เผยมู่ซีเดินหน้าง้ำกลับบ้านในขณะที่มารดาเห็นเช่นนั้นก็รีบปลอบโยนนาง
“ดีเท่าไหร่แล้วที่องค์ชายมิได้เอาผิดเ้า?”
“ดีตรงไหนกันเ้าคะ?จู่ๆ ก็มาบังคับข้าให้ไปวาดรูปฝาผนังให้เต็ม ช่องหนึ่งต้องใช้เวลาตั้งหลายวัน”แค่คิดเผยมู่ซีก็รู้สึกโมโหคนผู้นั้นนางยังจำคำพูดที่พระองค์ประกาศในภัตตาคารบึงหงส์ที่สาวใช้คนสนิทของนางนำความมาบอกได้ขึ้นใจ
‘รังเกียจข้านัก! ชาติก่อนอุตส่าห์ล้มหายตายจากไปแล้วเวรกรรมอันใดต้องมาเจอกันในชาตินี้อีก’
“ในทางกลับกันหากเ้าได้แสดงความสามารถให้เป็ที่ประจักษ์ภาพวาดของเ้าก็คงจะได้ราคาสูงขึ้นและเมื่อมีชื่อเสียงก็ไม่จำเป็ต้องวาดภาพเลียนแบบอีก”
เผยมู่ซีได้ยินจังฮูหยินวิเคราะห์เช่นนั้นก็ยิ้มออก...จริงสิ! หากว่ากลายเป็ จิตรกรที่มีชื่อเสียงก็ไม่ต้องวาดภาพเลียนแบบขาย
“ไหนๆข้าก็ขัดคำสั่งองค์ชายไม่ได้อยู่แล้วเช่นนั้นก็สู้ทำให้เกิดประโยชน์กับตนให้มากที่สุดจะดีกว่า”
เช้าวันต่อมาจังฮูหยินจึงให้เสี่ยวลิ่งเป็ผู้เดินไปส่งเผยมู่ซีที่วัดลู่เซี่ยนจิตรกรวัยกลางคนสองคนที่อยู่กับนางเมื่อวานยิ้มต้อนรับ หลังจากทักทายกันแล้วนางจึงได้รู้ว่าท่านลุงจิตรกรที่ยอมให้นางช่วยวาดคือ จิตรกรหลู
“ที่แท้พวกท่านก็มาจากชุมนุมจิตรกร”
“ใช่! องค์ชายทรงให้หัวหน้าจิตรกรวังหลวงคัดเลือกพวกเรามาส่วนหนึ่งเพื่อสมทบกับจิตรกรวังหลวง”
“หือ! มีจิตรกรวังหลวงด้วยหรือ?”
“พวกเขาวาดอยู่ชั้นบนหอโน่นแน่ะแต่เ้าคงขึ้นไปดูมิได้หรอกเพราะองค์ชายทรงไม่อนุญาตให้พวกเราเดินขึ้นลงตามใจชอบที่พวกเขาสองคนเลือกวาดอยู่ข้างล่างเพราะไม่อยากเดินขึ้นบันไดนี่ล่ะหัวเข่าของข้าไม่ค่อยดี เขาก็เช่นกัน”จิตรกรหลูชี้ไปทางสหายวัยกลางคนที่นั่งวาดอีกอีกผนังหนึ่ง
“ท่านลุงหลูแล้วท่านจะให้ข้าวาดผนังใดล่ะเ้าคะ?”
“เ้าน่ะหรือวาดด้านข้างข้าเลยเป็ไร? เหลืออีกตั้งหกผนังที่ยังไม่ได้ลงมือว่าแต่เ้าจะไหวหรือ? แขนกับมือผอมบางขนาดนี้”
เผยมู่ซียิ้มกว้าง“ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถเ้าค่ะ”
นางได้ยินคนที่ซ่อมแซมระเบียงหอพูดกันเื่ที่องค์ชายเสด็จไปตรวจราชการอำเภอใกล้ๆก็นึกดีใจที่ตนเองไม่ต้องพบหน้าคนผู้นั้นจึงตั้งใจร่างภาพตามแบบที่ท่านลงหลูมอบหมายให้นางผนังของชั้นหนึ่งทั้งหมดแปดด้านมีขนาดกว้างกว่าผนังชั้นอื่นเดิมทีคนของชุมนุมจิตรกรที่รับปากจะมาช่วยกันวาดภาพฝาผนังที่ชั้นหนึ่งมีสี่คนแต่สุดท้ายกลับได้มาเพียงสองคนเพราะอีกสองคนเกิดป่วยกะทันหัน
“ดีที่เ้ามาช่วยไม่เช่นนั้นข้าสองคนคงจะต้องเสร็จทีหลังชั้นอื่นๆ แน่ เ้าได้เห็นป้ายหรือยัง?”
