เพราะด้วยภายในห้องจัดงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนหญิงสาวรู้สึกใและประหลาดใจ
"อะไรกันเนี่ย มีใครเป็อะไรรึเปล่า ทำไมวุ่นวายกันแบบนี้"
เพนนีจึงพยายามสอดส่ายสายตาเพื่อมองหาภาสพงษ์ เมื่อมองไปมองมาจึงพบว่าภาสพงษ์ทำหน้าเคร่งเครียดอยู่กับธนินทร์ ทันใดนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งะโขึ้นมาว่า
"ฉันเป็หมอค่ะ กรุณาอย่ามุงคนคนป่วยค่ะ รบกวนถอยออกห่าง เพื่อให้คนป่วยสามารถหายใจสะดวกได้ค่ะ รบกวนปลดกระดุมด้วยนะคะ คนป่วยจะได้หายใจสะดวกมากยิ่งขึ้น"
เมื่อพูดจบหญิงสาวคนนั้นก็เริ่มขั้นตอนในการปฐมพยาบาลทันที
แล้วหญิงสาวคนนั้นก็รีบเดินขึ้นมา ผู้คนในงานต่างสงสัยเพราะไม่เคยเห็นหน้าหญิงผู้นี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเธอเป็ใคร ลูกเต้าเหล่าใคร มางานเลี้ยงยังไง ใครเชิญมา แค่ด้วยความที่เหตุการณ์กำลังโกลาหลเมื่อเธอประกาศว่าตนเองเป็หมอจึงทำให้ทุกคนหลีกทางให้เธอ ตัวเพนนีเองก็สงสัยเหมือนกัน อยู่ๆ งานในวันนี้ก็วุ่นวายหลังจากที่เธอหลบไปเข้าห้องน้ำ ด้านลัลลภัสที่รีบวิ่งตามมาก็ยังไม่วายทิ้งความอาฆาตแค้น
"หยุดทำไมยัยเพนนี ฉันจะชนหลังเธออยู่แล้ว ดั้งของฉันจะหักรึเปล่าก็ไม่รู้"
"ไอ้ดั้งกับจมูกของเธอก็ทำมาทั้งนั้นแหล่ะ หักนิดหน่อยคงไม่เป็ไร ฉันว่าทำใหม่ก็ดี รูปทรงนี้มันแปลกๆ อย่างกับพวกเอเลี่ยน ฉันมีเงินนะ เดี๋ยวให้ยืมเอามั้ยล่ะ ไปเหลาจมูกใหม่ดีกว่า ทรงนี้ไม่ปังเลย"
"เื่ของฉัน อย่ามายุ่ง ละนี่มันเกิดความวุ่นวายอะไรกัน ตัวปัญหาอย่างเธอมางานรึเปล่าเลยวุ่นวายขนาดนี้"
"ลูกแพร์ฟังนะ ฉันว่าตัวปัญหาคือเธอมากกว่า แล้วมาถามฉัน ฉันจะรู้หรอ เพิ่งทะเลาะกันเสร็จในห้องน้ำ พอมาถึงพร้อมกันงานก็วุ่นวายละ น่ารำคาญ ฉันหนีไปหาคุณธนาดีกว่า อย่าตามมาล่ะ พวกหน้าด้านหน้าทน ทนอยู่ได้ไม่กลับบ้าน ไม่เสียเวลาคุยละ เปลืองน้ำลาย ไปดีกว่า"
"เชอะ คิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหนย่ะแม่คุณ แหวะ"
เพนนีที่พูดจบแล้วเดินไปหาภาสพงษ์
ลัลลภัสที่บ่นจบก็เดินตามไปเหมือนกัน
"น้องธัน นายพงษ์ เกิดอะไรขึ้น ทำไมงานวันนี้มันถึงวุ่นวาย"
ธนินทร์เป็ผู้ตอบ "ก็หลังจากที่คุณพี่เพนนีออกไปเข้าห้องน้ำน่ะครับ ผมไม่รู้ว่าคุณแม่เฟื่องเป็อะไรขึ้นมา อยู่ๆ ก็ทำท่าเหมือนจะหายใจไม่ออก แล้วเป็ลมไปจริงๆ ท่ามกลางคนทั้งงานเลย ก็เลยใกันหมดน่ะครับ ดีนะครับเนี่ยที่มีหมออยู่ในงานพอดี เลยช่วยไว้ได้ทัน"
