ทว่าคราบเืบนทางดินเล็ก ๆ สายนั้นกลับถูกสายฝนตีแผ่กว้างออกไปทุกที สีแดงคล้ำไหลปนโคลนเป็ทางยาวคดเคี้ยวลงจากเชิงเขา ผ่านพุ่มไม้หักโค่น ผ่านก้อนหินแหลมคม และหยุดลงเป็หย่อม ๆ ตรงจุดที่ร่างหนึ่งซวนเซล้มแล้วฝืนลุกขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เด็กหนุ่มอายุราวสิบหกปีคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีตาย
เสื้อผ้าขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพ ิัตามแขนและแผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยหวดและรอยเฉือน เืไหลออกจากมุมปากไม่หยุด จนแม้แต่สายฝนยังชะไม่ทัน ใบหน้าซีดขาว แต่แววตากลับยังไม่แตกดับ
เขาคือ อี้ซิน
“มันอยู่ตรงนั้น!”
เสียงะโดังแหวกสายฝนมาจากด้านหลัง ตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่ เหยียบแอ่งน้ำกระเซ็นดังสวบสาบ
“ไอ้สวะนั่นยังวิ่งได้อีกหรือ!”
“หึ ดื้อดีนัก ข้าจะตัดเอ็นขามันทีละเส้น ดูสิว่ายังจะคลานต่อได้อีกหรือไม่!”
อี้ซินกัดฟันแน่นจนรู้สึกถึงคาวเืในปาก เขาไม่หันกลับไปมองแม้แต่ครั้งเดียว
หากหัน เขาจะช้าลง
หากช้าลง เขาจะตาย
ลมหายใจของเขาหนักจนเหมือนมีไฟเผาอยู่ในอก ทุกครั้งที่ก้าว ข้อเท้าและหัวเข่าล้วนส่งเสียงประท้วงราวกับใกล้แตกหัก ทว่าคำว่า “หยุด” ไม่เคยปรากฏอยู่ในหัว
ด้านหน้าคือผืนป่ามืดมิดที่ทอดยาวไปถึงเชิงหน้าผา
ด้านหลังคือคนที่้าชีวิตเขา
คืนนี้ เขาไม่มีที่ไป
แต่ถึงไม่มีที่ไป ก็ยังดีกว่าหยุดแล้วตายอย่างสุนัขข้างทาง
อี้ซินกระโจนข้ามรากไม้เปียกลื่น หวิดเสียหลักล้มทั้งตัว พอประคองกายได้ ก็มีเสียงแหลมคมพุ่งผ่านหูดังฉึก ลูกดอกสั้นปักลงกับต้นไม้ข้างหน้าอย่างแรง ไม้ทั้งลำต้นสั่นะเื
พิษ!
อี้ซินถลึงตามองคราบดำที่ลามรอบรอยปัก หัวใจเย็นวาบ เขาเร่งฝีเท้าทันที แต่ยังไม่ทันพ้นอีกสามก้าว ข้อเท้าก็ถูกอะไรบางอย่างรัดกระตุกอย่างแรง
เป็เชือก!
ร่างทั้งร่างของเขาถูกเหวี่ยงเสียหลักล้มกระแทกพื้น หน้าไถลไปกับโคลนและหินแหลมจนิับริเวณแก้มถลอกเป็ทางยาว เืสดไหลปนฝน ทว่าก่อนจะเจ็บเต็มที่ เงาหลายเงาก็พุ่งเข้าล้อมเอาไว้แล้ว
คนพวกนั้นสวมชุดสีเข้ม เปียกฝนจนแนบเนื้อ ทุกคนถืออาวุธ บางคนเป็ดาบสั้น บางคนเป็หอก บางคนเป็โซ่เหล็ก ดวงตาใต้แสงฟ้าแลบเต็มไปด้วยความอำมหิตราวกับกำลังล้อมสัตว์ใกล้ตายตัวหนึ่ง
ชายร่างกำยำที่ยืนอยู่หน้าสุดยกเท้าขึ้น แล้วกระทืบลงบนแผ่นหลังของอี้ซินอย่างแรง
ปัก!
อี้ซินสำลักเื กระดูกซี่โครงลั่นดังกร๊อบ ความเจ็บแล่นขึ้นศีรษะทันที
“วิ่งสิ” ชายคนนั้นหัวเราะเย็น “เมื่อครู่เ้ายังวิ่งเก่งไม่ใช่หรือ”
อี้ซินฝืนยันแขนขึ้น แต่ยังไม่ทันได้ลุก ชายอีกคนก็กระชากผมเขาเงยหน้าแล้วฟาดลงกับก้อนหิน
ปึก!