“ป้ายอันใดหรือเ้าคะ?”
“ป้ายของหอแห่งนี้น่ะสิหอนี้ได้ชื่อพระราชทานว่าวิหารเก้าเทพ ป้ายถูกเก็บรักษาไว้ในศาลาด้านหลังเมื่อภาพฝาผนังวาดเสร็จเรียบร้อย องค์ชายสิบห้าจะเป็ผู้นำป้ายขึ้นด้วยพระองค์เอง”
“จริงหรือเ้าคะ?ดีจริง! ข้าก็จะได้ฝากฝีมือไว้ที่นี่ด้วย”
“จิตรกรท้องถิ่นไม่มีผู้ใดได้รับการคัดเลือกแต่เ้ากลับกลายเป็ผู้มากับโชคที่องค์ชายทรงเอ่ยปากอนุญาตด้วยพระองค์เองวาสนาดีนักเทียว!”
เผยมู่ซีรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่าวิหารแห่งนี้ต่อไปจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่ได้รับการอุปถัมภ์จากฮ่องเต้ผลงานของนางก็จะได้กลายเป็ส่วนหนึ่งของสถานที่สำคัญในแคว้นิ
นางลงมือวาดด้วยความเพลิดเพลินั้แ่ยามเฉิน*ไปจนถึงยามอู่*โครงร่างทั้งภาพที่วาดไว้คร่าวๆด้วยสีน้ำตาลอ่อนใสมีสัดส่วนที่ลงตัวตามต้นแบบที่จิตรกรหลูมอบให้นางเริ่มลงภาพขั้นที่สองไปได้เกือบครึ่ง
“เ้าวาดเร็วกว่าพวกข้าสองคนมากเทียว”หลูเหวินหย่วนมองดูโครงร่างและภาพที่นางเริ่มลงรายละเอียดด้วยความพอใจ
“ท่านลุงหลูคุณหนูของข้าต้องพักผ่อนในยามบ่ายนะเ้าคะร่างกายของคุณหนูเพิ่งฟื้นจากอาการเจ็บป่วยเรื้อรังจึงต้องกลับไปนอนในยามบ่าย”เสี่ยวลิ่งที่นั่งรออยู่ศาลาใกล้ๆเห็นว่าถึงเวลาที่ชิงหลานต้องพักผ่อนแล้วก็เดินกางร่มเข้ามาเตือน
หลูเหวินหย่วนหัวหน้าหน่วยหนึ่งของชุมนุมจิตรกรเมืองิหันมามองสีหน้าสาวน้อยที่เริ่มดูซีดเซียวก็รีบโบกมือให้นางไปพัก
“เ้ารีบพาชิงหลานไปเถอะดูหน้าของนางสิ ซีดจนจะไม่มีสีเือยู่แล้วพวกเราไม่รู้มาก่อนว่านางไม่สบายไม่เช่นนั้นคงไม่ปล่อยให้นั่งวาดอยู่นานเช่นนี้”
เผยมู่ซียิ้มน้อยๆแม้ใจของนางจะยังสู้ทว่าร่างกายกลับไม่เป็ใจ...ร่างนี้ของชิงหลานอ่อนแอเกินไปจริงๆยาสามถ้วยที่นางต้องกินทุกวันก็ต้องกินต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งเดือนร่างกายจึงจะเริ่มแข็งแรง
“เสี่ยวลิ่งขะ ข้าลุกไม่ได้แล้ว หนะ เหน็บ”
เสี่ยวลิ่งหัวเราะร่วนก่อนจะเข้าสอดแขนที่รักแร้จากด้านหลังยกร่างของคุณหนูขึ้นนั่ง“ไปกันได้แล้วเ้าค่ะ เดี๋ยวยาที่เคี่ยวไว้ของท่านจะเย็นเสียก่อน”เสียงคนตีฆ้องบอกเวลาผ่านมาพอดี "ป่านนี้ฮูหยินคงเริ่มต้มยาแล้วพอเราไปถึงจวนคุณหนูก็ได้ดื่มก่อนนอน”
ทีแรกมารดาของชิงหลานปล่อยให้นางนอนหลับแล้วจึงดื่มยาในตอนตื่นแต่เมื่อเห็นว่านางนอนนานเกินไปเมื่อเช้าจึงได้สั่งนางเอาไว้ว่าบ่ายนี้จะให้นางดื่ม ก่อนนอน
