“จัดงานมงคล?”
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวชั่วขณะนั้นพลันบังเกิดความปิติยินดี
โชคดีวันนี้ผู้ที่มาเยี่ยมคือฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงไม่อย่างนั้น การละเล่นของซ่งิเยว่ที่แสดงถึงความใจแคบ อาจถูกผู้อื่นเล่าลือไปทั่วบ้านทั่วเมืองก็ไม่แน่
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงกลับไม่เหมือนกัน
ไม่เพียงแต่คบหากันฉันท์มิตรสนิทสนมกับนางมาหลายปีฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงยังเป็ประเภทชอบพูดคำหวานต่อผู้อื่นไม่ใช่คนประเภทพูดจาไร้มารยาท แม้ว่านางมองออกถึงลูกไม้ตื้นๆของซ่งิเยว่ ทว่าก็เพียงจำไว้ในใจไม่พูดอะไรมากอย่างไรก็ตามเมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงพูดอย่างนี้ออกมา ก็รู้ว่าพี่สาวเฒ่าผู้นี้คงคิดจะเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลนางฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวได้แต่ลอบถอนหายใจไปหนึ่งทีมองอย่างเสียดายไปที่ซ่งิเยว่ผู้โง่เขลา แอบถอนหายใจให้ในวาสนาทว่าก็ไม่มีวิธีใดให้พูดกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงมากกว่านี้แล้ว
เดิมทีนางคิดจะเชื่อมสัมพันธ์กับคุณชายสามของจวนหลัวกั๋วกง เป็ที่พึ่งแก่ซ่งิเยว่ให้นางได้แต่งเข้าจวนหลัวกั๋วกง
จวนหลัวกั๋วกงแต่ไหนแต่ไรมามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในวงศ์ตระกูลบรรดาพี่ชายน้องชายในจวนกั๋วกงไม่ว่าจะบ้านไหนล้วนรักใคร่ปรองดองกันดีเื่กังวลใจในจวนมีน้อยมากไม่เพียงแต่พี่สาวผู้อยู่เบื้องหน้านางจะเป็คนปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนโยนเมตตาแล้วแม้แต่ฮูหยินหลัวกั๋วกงทุกวันนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็สตรีที่มีคุณธรรมและเมตตาผู้หนึ่งสะใภ้สองคนก่อนที่แต่งเข้าจวนก็ได้ฮูหยินหลัวกั๋วกงผู้อยู่เบื้องหน้าดูแลอย่างดี แต่ละวันไม่ต้องยืนปรนนิบัติแม่สามีทานข้าวหรือหาเื่กลั่นแกล้งสงบและสบายใจ ครอบครัวรักใคร่ปรองดอง ในเมืองหลวงมีผู้ใดบ้างไม่ชื่นชมในความรักใคร่เมตตาของฮูหยินหลัวกั๋วกง?
ด้วยมองเห็นถึงสภาพความเป็อยู่ของจวนหลัวกั๋วกงเพราะเหตุนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวจึง้าสานสัมพันธ์
จวนจงจิ้งโหวมีทั้งหมดสามบ้านซ่งิเยว่ในชีวิตนี้มีพี่สามน้องสาวทั้งหมดเจ็ดคน เพราะคุณชายสามผู้นั้นปีนี้ยังไม่ถึงสิบหกปีด้วยเหตุนี้ที่อายุใกล้เคียงกับเขาก็มีเพียงแต่คุณหนูสี่ซ่งิเยว่และคุณหนูห้าซ่งิฮวาเพียงแต่ซ่งิฮวาเกิดจากบ้านรอง แม้ว่าทุกคนต่างล้วนเรียกนางว่าคุณหนูจวนโหวทว่าพูดไปแล้วก็เป็เพียงแค่บ้านสายรอง ตามเหตุผลแล้วฐานะย่อมมิอาจเทียบได้กับบุตรสาวฮูหยินใหญ่จงจิ้งโหวอย่างซ่งิเยว่ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงวางแผนทั้งหมดเพื่อซ่งิเยว่ นางคิดเอาไว้อย่างดีก่อนหน้านี้ยังมีความคาดหวังอยู่หลายส่วนฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงในตอนนั้นก็ยอมรับโดยปริยาย
