อากาศในเดือนมีนาคมนับว่าเย็นสบายดียิ่งเหมาะกับการพาเด็กๆออกไปเดินเล่นนอกบ้าน หลินเหยาซื่อจับตัวเด็กแฝดมาแต่งตัวด้วยชุดที่เธอตัดเย็บด้วยตัวเอง ทั้งสามใส่เสื้อผ้าลายเดียวกันเป็เซ็ตแม่-ลูกฝาแฝดสุดน่ารักป้าฮุ่ยชิวถึงกับอุทานออกมานางรู้อยู่แล้วคุณนายเป็คนสวยและงามสง่ารวมทั้งลูกชายหญิงฝาแฝดแต่ปกติแต่งกายเรียบง่าย ทว่าวันนี้ใส่เสื้อผ้าแปลกตา สีสันสดใสราวกับบ้านที่เคยอึมครึมด้วยความเศร้าถูกละลายไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กๆ
“ป้าไม่คิดว่าคุณนายจะตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาได้สวยขนาดนี้ใช่ไหม”
หลินเหยาซื่อหัวเราะเสียงใส
“อุ้ย!ป้าไม่ได้...”
“ช่างเถอะ” มือเรียวหยิบหมวกมาสวมให้เด็กทั้งสอง“ฉันเห็นลังเก็บผ้ากับเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยเลยเอามาต่อกันต่อไปต่อมาได้ผ้าผืนใหญ่เลยทำชุดได้ทั้งสามคนแบบนี้เอาไว้คราวหน้าฉันทำให้ป้าด้วยนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะคุณนาย”
“ได้ยังไง เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันป้าไม่ได้เป็แค่แม่บ้านแต่เป็เหมือนญาติผู้ใหญ่ของฉันด้วย”
“คุณนาย”
“วันนี้ไปเที่ยวกัน” เธอรีบพูดขึ้นก่อนที่ป้าฮุ่ยชิวจะน้ำตาร่วง“พาเด็กๆไปเที่ยวสวนสนุกใกล้ๆนี่กันนะ”
“ไปเที่ยว...”
ั้แ่คุณผู้ชายหายไปคุณนายไม่เคยไปเที่ยวที่ใดเลยแต่ละวันก็ทุ่มเทกับการดูแลลูกทั้งสองกับติดตามข่าวคราวของคุณผู้ชายหรือบางทีคุณนายอาจทำใจได้แล้ว
หลินเหยาซื่อไม่รู้ความคิดของป้าฮุ่ยชิวหญิงสาวมองเด็กสองคนแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เด็กวัยสามขวบอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นและมีจินตนาการเริ่มสำรวจสิ่งต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และเป็่ที่จะได้ยินคำว่า 'ทำไม' จากปากของเด็กๆ หลังจากที่ทำใจได้แล้วว่าตัวเองจะต้องอยู่ในร่าง ‘หลินเหยาซื่อ’และรับมอบการดูแลเด็กฝาแฝดทั้งสองในฐานะ ‘แม่’ เธอก็ตั้งใจว่าจะดูแลเด็กทั้งสองให้ดีที่สุด เธอไม่มีประสบการณ์การเป็แม่คนแต่่เวลาที่เติบโตมาจากบ้านเด็กกำพร้าทำให้เธอรู้ว่าต้องดูแลเด็กเล็กๆอย่างไร คนที่ไม่มีใคร้าอย่างเธอทำได้แค่ดูแลคนอื่นๆ ยืนมองแต่ละคนมีคนมารับไปอยู่ในครอบครัวใหม่แต่เติบโตอย่างโดดเดียวจนเรียนจบมัธยมปลาย เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จึงย้ายออกมาแม้จะมีเงินสนับสนุนจากบ้านเด็กกำพร้ามาเป็ค่าเทอมแต่เธอก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเองมาตลอด
เื่ดีอีกเื่ที่ทำให้หลินเหยาซื่อพอใจกับร่างนี้ก็คือใบหน้าที่งดงามและรูปร่างอรชรทั้งที่คลอดลูกแล้วแต่ยังหุ่นดีอยู่หากเธอในปี2023 ได้ครอบครอบความงามเช่นนี้ การได้เป็ดาราคงไม่ใช่แค่ความฝัน บางครั้งเธอก็คิดว่าจะไปสมัครเป็นักแสดงดีหรือไม่อายุแค่ยี่สิบสองยังไม่แก่เกินไปสำหรับการเข้าวงการบันเทิงแต่เสียดายที่เ้าของร่างมีลูกแล้ว ในยุคนี้ไม่มีใครเปิดเผยเื่ส่วนตัวถ้าแต่งงานมีลูกแล้วความนิยมจะลดลงทันทีจำได้ว่าดาราดังหลายคนแม้แต่งงานมีลูกแล้วแต่ต้องปิดบังสุดชีวิต เธอมองหน้าเด็กฝาแฝดแล้วก็ทำใจไม่ได้ เด็กในวัยนี้กำลังสร้างความทรงจำระหว่างแม่ลูกไม่มีพ่อก็แล้วไปเถอะ อย่าให้มีแม่แล้วเรียกแม่ไม่ได้เลย เธอรู้ดีว่าการเป็เด็กกำพร้าเ็ปเพียงใด นั้นคือเหตุผลที่ยอมทิ้งความฝันเพื่อเล่นบทบาทที่ยิ่งใหญ่นั้นก็คือเป็แม่ของเด็กแฝดทั้งสองคนนี้
