7 วันต่อมา...
กลุ่มของกันต์ที่จะออกเดินทางได้มารวมตัวกัน อยู่ที่ประตูทางออกเขตทิศตะออกเฉียงเหนือ โดยมีเจ้าเมือง และอาวุโสจากสมาคมนักล่า และรวมไปถึงหัวหน้ากิลด์จากสองกิลด์ใหญ่ออกมาส่ง ส่วนสมาชิกในกิลด์นักฆ่าทมิฬนับหมื่นต่างก็มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนล้วนอยู่ในอาการอาลัยอาวรณ์
แม้ว่ากันต์จะเป็นหัวหน้ากิลด์ที่ไม่เอาอ่าว [แทบไม่เคยบริหารกิลด์เลย] แต่ที่เมืองท่องราตรีสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียว จนกลายเป็นเมืองที่แข็งแกร่งและปลอดภัย สาเหตุหลักๆ นั้นล้วนมาจากการที่กันต์เป็นผู้นำพาทั้งสิ้น หากไม่ใช่เพราะมีกันต์อยู่ที่นี่ เมืองท่องราตรีอาจล่มสลายไปตั้งแต่ที่พวกก็อบลินบุกมาแล้ว
นอกเหนือไปจากนั้นยังได้สร้างเสถียรภาพให้มั่นคง ด้วยการบุกโจมตีรังของพวกออร์ค แถมสิ่งของที่ได้รับก็ยังแจกจ่ายไปอย่างทั่วถึง และในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ก็ยังกวาดล้างพวกโอเกอร์ พลางไล่กำจัดเหล่าอสูรที่หลุดมาจากสนามพลังกักกันระดับ 1 ซึ่งจัดว่ามีความแข็งแกร่งและโหดร้าย ขนาดที่ต้องนักล่ามากฝีมือร่วม 200 คนในการจัดการมัน ทำให้อาณาเขตพื้นที่รอบๆ 50 กิโลเมตรหลงเหลือเพียงสัตว์กลายพันธุ์บางส่วนเท่านั้น
ซึ่งอันที่จริงแล้วหารู้ไม่ว่ากันต์ไม่ได้อยากออกไปล่า เพียงแต่เขาถูกบังคับเสียมากกว่า เนื่องจากสองสาวสุดโหดอย่างคริสกับฮานะนั้น ต้องการพวกมันมาเป็นอาหารทุกมื้อ เพื่อที่จะเพิ่มขีดจำกัดพลังของพวกเธอให้มากขึ้น มันจึงทำให้กันต์กับใบหม่อนต้องพลอยซวยไปด้วย แต่ก็ยังดีที่ได้ไปรู้ความลับบางอย่างเข้า เพราะหลังจากฆ่าอสูรระดับ 1 ไปจำนวนมาก พวกเขาก็ดรอปได้ผลึกรูปแบบใหม่ชนิดที่ไม่เคยพบเจอ มีด้วยกัน 2 ชนิด [1] ผลึกเพชร = บวกค่าสถานะทุกอย่าง 10 บวกมานา 100 [2] ผลึกสายรุ้ง = บวกค่าสถานะทุกอย่าง 100 บวกมานา 1,000
มีเงื่อนไขคือ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีค่าสถานะทุกอย่างถึง 4,000 ขึ้นไปเท่านั้น มันทำให้กันต์เข้าใจได้ในทันทีว่า ทำไม 49 อันดับแรกถึงได้เพิ่มค่าสถานะกันไวนัก เพราะอสูรเหล่านี้กระจัดกระจายไปทั่วโลก นั่นจึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ 49 อันดับแรกเลื่อนระดับได้ไวขึ้นนั่นเอง
ทว่าสิ่งที่หน้าเศร้าที่สุดสำหรับกันต์ก็คือ ผลึกชนิดใหม่ 2 ชนิดนี้ ดรอปยากมาก เขาใช้เวลา 7 วันไปอย่างไม่เสียเปล่า โดยการออกล่าอสูรอย่างต่อเนื่อง รวมๆ ที่เขาได้ฆ่าไปราว 300 ตัว แต่กลับได้ผลึกเพชรเพียง 5 ก้อน ส่วนผลึกสายรุ้งได้แค่ก้อนเดียวเท่านั้น
แต่ยังถือว่าโชคดีอยู่บ้างที่เขาได้ทักษะมา 4 อย่าง กับเงินหลายแสนเหรียญทอง รวมไปถึงอาวุธระดับ 5-6 อีกหลายชิ้น [ถึงอาวุธจะไม่มีประโยชน์กับกันต์ก็เถอะ] เพราะการหลอมอาวุธระดับ 5-6 จำเป็นต้องหาวัตถุดิบให้ครบตามจำนวน แล้วไอ้วัตถุดิบพวกนี้ก็ดันดรอปจากอสูรที่เขาไล่ฆ่าอยู่นั่นเอง
