ั์ตาสีทองทอดมองวัชพืชสีเขียวอ่อนริมรอยแตกศิลา แสงชีวิตจางบางพลิ้วไหวรอบลำต้น คล้ายเปลวเทียนกลางราตรีอันหนาวเหน็บ บริสุทธิ์แตกต่างจากซากกระดูก ผืนหินแตกร้าว และกลิ่นอายมรณะทั่วหุบเขาโดยสิ้นเชิง
พริบตาที่จิตใจมุ่งมั่นหมายคว้ามรรคาแห่งการสกัดโอสถ...
ความเปลี่ยนแปลงพลันอุบัติขึ้น!
ครืน—!
ห้วงสติรู้สั่นะเืรุนแรง เสียงะเิดังกึกก้องมิได้เกิดขึ้นภายนอก หากปะทุขึ้นจากส่วนลึกที่สุดของจิติญญา
พื้นที่ิญญาอันคับแคบของปุถุชนถูกฉีกกระชากออกอย่างโเี้ ราวกับมีมือั์ไร้รูปร่างสอดเข้ามาแหวกเนื้อหนังและกระดูกของิญญาออกจากกัน ทะเลิญญาเริ่มถือกำเนิด
ม้วนตำราไม้ไผ่โบราณกลางห้วงสติรู้คลี่กางออก อักขระสีทองนับหมื่นตัวส่องประกายเจิดจ้า ตัวอักษรแต่ละตัวมิได้ลอยผ่านสายตา พวกมันกำลังพุ่งชน กำลังสลัก กำลังเผาประทับลงบนแก่นิญญาโดยตรง!
ตูม!
อักขระตัวแรกประทับลง คลื่นกระแทกมหาศาละเิขึ้นทั่วทะเลิญญา รอยร้าวสายแรกปรากฏขึ้นกลางพื้นที่ิญญาที่เพิ่งถือกำเนิด
หลื่อวิ๋นทรุดฮวบลงคุกเข่ากระแทกพื้นศิลา โลหิตสดทะลักออกจากมุมปาก สองมือหยาบกร้านกุมศีรษะแน่น เส้นเอ็นทั่วร่างปูดโปน ความเ็ปครานี้หาได้เกิดจากกายเนื้อ หากกำลังเกิดขึ้นกับ "ตัวตน" กำลังมีบางสิ่งพยายามรื้อถอนชีวิตทั้งชีวิตของเขาออกจากรากฐาน
ตูม!
อักขระตัวที่สองประทับลง รอยร้าวสายใหม่ลุกลามทั่วทะเลิญญา
ภาพหนึ่งพลันผุดขึ้น ค่ำคืนฤดูหนาวเมื่อหลายปีก่อน เด็กชายตัวเล็กนั่งกอดเข่าอยู่หน้ากองไฟ สตรีผู้หนึ่งยื่นมันเผาครึ่งหัวมาให้ รอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตาเปี่ยมความอบอุ่น
หลื่อวิ๋นยื่นมือหมายคว้าภาพนั้นไว้...
เปรี๊ยะ...
ภาพดังกล่าวแตกร้าว แตกเป็เศษเสี้ยว กลายเป็ละอองแสงสลายหายไปต่อหน้าต่อตา หัวใจของเขาสั่นสะท้าน เขาจำได้ว่านางยิ้ม แต่เริ่มจำไม่ได้ว่านางยิ้มเช่นไร
ตูม!
อักขระตัวที่สามประทับลง ความทรงจำอีกส่วนถูกฉีกกระชาก เสียงหัวเราะในวัยเด็ก สหายที่เคยวิ่งเล่นริมหน้าผา ใบหน้าชาวบ้านที่เคยพบเห็นทุกวัน ทุกสิ่งเลือนหาย คล้ายถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดพาออกจากโลกใบนี้
ตูม!
