ลมหนาวพัดวูบผ่านกำแพงวังสูงในรัตติกาลหม่นทมิฬ แสงจันทราทาบทอลงเหนือหลังคาตำหนักเมิ่งฮวา เยว่หลินแต่งกายมิดชิดคล่องกาย ท่ามกลางความเงียบเชียบยามราตรีชวนให้หัวใจเต้นระส่ำ
บนโต๊ะข้างที่บรรทม มีเพียงจดหมายเขียนด้วยลายมือบรรจงวางทิ้งไว้ เนื้อความไม่ยาวนักหากแต่ทุกตัวอักษรกลับหนักราวพันชั่ง
“กราบทูลเสด็จพ่อ เสด็จแม่
ลูกต้องขอประทานอภัยเพคะ ที่ไม่อาจยอมรับการหมั้นหมายหรือพระประสงค์ทั้งปวงได้ในเวลานี้ ลูกเพียงหวังจะมีชีวิตที่ได้เลือกด้วยตนเองสักครั้ง การตัดสินใจในครั้งนี้ ขอได้โปรดประทานความเข้าใจแก่ลูกเถิดเพคะ
ลูกจักดูแลตนเองให้ดี มิต้องทรงเป็กังวล และลูกสัญญาว่าจะกลับมาในวันที่พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง
ขอเสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงรักษาพระวรกาย หากลูกมิได้อยู่เคียงข้าง ก็ขอได้โปรดทรงห่วงใยสุขภาพยิ่งกว่าทุกสิ่ง
เผิงเยว่หลิน”
“องค์หญิง ท่านแน่พระทัยแล้วหรือเพคะ”
เสียงแ่เบาของลี่ถิงดังขึ้นจากข้างประตู ดวงตาของนางแดงก่ำ คล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่
เยว่หลินค่อย ๆ หันไปสบตา ั์ตาคู่งามสั่นระริก หากยังฉายความเด็ดเดี่ยวไม่คลอนแคลน
“ข้าคิดถี่ถ้วนแล้ว หากยังคงอยู่ต่อไป เกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเป็แน่”
ลี่ถิงก้มหน้าลงเข้าใจในคำพูดขององค์หญิง น้ำตาเอ่อคลอ พยายามหักห้ามทั้งที่รู้ว่าห้ามไม่อยู่
“นอกวังหลวง หาใช่สถานที่ที่ท่านจะเสด็จไปเพียงลำพังได้ องค์หญิงเปราะบางนัก หากต้องลำบากแล้วผู้ใดจะคอยดูแลเล่าเพคะ”
เยว่หลินก้าวเข้าไปกุมมือสาวใช้คนสนิท บีบเบา ๆ ตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ลี่ถิง…เ้าดูแลข้ามาเนิ่นนาน ข้าย่อมซาบซึ้งนัก แต่ข้าดูแลตนเองได้ เ้าจงอยู่ที่นี่ รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ไว้ถึงเวลา ข้าจะกลับมา”
แต่ลี่ถิงกลับส่ายหน้าทั้งน้ำตาที่ไหลรินเป็สาย
“โปรดทรงเมตตาให้หม่อมฉันได้ติดตามพระองค์ไปด้วยเถิดเพคะ หากพระองค์จะเสด็จไป ณ แห่งหนใด ต่อให้หนามแหลมบาดกาย หรือเหวลึกล้ำสักเพียงใด หม่อมฉันก็มิหวั่น ขอยินดีติดตามพระองค์ไปจนสุดปลายทางเพคะ”
เยว่หลินก้มหน้าไปครู่ กัดริมฝีปากเบา ๆ สะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อขึ้น นางสวมกอดสาวตรงหน้าแน่น อีกใจนางเองก็นึกเป็ห่วงลี่ถิง หากนางหนีไปลำพัง ลี่ถิงอาจจะถูกเสด็จพ่อทำได้โทษก็เป็ได้ เช่นนั้นยินยอมให้นางไปด้วยกันย่อมจะดีกว่าหรือไม่
“ขอบใจเ้ามาก เ้าช่างดีต่อข้านัก หากเ้ามิหวั่นเกรงความลำบาก เช่นนั้นเราจงร่วมก้าวเดินไปด้วยกันเถิด”