ภาพตรงหน้าพร่าไปชั่วขณะ
“พอได้แล้ว” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินฝ่าสายฝนเข้ามา เสียงของเขาเย็นเฉียบกว่าใคร “ถ้ามันตายก่อนจะคายความลับออกมา พวกเ้ารับผิดชอบหรือ”
เมื่อเขาเดินเข้ามาใกล้ แสงฟ้าแลบก็เผยให้เห็นใบหน้าคมแข็งและหนวดเคราสั้นใต้คาง ดวงตาคู่นั้นเหมือนงูพิษที่กำลังจ้องเหยื่อ
อี้ซินจำเขาได้
หลัวเหวินซาน
หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนของหมู่บ้านข้างเขา คนที่ต่อหน้าผู้อื่นมักแสดงตนว่าซื่อตรงยุติธรรม แต่คืนนี้กลับเป็ผู้ที่นำคนมาไล่ฆ่าเขาเอง
หลัวเหวินซานย่อตัวลง มองหน้าอี้ซินที่ชุ่มไปด้วยโคลนเืด้วยสายตาเหมือนมองเศษขยะ
“ข้าจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย” เขากล่าวช้า ๆ “ของที่ไอ้เฒ่าหานทิ้งไว้ อยู่ที่ใด”
อี้ซินหอบหนัก เืไหลอาบปลายคาง เขาจ้องกลับไปโดยไม่พูด
เพียะ!
ฝ่ามือหยาบตบหน้าจนศีรษะสะบัด
“บอกมา!”
อี้ซินคายเืออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะสั้น ๆ อย่างเ็า “หากข้ามีของดีจริง...คงไม่ปล่อยให้สุนัขอย่างพวกเ้าล้อมถึงเพียงนี้”
ดวงตาของหลัวเหวินซานวาบเย็น เขาพยักหน้าเล็กน้อย ชายด้านข้างจึงดึงมีดสั้นออกมาแล้วจับแขนอี้ซินเหยียดตรง
ฉึก!
คมมีดกรีดจากข้อมือขึ้นไปถึงข้อศอก เืร้อนผสมฝนเย็นชะออกทันที
อี้ซินสะท้านทั้งกาย แต่กลับไม่ส่งเสียงร้อง
“กระดูกแข็งดี” ชายที่ถือมีดแสยะยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะค่อย ๆ แล่เอ็นออกทีละเส้น”
“หยุดก่อน” หลัวเหวินซานหรี่ตา “เ้าคิดว่าทนเงียบแล้วจะรักษาศักดิ์ศรีได้หรือ”
เขาโน้มตัวเข้าใกล้ทีละน้อย เสียงต่ำลงราวกับปีศาจกระซิบ
“หรือเ้ายังฝันอยู่ ว่าสตรีผู้นั้นจะมองเ้าบ้าง”
นิ้วของอี้ซินกระตุกทันที
แววตานั้นแม้เพียงเสี้ยวพริบตา ก็ไม่พ้นสายตาหลัวเหวินซาน เขายิ้มเหี้ยมขึ้นมา
“ดูเหมือนข้าจะพูดถูก” เขากล่าว “ธิดาตระกูลมู่...นางงามสูงศักดิ์เช่นนั้น เคยมีพันธะกับเ้าเมื่อตอนเป็เด็กแล้วอย่างไร สุดท้ายตอนนี้เ้าก็เป็เพียงขยะไร้ชีพจร ต่อให้นางมีเมตตา ก็คงเป็ได้แค่ความเมตตาที่โยนให้สุนัขข้างถนน”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบด้าน
“สวะอย่างมัน ยังคิดจะปีนถึงเมฆงามตระกูลมู่อีกหรือ”
“หึ คนเช่นนาง แค่ปลายนิ้วยังสูงส่งกว่าเืสกปรกของเ้าทั้งตัว”
อี้ซินกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เหนือความเจ็บกายทั้งหมด สิ่งที่กัดกินเขาหนักที่สุดกลับเป็คำพวกนี้
เพราะเขารู้ดี ว่ามันมีส่วนจริง
ยามเด็ก เขาเคยได้พบเด็กหญิงผู้หนึ่งใต้ต้นเหมยหลังหมู่บ้าน นางสวมเสื้อคลุมบางสีฟ้าอ่อน ดวงตาใสสะอาดกว่าลำธารยามต้นฤดูใบไม้ผลิ เด็กหญิงคนนั้นเคยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขา หลังเห็นเขาถูกคนอื่นรังแกจนริมฝีปากแตก
ตอนนั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางคือธิดาตระกูลมู่
เขาจำได้เพียงเสียงอ่อนเย็นนั้น
“หากวันหนึ่งทั้งโลกทอดทิ้งเ้า อย่างน้อยอย่าทอดทิ้งตัวเอง”
เพียงประโยคเดียว แต่กลับติดอยู่ในใจเขามาจนวันนี้
หลังจากนั้น ผู้ใหญ่ก็บอกว่าเขากับนางมีพันธะคู่หมั้นแต่เยาว์วัย
และหลังจากนั้นไม่นาน ชีพจรของเขาก็ถูกพิพากษาว่าพิการ
ทุกอย่างเปลี่ยนไป
สายตาของคนทั้งโลกเปลี่ยนไป
พันธะนั้นเหมือนไม่เคยมีอยู่จริงอีก
ทว่าในคืนที่มืดที่สุด ความทรงจำเพียงเสี้ยวเดียวของเด็กหญิงผู้นั้น กลับยังเป็เหมือนไฟดวงเล็กซึ่งไม่ยอมดับ
“เหม่ออะไรอยู่” ชายถือมีดหัวเราะเหี้ยม ก่อนจะกดคมมีดลึกลงอีก “หรือกำลังนึกถึงคู่หมั้นที่ไม่มีวันได้แตะต้อง”
ฉึก!