นับได้ว่าตอนนี้กันต์เป็นยิ่งกว่ามหาเศรษฐี เพราะเขามีเงินสูงถึง 700,000 เหรียญทอง เพียงแต่ความร่ำรวยของเขาในเวลานี้ ซื้อของระดับต่ำสุดในร้านค้าพิเศษยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งราคาต่ำสุดของมันอยู่ที่หนึ่งล้านเหรียญทอง [ไม่รู้จะแพงไปไหน] แต่ถ้าถามว่าราคามันเหมาะสมกันดีไหม คงต้องตอบว่าเหมาะสมสุดๆ อย่างเช่น
หมวดอาวุธระดับต่ำ ก็มี กริชสีเงินมันวาว [ในรูปที่กันต์เห็น] เป็นอาวุธระดับ 10 มีคุณสมบัติพิเศษ 2 อย่าง คือ ติดสถานะอัมพาต 3 วิ กับ ติดสถานะเป็นใบ้ 10 วิ ราคา 10,000,000 เหรียญทอง
หมวดชุดเกราะระดับต่ำ ก็มี เกราะน้ำแข็งเป็นชุดเซ็ท ระดับ 10 เป็นเซ็ทเกราะมี 5 ชิ้น [หมวก เกราะ กางเกง ถุงมือ รองเท้า] เมื่อสวมใส่แล้วจะรู้สึกเย็นสบาย มีออร่าความเย็นปกคลุมทั่วทั้งตัว เดินลุยผ่านเปลวเพลิงที่ร้อนแรงได้ ป้องกันการโจมตี 100% จากอาวุธทุกประเภทที่ต่ำกว่าระดับ 10 ราคา 50,000,000 เหรียญทอง
ส่วนพวกที่ราคาหนึ่งล้านเหรียญทอง จะเป็นไข่มุกธาติต่างๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนผสมการหลอมอาวุธระดับ 11 และต้องใช้จำนวนมากถึง 100 ลูก [แพงโคตร] มันทำให้คิดได้ทันทีว่าซื้อแบบสำเร็จรูปดีกว่า ถึงแม้อาวุธระดับ 11 จะมีอานุภาพรุนแรงกว่าระดับ 10 แต่มันไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไรเลย หากหลอมเสร็จแล้วต้องมาเสริมคุณสมบัติเองอีก คงใช้เงินไม่ต่ำกว่าพันล้านเหรียญทองแน่นอน
กลับมาทางด้านกลุ่มของกันต์ที่กำลังจะออกเดินทาง ที่ไม่รู้ว่าถูกเจ้าเมืองและคนอื่นๆ พยายามรั้งตัวไว้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ เพราะหลายๆ คนต่างก็คิดตรงกันว่า หากกันต์ไม่อยู่แล้วเมืองท่องราตรีอาจชิบหายก็ได้ กันต์กับใบหม่อนใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะปลีกตัวแยกออกมาได้
สุดท้ายจบลงด้วยการที่เขามอบอาวุธระดับ 5 ให้กับเจ้าเมือง สองอาวุโสสมาคมนักล่า และหัวหน้ากิลด์ใหญ่ทั้งสอง มันเลยทำให้พวกเขามัวแต่ชื่นชมอาวุธใหม่กันอยู่ เลยไม่ได้เหนี่ยวรั้งกันต์กับใบหม่อนต่อ ส่วนอาวุธระดับ 6 เขาได้มอบให้กับ โชค ลัคกี้ เฟิร์น และบาส คนละชิ้นเรียบร้อยแล้ว [ลำเอียงนิดๆ]
ก่อนที่กันต์กับใบหม่อนจะกระโดดขึ้นขี่หลังเสือขาว แล้วเร่งรีบออกเดินทางออกไปโดยไม่เหลียวหลังทันที ในขณะที่เสือขาวของกันต์มีคริสนั่งหลังเขา ส่วนเสือขาวของใบหม่อนมีฮานะนั่งหลัง เสือขาวของทั้งสองออกวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด น่าจะมีความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง [พากันแว๊น] และมุ่งหน้าไปทิศทางที่คริสบอกมา คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แม้กันต์จะไม่รู้จุดหมายที่คริสต้องการจะไป แต่เขามั่นใจว่าหากตรงไปแบบนี้เรื่อยๆ เขาได้ทัวร์เที่ยวลาวอย่างแน่นอน
----------------------------------------------------------
"โฮกกกกกกกกกก!!!!"