ทั้งสองรีบจัดเตรียมเสื้อผ้าและสัมภาระเพียงเล็กน้อย ก้าวเท้าออกสู่เงามืดของวังหลวง เสียงแ่เบาดังสะท้อนกลางราตรี สองร่างก้าวออกไปโดยไร้ความลังเลโดยมิมีผู้ใดล่วงรู้
ในความมืดระหว่างลังไม้ใหญ่ของรถม้าขนส่งวัตถุดิบที่เพิ่งส่งให้กับครัวหลวงคือที่แอบของพวกนางในยามนี้ เยว่หลินกับลี่ถิงซุกกายหลบอยู่มุมหนึ่ง กลิ่นสมุนไพรกับธัญพืชอบอวลรุนแรงจนต้องยกชายเสื้อมาปิดจมูก ในความมืดมิดหัวใจของเยว่หลินเต้นแรงประหนึ่งจะทะลุทรวง
จนเวลาล่วงเลยไปประมาณสองชั่วยาม รถม้าเริ่มชะลอ เสียงล้อไม้เสียดสีกับพื้นหิมะค่อยแ่เบาลงทีละน้อย จนกระทั่งหยุดสนิท ความเงียบปกคลุมราวทุกสิ่งหยุดหายใจอีกครั้ง เยว่หลินกำมือแน่นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อ
ไม่นานนัก เสียงกุกกักดังขึ้นจากภายนอก ตามด้วยเสียงบุรุษฉกรรจ์สองสามคนเอ่ยวาจาสนทนา แว่วหัวเราะดังครึกครื้นชั่วครู่ ก่อนเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินลับห่างไป นิ่งสงัดเหลือเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านช่องไม้
นางเม้มริมฝีปากแน่น รอดูสถานการณ์เพียงครู่ ก่อนจะเอื้อมมือสะกิดลี่ถิงที่เผลอเอนหลับไป
“ลี่ถิง…ตื่นเถิด เราต้องออกไปแล้ว หากยังแอบอยู่นานกว่านี้ เกรงว่าตอนพวกเขากลับมา เราจะถูกพบเข้า”
เส้นขอบฟ้ากว้างใหญ่แต่งแต้มด้วยสีส้มอ่อนของแสงอรุณแรกที่โผล่พ้นแนวเขา เยว่หลินกับลี่ถิงค่อย ๆ ก้าวลงจากรถม้า ลมหายใจกลายเป็ไอขาวลอยคลุ้งในอากาศหนาวเย็น
เบื้องหน้าไม่ใช่ผืนป่ามืดทึบ หากเป็ลานกว้าง มีเรือนไม้เรียงรายสองฟากฝั่ง ถนนดินทอดยาวสู่หมู่บ้านเล็ก ๆ ด้านหน้าเป็ตลาดขนาดย่อม ๆ เสียงเจรจาของผู้คนลอยมาพลาง ๆ จากพ่อค้าแม่ค้าที่เริ่มเปิดร้าน ข้าวของ อาหาร ผักสด และสมุนไพร วางเรียงบนแคร่ไม้
เยว่หลินก้าวช้า ๆ มองดูบรรยากาศรอบตัว ภายใต้ชุดผ้าแพรเนื้อหยาบ แม้เรียบง่ายแต่รูปลักษณ์และผิวพรรณของนางยังสะดุดตา ลี่ถิงจึงรีบเบี่ยงกายเข้ามาบัง ส่งผ้าแพรบางคลุมพระเกศาขององค์หญิงไว้ เพื่อมิให้เป็จุดสนใจ
“ดูเหมือนพวกเราจะกลมกลืนกับชาวบ้านนะเพคะ” ลี่ถิงกระซิบเสียงเบา
เยว่หลินพยักหน้าแววตาเจือโล่งอก แม้หัวใจยังเต้นไม่เป็จังหวะเพราะความหวาดหวั่นกลัวจะโดนจับได้ ทว่าเมื่อกลิ่นอาหารทั้งคาวและหวานลอยมาแตะจมูก จึงเกิดความอยากอาหารขึ้นมาเล็กน้อย
นางทอดสายตามองรอบกายอีกครั้ง ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่ใคร่ใส่ใจสองสตรีที่อยู่ตรงนี้ เมื่อความกังวลคลายไปหลายส่วนความตื่นเต้นก็เข้ามาแทนที่
“ลี่ถิง” นางเอ่ยเสียงกระซิบ “ต่อจากนี้ ห้ามเรียกข้าว่าองค์หญิงเยว่หลินอีก”
สาวใช้เงยหน้าขึ้นทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย “เพคะ…เช่นนั้น หม่อมฉันควรเรียกพระองค์ว่าอย่างไรเพคะ?”
