ในระหว่างที่เธอนั่งรถมากับภาคินทร์ แม้ว่าเขาจะชวนเธอคุยแต่หญิงสาวก็เอาแต่ถามมาตอบไป ไม่ได้มีบทสนทนาที่ยืดยาวและทำให้ภาคินทร์สังเกตเห็นสีหน้าของเธอเหมือนคนจะร้องไห้ เขาหันไปมองเธอในขณะที่จอดรอไฟแดงพอดีก่อนจะเอ่ยถาม
“พิ้งค์โอเครึเปล่า” เธอหันมามองเขาก่อนจะยิ้มกลบเกลื่อน
“โอเคสิ ทำไมจะไม่โอเคล่ะ”
“ก็ั้แ่ขึ้นมาบนรถพิ้งค์ก็เงียบแทบไม่พูดอะไรเลย เมื่อกี้เราแอบเห็นเหมือนพิ้งค์จะร้องไห้ ถ้าไม่ไหวก็ปล่อยมันออกมาได้ไม่ต้องเก็บไว้หรอก คินทร์เข้าใจว่าพิ้งค์คงรู้สึกแย่มากๆ ในตอนนี้” เธอฝืนยิ้มและพูดไปด้วย
“ไม่เป็ไรหรอก แค่พิ้งค์นึกถึงลูกในท้องแล้วรู้สึกแปลกๆ ยังไงไม่รู้ พอไม่มีอะไรทำสมองก็ชอบคิดไปเรื่อยเปื่อยแบบนี้แหละ”
“พิ้งค์ยังกังวลเื่ที่เพิ่งหย่ากับคุณศรัณย์อยู่หรือเปล่า”
“ไม่หรอก พิ้งค์จะกังกลเื่เขาทำไมล่ะ พิ้งค์รอวันนี้มาเกือบปีนะคินทร์พอถึงเวลาต้องจบพิ้งค์กลับโล่งใจมากกว่าที่จะไม่ได้เอาตัวเองไปทนอยู่กับอะไรแบบนั้นอีกแล้ว แต่เมื่อกี้ที่บอกว่านึกถึงลูกก็คงจะเป็ธรรมดาที่ไม่ได้อยากให้ลูกไม่มีพ่อ แค่นั้นเอง”
“คินทร์เข้าใจ ทุกอย่างต้องใช้เวลาในเมื่อพิ้งค์ตัดสินใจดีแล้วก็อย่าลังเลอีกเลย ต่อจากนี้เราขอให้มีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิตพิ้งค์นะ ยิ้มเยอะๆ เ้าตัวน้อยเกิดมาจะได้สดใสเหมือนแม่”
“ขอบคุณนะ” เธอยิ้มพร้อมกับลูบท้องตัวเองไปแล้ว
“เราแวะทานอะไรสักหน่อยมั้ย เผื่อจะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น”
“ดีเหมือนกัน ั้แ่ไปรอคุณศรัณย์ที่บริษัทพิ้งค์ยังไม่ทานอะไรเลยสักอย่าง หิวมาก”
“เดี๋ยวคินทร์พาแวะร้านอาหารแถวนี้แล้วกันนะ”
“อืม เดี๋ยวพิ้งค์ช่วยดู”
(ด้านศรัณย์)
ชายหนุ่มกลับมายังคอนโดของตัวเอง ภายในห้องเต็มไปด้วยความเงียบเขาปลดกระดุมเสื้อออกพร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนปลายเตียง ทว่าความทรงจำเก่าๆ ก็วนกลับมาทำให้นึกถึง ภาพที่เธอเดินไปมาอยู่ในห้องครัว เสียงที่เอ่ยถามเขาเป็ประจำ และอาหารที่ถูกจัดเรียงไว้ทุกครั้งที่เขากลับมาจากทำงาน จากนี้ไปไม่มีอีกแล้ว
เขาพยายามหยุดคิดเื่เธอ แต่ไม่ว่าจะหันไปทางไหนหน้าเธอก็อยู่เต็มไปหมดราวกับภาพติดตาตามมาหลอกหลอนไม่หยุด จนกระทั่งชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด เขาถอดเสื้อออกก่อนจะเดินเข้าไปอาบน้ำเผื่อจะผ่อนคลายมากขึ้น ทว่าเสียงโทรศัพท์กลับดังขึ้นก่อนทำให้เขาต้องเดินกลับมาเพื่อรับสายใครสักคน
ตืด...ตืด... (แม่)
ศรัณย์: ครับแม่
แม่: ว่างรึเปล่า แม่มีเื่อยากคุยด้วย
ศรัณย์: ว่างครับ แม่มีอะไรพูดมาได้เลย
แม่: แม่ได้ยินข่าวว่าหนูพิ้งค์คืนเงินให้ลูกแล้วอย่างนั้นเหรอ
ศรัณย์: ครับ พึ่งจัดการไปวันนี้แหละ
แม่: แล้วยังไงต่อ ระหว่างลูกกับหนูพิ้งค์ตอนนี้ยังอยู่ด้วยกันรึเปล่า
ศรัณย์: เราหย่ากันแล้วครับ
แม่: ว่ายังไงนะ! หย่าแล้วอย่างนั้นเหรอ ไปหย่ากันั้แ่ตอนไหนทำไมเื่นี้แม่ไม่รู้มาก่อน
ศรัณย์: ก็ผมไม่ได้บอกใคร เราพึ่งไปหย่ากันมาวันนี้ครับก็เธอคืนเงินผมครบทุกบาทแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ที่เราจะอยู่ด้วยกันต่อ
แม่: ก็ใช่แต่ลูกควรปรึกษาแม่สักคำ แล้วได้เซ็นใบยินยอมจบกันด้วยดีรึยัง
ศรัณย์: ใบยินยอม...
