ลั่วจิ่งซีมองเขาด้วยความสงสัย “ลุงจ้าวหมายความเช่นไร? เหตุใดข้าจึงฟังไม่เข้าใจ?”
“ฟังไม่เข้าใจก็ไม่ต้องฟัง!”
จ้าวจือชิงทิ้งคำพูดสับสนไว้และเดินออกจากประตูไปตาเฒ่าอย่างเฝิงเจิ้งชูก็ยังดื้อรั้นเหมือนสมัยก่อนไม่มีผิด แต่สุขภาพไม่ได้ดีนักเขาต้องตามไปดู ปรากฏว่าเพิ่งเดินเลี้ยวไปไม่นาน ก็เห็นนายบ่าวที่กำลังชักช้าโลเล
เหตุใดเขาจึงลืมไปว่าตาเฒ่าบ้าคนนี้หน้าด้านเมื่อครู่โมโหถึงเพียงนั้นก็เพราะว่าถูกหักหน้า พอใจเย็นลง คิดว่าคงรู้สึกว่าตนเองทำเกินกว่าเหตุอยู่บ้างพอคิดจะหวนกลับมาก็รู้สึกเสียหน้าอีก แต่จะให้จากไปเช่นนี้ ก็ไม่ใช่วิถีของเฝิงเจิ้งชู
เฝิงเจิ้งชูนั้นยินดีขายหน้าต่อผู้เยาว์ แต่ไม่ยอมขายหน้าเวินจ้านแน่
“นายท่านหรือไม่ท่านก็ชี้แนะเรื่องตำราของคุณชายใหญ่ลั่ว ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหายโมโหก็ได้นะขอรับ”
เฝิงเจิ้งชูเหลือบตามองเสี่ยวเอ้อร์อย่างไม่เห็นด้วย “เจ้าหมายความอย่างไร? อะไรคือให้เขาหายโมโหทั้งที่ข้าต้องเป็นคนหายโมโหจึงจะถูก”
“แต่นายท่านไปฉีกตำราของคุณชายใหญ่ก่อนนะขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์แสดงความเห็นของตน “แม้ตำรานี้จะเขียนโดยนายท่านแต่อีกฝ่ายก็ไม่ทราบนี่นา ไม่แน่ว่าตำราเล่มนี้ คุณชายใหญ่อาจจะเสียเงินเสียแรงกายมากมายกว่าจะได้มานะขอรับ”
“นายท่านก็รู้ว่าเพียงคำพูดตามอำเภอใจของท่านเหล่าบัณฑิตก็มักจะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนักยิ่งไปกว่านั้นมันคือตำราหนึ่งเล่ม คุณชายใหญ่ลั่วแม้จะมีอารมณ์ซ่อนอยู่ในคำพูดบ้าง แต่ก็ไม่ได้ขับไล่ท่านโดยตรงนี่ถือว่าได้รับการสั่งสอนมาอย่างดีแล้วนะขอรับ”
เสี่ยวเอ้อร์พูดเช่นนี้ในใจของเฝิงเจิ้งชูก็รู้ว่าตนเองทำเกินกว่าเหตุไปสักหน่อยแต่เขาเคยบอกไว้ว่าภายภาคหน้าจะไม่รับศิษย์อีกแล้วตอนนี้หากชี้แนะเรื่องการเล่าเรียน มิเท่ากับตระบัดสัตย์หรอกหรือ
“แต่ข้าเคยบอกเมื่อนานมาแล้วว่าจะไม่รับศิษย์อีก”
“นายท่าน!” เสี่ยวเอ้อร์ขานเรียกนายท่านที่แสนหลักแหลม เหตุใดจึงคิดไม่ได้หนอ “ใครบอกว่าท่านต้องรับศิษย์ล่ะขอรับท่านก็แค่ชี้แนะคุณชายใหญ่ไม่กี่คำเพียงเท่านั้น แล้วจะพัวพันถึงไหนกันเชียวขอรับนอกจากนี้ คุณชายใหญ่ลั่วก็ไม่แน่ว่าจะยินดีเป็นศิษย์ของนายท่านสักหน่อย”
เฝิงเจิ้งชูมองเสี่ยวเอ้อร์อย่างไม่พอใจหากแต่ในใจกลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมา เขาเป็นถึงอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ผ่านไปเนิ่นนานกลับยังไม่เข้าตาเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ช่างน่าอัดอั้นเหลือเกิน
แต่สุดท้ายแล้วก็เป็นเขาเองที่ทำเกินกว่าเหตุไป เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งสองจึงหวนกลับมา
จ้าวจือชิงพอเห็นสองนายบ่าวจึงเข้าใจความคิดของพวกเขาคร่าวๆ พร้อมกับแสร้งทำเป็นกำลังจะออกจากบ้าน เมื่อเดินผ่านเขาก็แกล้งส่งเสียงเรียก
“เอ้าพวกท่านไปผิดทางหรือ? นี่มิใช่ทางกลับเมืองหลวงนี่นา!”