เยว่หลินเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ดวงตาฉายประกายครุ่นคิด “อืม…เรียกข้าว่า ‘เสี่ยวหลิน’ ก็แล้วกัน จงถือเสียว่าข้าเป็น้องสาวเ้า คนทั่วไปจะได้ไม่สงสัยนัก”
ลี่ถิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนแย้มยิ้มบาง ๆ “เ้าค่ะ…เสี่ยวหลิน น้องข้า” นางเอื้อนเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงอบอุ่น เต็มไปด้วยความเอ็นดู ราวกับเรียกน้องสาวแท้ ๆ
เ้าของชื่อได้ยินแล้วพลันรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย ความเป็ “องค์หญิงเยว่หลิน” ที่ถูกยกย่องอย่างสูงส่ง คล้ายถูกเก็บซ่อนไว้ในหีบปิดผนึก เหลือเพียงสตรีธรรมดาผู้หนึ่งที่กำลังจะได้ัักับชีวิตใหม่
ริมฝีปากนางคลี่ยิ้มบาง “อืม…เช่นนี้แหละ”
เสียงจอแจของตลาดเช้าเริ่มคึกคัก เสี่ยวหลินก้าวเคียงข้างลี่ถิง พลางกวาดตามองสิ่งรอบตัวที่ต่างจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง
“ลี่ถิง…ขนมนั่นดูสิ กลิ่นหอม น่าอร่อยนัก”
นางกระซิบพลางชี้ไปยังชายชราผู้หนึ่ง ที่กำลังพลิกขนมแผ่นบางกลมบนตะแกรงเหล็กร้อน กลิ่นหอมของแป้งผสมถั่วบดลอยฟุ้งกระทบจมูก ชวนให้น้ำลายสอโดยไม่รู้ตัว
ทั้งสองก้าวเข้าไปใกล้ทันที แววตาเปล่งประกายด้วยความสนใจ ชายชราเห็นดังนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหยิบขนมแผ่นบางที่เพิ่งยกขึ้นจากเตามายื่นให้
“ลองชิมดูเถิด ยังร้อนอยู่ ระวังจะลวกปากเอาได้”
เสี่ยวหลินรับมา ยกขึ้นดมกลิ่นความหอมเล็กน้อย ก่อนกัดคำเล็ก ๆ ความกรอบของแป้งประสานกับรสหวานมันของไส้ถั่วบด ทำให้นางอดยิ้มออกมาไม่ได้
“รสชาติดียิ่งนัก!”