หญิงสาวคนนั้นที่บอกว่าตนเองเป็หมอจึงหันไปพูดกับธนาวินทร์ที่ยืนใอยู่ข้างๆ คุณหญิงเฟื่องทอง
"คุณเป็ลูกชายใช่มั้ยคะ ตอนนี้ฉันปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว คุณแม่ของคุณน่าจะปลอดภัยแล้วค่ะ อีกสักพักก็น่าจะฟื้น คุณก็หายาดมหรือหายาหอมอะไรมาให้คุณแม่ของคุณสูดดมก่อนนะคะ ใส่เสื้อของเธอให้เรียบร้อยด้วยนะคะ ให้เธอนั่งพักสักครู่ แล้วค่อยพาเธอกลับบ้านค่ะ"
"คุณแม่เฟื่องเป็อะไรครับ"
ธนาวินทร์หันไปถามหมอสาว
"คุณแม่ของคุณจะเกิดความเครียดค่ะ ที่เครียดมากเกินไป จนทำให้ถึงขั้นเป็ลมได้ ยังไงคุณก็ดูแลท่านๆ ดีนะคะ"
"ผมขอบคุณ แทนคุณแม่เฟื่องด้วยครับ"
ก่อนที่หมอหญิงผู้นั้นจะเดินจากไป คุณหญิงเฟื่องทองก็ฟื้นขึ้นมาพอดี ธนาวินทร์จึงเรียกหญิงสาวเอาไว้
"เดี๋ยวก่อนสิครับคุณ นี่ไงครับคุณแม่เฟื่อง ฟื้นขึ้นมาพอดี เป็ยังไงบ้างครับ อาการดีขึ้นรึยัง"
"ตาธนานี่แม่เป็อะไรไป อยู่ๆ ก็เหมือนโลกทั้งใบมันหมุนแล้วดับวูบไปเลย ตื่นมาอีกทีเจอหน้าคุณคนนี้เขาเป็คนแรก"
"คุณแม่เฟื่องเป็ลมไปน่ะครับ นี่เธอเป็คุณหมอครับช่วยชีวิตคุณแม่เฟื่องเอาไว้"
เมื่อคุณหญิงเฟื่องทองได้ยินดังนั้นจึงหันไปกล่าวขอบคุณหญิงสาวพร้อมถามไถ่
"ขอบคุณนะคะคุณ ถ้าไม่ได้คุณ ฉันคงแย่แน่ๆ เลย แล้วคุณเป็ใครกันคะเนี่ย บอกฉันไว้ได้เลยนะคะ หลังจากนี้ฉันจะตอบแทนที่คุณช่วยฉันไว้แน่นอน"
หญิงสาวเห็นคุณหญิงเฟื่องทองเปิดทางไว้แบบนี้ จึงประกาศชื่อตัวเองขึ้นมา
"ฉันชื่อดาด้า ดาริกาค่ะ เพิ่งเรียนหมอจบ ฉันกลับมาจากต่างประเทศค่ะ"
คุณหญิงเฟื่องทองเมื่อได้ยินดาริกาประกาศชื่อจึงหันมองสำรวจ พบว่าวันนี้หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดราตรีที่สวยงามมากประกอบกับสีชุดครีมที่เธอใส่มา ทำให้ภาพลักษณ์ของดาริกาดูเป็หญิงสาวที่แสดงออกให้เห็นถึงความนุ่มนวล อ่อนหวานเรียบร้อย แต่ไม่อ่อนแอ แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง บวกกับท่าทางที่ดูมีการศึกษา รู้จักเก็บอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม และดูแต่งตัวมีฐานะ นับได้ว่าถูกใจคุณหญิงเฟื่องทองอย่างมาก
"ฉันต้องขอบคุณ แม่หนูดาริกาอีกครั้งนะจ๊ะ"
เมื่อได้พบเจอหญิงสาวที่ถูกใจน่าพามาเป็ลูกสะใภ้แบบดาริกา คุณหญิงเฟื่องทองจึงเปลี่ยนสรรพนามการเรียกหญิงสาวจากคุณมาเป็แม่หนู แสดงให้เห็นว่าเธอชอบพอเป็อย่างมาก
