ครู่ต่อมา
มู่อวี่เยียนนั่งรถม้าเพียงลำพังผ่านตรอกหลีฮวา มุ่งหน้าสู่ถนนซ่างจิ่ง
ครั้งนี้หลิ่วเย่ซีไม่ได้ตามไปด้วย แต่นางกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนเป็ชุดลำลอง พกกระบี่อ่อน แล้วใช้ยอดวิชาตัวเบาออกจากเมืองหลางโจวไปอย่างเงียบเชียบ
ในเวลาเดียวกัน
องครักษ์เงากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากความมืด และเคลื่อนที่ตามเงาร่างของนาง มุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง!
ในตำแหน่งที่ห่างออกไปประมาณเก้าร้อยลี้ในทิศทางนั้น มีเมืองที่รุ่งเรืองและวุ่นวายตั้งอยู่เมืองหนึ่ง นั่นคือเมืองหลินเจียง
...
“ลุงหยาง ไม่เป็ไรนะ?”
กู้หลานเดินออกมาจากโรงธัญพืช พร้อมเรียกคนงานให้มาทำความสะอาดรอยเืที่หน้าประตู ก่อนจะเข้ามาปลอบขวัญลุงหยาง
“ไม่... ไม่เป็ไรขอรับ...”
“คุณชาย พวก... พวกคนตระกูลหลิวพวกนี้ บ่าวไม่ได้เป็คนฆ่านะขอรับ!”
เขาไม่รู้ว่าชาวบ้านที่มุงดูอยู่นั้นจะจินตนาการไปถึงไหน แต่เขารู้ดีว่าตนเองเป็เพียงคนธรรมดา!
ยิ่งไม่มีทางที่จะไปล่วงเกินตระกูลหลิวที่อยู่เื้ัพวกบ่าวชั่วเหล่านี้ได้เลย
จู่ ๆ พวกมันกลับต้องมาตายอย่างไร้สาเหตุด้วยน้ำมือของ ‘เขา’ จะให้ไม่ลุงหยางหวาดกลัวได้อย่างไร?
“ข้ารู้ ลุงอย่าได้กลัวไปเลย”
กู้หลานตบไหล่เขาเบา ๆ พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ลุงลืมไปแล้วหรือว่าทางการมีความสัมพันธ์อันดีกับจวนเรา ตระกูลหลิวไม่มีทางกล้ามาหาเื่ลุงที่นี่หรอก อีกอย่าง...”
‘อีกอย่าง พวกมันก็คงไม่มีโอกาสได้อยู่บนโลกนี้นานนัก…’ เขาแอบเติมในใจ
ด้วยหลักการใช้ชีวิตของกู้หลานคือ ‘การไม่หาเื่ใส่ตัวและไม่ทำตัวเด่นเกินเหตุ’ แต่ในเมื่อทุกคนที่เป็เพียงตัวประกอบในนิยายและบังอาจมาแตะต้องคนของเขา... ต่อให้ทางการไม่จัดการ เขาก็จะไปจัดการถึงบ้านด้วยตัวเอง
เมื่อมีกระบี่หงเิอยู่ในมือ และมีเซียนกระบี่ลึกลับที่ปรากฏตัวในเมืองหลางโจวก่อนหน้านี้คอยเป็แพะรับบาป กู้หลานจึงรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง
“คุณชาย แต่เมื่อครู่คนคนนั้นบอกว่าเื้ัตระกูลหลิวยังมีอ๋องมู่อวิ๋น...” ลุงหยางยังคงกังวลว่าเื่วันนี้จะทำให้ท่านอ๋องผู้นั้นโกรธแค้นจนพาลมาถึงตระกูลกู้
ถ้าจวนอ๋องคิดจะรังแกสามัญชนล่ะก็ นั่นถือเป็หายนะเชียวนะ!