ลี่ถิงหัวเราะพลางทอดสายตามองความเดียงสาขององค์หญิงอย่างเอ็นดู จนดวงตาโค้งราวเสี้ยวจันทร์
เสี่ยวหลินหยิบเงินจำนวนหนึ่งจากชายเสื้อ ยื่นให้ชายชราที่อยู่ตรงหน้า
“ท่านลุง ข้าขออีกสองอันเ้าค่ะ”
พ่อค้าเอื้อมมือหยิบขนมอีกสองชิ้นใส่ห่อ ส่งให้ พลางยิ้มกว้างให้กับลูกค้ารายแรกของวัน ซึ่งดูท่าว่าคงไม่เคยลิ้มรสขนมพื้นบ้านธรรมดาเช่นนี้มาก่อนกระมัง
ผู้ที่เพิ่งได้เป็พี่สาวหมาด ๆ มองภาพตรงหน้า พลันเผลอยิ้มกว้างยิ่งขึ้น เมื่อเสี่ยวหลินยื่นขนมร้อน ๆ มาให้ นางรับด้วยความซาบซึ้งในพระกรุณา พระองค์ช่างสดใส และมีจิตใจงดงามยิ่งนัก
ทั้งสองยังแวะซื้อเกี๊ยวต้มชามเล็กจากแม่ค้าหาบเร่ กลิ่นน้ำแกง หอมเข้มข้นอบอวล เมื่อซดเข้าไปคำแรก เสี่ยวหลินถึงกับเบิกตากว้าง ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็น
“ได้ซดน้ำแกงอุ่น ๆ ท่ามกลางอากาศเช่นนี้ช่างคลายหนาวได้ดีนัก”
“จริงด้วยเ้าค่ะ แถมรสชาติดีมากเสียด้วย” ลี่ถิงเอ่ยยิ้ม ดวงตาเป็ประกาย
เสี่ยวหลินก้มหน้าลง สีหน้านิ่งแต่ดวงตากลับเปล่งประกายแห่งความสุข ภายในใจพลันตระหนักว่า เส้นทางชีวิตที่นางเลือก ไม่รู้ภายภาคหน้าจะเป็เช่นไร แม้อาจเต็มไปด้วยความลำบากและความไม่แน่นอน แต่มันก็แลกมาด้วยสิ่งใหม่ ๆ ที่ไม่เคยได้ััมาก่อน ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
หลังจากซื้อเสบียงจำนวนหนึ่งใส่ห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ลี่ถิงถืออยู่ เพื่อเก็บไว้กินระหว่างเดินทางแล้ว เสี่ยวหลินจึงหันไปถามหญิงชราที่นั่งขายพืชผักและผลไม้อยู่ริมทาง
“ท่านป้า…ที่นี่คือที่ใดหรือเ้าคะ?”
หญิงชราผละจากมือที่กำลังจัดผัก เงยหน้ามองสองสาวตรงหน้า แววตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยเมตตา
“ที่นี่คือตลาดทางทิศตะวันตกของเมืองซางอวิ๋น” นางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
สองสตรีหันสบตากันทันที แววตาของทั้งคู่สะท้อนความกังวลตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด เมืองซางอวิ๋นคือเมืองที่อยู่ติดกับเมืองหลวงแคว้นเว่ย ป่านนี้วังหลวงคงล่วงรู้แล้วว่าองค์หญิงหายไป หญิงสาวไม่กล้าแม้แต่จินตนาการว่าพระบิดามารดาจะทรงรู้สึกเยี่ยงไร เมื่อทอดพระเนตรจดหมายที่นางทิ้งไว้
“เสี่ยวหลิน…เราคงต้องไปให้ไกลกว่านี้โดยเร็ว หากยังอยู่แถวนี้ เกรงว่าจะถูกตามเจอในไม่ช้า” ลี่ถิงกระซิบเสียงเบา
เสี่ยวหลินพยักหน้าช้า ๆ กำมือแน่น ใบหน้าฉายแววกังวลชัดเจน
หญิงชราหรี่ตาเพ่งมองสองสตรีอยู่นาน ก่อนเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นอย่างสงสัย
“ดูท่าพวกเ้ามิใช่คนเมืองนี้ จะมุ่งหน้าไปแห่งหนใดกันเล่า?”