อีกทั้งการพูดสรรพนามที่เปลี่ยนไปนี้เธอตั้งใจพูดให้เสียงดังขึ้นเพื่อให้พนิตพรได้เห็นว่า เธอเต็มใจและชอบใจในตัวดาริกามากกว่าพนิตพร คุณหญิงเฟื่องทองจึงกล่าวขอบคุณดาริกาพร้อมกับจับไม้จับมือเธออย่างสนิทสนม
"ไม่เป็ไรค่ะคุณหญิง ฉันทำตามหน้าที่ค่ะ คนเป็หมอต้องช่วยเหลือคนค่ะ"
"แหม่! แม่หนูดานี่จิติญญาหมอเต็มที่จริงๆ แม้จะนอกเวลางาน เอาไว้ให้ทางเราได้เลี้ยงขอบคุณ หนูสักมื้อนะ"
"ไม่เป็ไรจริงๆ ค่ะ"
"แล้วแม่หนูทำงานที่ไหนจ๊ะเนี่ย"
"พอดีดาด้าเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศค่ะ ยังไม่ได้เข้าทำงานสักทีค่ะ"
"เอาน่า อย่าเกรงใจกันไปเลย ป้าเห็นแม่หนูดาก็เหมือนเห็นลูกหลานอีกคนนะ ขอบใจที่ช่วยป้าไว้ มาเถอะ ป้าเต็มใจละนี่แม่หนูดามากับใครจ๊ะ"
คุณหญิงเฟื่องทองได้แต่คิดในใจว่าผู้หญิงแบบดาริกานี่แหล่ะที่เหมาะสมในการดูแลครอบครัว กิจการของเธอและเหมาะสมในการแต่งงาน ใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายแบบตาธนาที่สุด ส่วนลูกชายคนเล็กแบบตาธัน เธอไม่คาดหวังซะจะดีกว่า เพราะไม่คาดหวังก็แปลได้ว่า ไม่ผิดหวัง
ระหว่างที่คุณหญิงเฟื่องทองฟื้นขึ้นมาพูดคุยกับหญิงแปลกหน้าแบบดาริกา เพนนีก็พูดกับนายพงษ์ด้วยความสงสัย
"ผู้หญิงเป็ใครกัน หน้าตาแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำเหมือนใสซื่อ แต่จริงๆ แล้วฉันว่าข้างในจิตใจเธอไม่ได้เป็แบบนี้แน่ๆ"
"ใครจะร้ายกว่าเธอไม่มีหรอกยัยเพนนี" ลัลลภัสที่พูดแทรกขึ้นมา
"ใครถามเธอกันยะ ฉันคุยกับนายพงษ์ สอดรู้เก่งจริงๆ นี่นายพงษ์เธอเคยเห็นหน้าเธอมั้ย"
"โถ สำหรับคุณเพนนีและคนอื่นที่นี่ อาจจะไม่รู้จัก แต่ผมรู้จักเธอดีนะครับ คุณจำนายบวรได้มั้ย"
"จำได้ที่บริษัทล้มละลาย แล้วก็เอาแหวนมาขายฉันไง แล้วเธอคนนี้เกี่ยวกับอะไรนายบวร อายุก็พอๆ กันกับฉัน อาจจะน้อยกว่านิดหน่อย แบบนี้ไม่ใช่ลูกนายบวรแน่ๆ ไม่งั้นนายบวรคงมีลูกั้แ่เด็กล่ะสิท่า"
"อย่าเพิ่งมโนครับคุณเพนนี ก็ระหว่างรอแขกเข้างานก่อนเริ่ม ผมกับคุณธนินทร์ก็ช่วยกันตรวจสอบหน้างานว่าแขกคนไหนบ้าง ก็พบชื่อเธอนี่แหล่ะครับ ชื่อแปลกมากไม่เคยได้ยินมาก่อน ไม่เคยพบหน้ามาก่อน พอให้โทรให้ลูกน้องที่อยู่ข้างนอกไปสืบเองราวก็พบจริงๆ"
"หรอ แล้วเื่ราวของเธอมันเป็ยังไง"
ซึ่งก่อนหน้านั้นด้วยความฉลาดและรอบคอบของภาสพงษ์ ชายหนุ่มก็สืบหาเื่ราวได้จริงๆ