“คนผู้นั้นก็บอกแล้วไงว่า ตระกูลหลิวแค่ใช้ชื่ออ๋องมาข่มเหงผู้คน อ๋องมู่อวิ๋นย่อมไม่เอาชื่อเสียงตัวเองไปเปื้อนคาวเพียงเพื่อสุนัขรับใช้ตัวเดียวหรอก”
กู้หลานยิ้มปลอบใจ
อ๋องมู่อวิ๋นผู้นี้เขายังพอมีภาพจำอยู่บ้าง
ในนิยายต้นฉบับ คนผู้นั้นเป็คนที่หลงรักจักรพรรดินีมาตลอดชีวิต แต่ก็น่าเสียดายที่ไม่เคยสมหวัง
ถึงแม้เขาจะไม่ใช่คนเลวร้ายที่สุดในบรรดาอ๋องที่เอาแต่เสวยสุข แต่การถูกกำหนดให้เป็พวกคลั่งรักนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ชั่วชีวิตทำได้เพียงแหงนหน้ามองโฉมงามล่มเมืองผู้นั้นโดยไม่อาจเอื้อมถึง...
ในตอนนั้นเอง สายลมพัดผ่านพาเอาความหนาวเย็นมาวูบหนึ่ง
“เก็บของแล้วกลับจวนกันเถอะ ยืนอยู่ตรงนี้นาน ๆ ให้คนมองเป็ลิงมันดูไม่ดีนัก” กู้หลานรวบแขนเสื้อพลางหัวเราะ
ผู้คนที่อยู่ไกลออกไปต่างยังคงชะเง้อมอง แต่คงเพราะหวาดกลัวภาพเหตุการณ์นองเืเมื่อครู่ จึงไม่มีใครกล้าเข้ามาทักทาย
“ขอรับ”
ลุงหยางกลืนน้ำลายแล้วพยักหน้า ก่อนจะเหลือบไปมองทางกลุ่มชาวบ้านเล็กน้อย
ทุกคนรีบก้มหัวลงทันที!
ลุงหยาง “...”
ระหว่างทางกลับ ลุงหยางที่ยังคงคิดเื่แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่หยุด ก็เอ่ยขึ้นอย่างหดหู่ “คุณชาย วันหน้าบ่าวควรจะอธิบายอย่างไรดีขอรับ เพื่อนบ้านของพวกเราคงไม่เชื่อบ่าวเหมือนอย่างที่ท่านเชื่อ...”
“ไม่ต้องกังวล พวกเขาไม่กล้าถามลุงหรอก”
กู้หลานอาศัยความมึนงงของเขา อธิบายด้วยรอยยิ้มว่า “พูดให้ถูกต้องคือ ตราบใดที่ลุงไม่เริ่มพูดก่อน พวกเขาก็ไม่กล้าถาม... ต้องรู้ไว้ว่า นิสัยของยอดฝีมือผู้เร้นกายแปลกประหลาดมาก”
คนธรรมดาแสร้งเป็ยอดฝีมือ ความคิดที่แปลกใหม่เช่นนี้ คนซื่อ ๆ อย่างลุงหยางย่อมไม่เคยลองทำมาตลอดชีวิต
เมื่อได้ยินเป็ครั้งแรก ลุงหยางถึงกับดวงตาเป็ประกาย หลังจากอึ้งไปครู่หนึ่งจึงถามอย่างลังเลว่า “คุณชาย ทำแบบนี้จะได้ผลหรือขอรับ?”
“เชื่อข้าย่อมไม่มีปัญหา...”
นายและบ่าวพูดคุยกันไปมา ความกังวลในใจของลุงหยางในที่สุดก็มลายหายไป
ในตอนนั้นเอง รถม้าจากจวนตระกูลกู้ก็สวนทางมา!
“กู้หลาน?”
เสียงที่ไพเราะทว่าแฝงความกังวลเล็กน้อยดังออกมา
กู้หลานหยุดฝีเท้า
เมื่อหันไปมอง ม่านรถม้าด้านข้างก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามหยาดเยิ้มที่คุ้นเคย ซึ่งก็คือมู่อวี่เยียนที่รีบร้อนเดินทางมา
“น้องหญิง...”