อักขระตัวที่สี่ประทับลง หลื่อวิ๋นตัวแข็งค้าง เพราะภาพที่กำลังเลือนหายครานี้... คือใบหน้าของมารดา
ดวงตาของเขาเบิกกว้าง พยายามมอง พยายามจดจำ พยายามยึดไว้ แต่ม่านหมอกสีขาวกลับคืบคลานปกคลุมทุกส่วน เขาจำได้ว่านางรักเขา แต่เริ่มจำไม่ได้ว่านางมีใบหน้าเช่นไร เขาจำได้ว่านางเคยกอดเขา แต่เริ่มจำไม่ได้ว่าัันั้นอบอุ่นเพียงใด
เขาจำได้ว่านางเรียกชื่อเขา แต่เสียงนั้นกำลังเลือนหาย ทีละน้อย... ทีละน้อย... ราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน
ความหวาดกลัวรุนแรงกว่าความตายพลันเกาะกุมหัวใจ ยอมให้ร่างกายถูกสับเป็หมื่นชิ้น ยอมให้กระดูกแตกละเอียด ยอมให้ิญญาแหลกสลาย เขาไม่มีทางยอมสูญเสียความทรงจำเกี่ยวกับนาง!
"ไม่!!!"
เสียงคำรามแหบพร่าดังก้อง ฟันกรามขบกัดจนเืไหล สองมือกำแน่นจนเล็บแทงทะลุเนื้อ
อักขระทองคำยังคงหลั่งไหลเข้าสู่ทะเลิญญา ศาสตร์โอสถ ศาสตร์ชีพจร ศาสตร์พิษ ศาสตร์การหลอมสรรพสิ่ง ข้อมูลมหาศาลถาโถมดั่งมหาสมุทรไร้ขอบเขต เพียงเสี้ยวพริบตาก็เพียงพอจะทำให้มนุษย์ธรรมดาวิกลจริต
ท่ามกลางคลื่นพายุแห่งปัญญา ภาพหนึ่งกลับปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน สตรีวัยกลางคนนั่งเย็บอาภรณ์ใต้แสงตะเกียง ปลายนิ้วเต็มไปด้วยาแ หยดเืเปื้อนผืนผ้า แต่นางยังคงยิ้ม รอยยิ้มธรรมดา รอยยิ้มแสนอ่อนโยน รอยยิ้มที่มอบให้บุตรชายเพียงผู้เดียว
ภาพนั้นกลายเป็สมอเรือ ตรึงจิตสำนึกที่กำลังแตกสลายเอาไว้
"ข้าต้องกลับไป..." กระแสเสียงลอดผ่านไรฟัน "ข้าต้องช่วยท่านแม่..."
"ข้ายอมลืมทุกสิ่ง... แต่ข้าจะไม่มีวันลืมนาง!"
ครืน...
ทะเลิญญาสั่นะเื รอยร้าวซึ่งกำลังขยายตัวหยุดนิ่ง อักขระสีทองพลันชะงัก ราวกับเจตจำนงโบราณกำลังพิจารณาบางสิ่ง พริบตาถัดมา อักขระนับหมื่นเรียงตัวเป็ระเบียบ แสงสีทองเจิดจ้าปะทุออกจากม้วนตำรา พุ่งตรงเข้าสู่แก่นิญญา
โลกทั้งใบเงียบสงัด ความเ็ปมลายหายไปประดุจเื่โกหก
หลื่อวิ๋นหอบหายใจรุนแรง เหงื่อเย็นชุ่มโชกทั่วร่าง ั์ตาสีทองเปิดขึ้นอีกครั้ง สายตาทอดมองวัชพืชสีเขียวอ่อนริมรอยแตกศิลา คราวนี้... ทุกสิ่งไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อักขระสีทองผุดขึ้นเหนือพืชต้นนั้น
【หญ้าหลอมชีพ】
【อายุ: 37 ปี】
【ดูดซับพลังชีวิตจากค่ายกลโบราณ】
【สรรพคุณ: ห้ามเื สมานชีพจร ฟื้นฟูพลังชีวิตระดับต้น】
【สามารถใช้เป็โอสถสืบชะตา】
หลื่อวิ๋นชะงักงัน หัวใจเต้นกระหน่ำ นี่คือขุมพลังใหม่ที่คัมภีร์มอบให้... การหยั่งรู้แก่นแท้แห่งสมุนไพร!
