังหมื่นมารหามันให้เจอหากโชคดีเด็กหนุ่มผู้นี้หนีไป เขาจะเต็มใจสวามิภักดิ์กับวังหมื่นมารเอง
หากโชคร้ายเด็กนี่คิดปิดปากเราก่อนหลบหนีไปอย่างน้อยก็ทรมานน้อยลงหน่อยตายได้ไม่อนาถนัก
มันกระแอมไอให้โล่งคอแล้วถาม"ในเมื่อจะอย่างไรดูเหมือนวันนี้จะเป็วันสุดท้ายในชีวิตของข้าเช่นนั้นผู้แซ่หานขอบังอาจถามท่านอัญเชิญภูตพยัคฆ์มาได้อย่างไร"
หลานหลิงที่กำลังโคลงหัวไปมาคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเหมือนเด็กพลันได้สติดวงตาใต้ผ้าปิดตากลองมองดูหานจงรอบหนึ่งยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าว "ทำไมในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนหรือเ้าเองก็พกยันต์ไว้หลายใบนี่นา"
"มิอาจเอามาเปรียบเทียบกันได้ขอรับยันต์ที่ซื้อขายกันทั่วไปเกือบทั้งหมดเป็ของผู้ฝึกยันต์ไม่สามารถนับเป็ผู้ใช้ยันต์ที่แท้จริงด้วยซ้ำไปอย่างมากก็แค่สร้างออกมาเป็เปลวเพลิงเล็ก ๆ หรือสำหรับผนึกิญญากระจอกงอกง่อยแต่ยันต์ที่คุณชายสร้างมีทั้งอภินิหารทั้งจิติญญาราวกับเป็ภูตพยัคฆ์ที่แท้จริง
ด้วยอายุเท่านี้วัยนี้ของคุณชายตัวข้าหานจงนั้นไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยหากคุณชาย้าข้าสามารถพาท่านไปแนะนำกับสำนักเต๋าอันยิ่งใหญ่ สมาคมนักปราชญ์หรือหากคุณชายไม่ชื่นชมยังมีเ้าแคว้นต่าง ๆที่ยินดีรับจอมยันต์เช่นท่านเสพสุขวาสนาไม่สิ้นสุด คุณชายคิดว่าอย่างไร"
หลานหลิงไม่ได้ตอบกลับในทันใดเพียงจ้องมองแผ่นยันต์นิ่งหากภายในจิตใจของเขาวิ่งเตลิดไปในความทรงจำที่ตัวเขาเองไม่อยากยอมรับการดำรงอยู่ของมัน
เขานอนอยู่บนเตียงเหล็กด้วยร่างเปลือยเปล่าเตียงนี้ทำขึ้นเป็พิเศษไม่มีอะไรปูรองไว้ทั้งสิ้นเพราะยังไงไม่ว่าจะปูไว้ด้วยอะไรมันก็เลอะเปรอะไปด้วยเือยู่ดีตามขอบมีการเจาะรูไว้เพื่อให้สิ่งสกปรกระบายไหลลงสู่ด้านล่างได้สะดวก
"เสี่ยวหลิง...พร้อมหรือยัง"ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยสีหน้าใจดีมีเมตตา
หลานหลิงกะพริบตาแต่ยามที่ชายผู้นี้เข้ามาใกล้ร่างกายของหลานหลิงก็สั่นเทิ้มไปทั่วการกะพริบตาครั้งหนึ่งเป็การตอบรับ หลานหลิงได้รับยาชาอย่างหาได้ยากนี่เป็รางวัลที่เขาประพฤติตัวดีใน่นี้
"ดีดี ดีมาก กะพริบตาครั้งเดียวก็พอทำไมต้องน้ำตาไหลด้วยล่ะไหนดูสิเราผ่านไปกี่ตัวแล้ว" ชายผู้นั้นหยิบแผ่นหนังขึ้นมาหลานหลิงพินิจดูแล้วสมควรเป็หนังที่ถลกออกมาจากมนุษย์ทั้งร่างแผ่นหนังนั้นสลักเต็มไปด้วยอักขระที่ยากจะเข้าใจอยู่เต็มไปหมด หลานหลิงหลับตาไม่กล้ามองตัวอักษรนั้นโดยตรง
"เราได้ลองกระดูกต้นแขนไปแล้วกระดูกท่อนแขนด้านใน กระดูกท่อนแขนด้านนอกด้วย ดูเหมือนผลจะเป็ไปด้วยดีนะกระดูกเ้าแข็งไม่เบาไม่เหมือนคนอื่น ๆบนเกาะของเ้าอักขระเดียวยังรับไว้ไม่ได้ะเิออกคามือข้าเลยดังนั้นข้าจึงภูมิใจในตัวเ้าเป็อย่างมาก"