‘น้องหญิงมาที่นี่ หรือว่าจะได้ยินข่าวเร็วขนาดนั้นเชียว?’
กู้หลานแววตาหลบเลี่ยง แกล้งทำเป็ไอ “แค่ก ๆ น้องหญิง เ้ามาที่นี่ทำไมหรือ วันนี้ข้าวขายหมดแล้ว บัญชีพี่ก็เก็บเรียบร้อยแล้ว...”
เขากำลังพูดอยู่ แต่แล้วเสียงก็หยุดลงกะทันหัน เพราะเมื่อสังเกตดวงตาของมู่อวี่เยียนอย่างละเอียด ก็จะเห็นได้ชัดว่ามีความกังวลมากกว่าปกติ และสายตาที่จ้องมองมาก็ดูแปลกไปไม่น้อย!
‘นางรู้เื่นี้จนได้ ข่าวของพวกป้า ๆ นี่มันแพร่เร็วจริง ๆ !’
กู้หลานไม่คิดแก้ตัวอีกต่อไป เขาเม้มปากแล้วก้มหน้าก้มตาขึ้นรถม้า
การที่มู่อวี่เยียนรีบร้อนมาขนาดนี้ กู้หลานรู้สึกผิดไม่น้อย เพราะเขาเพิ่งสัญญากับนางเมื่อไม่กี่เดือนก่อนว่าจะไม่ออกไปเสี่ยงอันตรายและตั้งใจอ่านตำราที่บ้าน แต่วันนี้กลับเกิดเื่นองเืที่หน้าโรงธัญพืชของตัวเอง...
นางเป็เพียงหญิงสาวผู้บอบบาง จะไม่ให้กังวลถึงสามีได้อย่างไร?
“น้องหญิง...”
เมื่อขึ้นรถม้า กู้หลานพึมพำคำหนึ่ง กำลังจะโน้มตัวเข้าไปกอดนาง ทว่า มู่อวี่เยียนกลับถอยตัวออกไปเล็กน้อย จ้องมองกู้หลานเงียบ ๆ แล้วถามคำถามอย่างไม่มีที่มาที่ไปว่า “กู้หลาน พวกเราพบกันครั้งแรกที่ไหน?”
“หา?” กู้หลานเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะตอบช้า ๆ “หน้าตรอกหลีฮวา ใกล้กับงานวัดที่เนินสิบหลี่”
“วันนั้นอากาศเป็อย่างไร?” มู่อวี่เยียนถามต่อ
“ดีมาก” กู้หลานครุ่นคิด ก่อนจะเสริม “วันนั้นเราล่องเรือชมทะเลสาบด้วยกัน ลุงหยางตกน้ำด้วยนะ”
“แล้ว... วันที่เราแต่งงานกันคือวันไหน?”
“วันที่ 28 เดือน 7”
“...”
คำถามเพียงไม่กี่ข้อที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำร่วมกันในอดีต กู้หลานล้วนตอบได้อย่างแม่นยำไม่ติดขัด
ร่างกายอันบอบบางของมู่อวี่เยียนที่เคยเกร็งแน่นจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง นางทอดถอนลมหายใจด้วยความรู้สึกโล่งอก
กู้หลานรู้สึกงุนงงกับท่าทีเช่นนั้นเล็กน้อย
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า หลังจากที่ได้รับคำตอบครบถ้วนแล้ว พลังดาบที่มู่อวี่เยียนแอบถือไว้ในแขนเสื้อเพื่อเตรียมตัวจัดการ ‘คนแปลกหน้า’ ถึงได้สลายไปอย่างเงียบเชียบ
“น้องหญิง เหตุใดถึงดูตื่นตระหนกถึงเพียงนี้?” กู้หลานขยับเข้าไปใกล้ คราวนี้มู่อวี่เยียนไม่หลบเลี่ยงอีก แต่ยอมให้เขาเข้ามาโอบกอดอย่างว่าง่าย
เมื่อได้ััความนุ่มนวลและกลิ่นหอมของนาง กู้หลานก็รู้สึกสงบลง
“ก็เพราะกลัวว่าท่านจะถูกใครแย่ง... เอ๊ย ถูกสับเปลี่ยนตัวไปน่ะสิ ถ้าไม่ถามก่อน ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านยังเป็สามีข้าคนเดิมอยู่?” น้ำเสียงของมู่อวี่เยียนฟังดูงอน ๆ
นางกลัวว่าผู้ฝึกิญญาคนนั้นจะเข้าสิงร่างกู้หลาน
นางจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจ
กู้หลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “น้องหญิงช่างเฉลียวฉลาดและใส่ใจเหลือเกิน เป็คนหายากในโลกนี้จริง ๆ !”