“ของป้าฮุ่ยซิวก็มีนะ” หลินเหยาซื่อหยิบหมวกทรงฟักทองส่งให้“เอาไว้คราวหน้าจะเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นะคะ”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ”
“ลำบากอะไรกันค่ะ” หญิงสาวหัวเราะร่า“เราเป็ครอบครัวเดียวกันนี่น่า วันนี้ไปเที่ยวกันค่ะ”
ป้าฮุ่ยซิวยกไม้ยกมือปฏิเสธแต่ถูกเด็กแฝดชายหญิงวิ่งเข้าไปเกาะขาส่งสายตาอ้อนวอน เด็กสองคนแทบไม่ได้ออกไปไหนนานทีจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวเล่นนอกบ้าน หากคุณนายไปคนเดียวก็เกรงว่าจะดูแลเด็กสองคนไม่ไหวนางจึงตัดสินใจพยักหน้ารับ
“ป้าปิดบ้านสักประเดี๋ยวนะคะ”
“ค่ะ”
ที่โรงรถมีรถเก๋งอยู่หนึ่งคันแต่ฝุ่นจับเขรอะไปหมด เื่ขับรถเธอขับเป็อยู่แล้วเพราะตอนสถานสงเคราะห์ก็ได้หัดขับรถเวลามีกิจกรรมเธอก็ขับรถตู้พาเด็กๆไปพิพิธภัณฑ์หรือไปสวนสัตว์ เท่าที่เธอพอจะรู้ ‘หลินเหยาซื่อ’ในปี1980เรียนจบมัธยมปลายและไม่ได้เรียนต่อ ทั้งที่บ้านมีฐานะดีแต่เดาว่าเ้าของร่างนี้สุขภาพไม่แข็งแรงนัก ป้าฮุ่ยซิวเองยังเคยพูดว่าแค่คลอดลูกแฝดได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าเธอยังมีบุญอยู่มากแล้ว คงเพราะแบบนี้ถึงรีบแต่งงานั้แ่อายุสิบแปดพ่อคงสบายใจที่ลูกสาวมีคนดีๆ ดูแล แต่ไม่คิดว่าหลังบิดาตายจากไปไม่กี่เดือนสามีของเธอก็หายสาบสูญไปอีกคน คนสวยชะตาอาภัยจริงๆ ที่เธอมีแรงใจอยู่มาได้ก็เพราะในท้องมีชีวิตน้อยๆอยู่
ตอนนี้เธอได้รับปันผลกำไรจากบ้านใหญ่เดือนละหนึ่งหมื่นหยวน ตอนนี้อาจจะพอใช้ แต่ถ้าเด็กๆ เข้าโรงเรียนก็ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น แถมยังต้องคูณสองด้วย ทีแรกเธอก็คิดขายบ้านแต่ป้าฮุ่ยซิวเล่าทั้งน้ำตาว่าบ้านหลังนี้เป็มาอย่างไรจะว่าไปเธอก็เสียดายเหมือนกัน ยังไงเธอต้องมีหนทางหาเงินได้อยู่สิน่า
ป้าฮุ่ยซิวเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และปิดบ้านเรียบร้อย มือเหี่ยวย่นยกขึ้นแตะทรงผมแก้เขิน เด็กๆหัวเราะชอบใจ หลินเหยาซื่อเดินไปเรียกรถแท็กซี่หน้าบ้านเอาไว้เธอลองเช็กรถยนต์ที่บ้านก่อนแล้วจะลองเอาออกมาขับดู ทั้งหมดเดินทางด้วยรถแท็กซี่ใช้เวลาราวๆสี่สิบนาทีก็ถึงที่หมาย
“ยังจำที่เราตกลงกันได้ใช่ไหมจ๊ะ” หลินเหยาซื่อพูดกับเด็กฝาแฝดที่ทำหน้าตาตื่นเต้น ทั้งสองพยักหน้าหงึกหงักเธอลอบถอนหายใจแต่ก็ฝืนยิ้มออกมา “เมื่อคืนแม่สอนให้พูดว่าอะไรนะ”
เด็กสองคนเม้มปากแล้วมองหน้ากันก่อนค่อยพูดออกมา
“ต้องจับมือแม่กับป้าฮุ่ยซิวไว้ตลอดเวลา” จางหย่งพูดขึ้นก่อน
“ห้ามไปกับคนแปลกหน้า” จางลี่พูดขึ้นบ้าง