จังหวะเดียวกัน อักขระอีกชุดสว่างวาบขึ้นกลางวิสัยทัศน์
【ยืนยันผู้สืบทอดลำดับที่เก้า...】
【ตรวจพบร่องรอยผู้สืบทอดลำดับที่แปด...】
【ไร้ร่องรอยปราณิญญาในวัฏสงสาร... อักขระชะตากรรมถูกปกปิดด้วยเจตจำนงฟ้าดิน... ตบะบารมีผู้สืบทอดลำดับที่เก้าต่ำต้อยเกินกว่าจะล่วงรู้...】
อักขระทั้งหมดเลือนหายไปทันที หลื่อวิ๋นตัวแข็งทื่อ ผู้สืบทอดลำดับที่แปด? สายเืเดียวกัน? ข้อมูลถูกปกปิด?
คำถามนับไม่ถ้วนหลากทะลัก ทว่าอาการปวดแปลบปานตาดำจะปริแตกพลันแล่นริ้ว โลหิตสีแดงสดไหลรินจากหางตาทั้งสองข้าง ร่างกายโซเซเกือบล้มพับ ชายหนุ่มรีบปิดเนตรทองคำ อาการรุ่มร้อนจึงทุเลาลง
แจ่มแจ้งยิ่งนัก... ขุมพลังนี้มีราคา ทุกคราที่เบิกเนตร ย่อมสูบกลืนเผาผลาญพลังิญญา! โลหิตหลากทะลักจนขีดจำกัดชีวิตร่นถอย เวลาเหลือเพียงน้อยนิด!
พื้นศิลาเย็นเฉียบแผ่ไอหนาวสะท้านทะลวงิั หลื่อวิ๋นฝืนขบกรามข่มความปั่นป่วนภายในทะเลิญญา ภาพปลายนิ้วสีม่วงคล้ำของเสิ่นเยว่หลานผุดขึ้นกลางห้วงสติชวนให้หัวใจแทบหยุดเต้น หากชักช้าเพียงก้าวเดียว คงไร้โอกาสเห็นนางลืมตาขึ้นอีกตลอดกาล
เนตรปราชญ์เผยให้เห็นสายธารพลังชีวิตสีเขียวบริสุทธิ์ไหลเวียนอยู่ภายในหญ้าหลอมชีพ ร่างผอมบางทรุดกายลง มือซ้ายคว้าพืชิญญาขึ้นมา มือขวากระชับมีดพร้าแน่น
ฉึก!
คมมีดกรีดผ่านรอยแผลเก่าบนข้อมือ เืสดพุ่งทะลัก ความมืดวูบหนึ่งแล่นผ่านวิสัยทัศน์ สภาพร่างกายที่สูญเสียเืเกินขีดจำกัดประท้วงอย่างบ้าคลั่ง เขาไร้ทางเลือก หยดเือุ่นร้อนร่วงลงบนลำต้นพืชิญญา
ฉ่า!
หญ้าหลอมชีพสั่นสะท้าน เส้นใบโปร่งใสปูดนูนประดุจเส้นโลหิต ไอชีวิตบริสุทธิ์ทะลักออกมา หลื่อวิ๋นรีบวางพืชิญญาลงบนร่องศิลา
รอยแตกร้าวสายหนึ่งกลับปรากฏขึ้นบนลำต้น! แก่นโอสถกำลังแตกสลาย!
สมดุลระหว่างชีวิตกับความตายพังทลาย โลหิตที่สูญเสียไปก่อนหน้าทำให้อานุภาพเืของเขาอ่อนแอลง หากช้ากว่านี้ ทุกสิ่งจักกลายเป็น้ำเสียไร้ค่า ปลายมีดพร้ากดลึกลงบนรอยแผลเดิมทันควัน
ฉึก!
เืสดอีกสายไหลรินท่วมรากพืชิญญา เสียงปะทุดังฉ่า ลำต้นที่กำลังแตกร้าวหยุดชะงัก แสงสีมรกตกลับมาเสถียรดั่งเดิม กลิ่นหอมบริสุทธิ์แผ่กำจายจนหมอกพิษรอบข้างม้วนตัวถอยห่าง
โอสถสำเร็จแล้ว!