ทั้งสองตระกูลมีสัญญาลับระหว่างกันมานานแล้ว
ทว่าตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงกลับกลับคำ
แน่นอนว่าเป็เพราะเห็นสิ่งที่ซ่งิเยว่เพิ่งกระทำลงไป ในใจจึงไม่ยินดีแล้ว
ใบหน้าขาวย่นของฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวปรากฏความคลุมเครือหลายส่วนทว่าพี่สาวเฒ่าที่อยู่เบื้องหน้าไม่ได้ปฏิเสธงานแต่งเสียทั้งหมด รู้ว่านางเพียงเพื่อไว้หน้าให้แก่ตนเองชั่วขณะนั้นจึงเหมือนน้ำท่วมปาก
นางเข้มแข็งมาโดยตลอดทว่ากลับถูกหลานสาวแท้ๆตบหน้า*
“พูดมาเถอะ เ้าถูกใจใคร ขอเพียงแต่เป็คนที่เ้าหมายตาข้าย่อมสามารถให้เป็หลานสะใภ้เ้าได้แน่”
“คุณหนูห้ามีนิสัยเรียบง่ายตรงไปตรงมา หากเ้ายินยอมตัดใจยกให้ได้ ข้าก็จะให้นางแต่งเข้าจวนเป็หลานรักดีหรือไม่”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงปรายตามองไปยังซ่งิเยว่ที่ยังงงงวยไม่รู้เื่ทั้งยังมองไปยังผู้ที่แผนการล้ำลึกจนทำให้ ฮูหยินเฒ่าผู้นี้ภายในใจบังเกิดความเหน็บหนาวอย่างซ่งิหลาน ตัดสินใจให้หลานชายผู้นั้นของตนเองแต่งกับสะใภ้ที่โง่หน่อยทว่าจิตใจบริสุทธิ์ถึงจะดีใบหน้าของนางไม่เปลี่ยนแปลง เห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวเกิดความลังเลจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า“พูดไปแล้วหลานห้าเป็บุตรสาวฮูหยินใหญ่ คุณชายสามบ้านข้าก็มาจากฮูหยินใหญ่สองคนถือว่าเหมาะสมกัน”
แม้ว่าคุณชายสามหลัวกั๋วกงจะเกิดจากฮูหยินใหญ่หลัวกั๋วกงตามเหตุผลแล้วฐานะสูงกว่าคุณหนูซ่งห้ามากนัก อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่บุตรชายคนโตต่อไปภายหน้าย่อมไม่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่ง
เมื่อหลัวกั๋วกงถึงแก่กรรมคุณชายสามแยกบ้านออกไป ก็สามารถเป็ได้เพียงแค่ตระกูลสายรองเท่านั้นคิดขึ้นได้ดังนี้แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ให้กล่าวว่าซ่งห้าไม่คู่ควรแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงได้พบซ่งห้า..ซ่งิฮวาอยู่บ่อยๆและค่อนข้างชื่นชอบความตรงไปตรงมาของนาง บางคำพูดอาจขวานผ่าซากไปนิด ตอนนี้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวหลังจากลังเลใจครู่ใหญ่ก็พยักหน้าเบาๆจึงยิ้มตาหยีพูดต่อไปว่า “เอาเถอะ พวกเราสองตระกูลอย่างไรเสียก็มีวาสนาต่อกันต่อไปภายหน้าหากหลานห้าแต่งเข้าไป เ้าวางใจเถอะข้าย่อมจะถือนางเป็ดั่งหลานสาวแท้ๆ” อย่างไรก็ตามด้านหนึ่งนางยิ้มพูดกับฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวอีกด้านหนึ่งปรายตามองหลี่ซื่อ เห็นนางหยิบยกเื่บุพเพของซ่งิฮวาขึ้นมาหลี่ซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอกเบาๆ
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงในใจยิ่งบังเกิดความห่างเหินเห็นหลี่ซื่อดูเหมือนไม่อยากเกี่ยวดองกับตระกูลตัวเองด้วยเหตุนี้ใบหน้าจึงซ่อนความยินดีแทบไม่มิดแค่นหัวเราะออกมาหนึ่งครั้ง
เดิมทีฮูหยินจงจิ้งโหวผู้นี้มองไม่เห็นคุณชายสามบ้านนางอยู่ในสายตา!
