บทที่ 25 ได้เวลาจ่ายเบี้ยหวัดรายเดือนแล้ว พระชายานี่รวยจริง ๆ
“นั่นน่ะสิ ดูท่าเ้าจะไม่มีวาสนาได้เสวยสุขเสียแล้ว ตอนนี้ชีวิตสบายแถมยังมีเงินให้ใช้ อยู่ไปเงียบ ๆ เถอะ” ยายแก่เกาพูดพร้อมกับเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
สีหน้าของยายแก่ต่งพลันเปลี่ยนไป เอ่ยถามขึ้นว่า “พอถึงเวลาจ่ายเงิน พระชายาจะไม่เบี้ยวพวกเราใช่หรือไม่?”
ยายแก่เกากลอกตาพร้อมกล่าวว่า “นางจะเอาอะไรมาให้? ค่าใช้จ่ายในครัวล้วนเบิกจากแม่นางเย่ซานทั้งนั้น พอถึงเวลาข้าไปเอง ไม่ต้องถึงมือพวกเ้าหรอก”
ด้วยการมีอวี้เฟยเป็ที่พึ่งพิง และมีฮองเฮาเป็ปราการด่านสุดท้าย พวกนางจึงหยิ่งผยองจนไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
ซูเหวินยวนเองก็ไม่ได้รีบร้อน การจะถอนรากถอนโคนคนเก่าแก่เหล่านี้ย่อมต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง
หลังจากที่เมิ่งฉีใช้เวลาสืบสวนอยู่หลายวัน ก็นำความประหลาดใจครั้งใหญ่มาให้ซูเหวินยวน
ยายแก่เกาซึ่งเป็หัวโจกนั้น ถึงกับซื้อบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทั้งยังคอยส่งของดี ๆ กลับบ้านอยู่เสมอ
ส่วนยายแก่ต่งที่คอยติดตามนางก็ไม่น้อยหน้า สร้างบ้านให้บุตรชายทั้งสองคนของนาง
คนอื่น ๆ อาจจะได้น้อยกว่า แต่เงินที่พวกนางกอบโกยไปนั้นไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย
วันนี้ก็ถึงวันจ่ายเบี้ยหวัดรายเดือนของจวนอีกครั้ง ตามปกติแล้วเย่ซานจะเป็คนเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ลานบ้าน แล้วจ่ายเงินตามรายชื่อในบัญชี
แต่วันนี้ทุกคนกลับมารอที่ลานั้แ่เนิ่น ๆ และเย่ซานก็ได้เรียกพวกนางเข้าไปในหอจู๋เยว่
ภายในหอจู๋เยว่มีการจัดโต๊ะและเก้าอี้ไว้อย่างเป็ระเบียบ ซูเหวินยวนนั่งอยู่ตรงกลางพลางเปิดดูบัญชีรายชื่อ
คนในจวนมีมากเกินไป เพียงไม่กี่วันนางยังจำไม่ได้ครบทุกคน
แต่ใครที่คอยปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านาง ทั้งคนที่ทำงานและไม่ทำงาน นางจดจำได้อย่างแม่นยำ
“เริ่มจากหอจู๋เยว่ก่อนแล้วกัน สองวันก่อนบ่าวไพร่ถูกลงโทษหักเบี้ยหวัดหนึ่งเดือนหรือครึ่งเดือน แต่ข้าดูมาหลายวันแล้ว เบี้ยหวัดของบางคนก็ไม่สมควรถูกหัก”
พูดจบนางก็ยื่นบัญชีรายชื่อที่ทำเครื่องหมายไว้ให้เยว่ซิ่ว ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา บางคนเริ่มมีท่าทีร้อนตัวแล้ว
พวกนางอาศัยเหตุที่ว่าเบี้ยหวัดถูกหักไปแล้ว จึงพยายามอู้งานให้มากที่สุด เพราะอย่างไรเสียหลังจากที่ถูกซูเหวินยวนจัดการไปครั้งหนึ่ง ก็มีคนทำงานเหลือเฟืออยู่แล้ว
เยว่ซิ่วกล่าวว่า “คนที่ถูกขานชื่อให้ก้าวออกมาข้างหน้า มารับเบี้ยหวัดของเดือนนี้ แล้วลงชื่อของตนเองไว้!”