ชายหนุ่มมิอาจเผยรอยยินดี อาการหน้ามืดถาโถมดุจมหาสมุทร ร่างกายเริ่มสั่นเทา เสียงชีพจรดังก้องในโสตประสาทแ่เบาลงเรื่อยๆ
【เจตจำนงาสั่นะเื... ร่างกายนี้มิใช่ภาชนะของเ้า... เืเนื้อกำลังแห้งเหือด... มรรคาแห่งชีวิตเหลือเพียงสิบลมหายใจ!】
หลื่อวิ๋นหาได้สนใจเสียงแจ้งเตือนอันเ็า สองมือคว้าเศษศิลาเว้าแหว่งขึ้นมา
บด!
ครืด... ร่างกายซวนเซคล้ายจะล้มลงไปกองกับพื้น มือที่บดขยี้สั่นสะท้านไร้เรี่ยวแรง แต่ั์ตายังคงจดจ้องเพียงพืชิญญา
บด!
ครืด... แขนทั้งสองหนักอึ้งประดุจแบกภูผาทั้งลูก ทุกการเคลื่อนไหวสร้างความเ็ปลึกถึงขั้วกระดูก กระทั่ง... ของเหลวสีมรกตข้นใสหยดลงสู่เศษศิลา หยดที่หนึ่ง... หยดที่สอง... หยดที่สาม... ทุกหยดแลกมาด้วยชีวิตตนเอง
เขาใช้ปลายนิ้วปาดของเหลวข้นเหนียวสีมรกตเพียงเล็กน้อย โปะลงบนาแฉกรรจ์กลางแผ่นหลัง!
ฉ่า!
ความปวดแสบปวดร้อนปะทุขึ้นดุจถูกราดด้วยน้ำทองแดงหลอมละลาย เนื้อหนังที่ฉีกขาดบิดตัวเข้าหากัน เส้นเืและกล้ามเนื้อพยายามเชื่อมประสานด้วยความรุนแรง กระดูกสันหลังส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ เด็กหนุ่มอ้าปากกว้าง เส้นเอ็นบนลำคอปูดโปน เขากัดฟันแน่นมิยอมเปล่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว รีดเร้นความทรมานให้กลายเป็ความเงียบงัน
ผ่านไปชั่วอึดใจ ความร้อนลดทอนลง ชีพจรที่ใกล้ดับสูญกลับมาเต้นอย่างมั่นคง ร่างกายแม้ยังอ่อนแอ ทว่าาแฉกรรจ์สมานตัวจนหยุดเืได้แล้ว
หลื่อวิ๋นยันกายลุกขึ้น ลมหายใจหอบหนัก มือข้างหนึ่งประคองเศษศิลาเว้าแหว่งที่บรรจุแอ่งโอสถสีมรกตไว้แนบอก แววตาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความอ่อนแอและความหวาดกลัวมลายหายไป เหลือเพียงความเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น
เขาหันมองทิศทางหมู่บ้านผาซ่อนเมฆ
เวลาที่เหลืออยู่แทบจะเป็ศูนย์ เขามิอาจรับรู้ได้แล้วว่าสิบลมหายใจนั้นสิ้นสุดลงหรือยัง
หลื่อวิ๋นกัดฟันแน่น ร่างกายที่เพิ่งถูกโอสถสมานส่งเสียงลั่นครืดคราดจากส่วนลึก ทุกจังหวะก้าวเดิน แผ่นหลังเต้นตุบตามแรงสูบฉีดโลหิต การสูญเสียเืมหาศาลทำให้ทัศนวิสัยพร่ามัว ต้นไม้สูงใหญ่เอนเอียงไปมา พื้นดินโคลงเคลงดุจยืนอยู่บนกราบเรือกลางพายุหมุน
"อีกนิดเดียว..."
ริมฝีปากไร้สีเืขยับพึมพำ ภาพสตรีผู้นอนรวยรินบนเตียงไม้ไผ่ยังคงเป็สมอเรือค้ำจุนสติสัมปชัญญะมิให้แตกสลาย หากหยุดยั้ง... นางย่อมดับสูญ
เด็กหนุ่มฝืนลากสังขารออกจากหุบเขามรณะ อาศัยเงามืดของพุ่มไม้บดบังร่องรอย กอบกำโคลนชื้นลูบไล้ลงบนอาภรณ์เพื่อกลบกลิ่นคาวเื ในที่สุด... เงารางของหมู่บ้านผาซ่อนเมฆปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านราตรี
หัวใจเต้นกระหน่ำรัว โอสถสืบชะตาแนบชิดอยู่กลางอก มารดาย่อมต้องรอดพ้นมัจจุราช...