ถึงขาดทุนนางก็ไม่อาจยอมให้ตัวเองอับอายเห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวศีรษะร้อน*มิเช่นนั้นหากตัวเองแสดงเจตนาที่แท้จริงออกไป หลี่ซื่อย่อมไม่ให้บุตรสาวของนางแต่งเข้าจวนกั๋วกงทำไมจะไม่ทำให้หลายชายของนางเสียหน้าล่ะ?
กระทั่งบุตรชายฮูหยินใหญ่ยังไม่อยู่ในสายตาดูไปแล้วน้องสาวแท้ๆของหลี่กุ้ยเฟยผู้นี้ ในใจคงดั่งแม่น้ำคดเคี้ยวกลางูเา
จวนหลัวกั๋วกงเองก็ไม่ใช่ให้เปล่าย่อมทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเอง และไม่สามารถประจบประแจงผู้อื่นจนสูญเสียศักดิ์ศรีของตัวเองยิ่งอยู่ตัวหน้าผู้ที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงพลันหัวเราะออกมาสองคำ มองฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวแม้พูดว่าอย่างไรก็ได้ทว่ากลับยังคงไตร่ตรองเมื่อเห็นท่าทีพึงพอใจพร้อมตอบรับสัญญา ก็รู้ว่าตัวเองสะเพร่าพลั้งปากไป เป็สตรีจำต้องสำรวมกิริยาอยู่เสมอเหลือบมองอีกด้านคือหนึ่งในบุตรสาวทั้งเจ็ดคนของบ้านซ่ง ซ่งิฮวาลำดับที่ห้ายังมีน้องสาว พี่สาวของนางทุกคนยังไม่ได้หมั้นหมายที่จริงไม่ควรจะข้ามหน้าข้ามตาพี่สาวพูดเื่แต่งงาน
มีเพียงเมื่อพี่สาวทั้งหมดปรึกษาเื่หมั้นหมายแต่งงานแล้วถึงจะเป็นาง
คิดมาถึงตรงนี้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงพลันหันไปมองคุณหนูสามซ่งิหลานโดยมิได้ตั้งใจ
นางยังอยู่ตรงนี้ท่ามกลางรอยยิ้มและความสนิทสนมยังคงอมยิ้มเบาๆนั่งอยู่ข้างๆ ดูห่างเหินเล็กน้อยทว่าไม่อาจไม่พูดว่างดงามเพียงใด
ใบหน้างดงามไร้ผู้เปรียบเปรยนั้นเปล่งประกายใสกระจ่างบางเบาทั่วทุกคนดูเหมือนจะสูญเสียพลังชีวิตไป
นี่เป็ฉากที่เืเย็นฉากหนึ่ง
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงรู้สึกว่าหญิงสาวบางคนทุกวันนี้ น่าสนใจและร้ายกาจเป็อย่างมาก
แม้ว่านางจะชื่นชมแผนการนี้ทว่าขออยู่ไกลๆดีกว่าแต่ไม่ใช่เพราะว่ารังเกียจ เพียงคิดว่านิสัยของซ่งิหลานน่าหวาดหวั่นกว่าซ่งิเยว่เป็ไหนๆรู้จักพูดแผนการเล็กๆให้ร้ายแรงขึ้นมาได้นางคิดถึงแผนการของซ่งิหลาน ทว่าอดไม่ได้ที่จะไพล่คิดไปถึงชีวิตของนางคิดไปถึงนางเกิดมามารดาเสียชีวิต ต่อมายังถูกมารดาเลี้ยงส่งให้ไปอยู่ท่ามกลางป่าเขาที่เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมนางถึงมีแผนการอย่างนี้ คิดมาถึงตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงยิ่งเพิ่มความเวทนาสงสารขึ้นหลายส่วนอย่างไรก็ตามนางไม่ใช่คนในจวนจงจิ้งโหว ใจปรารถนาดีแต่ทำอะไรไม่ได้
คุยเล่นกันอีกครู่หนึ่งฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงก็ขอตัวกลับ
ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวจูงมือหลานสาวลูกสะใภ้ไปส่งนางที่หน้าประตูเมื่อกลับมา ใบหน้าก็มืดครึ้มขึ้นมา
“เหลวไหลสิ้นดี!”