หลานหลิงกะพริบตาอีกครั้งครานี้น้ำตาของเขาไหลพราก
"มาทดลองกระดูกชิ้นที่เล็กกว่านี้กันเถอะดูว่ากระดูกเ้าจะรับอักขระเหล่านี้ไหวหรือไม่เริ่มจากกระดูกนิ้วมือท่อนปลายเลยละกันก่อนอื่นก็ถอดเล็บเ้าออกก่อน"
หลานหลิงหลับตาเขาไม่กล้ามองอีกต่อไป ตัวของเขาเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
"อยู่นิ่งๆ สิหรือครั้งหน้าอยากให้ข้าปรับตัวยาใหม่ หืม? ไม่หรือ?หึหึ เด็กดี เด็กดี ในบรรดาคนในหมู่บ้านของเ้าเ้าเป็ตัวลองยาที่ดีที่สุดเลยอย่าทำให้ข้าผิดหวัง
อ้อแล้วอย่าลืมละทุกขีดตัวอักษรที่ข้าตอก ทุกถ้อยคำที่ข้าสลักลงไป เ้าต้องจดจำลงไปในจิติญญาข้าผ่าเสร็จแล้วเ้าต้องเขียนออกมาให้ถูกต้องเข้าใจหรือไม่"
หลานหลิงกะพริบตาช้าๆ น้ำตาหลั่งริน ปากกัดแน่นจนเืไหลเต็มไปหมดแล้วชายคนนั้นก็ยกมีดขึ้นแล้วกรีดวาดลงมา ราวกับกำลังสร้างผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง
หานจงตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้เด็กหนุ่มตรงหน้าจู่ ๆ ก็แผ่กลิ่นอายแห่งความตาย น้ำตาไหลลงมาผ่านแก้มทั้งสองข้างทั้งร้องไห้ ทั้งแสยะยิ้ม ดูวิปริตผิดมนุษย์สุด ๆ 'แม่งเอ็ย!ทำไมตอนนั้นข้าไม่กัดยาพิษให้จบ ๆ ไปเลยวะ' หานจงด่าตัวเองในใจ
หลานหลินสะบัดมือยันต์ปัดเป่าใบนั้นก็กลายเป็ผุยผง รอบห้องมีพลังบางอย่างกำเนิดขึ้นอย่างบางเบา
"ข้าเคยเห็นมาแล้ว"หลานหลิงพูด
"เอ๊ะ?"
"ถึงข้ายังไม่เข้าใจนักข้าก็เคยเห็นมันมาแล้ว...มรรคาแห่งยันต์ที่แท้จริงสำหรับข้าแล้วยันต์พวกนี้ที่พวกท่านใช้ทั้งหยาบโลนทั้งสับสน ทั้งวุ่นวาย เฮ้อถึงจะพูดอย่างงั้นก็เถอะข้าก็ไม่เก่งพอที่จะใช้มรรคาแห่งยันต์ที่แท้จริงเหมือนกัน"
หานจงฟังไม่เข้าใจสักอย่างเดียวเขารู้แค่ว่ายิ่งถ่วงเวลายิ่งมีโอกาสที่คนข้างนอกจะหาพวกเขาพบจึงได้แต่ทนฟังต่อไป
"พี่หานเชื่อหรือไม่ว่าวันหนึ่งข้างลืมตาขึ้นมาใต้หล้าก็กลายเป็ยันต์ไปจนหมดสิ้นข้ามองไปยังแห่งหนใดทั้งพื้นดินในน้ำหรือบนฟากฟ้าล้วนมีเงาของอักขระประทับเอาไว้เพียงแต่ข้าอ่อนด้อยเกินไปไม่สามารถมองได้นานข้าศึกษาภาษาของใต้หล้าแห่งนี้มามากหลายแต่อย่างไรก็อาจเข้าใจและถอดความอักขระแห่งยันต์ได้เลยจนวันหนึ่งในขณะที่สิ้นหวังข้าก็เผลอใช้ภาษาของบ้านเกิดภาษาที่ข้าคุ้นเคยและเข้าใจมันที่สุด...และแล้วมันก็ออกมา
"ภาษาอะไรหรือขอรับ"หานจงถาม
หากแต่หลานหลิงไม่ได้ตอบ"เมื่อครู่ข้าเล่าเื่เสือถึงตอนไหนแล้วนะ"
หานจงตัดสินแล้วว่าชายผู้นี้คงถูกจับไปทดลองจนเสียสติเขาพยายามไม่หงุดหงิดกับการเปลี่ยนท่าทีหรือหัวข้อพูดคุยไปมาอย่างกะทันหันของชายผู้นี้"คุณชาย...ท่านเล่าถึงตอนที่ชาวบ้านสร้างศาลบูชาขึ้นมา"
"อ้อตอนนั้นพวกเ้าสร้างข่าวลือชาวบ้านสร้างศาลบูชา...และบนขุนเขาก็มีเ้าขุนเขาอยู่"
"ใช่แล้วแต่ว่าเพียงแค่นั้น..."