เสียงคำรามของสัตว์อสูรขนาดใหญ่โต มันมีความสูงกว่า 5 เมตร ยืนด้วยสี่ขา ลำตัวมีเกล็ดสีเงินคล้ายเกล็ดปลา บนหัวมีเขาแลดูเหมือนกวางน้อย หากแต่ฟันที่แหลมคมมีความเลือดสดติดอยู่ ชวนให้ขนลุกขนพอง เมื่อมองดูดีๆ แล้วจะสังเกตเห็นได้ว่ามีเงาของใครบางคนยืนอยู่เบื้องหน้าของอสูรตนนี้ อย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้าน
ก่อนที่เงาร่างนั้นจะเคลื่อนตัวไปด้านหน้าของสัตว์อสูรด้วยความเร็ว พร้อมกับตวัดขาเตะเข้ากลางกระหม่อมของสัตว์อสูรอย่างรุนแรง จนสัตว์อสูรขนาดใหญ่โตตัวนี้ทรุดลงไปกองกับพื้นทันที แม้กระทั่งเขาบนหัวยังถึงกับแตกหักจากการเตะเพียงแค่ครั้งเดียว ขณะที่เงาร่างนั้นก้าวเดินไปเพื่อเก็บของที่ตกอยู่ข้างๆ สัตว์อสูร
"นั่นใคร!!"
"โว้ว โว้ว!! ใจเย็นๆ นี่ข้าเอง" ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตร ถ้าไม่นับปีกสีดำที่แผ่ออร่าน่าสะอิดสะเอียนออกมา พลางยกมือขึ้นข้างๆ ลำตัว บ่งบอกว่าไม่อยากมีเรื่อง พร้อมกับมองไปยังเด็กหนุ่มหน้าสวยวัย 17-18 ปี ที่แผ่จิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง
"มีอะไร เฟเกล" เด็กหนุ่มหน้าสวยถามอย่างไม่สบอารมณ์
"เห!! เจ้าเด็กน้อยแซ่จาง เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้วรึไงถึงได้กล้าพูดกับข้าแบบนี้" เฟเกลเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ แต่กลับแผ่จิตสังหารที่รุนแรงกว่าออกมา จนกลบจิตสังหารของเด็กหนุ่มหน้าสวยจนมิด แถมยังส่งผลให้ร่างกายของเด็กหนุ่มแซ่จางถึงกับทรุดลงกระอักเลือด
"ต้องการอะไร!?" เด็กหนุ่มแซ่จางเอ่ยถามอย่างยากลำบาก แต่กระนั้นแววตาของเขากลับปรากฏความเคียดแค้นออกมาอย่างเด่นชัด ทว่าเฟเกลกลับมิได้สนใจเลยแม้แต่น้อย พลางเอ่ยอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร
"ข้าเริ่มสัมผัสถึงพลังของนังปีศาจนั่นได้จากระยะที่ไกลมาก แต่ที่แน่ๆ กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ไม่ผิดอย่างแน่นอน เจ้ารีบไปเตรียมตัวทำตามแผนได้แล้ว หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย คงรู้ดีนะว่ามันหมายถึงอะไร" น้ำเสียงของเฟเกลผสมผสานไปด้วยความเกลียดชัง ความเคียดแค้น ความยินดี ยามเมื่อเอ่ยถึงนังปีศาจ
แม้เด็กหนุ่มแซ่จางจะไม่พอใจที่ถูกกระทำเช่นนี้ แต่เขาเองก็ไร้ซึ่งหนทางการเอาชนะเฟเกล สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือต้องยอมตามน้ำไปก่อน จึงได้แต่ยอมตกปากรับคำไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก "ข้ารู้ล่ะ!!"