จังหวะนั้นเอง แสงคบเพลิงสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า ร่างชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าปากทางเข้าหมู่บ้าน หอกเหล็กในมือสะท้อนแสงไฟเย็นเยือก กลิ่นสุราหมักราคาถูกลอยคละคลุ้งมาตามสายลม
“เ้าขยะนั่นหายหัวไปหลายวันแล้ว”
“ข้าว่าโดนอสูรคาบไปกินแล้วกระมัง”
“หากมันยังกล้าซมซานกลับมา ข้าจะหักขามันทิ้งเสียก่อน”
สำเนียงหัวเราะหยาบกระด้างดังลั่น ร่างผอมบางทิ้งตัวหมอบลงกับพื้นทันที มือยังคงประคองถ้วยศิลาอย่างระมัดระวังสูงสุด ลมหายใจถูกกดให้แ่หวิว ั์ตาสีทองหรี่แคบกวาดมองหาวิธีหลบเลี่ยง
ฉับพลัน เสียงคำรามต่ำดังขึ้นจากด้านข้าง สุนัขเฝ้ายามตัวหนึ่งเงยหน้าสูดดมอากาศ ั์ตาสีเขียวเรืองรองหันขวับมายังพุ่มไม้ที่เขาซ่อนตัว! มันได้กลิ่นเื!
สุนัขก้าวเข้ามา หนึ่งก้าว... สองก้าว...
ระยะห่างหดสั้นลง ฝ่ามืออีกข้างกระชับด้ามมีดพร้าแน่น หากถูกพบเห็น ย่อมต้องลงมือสังหาร ทว่าหากลงมือ ย่อมดึงดูดความสนใจของยามเฝ้าหมู่บ้าน เหงื่อเย็นชุ่มโชกเต็มแผ่นหลัง
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกลับขว้างไหสุราว่างเปล่ากระแทกใส่สุนัขตัวนั้น
“ไสหัวไป! รำคาญหูโว้ย!”
เพล้ง! เศษดินเผาแตกกระจาย สุนัขสะดุ้งโหยง รีบวิ่งหางจุกตูดกลับไปหาเ้านาย หลื่อวิ๋นลอบผ่อนลมหายใจ รอดพ้นหายนะมาได้อย่างหวุดหวิด
ร่างผอมบางคลานต่ำไปตามร่องระบายน้ำเสีย มุดผ่านกองเศษไม้ผุและโคลนเน่าเหม็น สองมือสั่นสะท้านประคองเศษศิลาบรรจุโอสถไว้แนบอก มิยอมให้หกหล่นแม้เพียงหยดเดียว ทุกการเคลื่อนไหวดึงรั้งาแจนแทบสิ้นสติ
กระท่อมไม้ผุพังหลังเล็กปรากฏขึ้นเบื้องหน้า แสงตะเกียงสีส้มสลัวลอดผ่านช่องหน้าต่างออกมา
หัวใจที่ตึงเครียดพลันคลายลง ตะเกียงยังติดอยู่... นางอาจยังรอคอยเขาอยู่
ยิ่งสืบเท้าเข้าใกล้ ความหวังยิ่งลุกโชน ทว่าเมื่อถึงหน้าประตู ฝีเท้ากลับถูกตรึงแน่นอยู่กับที่ บานประตูไม้เก่าซึ่งควรปิดสนิท กลับแง้มเปิดออก! รอยแตกหักจากการถูกกระแทกอย่างแรงปรากฏชัดบนวงกบ
ความหนาวสะท้านแผ่ซ่านจากกระดูกสันหลังขึ้นสู่ท้ายทอย มือที่สั่นเทาผลักบานประตูออก
เอี๊ยด...