หลานหลิงยิ้มและเริ่มกล่าว"ในดินแดนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยาเ้าแคว้นเว่ยต้องส่งตัวประกันไปให้แคว้นเ้าเพื่อสงบศึกเ้าแคว้นเว่ยได้เลือกขุนนางชื่อผังชงไปกับตัวประกันด้วย
"ผังชงมีศัตรูเยอะเขาจึงกลัวว่าหลังจากเขาออกห่างจากศูนย์กลางอำนาจจะมีคนคอยกล่าววาจาให้ร้ายผังชงให้เ้าแคว้นฟังจนเ้าแคว้นสงสัยเคลือบแคลงในตัวเขา
ดังนั้นระหว่างเดินอยู่กับเ้าแคว้นเขาก็ถามเ้าแคว้นว่า'ท่านเ้าแคว้นหากจู่ ๆ มีคนเดินมาบอกท่านว่า "ทางเดินข้างหน้ามีเสือ" ท่านจะเชื่อหรือไม่'
เ้าแคว้นตอบทันทีว่า'ไม่เชื่ออย่างแน่นอน'
ผังชงจึงกล่าวต่อว่า 'เช่นนั้นหากมีชายคนที่สองเดินมาบอกท่านว่า"มีเสืออยู่ข้างหน้าอีก" ท่านจะยังไม่เชื่อหรือ'
คราวนี้เ้าแคว้นเริ่มลังเลแล้ว
ผังชงไม่รอให้เ้าแคว้นคิดต่อเขาถามอีกว่า 'หากมีคนที่สามบอกว่าข้างหน้ามีเสืออีกล่ะ'
เ้าแคว้นตอบทันทีว่า 'เราต้องเชื่ออย่างแน่นอน'
ผังชงจึงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า'ทางข้างหน้าย่อมไม่มีเสืออยู่จริงหากแต่เพียงบุรุษสามคนเท่านั้นก็สามารถทำให้ท่านเชื่อได้แล้วเช่นเดียวกันหากข้าไปยังสถานที่อันห่างไกลย่อมมีคนมากล่าววาจาให้ร้ายข้ากับท่านเ้าแคว้นเมื่อถึงตอนนั้นขอให้ท่านเ้าแคว้นยืนหยัดเชื่อใจในตัวข้าด้วย'
หานจงตื่นตะลึง"เื่ราวนี้...ไฉนข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน"
หลานหลิงหัวเราะในลำคอดวงตาทอดมองออกไปไกลสู่ท้องฟ้า "ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาลพิสดารยากจะหยั่งไยพี่หานเอาสายตาอันคับแคบปิดกั้นมันเสียเล่า"คำพูดนี้ดูย้อนแย้งในสายตาหานจงอยู่บ้างในเมื่อดวงตาของหลานหลิงก็ถูกผ้าคาดปิดกั้นเอาไว้เช่นกัน
หลานหลินกล่าวต่อ"เมื่อผังชงจากไปก็มีคนมาพูดจาให้ร้ายแก่ผังชงจริง ๆเ้าแคว้นย่อมไม่เชื่อถือหากแต่วันเวลาผ่านไปเ้าแคว้นฟังคำให้ร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจิตใจเ้าแคว้นเริ่มหวั่นไหวเมื่อหวนนึกถึงคำพูดผังชงกลับคิดว่าเขาจงใจพูดแก้ต่างให้ตนเองไว้ สุดท้ายผังชงยังคงต้องถูกลงโทษไปอยู่ดี"
"ขุนเขาแห่งนี้เป็ป่าโบราณย่อมมีภูตผีิญญาพิทักษ์สิงสถิต
พวกเ้าสร้างข่าวลือและสถานการณ์
ชาวบ้านสร้างศาลบูชาเครื่องเซ่นไหว้ธูปเทียน
ส่วนข้านั้น...."
หลานหลิงหยิบแผ่นยันต์ขึ้นมาหานจงเงยหน้าขึ้นมองบนแผ่นไม้ท้อสลักยันต์ดูเก่าแก่โบราณของแดนาภาษาหนึ่งเอาไว้สี่คำ
"ซาน
เหริน
เฉิง
หู่"
(สามบุรุษกำเนิดพยัคฆ์ [2] )
ไม้ท้อเปล่งประกายกลายควันขาวเยื้องย่างก้าวองอาจชาติพยัคฆ์
เชิงอรรถ
1. ^"แค้นมีที่มาหนี้มีเ้าหนี้" (恩怨有头,债有主) ในสำนวนนี้สามารถใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของการค้นหาความจริงและความยุติธรรม
2. ^ซานเหรินเชิงหู่ (三人成虎) เป็สำนวนจีนโบราณแปลตรงตัวว่า "คน 3 คนกลายเป็เสือ"ใช้เปรียบเปรยถึงเื่โกหกที่หากมีคนพูดหรือยืนยันตรงกันหลาย ๆ คนคนส่วนใหญ่ก็อาจจะหลงเชื่อว่าเป็เื่จริง