คนไม่กี่คนรับเบี้ยหวัดไปด้วยใบหน้าปลาบปลื้ม ส่วนที่เหลือมีสีหน้าไม่พอใจ ต่างคนต่างเกี่ยงกัน อยากจะหาคนออกไปพูดอะไรสักหน่อย
ซูเหวินยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “คนที่เหลือให้ย้ายออกจากหอจู๋เยว่ เดี๋ยวค่อยมารับหน้าที่ในเขตพื้นที่ของตนเอง”
คราวนี้ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก เบี้ยหวัดก็ไม่ได้ แถมยังต้องย้ายออกจากหอจู๋เยว่ หากพูดอะไรมากกว่านี้ เกรงว่าคงจะต้องออกจากจวนเฉินอ๋องเป็แน่
ซูเหวินยวนคิดไม่ตก ว่าจวนอ๋องแห่งนี้เหตุใดจึงวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้ อวี้เฟยส่งคนครัวมาให้ แต่กลับไม่ส่งคนมาควบคุมดูแลเลยหรือ?
ส่วนคนที่เหลือก่อนจะได้รับเบี้ยหวัด จะต้องผ่านการสอบถามจากซูเหวินยวนเสียก่อน
ทุกคนยืนรอกันอยู่ชั่วยามกว่า ในที่สุดก็ถึงตาของห้องครัว
ยายแก่เกาส่งยิ้มเสแสร้งออกมา หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่เงิน นางคงไม่อยากจะฝืนยิ้มด้วยซ้ำ
“คนในห้องครัว พระชายาไม่ต้องถามแล้วเพคะ เกรงว่าท่านคงไม่รู้จักพวกเขาดีเท่าบ่าวหรอก” ยายแก่เกาชิงเปิดปากพูดก่อน
ซูเหวินยวนยิ้มเล็กน้อย คนในห้องครัวล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของยายแก่เกามาโดยตลอด
คนที่ไม่เชื่อฟังก็คงถูกเบียดถูกขับออกไปนานแล้ว ห้องครัวในตอนนี้จึงเรียกได้ว่าสามัคคีเป็น้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างแท้จริง
ร่วมมือกันหลอกลวงเบื้องสูง ปิดบังเบื้องล่าง แม้ซูเหวินยวนอยากจะสืบให้รู้ความจริงก็ทำไม่ได้
ยายแก่ต่งก้าวออกมายุแยงต่อว่า “พระชายาสามารถมอบเงินทั้งหมดให้ยายแก่เกาได้เลยเพคะ แล้วให้นางกลับไปแจกจ่ายที่ห้องครัวเอง จะได้ไม่เสียเวลาของพระชายาด้วย”
ซูเหวินยวนเหลือบมองเหล่าบ่าวหญิงชายที่อยู่ข้างหลังนาง ดูเหมือนจะไม่มีใครคัดค้าน
“ได้ พวกเ้าถอยไปอยู่ด้านหลังก่อน ให้เยว่ซิ่วคำนวณเงินให้พวกเ้า”
ซูเหวินยวนโบกมือแล้วพูดต่อ “เดือนนี้ในจวนมีคนมาใหม่หลายคน ทำงานยังไม่ครบเดือน แต่ทำได้ดีมาก ข้าจะคิดให้ครึ่งเดือน จ่ายเบี้ยหวัดให้ครึ่งหนึ่ง”
พวกเขามาได้ประมาณสิบวัน แต่ซูเหวินยวนปัดเพิ่มให้เป็ครึ่งเดือน
เย่ซานขานชื่อ ทุกคนได้รับเงินคนละหนึ่งตำลึง...