แม่: ลืมไปแล้วเหรอว่าเรากับบ้านนั้นตกลงกันว่าไง
ศรัณย์: สักครู่นะครับแม่
ศรัณย์เดินไปดึงลิ้นชักที่อยู่หัวเตียงพร้อมกับหยิบเอกสารที่ว่ามาดูอีกครั้ง เพราะเขาลืมกระดาษใบนี้ไปเลย ชายหนุ่มไล่สายตาอ่านทีละบรรทัดอย่างละเอียดอีกครั้ง
1. ในระยะเวลา 1 ปี ต่อจากนี้ ห้ามฝ่ายชายแตะเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิง หรือกระทำการล่วงเกินทุกกรณี
2. ฝ่ายหญิงจะต้องชำระเงินจำนวน 300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 1 ปี
3. หากผู้ใดประพฤติผิดต่อข้อตกลง อนุญาตให้อีกฝ่ายที่ได้รับความเสียหายสามารถฟ้องร้องได้ในทันที
หลังจากที่อ่านข้อความหลักๆ แล้วดวงตาของเขาก็ขยายขึ้นทันที ส่วนรายละเอียดยิบย่อยที่มีมากกว่านี้ไม่ได้สำคัญไปกว่าข้อสองที่เกิดขึ้นไปแล้ว ใบสัญญานี้ต้องได้รับการยินยอมจบกันด้วยดีถึงจะถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แม้ว่าจะเกิดการหย่าร้างกันไปแล้วก็ตาม
แม่: ไม่มีใครผิดกฎข้อไหนใช่มั้ย ถ้าจบกันด้วยดีก็ต้องเซ็นใบนี้ด้วยเื่จะได้จบ
ศรัณย์: เอ่อ...
แม่: ทำไมเงียบ หรือลูกทำผิดกฎเหรอ
ศรัณย์: ผม...
แม่: ศรัณย์อย่าบอกนะว่าลูก...ให้ตายเถอะ! ถ้าเกิดว่าฝั่งนั้นฟ้องลูกขึ้นมาทำยังไง ลูกต้องรีบจัดการเื่นี้ให้จบไปเคลียร์ให้เรียบร้อย ตราบใดที่ใบสัญญานี้ยังอยู่ที่หนูพิ้งค์เราไม่รู้เลยว่าเราจะโดนฟ้องเมื่อไหร่
ศรัณย์: ครับ ผมจะรีบจัดการแต่ผมมั่นใจว่าเธอไม่ทำอะไรอย่างที่เราคิดหรอก
แม่: แม่แค่ไม่อยากให้ติดค้างต่อกัน ถ้าลูกเคยล่วงเกินเขาลูกก็ต้องรับผิดชอบตามที่เขา้าไป อย่านิ่งนอนใจรีบจัดการ
ศรัณย์: ครับ เข้าใจแล้ว
หลังจากที่วางสาย เขาก็หย่อนตัวลงนั่งบนปลายเตียงอีกรอบพร้อมกับพ่นลมหายใจหนัก เขาลืมคิดเื่นี้ไปเลย หากวันดีคืนดีเธอคิดโกรธเขาขึ้นมาแล้วเอาข้อนี้มาต่อรองก็คงวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ว่าแล้วเขาก็กดโทรศัพท์โทรหาเธอทันที
พิ้งค์: ฮัลโหล
ศรัณย์: ฉันมีเื่จะคุยกับเธอ
พิ้งค์: แต่พิ้งค์ไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ
ศรัณย์: เดี๋ยวก่อน อย่าพึ่งวางฉันมีเื่สำคัญจะคุยจริงๆ
พิ้งค์: งั้นก็รีบพูดมาค่ะ พิ้งค์จะเข้านอนแล้ว
ศรัณย์: ใบสัญญาที่เราทำข้อตกลงกัน เธอลืมไปแล้วเหรอ
พิ้งค์: อ๋อ คุณกลัวว่าพิ้งค์จะเก็บไว้ฟ้องคุณทีหลังเหรอคะ
ศรัณย์: ก็ถ้าอยากจบก็ต้องเซ็นยินยอม
พิ้งค์: ขอโทษนะคะ พิ้งค์ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับคุณอีกแล้วเพราะฉะนั้นพิ้งค์ไม่เสียเวลาไปฟ้องคุณหรอกค่ะ เื่ที่เกิดขึ้นถือซะว่าเป็บาปกรรมที่พิ้งค์เคยทำไว้เมื่อชาติที่แล้วก็แล้วกัน
ศรัณย์: แต่ถึงยังไงฉันก็ไม่ไว้ใจเธอ เธอต้องนำใบสัญญานั้นมาให้ฉันเซ็น ถ้าสัญญาทั้งสองฉบับถูกเซ็นยินยอมทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงจะถือว่าจบสิ้นสมบูรณ์
พิ้งค์: แต่พิ้งค์ไม่อยากเจอคุณแล้ว
ศรัณย์: แต่เธอต้องมาเซ็น
พิ้งค์: คุณกลัวเสียชื่อเสียงขนาดนั้นเลยเหรอคะ
ศรัณย์: ใช่ เพราะเป็สิ่งเดียวที่ฉันเสียไปไม่ได้
พิ้งค์: ได้ค่ะ พิ้งค์จะไปเซ็นให้มันจบๆ เราจะได้ไม่ค้างคาใจกันอีก พอใจรึยังคะ
ศรัณย์: ตอนนี้เลย
พิ้งค์: พรุ่งนี้ค่ะ อย่ามาทำนิสัยบังคับคนอื่นเหมือนที่เคยทำ แค่นี้นะคะเจอกันพรุ่งนี้ค่ะ
ตืด...ตืด...
“พิชญ์สินี เธอนี่มัน!!!”