“ถ้าผลัดหลงกันให้อยู่กับที่แม่จะมาหาเอง” เธอยิ้มแล้วหันไปหยิบของในกระเป๋าสะพายออกมาเป็บัตรป้ายชื่อที่เมื่อคืนทำไว้แล้วคล้องคอให้เด็กทั้งสอง“ป้ายชื่อมีชื่อของลูกกับที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์รวมทั้งชื่อของแม่ “
“เข้าใจแล้วค่ะ/ครับ”
เด็กๆ อายุสามขวบแล้วแต่ยังพูดไม่ค่อยเป็ประโยคเท่าไหร่เธอกลัวเื่พัฒนาการช้าจึงพยายามหาทางให้พวกเขาพูดเป็ประโยคมากขึ้นแต่ก่อนชอบเอาแต่พยักหน้ากับส่ายหน้า ตอนนี้เริ่มพูดเป็ประโยคแล้วทั้งหมดเดินไปซื้อตั๋วเข้าสวนสนุก เห็นเครื่องเล่นแล้วก็นึกอยากเป็เด็กเสียเองตัวเองในวัยเด็กก็ไม่เคยได้ไปสวนสนุกบ่อยนัก แทบจำไม่ได้ว่าเคยไปหรือไม่ ที่นี่เป็สวนสนุกขนาดเล็กแต่ในวันหยุดกลับมีผู้คนมาค่อนข้างหนาตา หลินเหยาซื่อซื้อไอศกรีมจางหย่งและจางลี่คนล่ะแท่งแล้วพาไปนั่งม้าหมุ่น ป้าฮุ่ยซิวประกบจางลี่ที่ขี่ม้ายูนิคอร์สสีรุ้ง ส่วนหลินเหยาซื่อยืนข้างม้าหมุ่นสีขาวที่จางหย่งนั่งป้าฮุ่ยซิวซวนเซเล็กน้อยแต่ประคองตัวได้ ในขณะที่หลินเหยาซื่อทรงตัวได้ดีเธอหยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปลูกทั้งสองคน หลังจากครบรอบแล้วทั้งหมดก็หาเป้าหมายต่อไป เสียงหวีดร้องผสานเสียงหัวเราะดึงดูดสายตาของเด็กพวกเขาแหงนหน้ามอง ‘เรือเหาะ’ ที่เหวี่ยงไปมา
“เล่นอันนี้ไม่ได้เอาไว้ลูกๆโตกว่านี้ค่อยมาเล่น เราไปนั่งรถรางกันเถอะ”
หลินเหยาซื่อจูงมือเด็กๆให้เดินไปที่รถรางที่มีหน้าเหมือนรถไฟจากแผนที่ในสวนสนุกสามารถนั่งรถรางไปชมบริเวณจุดแสดงสัตว์เลี้ยงหายาก ใบหน้าน้อยๆมีรอยยิ้ม แก้มสองข้างแดงปลั่ง เหงื่อซึมออกมาบ้างป้าฮุ่ยซิวรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อให้คุณหนูคุณชาย
“ฉันนี่แย่จริงๆเป็แม่ยังไงลืมเช็ดเหงื่อให้ลูก” หลินเหยาซื่อตำหนิตัวเองไม่จริงจังนักแต่ป้าฮุ่ยซิวส่ายหน้ารัวๆ
“คุณยายอย่าตำหนิตัวเองแบบนั้นสิคะคุณนายเป็แม่ที่ดีสำหรับคุณหนูคุณชายแล้วค่ะ”
หลินเหยาซื่อไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศจึงไม่ได้พูดอะไรต่อระหว่างเธอเธอถ่ายรูปเด็กทั้งสองเยอะมากจนเกือบลืมไปว่าตัวเองใช้กล้องฟิลม์อยู่ซึ่งต้องนำฟิลม์ไปล้างอีก นั้นหมายถึงเธอต้องใช้เงินอีกแล้ว รถรางพามาถึงบริเวณแสดงสัตว์เลี้ยงกวางตัวน้อยเดินไปมาน่ารักน่าเอ็นดู ลิงตัวใหญ่ใส่เสื้อผ้าราวกับเด็กสิบขวบยืนรอถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวหลินเหยาซื่อจูงมือเด็กทั้งสองแล้วคอยอธิบายสัตว์แต่ละชนิดอย่างใจเย็น
“กวาง”
“กระต่าย
“แพะ”
“เต่า”
จางหย่งจางลี่พูดตามที่มารดาสอน
“หย่งหย่งลี่ลี่เก่งที่สุด” หลินเหยาซื่อเอ่ยชมลูกทั้งสอง “หิวกันหรือยังวันนี้ไปกินเบอร์เกอร์กัน”
“เบอร์เกอร์!”
เด็กๆ อาจไม่เข้าใจอะไรมากนัก แต่พวกเขารู้ว่าเขาชอบที่แม่เป็แบบนี้มากกว่าแม่ที่เอาแต่ทำหน้าเศร้าตลอดเวลาบางครั้งก็ได้ยินเสียงร้องไห้ จางหย่งจางลี่จับมือมารดากันคนละข้าง ภายในใจนั้นได้แต่บอกว่าพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยให้แม่ที่ร่าเริงเช่นนี้หายไปอีกแล้ว
................