ทันใดนั้นทุกคนก็ส่งเสียงดังลั่นเหมือนผึ้งแตกรัง พวกเขาทั้งเดือนได้แปดเฉียน แต่คนมาใหม่ทำครึ่งเดือนได้หนึ่งตำลึง ความแตกต่างนี้มันมากเกินไป
“ทำไมเบี้ยหวัดของคนมาใหม่ถึงสูงขนาดนี้?”
“ข้ามาอยู่จวนนี้ห้าปีแล้ว ยังได้แค่แปดเฉียนเอง!”
“พวกเขาทำครึ่งเดือนได้หนึ่งตำลึง นี่มันไม่ถูกต้อง”
เหล่าหญิงชรามองตากันอย่างสะใจ สายตาของพวกนางราวกับกำลังจะบอกว่า ‘เห็นไหมล่ะ พระชายายังเยาว์วัยนัก’
เบี้ยหวัดแตกต่างกันขนาดนี้ แล้วใครจะยังมีใจทำงานให้นางอีก?
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของทุกคนดังขึ้นเรื่อย ๆ ไร้ซึ่งกฎระเบียบใด ๆ ซูเหวินยวนสงสัยเป็อย่างยิ่งว่า ตอนแรกใครกันที่เป็คนพูดว่าจวนเฉินอ๋องนั้นน่ากลัว?
ขนาดจวนอัครมหาเสนาบดีที่นางหวังดูแลอยู่ ยังไม่มีใครกล้าทำเช่นนี้ นางเป็ถึงพระชายา แต่กลับไม่มีบารมีเท่านางหวังเสียอีก
เป็เพราะนางใจดีเกินไป!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซูเหวินยวนก็ปาถ้วยชาทิ้ง
“ใครไม่อยากทำ ก็มารับเบี้ยหวัดเพิ่มไปอีกหนึ่งเดือน แล้วก็ไสหัวไปซะ! หลายปีมานี้ตัวเองทำงานอย่างไร ก็น่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจไม่ใช่หรือ?”
ทุกคนเงียบกริบ แต่ในใจก็ยังคงมีความไม่พอใจอยู่บ้าง เงินแตกต่างกันขนาดนั้น ย่อมรู้สึกไม่ยุติธรรมเป็ธรรมดา
เยว่ซิ่วกล่าวว่า “พระชายาได้คัดเลือกหัวหน้างานไว้หลายคน ผู้ใดที่ได้เป็หัวหน้างานจะได้รับเดือนละสองตำลึง เดี๋ยวจะประกาศรายชื่อหัวหน้างาน ส่วนคนที่เหลือเบี้ยหวัดยังคงเท่าเดิม ใครไม่พอใจเชิญออกไปได้เลย”
เมื่อพูดจบ ในดวงตาของบางคนก็ปรากฏประกายแห่งความหวัง ไม่โวยวายอีกต่อไป
ทุกคนต่างคาดหวังว่าตนเองจะได้เป็หัวหน้างาน นั่นมันเงินตั้งสองตำลึงเชียวนะ!
หญิงชราหลายคนมองหน้ากันแล้วยิ้ม ในจวนจะคัดเลือกหัวหน้างาน จะขาดพวกนางไปได้อย่างไร?