นางชี้ไปที่ซ่งิเยว่
ซ่งิเยว่แต่เล็กจนโตถูกเลี้ยงดูให้เติบใหญ่ขึ้นมาท่ามกลางความรักใคร่เอ็นดูมาโดยตลอดไหนเลยจะมีอย่างวันนี้ทั้งคับแค้นใจทั้งเสียหน้า ทนไม่ไหวจนร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาเห็นท่านย่าตวาดตัวเองซ้ำ ยิ่งรู้สึกเสียใจ จนหลี่ซื่อในตอนนั้นปรายตามองให้ซ่งิเยว่มาอยู่ข้างๆจากนั้นจึงยิ้มให้ไปมือทั้งคู่ประคองชาส่งให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวยิ้มและพูดขึ้นว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าโมโหไปเลย ใครๆต่างพูดว่ายิ่งคนใกล้ชิดยิ่งปล่อยปละตัวเองคุณหนูสี่ปฏิบัติต่อคุณหนูสามมิใช่อื่นไกลไม่เพียงแต่เพราะรู้ว่าคุณหนูสามเป็พี่สาว พี่สาวย่อมไม่จู้จี้เื่มากต่อนางจึงได้หลวมตัวไปหน่อย? พี่สาวน้องสาวย่อมมีทะเลาะกันบ้างเป็ธรรมดาที่จริงแล้วในใจ...”
นางหัวเราะกลอกสายตาไปมา เห็นฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วรับชาหางตาปรากฏร่องรอยความผ่อนคลายยิ้มและพูดต่อไปว่า “สนิทกันที่สุด”
“คุณหนูสามเ้าว่าใช่หรือไม่?” หลี่ซื่อคิดถึงการเสแสร้งแกล้งทำของซ่งิหลานเมื่ออยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงในใจเกลียดจนต้องกัดฟัน อย่างไรก็ตามต่อหน้ายังคงอมยิ้มให้อย่างมีความนัย
คนนอกอย่างฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกั๋วกงกลับไปแล้วซ่งิหลานยังต้องแสร้งใจกว้างอะไรอีก เพียงหลุบสายตาลงมองฟองอากาศในถ้วยชา ไม่เอ่ยวาจา
“อยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า ข้าเพิ่งจะไว้หน้าน้องสี่ไปในความเป็จริงแล้วหากเปลี่ยนเป็ผู้อื่น คงจะไม่ยอมไกล่เกลี่ยเพื่อน้องสี่เป็แน่เ้าค่ะ”พูดถึงการสะสางบัญชีย้อนหลังก็มีเพียงคุณหนูซ่งสามแล้วในน้ำเสียงเยือกเย็นแฝงไว้ด้วยความหนาวะเืบางเบา ช้อนสายตา พูดอย่างไม่เกรงใจว่า“ยังมี...ฮูหยิน” นางยิ้มเย้ยมองใบหน้าที่เริ่มซีดขาวดูเหมือนได้รับความตื่นตระหนกของหลี่ซื่อ พูดด้วยเสียงเรียบเย็นว่า “รู้ทั้งรู้ว่าข้าเดินทางกลับจวน ข้าเองก็ให้บ่าวมาแจ้งข่าวแล้วทว่ากลับเพียงแค่เปิดประตูเรียกข้าเข้าจวน ให้ชาวบ้านในละแวกนี้ได้เห็น อย่าว่าแต่ลือกันว่าข้าซ่งิหลานน่าสงสารยังพูดกันถึงฮูหยินแม้แต่การรักษาหน้าบุตรเลี้ยงก็ยังคร้านที่จะทำคาดคะเนกันว่าท่านพ่อไม่เมตตาข้า ตระกูลโหวไม่สงบสุข หรือว่านี่สำหรับฮูหยินแล้ว เป็ชื่อเสียงที่ดีต่อจวนจงจิ้งโหวแล้วหรือเ้าคะ?”