“เลิกปากหวานได้แล้ว ครั้งก่อนท่านสัญญากับข้าไว้อย่างไร?”
เมื่อแน่ใจว่าเขาปลอดภัยดี และััได้ว่ารอบกายไร้ซึ่งกลิ่นอายของผู้ฝึกิญญาแล้ว มู่อวี่เยียนก็เริ่มคิดบัญชี นางจ้องมองเขาด้วยดวงตาคู่สวยที่ฉายแววดุดัน
แม้โดยปกติมู่อวี่เยียนจะยอมตามใจเขาในทุกเื่ ทว่ายามที่นางโกรธเคืองขึ้นมา ความน่าสะพรึงกลัวนั้นก็นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว
“เอ่อ... น้องหญิง เ้าก็น่าจะรู้นี่ว่าสามีเ้าเป็คนซื่อสัตย์เพียงใด อีกอย่างวันนี้ข้าก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยเลย ข้าแค่นั่งรออยู่ในร้านอย่างสงบเท่านั้น”
กู้หลานรีบแปะป้าย ‘คนซื่อสัตย์’ ให้ตัวเองทันที พลางชี้ไปที่นอกรถม้า “ถ้าไม่เชื่อเ้าก็ถามลุงหยางได้เลย ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริง ๆ นะ”
มู่อวี่เยียนจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอยู่ครู่ใหญ่ เห็นเพียงความจริงใจที่ฉายชัดประกอบกับเสียงยืนยันจากลุงหยางภายนอก ในที่สุดนางก็ยอมเชื่อคำอธิบายของเขา
ครู่ต่อมา
“ท่านพี่ ต่อไปอย่าไปเก็บเงินเองเลยนะเ้าคะ”
ความโกรธเคืองในดวงตาของมู่อวี่เยียนมลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนและความห่วงใย
“พวกคนชั่วพวกนั้น ท่านเป็เพียงปัญญาชนที่บอบบางจะไปต่อกรกับพวกมันได้อย่างไร โชคดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้ไม่เกิดเื่อันตราย...”
หากมีอะไรเกิดขึ้น ต่อให้ตระกูลหลิวมีสักสิบตระกูลก็ไม่พอให้ชดใช้หรอก!
“น้องหญิงพูดถูกแล้ว”
กู้หลานพยักหน้ารับพลางยิ้มบาง ๆ
‘ทำการค้าแบบนี้จะไม่ให้เกิดเื่เลยก็ดูจะเป็ไปไม่ได้ เพียงแต่คราวหน้าเขาคงต้องรอให้พวกมันไปให้พ้นหูพ้นตาก่อนค่อยลงมือจัดการ เพื่อไม่ให้นางต้องกังวลอีก…’ กู้หลานตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
แต่เมื่อได้ยินนางเรียกเขาว่า ‘ท่านพี่’ เขาก็รู้ได้ทันทีว่านางหายโกรธแล้ว
รถม้าแล่นไปได้ครู่หนึ่งจนใกล้ถึงหน้าจวนตระกูลกู้
มู่อวี่เยียนคล้ายเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถาม “ท่านพี่ ข้าได้ยินมาว่าคนที่มาหาเื่วันนี้คือตระกูลหลิวจากเมืองหลินเจียง และ... อ๋องมู่อวิ๋นจากจี้โจวด้วยใช่หรือไม่?”
“ใช่!