ขณะนั้น เงินของฝั่งห้องครัวก็คำนวณเสร็จพอดี เยว่ซิ่วจึงยื่นให้ยายแก่เกา
ยายแก่เกาแกล้งปล่อยมือ จนถุงเงินจึงตกลงบนพื้น
เยว่ซิ่วเหลือบมองนางอย่างเ็า แล้วหันกลับไปอยู่ข้างกายซูเหวินยวน
เงินของใคร ใครก็เสียดาย เก่งจริงก็อย่าเก็บขึ้นมาสิ
ยายแก่เกาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายทันที ทุกคนต่างจ้องมองมาที่นาง ทำให้นางไม่กล้าก้มลงไปเก็บ
“คนครัวห้าคนจากครัวเล็ก คนละสองตำลึงห้าเฉียน” เยว่ซิ่วประกาศเสียงดังอีกครั้ง
ทุกคนอุทานด้วยความใ พวกเขาทำงานแค่ครึ่งเดือนกลับได้เงินมากขนาดนี้?
คนครัวทั้งห้าคนก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน ตอนแรกที่บอกว่าเดือนละห้าตำลึง พวกเขายังไม่เชื่อเลย มาตอนนี้ทำงานได้เพียงสิบวันก็ได้เบี้ยหวัดแล้ว แถมยังได้เป็ของครึ่งเดือนอีกด้วย
แม่ครัวคนหนึ่งเพิ่งรับเงิน ก็คุกเข่าลงต่อหน้าซูเหวินยวนทันที
“นี่ ๆ ๆ” ซูเหวินยวนใจนต้องรีบลุกขึ้น
หญิงผู้นั้นร้องไห้ขอบคุณซูเหวินยวน บ้านของนางฐานะไม่ดี ออกมาหางานทำก็ไม่มีใครรับ
ไม่นึกว่าในที่สุดจะได้เข้ามาทำงานในจวนเฉินอ๋อง แถมยังมีเบี้ยหวัดรายเดือนมากขนาดนี้ นี่ก็มากเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งปีของครอบครัวนางแล้ว
ซูเหวินยวนยิ้มแล้วพูดว่า “นี่แค่ครึ่งเดือนเองนะ ต่อไปตั้งใจทำงานให้ดี ข้าไม่ปล่อยให้เ้าลำบากแน่ พระชายาผู้นี้เื่อะไรก็ยอมได้ แต่จะให้ปากท้องขาดแคลนไม่ได้เด็ดขาด ถ้ามีที่ว่างพอ ข้ายังอยากจะจ้างคนครัวเพิ่มอีกสักสิบแปดคนด้วยซ้ำ”
คนที่สนิทกับซูเหวินยวนหลายคนต่างเอามือปิดปากแอบหัวเราะ พวกนางรู้ความลับนี้แล้ว
“พระชายาวางใจได้เลยเพคะ ต่อไปพวกเราจะสลับสับเปลี่ยนทำของอร่อยให้เอง!” คนครัวหลายคนรับประกันด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
สีหน้าของยายแก่เกาและพรรคพวกดูย่ำแย่ลงไปอีก
ยิ่งไปกว่านั้น บ่าวไพร่จากเรือนอื่น ๆ ก็พากันมองมาที่พวกนางด้วยสายตาเยาะเย้ย
เดิมทีนี่เป็โอกาสอันดีที่จะเอาใจพระชายาแต่นางกลับเลือกที่จะเป็ศัตรูกับพระชายา
ไม่เพียงแต่ไม่ทำอาหารอร่อย ๆ แต่ยังจงใจเลือกทำแต่อาหารที่รสชาติแย่ส่งไปให้
คราวนี้ดีล่ะ! พระชายายอมจ่ายเงินแพงจ้างคนมาเอง เดือนละห้าตำลึง ในขณะที่ยายแก่เกาได้เพียงเดือนละหนึ่งตำลึงเท่านั้น
“พระชายาผู้นี้ไม่มีอะไรอื่น มีก็แต่เงินนี่แหละ ประกาศชื่อหัวหน้างานต่อเถอะ” ซูเหวินยวนยืดตัวตรง เริ่มรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย
ยายแก่เการะงับความคิดที่จะหาเื่ลง พลางคิดในใจว่าตำแหน่งหัวหน้างานก็ได้ตั้งสองตำลึง ได้เพิ่มอีกหน่อยก็ยังดี