เสี่ยวหลินปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม น้ำเสียงมั่นคงแม้หัวใจสั่นระรัวราวจะหลุดออกมา นางจำต้องเปล่งคำโป้ปดด้วยความจนใจที่ไม่อาจเปิดเผยความจริงได้
“พวกข้า…อยากกลับบ้านเกิดเ้าค่ะ น้องชายล้มป่วยหนัก จำต้องรีบไปเฝ้าดูแล หากแต่บ้านข้าอยู่นอกแคว้นเว่ย” นางเว้นถ้อยคำชั่วครู่ คล้ายชั่งใจ ก่อนเอื้อนเอ่ยอย่างจงใจให้น่าสงสาร “เพียงแต่มิรู้หนทางว่าจะไปได้อย่างไร”
ลี่ถิงที่ยืนอยู่เคียงข้าง ก้มหน้าลงต่ำ ราวกับโศกเศร้าใจ เพื่อกลบเกลื่อนพิรุธที่อาจเผยออกมา
หญิงชราฟังความแล้วเงียบไปชั่วครู่ ก่อนริมฝีปากเหี่ยวย่นจะค่อย ๆ คลี่แย้มเป็รอยยิ้มอ่อนโยนอีกครั้ง
“อ้อ…เป็เช่นนี้เองหรือ น่าเวทนานัก” นางพยักหน้าช้า ๆ แววตาเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา “พวกเ้าถือว่ามาได้ถูกเวลานักแล้ว สามีข้าเลี้ยงชีพด้วยการหาของป่า มักเก็บสมุนไพรหายากนำไปขายยังแคว้นฉินอยู่เป็นิจ อีกไม่กี่ชั่วยามคงจะออกเดินทางกันแล้ว หากพวกเ้าไร้หนทาง ก็ติดไปกับขบวนรถม้านั้นไปยังเขตชายแดนได้”
เสี่ยวหลินชะงักไปเพียงครู่เมื่อได้ฟังถ้อยคำนั้น แต่พลันรีบปรับสีหน้าให้สงบดังเดิม คลี่ยิ้มบาง เอ่ยตอบอย่างแเี
“เช่นนั้นหรือเ้าคะ!…นับเป็บุญนักที่ได้มาพบกับท่าน เพราะแท้จริงแล้วบ้านของพวกข้าอยู่ในแคว้นฉินเช่นเดียวกัน”
หญิงชราเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ สายตากวาดมองสองสาวสลับกัน ก่อนจะหัวเราะยินดี
“เช่นนั้นก็ดียิ่ง ชะรอยจะเป็โชคชะตาของพวกเ้าแท้ ๆ ที่มาเจอข้า”
ลี่ถิงซึ่งยืนเงียบมาตลอดเพียงเม้มริมฝีปากแน่น มิได้เอ่ยถ้อยใด ปล่อยให้องค์หญิงเอื้อนเอ่ยวาจามุสาอย่างแเีดุจสายน้ำไหล
ในใจของเสี่ยวหลินกลับแอบโล่งอก แคว้นฉินเป็แคว้นที่ยิ่งใหญ่มากพอจะซ่อนเร้นตัวตนได้สักระยะ หากคนของวังคิดจะตามหานางจริง ๆ ก็มิใช่เื่ง่ายที่จะสืบจนพบ และนั่นย่อมเป็เื่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น พี่ชายของนางเพิ่งเดินทางไปผูกสัมพันธ์กับแคว้นฉินไม่นาน แม้ไม่คิดจะปรากฏให้เขาเห็น แต่หากวันใดชะตากรรมบีบคั้นจนไร้ทางหลีกเลี่ยงหรือเดือดร้อนอันใด อย่างน้อยในผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ก็ยังมีเงาร่มของพี่ชายอยู่ไม่ไกลนัก
นางสูดลมหายใจลึก ความอุ่นใจแผ่นซ่านอยู่ภายในอก แหงนหน้ามองท้องฟ้าที่สาดแสงอุ่นบางเบาลงมา ลอบคิดกับตนเอง
หาก์นำพาให้ข้าไปยังที่แห่งนี้ เช่นนั้นที่นั่นย่อมมีสิ่งดี ๆ บางอย่างรอคอยข้าอยู่เป็แน่