"คุณดาริกา เธอเป็หลานสาวของนายบวร"
"อะไรกัน นายบวรมีหลานด้วยจริงหรอ แล้วทำไมเขาไม่เอาแหวนไปขายให้หลานเขา ไหนว่าเป็แหวนที่ภรรยาเขาเจอจากการรื้อเก็บบ้าน"
"คุณดาริกาน่ะ เธอไม่ใช่หลานของคุณบวรหรอกครับ เธอเป็หลานของคุณมาลี ภรรยาคุณบวรเขา หลานเมียน่ะครับ นก็คงไม่ได้มี ไม่งั้นเขาก็ขายสืบทอดรุ่นสู่รุ่นไปแล้วน่ะสิ"
"ว้าย! มาพูดมงเมียอะไร ไม่เพราะตบปากเลยนะไอ้พงษ์ เรียกภรรยาก็พอย่ะ"
ภาสพงษ์ได้ยินเลยแกล้งทำทีตบปากตัวเอง
"แล้วคุณอยากรู้มั้ยละครับว่าคุณดาริกาเธอมางานนี้ได้ยังไง"
"นั่นน่ะสิ ก็ไหนว่าจบจากเมืองนอก เพิ่งจบแท้ๆ ทำไมเสนอหน้ามาเข้าร่วมงานเลี้ยงประชุมนี้ได้ล่ะ มีแผนอะไรรึเปล่า"
"ก็ไอ้ความล้มละลายของครอบครัวนายบวรที่เลี้ยงและส่งเสียเธอมาั้แ่ยังเด็กนั่นไงครับ เธออยากตอบแทนนายบวรกับคุณมาลี เลยจะหาผู้ชายสักคนรวยๆ เพื่อเอาเงินของผู้ชายคนนั้นมาช่วยพยุงฐานะบริษัทให้นายบวรรอดพ้น"
"เอ้า ละอีตาบวรนี่ยังจะมานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อรอแม่ดาริกานี่รึไง ไม่ได้หนีหนี้ไปแล้วหรอ ล้มละลายขนาดนั้น"
ข่าวที่ส่งตรงมาล่าสุดให้กับภาสพงษ์ ชายหนุ่มจึงบอกกับเพนนี
"นายบวรน่ะหลบหนีไปั้แ่เมื่อบ่ายหลังจากขายแหวนให้คุณเพนนีเสร็จแล้วครับ คงไม่อยากบอกให้ใครรู้ คงกลัวคงรู้เยอะจะตาหาตัวถูก"
"ว้าย! แบบนี้คุณดาริกาคนนี้เขาก็คงเก้อแล้วน่ะสิ"
"ใช่ครับ แต่ผมว่าต่อให้เธอได้แต่งงานกับผู้ชายรวยๆ แล้วรู้ว่านายบวรหนีไปแล้ว เธอก็คงไม่สนใจหรอก อาจจะตอบแทนในนายบวรในฐานะที่ช่วยเลี้ยงดูแลมา แต่ถ้าขาดจากกันก็จบ เธอก็คงเอาเงินไปใช้ชีวิตตัวเองซะมากกว่า"
"คุณภาส ฉันสงสัยเป็หมอมันมีเวลาว่างขนาดนั้นเลยหรอ"
ลัลลภัสที่นั่งฟังเ้านายสาวกับเลขาหนุ่มคุยกันมานาน เมื่อนินทากันเื่คนอื่น ก็ดูเหมือนว่าจะทำให้เธอลืมเื่ขายหน้าและเื่ที่โกรธกันไป จนยอมคุยกัน ลัลลภัสจึงพูดแทรกขึ้นมาแบบนั้น
"นี่ก็อีกคน นั่งฟังอยู่ได้ ถ้าอยากรับรู้ฉันก็จะให้รู้สงเคราะห์สัตว์ตาดำๆ" เพนนีจึงตอกกลับลัลลภัสในทันที ลัลลภัสจึงเบ้ปากกลับด้วยหมั่นไส้เพนนี
"นี่ยัยลูกแพร์ นายพงษ์ ฉันว่าแม่ดาริกาอะไรนี่ คงเป็หมอปลอมซะแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆๆ" เพนนีหัวเราะด้วยจริตนางร้าย
"ไอ้ปลอมน่ะไม่ปลอมหรอกครับ แต่ก็คงไม่ใช่หมอจริง"
"นายพงษ์อย่าเล่นลิ้น ตกลงยังไง"