กว่าองค์ชายสิบห้าจะตรวจงานที่อำเภอใกล้ๆเสร็จก็เลยยามอิ๋น*แล้ว ทรงแวะไปวัดลู่เซี่ยนเพื่อดูว่าเด็กหญิงที่ปากกล้าผู้นั้นมาวาดภาพตามที่พระองค์สั่งหรือไม่?ครั้นไปถึงจิตรกรหลูก็กราบทูลให้ทรงทราบ
“ชิงหลานวาดได้ดีทีเดียวพะยะค่ะนางร่างภาพได้สัดส่วนตามต้นฉบับที่ออกแบบเอาไว้ไม่ผิดเพี้ยน นับว่ามีทักษะอย่างมากพะยะค่ะ”
ิเฉิงอวี่ทอดพระเนตรผนังใหญ่ที่นางรับผิดชอบก็พยักหน้า“ไม่เลวเลยอย่างที่เ้าว่า รอให้นางวาดเสร็จเสียก่อนเปิ่นหวางจะพิจารณาค่าแรงให้นางอย่างคุ้มค่า พวกเ้าก็บอกกับนางด้วยก็แล้วกัน”
แม้จะทรงนึกหมั่นไส้ใบหน้าเย่อหยิ่งของเด็กหญิงที่ผอมแห้งแต่เมื่อได้ยินว่านางป่วยเรื้อรังมาหลายปี ซ้ำเพิ่งฟื้นจากความตายได้ไม่นานจึงไม่อาจทนนั่งวาดรูปได้ทั้งวันก็นึกเวทนาตอนที่เห็นนางเป็ลมอยู่กลางแดดเมื่อครั้งขี่ม้าตามหลังขบวนแห่ศพว่าที่พระชายาก็ทรงเห็นว่ารูปร่างคล้ายนางคล้ายคนตายไปแล้วครึ่งมาเห็นครั้งนี้นับว่านางมีเนื้อมีหนังขึ้นมาไม่น้อย
‘เด็กคนนี้...แม้จะโอหังไปสักหน่อยแต่ฝีมือนับว่าใช้ได้เลยทีเดียวคงต้องให้อาจารย์จ้าวมาดูสักหน่อย’
จ้าวอี้หลงผู้นี้เป็ทั้งจิตรกรหลวงาุโและยังเปิดสำนักพู่กันทองบนถนน ฉิ้งฝูซึ่งเป็ถนนที่ตั้งของชุมนุมจิตรกรอีกด้วยิเฉิงอวี่มีคนผู้นี้เป็ที่ปรึกษาในการออกแบบภาพวาดฝาผนังทั้งหมดของวิหารเก้าเทพแห่งนี้อีกสองวันอาจารย์จ้าวก็จะเดินทางมาตรวจภาพแล้วช่างเป็โอกาสอันดีที่จะให้อาจารย์จ้าวได้เห็นชิงหลานหากอาจารย์จ้าวเห็นว่านางมีพร์ก็อาจจะรับนางไว้เป็ลูกศิษย์นั่นก็แล้วแต่วาสนาของนาง
ในอำเภอเฉินมีเหลาสุราเล็กๆแห่งหนึ่งบนถนนสายกลาง หลังจากตรวจงานเสร็จองค์ชายสิบห้าก็จะพาองค์รักษ์ส่วนพระองค์ไปนั่งดื่มผ่อนคลายสักเล็กน้อยก่อนจะกลับเรือนรับรองิเฉิงอวี่ยังไม่มีองครักษ์เงาเพราะิฮ่องเต้จะทรงพระราชทานให้เฉพาะบุคคลสำคัญเท่านั้นทว่าฝีมือขององค์ชายสิบห้าที่ได้รับการเคี่ยวกรำจาก ชินอ๋องหรือเสด็จพี่ห้า*ก็ร้ายกาจอย่างยิ่งได้รับการวางตัวให้เป็ผู้สืบต่อในการดูแลกองทัพพยัคฆ์เหิน
“คารวะองค์ชายหม่อมฉันบุตรของนายอำเภอจั๋ว จั๋วเหรินหาวพะยะค่ะ”
-----------------------------------------------------
*ยามเฉิน เวลา 07.00-08.59 น.
*ยามอู่ เวลา 11.00-12.59 น.
*ยามอิ๋น เวลา 03.00-04.59 น.
*ชินอ๋องหรือเสด็จพี่ห้า พระเอกเื่“ท่านอ๋องอย่าคิดหนี”