----------------------------------------------------------
กลับมาทางด้านของกันต์ที่ยังคงอยู่บนหลังของเสือขาว เดิมทีหลังออกมาจากเมืองท่องราตรีแล้ว พวกเขาให้เสือขาววิ่งด้วยความเร็วสูงสุดตลอดระยะทาง ด้วยเหตุที่เสือขาวของกันต์กับใหม่อนนั้นแข็งแกร่งกว่าเสือขาวทั่วๆ ไป นั่นเป็นเพราะว่าอสูรรับใช้ของเขากับใบหม่อนนั้น ถูกอบรมความแข็งแกร่งโดยตรงจากฮานะ และเหมือนพี่แกจะค่อนข้างโหดกับเสือขาวเป็นพิเศษอีกด้วย มันเลยทำให้เสือขาวของพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างมาก ที่สำคัญพวกมันกลัวฮานะมากกว่าเขากับใบหม่อนที่เป็นเจ้าของเสียอีก
จนกระทั่งผ่านไปกว่า 7 ชั่วโมงกลุ่มของกันต์ได้ใช้เส้นทางตัดผ่านเพชรบูรณ์ หนองบัวลำภู และหนองคาย จนมาหยุดอยู่ด้านหน้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ซึ่งอันที่จริงแล้วคริสกับฮานะนั้นไม่ได้ต้องการมาหยุดพักที่นี่เลยแม้แต่น้อย เพราะเสือขาวทั้งสองยังวิ่งติดต่อกันได้อีกราว 2 ชั่วโมงกว่า หากแต่เป็นเพราะเบื้องหน้าของ ณ เวลานี้ ไม่ต่างไปจากสงครามขนาดย่อมๆ ของสามเผ่าพันธุ์ [ล่ะมั้ง]
คริสกับฮานะแม้จะไม่ชอบใจที่ต้องมาหยุดพัก แต่จากการประเมินด้วยสายตาของพวกเธอแล้ว ก็พบว่าควรนั่งรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากสถานการณ์เบื้องหน้า ดีกว่าเปลืองแรงไล่ฆ่าพวกมันแน่ๆ เพราะสงครามขนาดย่อมตรงหน้า หากกะด้วยสายตาแล้วมีไม่ต่ำกว่าหมื่นตัวแน่ๆ กลุ่มของกันต์จึงได้แต่สุ่มรอดูอยู่ห่างๆ ส่วนกันต์กลับมองสนามรบเบื้องหน้าด้วยความสนใจ
ทั้งสามเผ่าพันธุ์มีอมนุษย์ สัตว์กลายพันธุ์ และเหล่าอสูรระดับ 1 ที่เพิ่งหลุดมาไม่กี่วัน ทว่าสิ่งที่เขาสนใจคือ ในจำนวนอมนุษย์นั้น มีบางตัวกลายพันธุ์คล้ายกับพวก Licker ที่เขาเคยเห็นในหนังเรื่องผีชีวะ และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้นคือ อมนุษย์บางตัวนั้นมีรูปลักษณ์คงเดิมไม่ได้กลายพันธุ์ มีเพียงร่างกายที่เปลี่ยนไปเหมือนกับพวกนักเพาะกล้าม หากแต่สิ่งที่ทำให้กันต์สนใจจริงๆ คือ อมนุษย์ที่เดิมทีไร้สติปัญญากลับยืนสั่งการอมนุษย์นับพันราวกับผู้นำ
จนอดคิดไม่ได้ว่าในภายภาคหน้าพวกมันจะฉลาดถึงขนาดวางแผนไล่ล่ามนุษย์รึเปล่า ส่วนสัตว์กลายพันธุ์ทุกชนิดกันต์และคนอื่นๆ ล้วนได้พบเจอมาหมดแล้ว จึงไม่มีปัญหาในการต่อสู้กับพวกมัน ถึงแม้พวกมันจะมีความฉลาดอยู่บ้าง แต่ยังไม่อาจเทียบเท่าได้กับสติปัญญาของมนุษย์ ที่พวกมันน่ากลัวก็มีเพียงแค่ศักยภาพด้านร่างกายที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์เท่านั้น