เฝิงเจิ้งชูเบียดแทรกผ่านเข้ามาที่ประตูอย่างไม่แยแส “หัวเราะเข้าไปเจ้าอยากหัวเราะข้าก็ตามใจ ข้าก็เป็นเช่นนี้ของข้า!”
เขาที่ถูกบ่าวรับใช้ของตนหัวเราะขบขันถูกลั่วจิ่งซีแกล้ง ถูกลั่วจิ่งเฉินไล่ ยังมีอะไรที่จะรับไม่ได้อีกกันอันที่จริงเฝิงเจิ้งชูรู้สึกชอบความรู้สึกในช่วงเวลาเช่นตอนนี้อย่างมากสมัยก่อนคนในเมืองหลวงต่างก็ประจบประแจงเขา แค่เขาทำสีหน้าผิดปกติเล็กน้อยคนเหล่านั้นก็เริ่มวิตกระแวงว่าตนเองทำสิ่งใดผิดไปตรงไหนหรือไม่
เขาเองก็เป็นคนธรรมดาบางครั้งก็ยากจะเลี่ยงอารมณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งไม่เกี่ยวกับผู้อื่นแต่พวกเขากลับทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต กระทั่งลูกหลานในบ้านยังทำตัวราวกับเขาเป็นผู้สูงส่งแตะต้องไม่ได้ทำเอาเขาไม่อยากอยู่บ้านแม้แต่สักถ้วยชาหนึ่ง ยังดีที่เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ข้างกายเขามามิได้ห่วงหน้าพะวงหลังเวลาคุยกับเขาเช่นคนอื่นๆเลยทำให้รู้สึกสบายใจจนเก็บเด็กนี่มาไว้ข้างกาย
ตอนนี้ทั้งลั่วจิ่งซีกับลั่วจิ่งเฉินเองก็ทำให้เขาได้สัมผัสกับความมีชีวิตชีวาเหมือนคนธรรมดาทั่วไป! ใช่แล้วการทะเลาะกันที่ไม่จำเป็นต้องยอมใคร ไม่ต้องสนสถานะและสนใจเรื่องตำแหน่งของกัน ทำให้เขาค่อนข้างชอบใจ!
เมื่อตระหนักได้ดังนี้ความไม่พอใจเล็กน้อยของเฝิงเจิ้งชูก็มลายหายไปจ้าวจือชิงเห็นเขาไม่เพียงแค่ไม่โกรธ อีกทั้งยังนั่งรอตรงลานบ้านด้วยใบหน้าอมยิ้ม ก็รู้สึกว่าคนคนนี้ยังใช่คนที่เขาเคยรู้จักหรือไม่?
“มองอะไร! ข้าหิวแล้วเจ้าหนุ่มแซ่จ้าว ยังไม่รีบไปทำอาหารอีก ข้าจะกินเนื้อแห้งแบบที่กินเมื่อวาน! รสชาติดีนัก!”
เมื่อเฝิงเจิ้งชูพูดถึงเนื้อแห้งก็รู้สึกว่าที่ตนเองไม่กลับไปนั้นถูกต้องแล้ว อาหารที่นี่อร่อยกว่าที่อื่นโดยเฉพาะพวกเนื้อแห้งและของแห้งเหล่านี้รสชาติดีนัก ไม่หวานเลี่ยนแต่หอมกรอบอร่อยโดยเฉพาะเนื้อแห้งที่กินกับข้าวเปล่านับว่าเป็นของชั้นเยี่ยม
จ้าวจือชิงหลุดขำ “ท่านนี่เห็นแก่กินจริงๆ!”
นั่นคือของที่ชีเหนียงทำเองกับมือที่เหลือเพียงน้อยนิดเดิมทีเขาคิดจะเก็บไว้เอง! แต่ตอนนี้ดูแล้วคงต้องรีบกลับเมืองหลวงและรบกวนชีเหนียงให้ทำเพิ่มอีกหน่อย
ลั่วจิ่งเฉินที่อยู่ในห้องวางพู่กันในมือลงจากนั้นก็นวดข้อมือที่เริ่มปวดเมื่อย เขาเขียนเนื้อหาในตำราไว้ทั้งหมด เพียงแต่อาจจะไม่ครบครันเท่าของเดิม
เมื่ออาหารค่ำเรียบร้อยเฝิงเจิ้งชูก็รวบรวมความกล้ามาเรียกลั่วจิ่งเฉินให้ออกมากินข้าว
“อะแฮ่มคือว่า อาหารเรียบร้อยแล้ว ไปกินได้แล้ว!”