“พูดตามตรงก็คือปล่อยไก่ให้ท่านพ่อขายหน้านั่นเอง!” นางไม่เกรงใจใช้ถ้วยชากระเบื้องเคลือบสีขาวลายครามที่อยู่ในมือเคาะลงบนโต๊ะซ้ำไปซ้ำมา
น้ำเสียงกดลึกเน้นหนักทำให้คนฟังหัวใจเต้นแรง
“ข้าไม่ได้...” หลี่ซื่อคาดไม่ถึงว่าซ่งิหลานเพิ่งจะกลับจวนเก้าอี้ยังนั่งไม่ทันอุ่น จะกล้าวางดาบกับตัวเอง
และนางก็คาดไม่ถึงว่าออกจากจวนไปในครานั้นซ่งิหลานที่ใครต่อใครต่างก็พูดว่าไม่เป็พิษเป็ภัยจะเปลี่ยนไปร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้
“พูดไปแล้ว ต่อให้มั่นใจว่าเ้าไม่ได้ทำ”ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวไม่ได้ใส่ใจความขัดแย้งในจวนมากนัก เพียง้าให้ไม่วุ่นวายจนยากที่เก็บกวาดก็ดีแล้วนางยังเข้าใจว่าหลี่ซื่อแค่้าแสดงอำนาจข่มซ่งิหลาน ทว่าไม่ว่าจะทำอะไรต้องไม่ให้ชื่อเสียงบุตรชายของนางจงจิ้งโหวด่างพร้อยแม้เื้ัของหลี่ซื่อมีหลี่กุ้ยเฟยให้พึ่งพิง ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวก็เห็นแก่หลี่กุ้ยเฟยไม่ได้เื่มากหรือจับผิดกับสะใภ้ผู้นี้มาโดยตลอดทว่าในตอนนี้รู้สึกไม่ชอบใจอยู่หลายส่วน นางทำเสียงฮึดฮัดครั้งหนึ่งเห็นหลี่ซื่อน้ำตานองหน้า้าให้ตัวเองยกโทษให้ ต่อให้คุกเข่าลงนางก็จะไม่ไปพยุงขึ้น พูดเสียงเยียบเย็นว่า “เ้าคือ ฮูหยินจงจิ้งโหวเ้าควรต้องรู้ ตัวเองควรส่งเสริมตระกูลไหน!”
คำพูดนี้ค่อนข้างร้ายแรงนัก
หลี่ซื่อเข่าทั้งสองพลันอ่อนยวบคุกเข่าให้ฮูหยินผู้เฒ่าจงจิ้งโหวกล่าวเสียงต่ำว่า “ทั้งหมดล้วนเป็ความผิดของสะใภ้เองเ้าค่ะ”
นางในขณะนี้รู้สึกว่าสายตาของซ่งิหลานทั้งสบายอกสบายใจและเอ้อระเหยเอื่อยเฉื่อยมองมาที่ร่างกายตัวเองใบหน้ายังคงงดงามเหมือนเดิม ทว่าฉับพลันกลับค่อยๆแดงเรื่ออับอายขายหน้าและคับแค้นใจจนอยากตายให้แล้วไป
นางคาดไม่ถึง...
จะถูกแม่สามีตำหนิและอบรมสั่งสอนดังนี้กระทั่งมิอาจเลี่ยงบุตรสาวของตัวเองและสาวใช้ที่ยังอยู่เต็มห้องดูเหมือนไมตรีจิตและคุณงามความดีที่นางทนลำบากยากเข็นเพื่อจวนโหวในหลายปีเ่าั้มิอาจเทียบได้กับความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆนี้
ถูกบีบบังคับให้คุกเข่าท่ามกลางผู้คนภายหน้าในจวนโหวยังจะมีความน่าเกรงขามอะไรเหลืออีก?
ทั้งยังต่อหน้าบุตรเลี้ยง
จะทนได้อย่างไร?!
*打脸 ตบหน้า หมายความว่า อุปมาว่า ทำลายศักดิ์ศรี
*一头热 ศีรษะร้อน หมายความว่า สนใจเพียงสิ่งเดียวหรือด้านเดียว
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/cbd7c044802f07a826abd2eff68d73da
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่ยอดพธูแห่งยุคที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #ยอดพธูแห่งยุค #readAwrite ด้วยน้า