ทางด้านเหล่าอสูรระดับ 1 ที่หลุดมาไม่นาน ดูเหมือนพวกมันจะไม่ถูกกับสิ่งมีชีวิตประเภทใดเลย แม้กระทั่งพวกเดียวกัน สังเกตได้จากการที่พวกมันต่างก็วิ่งมั่วซั่ว ในสงครามระหว่างอมนุษย์กับสัตว์กลายพันธุ์ แถมบางครั้งยังแว้งกัดกันเองอีกด้วย การออกสู่โลกภายนอกอย่างจริงจังของกันต์กับใบหม่อน ทำให้พวกเขาได้รู้ซึ้งแล้วว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอีกนับไม่ถ้วน ที่พวกเขาไม่เคยพบเจอมาก่อนตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
และเหนือสิ่งอื่นใดนั้นอมนุษย์ที่ครั้งนึงพวกเขาเคยมองว่ามันอ่อนแอมากที่สุด แต่ในสนามรบที่พวกเขาเห็นนั้นพวกมันก็มีการกลายพันธุ์ และวิวัฒนาการเช่นเดียวกันกับมนุษย์ ดีไม่ดีพวกมันอาจมีการพัฒนาได้ไวเทียบเท่ากับมนุษย์ก็ว่าได้ เพราะจากที่กันต์ตรวจสอบค่าสถานะของพวกมัน ก็พบว่าอมนุษย์พวกนี้มีค่าสถานะต่ำสุดตั้งแต่ 70-80 ไปจนถึงสูงสุดที่ตรวจพบคือ 2,000-2,200 ซึ่งเกือบจะเทียบเท่ากับอสูรระดับ 1 ได้
ถ้าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่นาน พวกมันคงได้เหนือกว่ามนุษย์อย่างแน่นอน กันต์กับใบหม่อนจึงได้เริ่มจัดระดับความอันตรายของพวกมันไว้ระดับต้นๆ ก่อนที่กันต์จะให้ฮานะสร้างโดมน้ำแข็ง [รูปแบบเต็นท์] ขนาดพอดีกับกลุ่มของพวกเขา เพื่อที่จะได้เข้าไปกินอาหารมื้อเย็นอย่างสงบๆ และรอให้สงครามตรงหน้าสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จบลงจะได้เริ่มเดินทางกันต่อ
เมื่อมื้อเย็นของพวกเขาผ่านพ้นไปเรียบร้อยแล้ว คริสกับฮานะก็สลับกันออกไปดูสงคราม ทั้งสองต่างก็ใจร้อนอยากจะรีบเร่งเดินทางตามหาพวกพ้องของตน ผิดกับกันต์และใบหม่อนที่นอนกันอย่างสุขสบาย โดยใช้เสือขาวของพวกเขาเป็นทั้งหมอนและผ้าห่มในเวลาเดียวกัน แค่ไม่กี่วิใบหม่อนก็หลับปุ๋ยทันที
ส่วนกันต์เองก็ค่อยๆ หลับตาลงอย่างผ่อนคลาย จะไม่พวกเขารู้สึกดีได้ยังไงกัน เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่พวกเขาได้นอนในที่เย็นๆ [ห้องแอร์พิเศษ] แถมมีสองสาวสุดโหด สลับกันทำหน้าที่เฝ้าตรวจตราระวังความปลอดภัยให้พวกเขาอีกต่างหาก [มันไปตรวจดูเพื่อหาทางไปต่อเฟ้ย] มันจึงทำให้กันต์กับใบหม่อนหลับได้อย่างสนิทใจที่สุด