ภายในกระท่อมยังคงมีแสงตะเกียงริบหรี่ สิ่งที่กระแทกโสตประสาทเป็สิ่งแรก หาใช่ภาพทัศน์ ทว่าคือ ‘ความเงียบงัน’
ไร้เสียงไอกระอัก ไร้สำเนียงลมหายใจรวยรินที่เคยดังก้องอยู่ในกระท่อมหลังนี้มาเนิ่นนาน มีเพียงเสียงลมหนาวหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของแผ่นไม้ ประดุจสำเนียงหัวเราะเยาะเย้ยของมัจจุราช
สายตาหยุดลงบนเตียงไม้ไผ่ ผ้าห่มยุบตัวลงไร้ทรวดทรง
“ท่านแม่...”
เสียงเรียกสั่นเครือหลุดออกจากลำคอ ไร้ซึ่งผู้ใดตอบกลับ เด็กหนุ่มพุ่งตัวออกไป กระชากผ้าห่มขึ้น... ว่างเปล่า!
ลมหายใจสะดุดกึก โลกทั้งใบเงียบสงัดลงในพริบตา ั์ตาสีทองกวาดมองรอบห้อง เก้าอี้ล้มคว่ำ โต๊ะแตกหัก เศษอาภรณ์ถูกฉีกกระจายเกลื่อนพื้น กลิ่นคาวเืสดใหม่ลอยคละคลุ้ง
สายตาเลื่อนลงมองแอ่งโอสถสีมรกตในเศษศิลาบนฝ่ามือ โอสถที่ข้ามผ่านความเป็ความตายแย่งชิงจากเงื้อมมือมัจจุราช... บัดนี้ มันกลับสะท้อนประกายเย้ยหยัน เป็เพียงเศษของเหลวไร้ความหมายเมื่อปราศจากผู้รับ!
“ไม่จริง...” เสียงแหบกระด้างหลุดลอดไรฟัน ศีรษะส่ายไปมา ปฏิเสธภาพตรงหน้า ปฏิเสธสัจธรรมอันโหดร้าย
สายตาพลันสะดุดเข้ากับกองเืบนพื้นกระดาน รอยเืสายยาวถูกลากออกไปทางหลังบ้าน หลื่อวิ๋นทรุดตัวลง ปลายนิ้วััคราบเืสีแดงฉานนั้น...
มันยังคงอุ่นร้อน!
เพิ่งเกิดเื่ขึ้นเมื่อไม่กี่อึดใจนี้เอง! เขามาสายไปเพียงก้าวเดียว!
เคียงข้างกองเืนั้น... ปรากฏรอยประทับของรองเท้าหนังชั้นดี ลวดลายเย็บปักบนพื้นรองเท้าหาใช่ของชาวบ้านป่า ผสมกลิ่นอายปราณคุ้นเคยที่เพิ่งััเมื่อไม่กี่วันก่อน
อู๋เฟิง!
หัวใจบีบรัดจนแทบแตกสลาย ความเ็ปบาดลึกทะลวงไขกระดูก เดือดดาลยิ่งกว่าการถูกรังสีดาบฟันกลางแผ่นหลัง เพราะผู้ที่ถูกพรากไป... คือสตรีเพียงคนเดียวบนโลกที่ยังหลงเหลืออยู่สำหรับเขา
แกรก!
เศษศิลาในมือถูกบีบอัดจนแตกละเอียด น้ำยาบริสุทธิ์ไหลหลั่งลงสู่พื้นดินปะปนกับโคลนตมและหยาดน้ำตา
ั์ตาสีทองแปรเปลี่ยน รัตติกาลแห่งจิติญญากลืนกินความหวาดกลัวและความสิ้นหวังจนหมดสิ้น หลอมรวมก่อกำเนิดเป็เปลวเพลิงอาฆาตอันเยียบเย็นที่สุด
ชายหนุ่มคว้ามีดพร้าเปื้อนเืขึ้นมา สายตาจับจ้องรอยเืที่ทอดยาวออกไปนอกกระท่อม กลิ่นอายของปุถุชนผู้อ่อนแอมลายหาย หลงเหลือเพียงสัตว์ร้ายที่เพิ่งสูญเสียทุกสิ่ง... และมันกำลังจะเริ่มต้นการล่า!
- จบตอนที่ 4 -