"ก็คุณดาริกาเธอเนี่ย เรียนหมอที่ต่างประเทศจริง แต่เรียนยังไม่จบ เพราะนายบวรบอกว่าเงินหมดแล้วให้กลับมาไทย เธอก็เลยต้องทิ้งการเรียนไปน่ะสิครับ"
"อะไรกัน อายุก็ดูเท่ากันฉันทำไมยังเรียนอยู่ล่ะ 29 แล้วนะเนี่ย"
"เห็นแบบนี้ความจริง เธออายุแค่ 23 เท่านั้นเองครับคุณเพนนี"
"ว้ายตายหน้าแก่น่ะสิ อุ๊ปส์! พวกไม่ยอมบำรุงผิวหน้า" ลัลลภัสกล่าว
"อันนี้ฉันเห็นด้วยกับเธอนะยัยลูกแพร์" แล้วสองสาวก็หัวเราะด้วยจริตที่มีประหนึ่งว่าเป็นางร้ายกำลังรังแกนางเอก
เพนนีคิดด้วยสะใจแล้วกล่าวว่า
"ไอ้พงษ์ นายนี่แฉซะหมดเปลือก ฉันอดลุ้นเลย ความลับยัยคนนี้เปิดเผยซะงั้น แต่ฉันล่ะดีใจแทนคุณแม่ขาจริงจริ้งงงง อุตส่าห์กีดกันสะใภ้แบบฉันที่สวย รวย เริ่ด เชิ่ด ครบทุกอย่าง ลูกสะใภ้ดีๆ แบบนี้ไม่สนใจ ดันจะไปคว้าเอาผู้หญิงที่หวังจะปอกลอกมา ฉันนี่รอดูเลยแหล่ะ ว่าคุณแม่เธอจะจัดการยังไง แต่ยัยคุณดาริกานี่ก็ใช่เล่นนะ เห็นๆ อยู่ว่าฉันอยู่กับคุณธนา ยังจะกล้ามาแทรกกลาง เดี๋ยวเจอฤทธิ์แน่"
เพนนีแค่สะใจคุณหญิงน่ะ ที่เลือกนักมักได้แร่ แต่ถ้าเกิดปัญหาอะไรขึ้นเธอก็คงช่วยคุณหญิงนั่นแหล่ะ มั้ง ก็ได้แต่มั้ง ถ้าคุณหญิงไม่ยอมเปิดโอกาสให้เธอแต่งงานกับคุณธนาแล้วไปเลือกคนอื่น คอยดูยัยเพนนีคนนี้จะไม่ช่วยจริงๆ ด้วย
"เอาล่ะคุณนายเพนนีองค์ลงแน่ ไม่น่าเลยผมไปเตือนคุณดาริกาให้เธอถอยห่างดีมั้ยเนี่ย"
ลัลลภัสที่กำลังรอดูด้วยความสนุกเช่นกันก็ห้ามปราม
"อย่าเลยคุณภาส ฉันเองก็รอให้คนสองคนกัดกันให้ตาย แล้วฉันค่อยไปแย่งคุณธนาเอา จะได้ดูเป็คนดีมีคุณค่า ไม่ทะเลาะกับใคร"
"หวังสูงไปละมั้ง ตราบใดที่ฉันอยู่ตรงนี้ จะเธอ จะยัยดาริกา หรือใครอีกคนสิบคน ต่อให้เป็คุณแม่ขาเองก็ตาม ก็มากีดกันความรักของฉันไม่ได้ คอยดูแล้วกัน"
เมื่อเพนนีพูดจบหญิงสาวจึงรอชมด้วยความสนุกที่รู้สึกว่าตนเองมีข้อมูลและเหนือกว่า เธอกำลังรอว่าดาริกาจะมาไม้ไหนในการเข้าหาคุณหญิงเฟื่องทอง เพนนีจึงคิดในใจกับตนเองว่า
"ว่าแต่ชาตินี้ มีเื่อะไรหลายเื่มาให้รอดูแบบไม่น่าเบื่อเหมือนชาติที่ก่อนมาแล้วสิ ทั้งยัยดาริกา อวี๋เฟิงฟ่ง และแหวนอันนี้"
เพนนีคิดในใจจบพร้อมกับยกแหวนที่นิ้วนางข้างขวาของตนเองขึ้นมาดู แน่นอนล่ะ ว่าหลังจากตอนนั้นที่ได้ยินฟ่งเอ๋อพูดว่าให้ใส่แหวนข้างขวา จะดูงดงามกว่าอะไรนั้นสักอย่าง ดังนั้นเมื่ออะไรก็ตามที่ใครเขาชมว่าดี เพนนีก็ทำตามแบบไม่ลังเลในฉับพลัน