เมื่อไม่ได้รับการตอบรับเฝิงเจิ้งชูก็เดินหน้าสองก้าว “คือว่า…” คำพูดขอโทษชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยพูดมาก่อน จึงไม่รู้ว่าจะเริ่มเอ่ยอย่างไร
เฝิงเจิ้งชูเงยหน้าขึ้นก่อนจะเห็นลั่วจิ่งเฉินนั่งหน้าตีเข้มอยู่ที่โต๊ะด้านหน้ามีตำราที่หมึกยังไม่แห้งวางอยู่เหมือนเขาจะหาโอกาสทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดได้แล้ว จึงยื่นศีรษะเข้าไปใกล้ กลับคิดไม่ถึงว่าลั่วจิ่งเฉินจะยื่นมือมาขวางไว้
ท่าทางหวาดระแวงของจิ่งเฉินทำให้เฝิงเจิ้งชูทำอะไรไม่ถูก
เขาไม่ใช่คนชั่วร้ายที่ชอบฉีกตำราไปทั่วเสียหน่อยเหตุใดต้องระแวงถึงเพียงนี้? ทว่าสิ่งที่เขียนบนตำรานั้นคุ้นตายิ่งนักหรือว่าเจ้าเด็กนี่ท่องได้ทั้งหมดแล้ว?
เฝิงเจิ้งชูใช้ดวงตาที่ผ่านโลกมามากสอดส่องนับตั้งแต่เขาเห็นตำราเล่มนี้ ก็เป็นระยะเวลาแค่เจ็ดวันเท่านั้น เพียงแค่เจ็ดวันสามารถจดจำเนื้อหาได้ทั้งหมดเจ้าเด็กนี่ต้องมีความจำระดับไหนกัน
“สิ่งเหล่านี้เจ้าเขียนออกมาเองหรือ?” เขาหยั่งเชิงถามแต่กลับเห็นลั่วจิ่งเฉินเงยหน้าขึ้นมามองด้วยซ้ำ
เฝิงเจิ้งชูไม่สนใจว่าเขาจะคิดอย่างไรจึงอาศัยจังหวะที่จิ่งเฉินไม่ทันสนใจหยิบตำราเล่มหนาขึ้นมาดู แล้วก็จริงดั่งคาด!
“ลุงเฝิง หากท่านไม่มีอะไรแล้วก็ออกไปเถอะหากข้าหิวเดี๋ยวจะออกไปกินเอง” ลั่วจิ่งเฉินแย่งตำราจากมือเขาน้ำเสียงนั้นก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เฝิงเจิ้งชูแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินจ้องมองอีกฝ่ายแล้วอดพูดขึ้นมาไม่ได้ “ทฤษฎีนโยบายกล่าวถึงคือการวิจารณ์ปัญหา มีไว้สำหรับปัญหาที่มีอยู่และการเสนอทางออกเพื่อแก้ไขถือเป็นหัวข้อการสอบที่สำคัญที่สุดในการสอบขุนนางของแคว้นต้าชางในตอนนี้”
“ความจำเจ้าดีขนาดที่สามารถจดจำสิ่งเหล่านี้ออกมาได้หมดแต่จากความฉลาดของเจ้า คงไม่มีทางไม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติเนื้อหาหรอกกระมัง”
เมื่อลั่วจิ่งเฉินได้ยินคำพูดของเฝิงเจิ้งชูแม้ตอนแรกเขาอยากจะเมินแต่ก็อดไม่ได้ที่จะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามอง จริงดังที่ว่าเขาพบปัญหาในตำราเล่มนี้ตรงจุดเหล่านี้เขาได้ทำการบันทึกไว้เช่นกันและกำลังคิดว่าหากได้พบใต้เท้าเฉียนก็จะขอคำชี้แนะจากเขา
“ดูจากท่าทางของเจ้าคงสังเกตเห็นแล้วสินะตำราเล่มนี้เดิมทีมิใช่ตำราที่มีระบบแบบแผนมันเป็นเพียงคำทอดถอนใจในชั่วขณะก็เท่านั้น หลายสิ่งหลายอย่างปะปนด้วยความสับสนอย่างเช่นในหน้าที่สาม เอ่ยถึงเรื่องปัญหาเกษตรกรรมและการค้า ในนั้นเขียนไว้ว่าเกษตรคือรากฐาน การค้าคือจุดสิ้นสุด ต้องพัฒนาเกษตรกรรมเพื่อต่อต้านการค้าแต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่”
-----