แผลเดิมถูกกรีดซ้ำ ความเจ็บร้าวจนมองเห็นดาวพราวไปทั่ว
อี้ซินหายใจหอบ ความคลุ้มคลั่งผุดขึ้นจากก้นบึ้งของอก
ทันใดนั้น เขาก็ถุยเืใส่หน้าคนตรงหน้าเต็มคำ
“เ้า—!”
ชายถือมีดร้องลั่น เผลอชะงักไปเพียงขณะเดียว
แต่ก็พอแล้ว
อี้ซินบิดตัวอย่างสุดแรง กำโคลนกับกรวดหินขึ้นมาซัดเข้าตาอีกฝ่ายพร้อมกัน จากนั้นพุ่งตัวดั่งสัตว์าเ็ กระแทกไหล่ชนเข้าที่เข่าของชายผู้ยืนคร่อมอยู่ด้านขวาจนเสียหลักล้ม ก่อนจะฉวยมีดสั้นจากมืออีกฝ่ายมาได้
ฉัวะ!
ใบมีดลากผ่านลำคอคนหนึ่ง เืพุ่งเป็ฝอยผสมสายฝน
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินคาด
“ฆ่ามัน!”
เสียงะโดังลั่น ชายหลายคนพุ่งเข้ามาพร้อมอาวุธ
อี้ซินไม่ถอย เขารู้ดีว่าไม่มีทางรอดแล้ว
เมื่อไม่มีทางรอด ก็ฆ่าให้คุ้ม
เขาหลบโซ่เหล็กที่หวดผ่านไหล่ไปหวุดหวิด ก่อนฟันกลับเข้าที่ท้องคนด้านซ้าย แต่ดาบสั้นอีกเล่มหนึ่งก็แทงทะลุสีข้างเขาในเวลาเดียวกัน
ปัก!
เือุ่นทะลักออกมา
อี้ซินกัดฟันแน่น ไม่แม้แต่จะถอนหายใจ เขากลับกระชากตัวเข้าใกล้อีกฝ่ายแล้วใช้ศีรษะโขกเข้าหน้าอย่างรุนแรงจนเสียงกระดูกจมูกหักดังชัด
ปัง!
อีกคนเงื้อหอกขึ้น เขาหันกลับไปกัดคออีกฝ่ายเต็มแรงเหมือนสัตว์คลั่ง เืคาวทะลักเข้าปากจนแทบอาเจียน
ภาพทั้งหมดทั้งมวลรุนแรง บ้าคลั่ง สกปรก
ไม่มีท่วงท่าสวยงามของจอมยุทธ์
มีแต่การดิ้นรนของคนซึ่งไม่ยอมถูกฆ่าเหมือนหมูหมา
กระนั้น ต่อให้คลั่งเพียงใด ความต่างด้านจำนวนและเรี่ยวแรงก็ยังมากเกินไป
เพียงไม่กี่อึดใจ อี้ซินก็ถูกทุ่มลงกับพื้นอีกครั้ง ครั้งนี้ดาบหลายเล่มชี้ใส่ลำคอ แขนขาของเขาถูกกดตรึงไว้กับโคลนจนขยับไม่ได้
หลัวเหวินซานเดินเข้ามาช้า ๆ มองศพหนึ่งกับคนาเ็อีกสองคนข้างหลัง ก่อนชักยิ้มเย็น
“สมกับเป็ลูกศิษย์ของไอ้เฒ่าหาน” เขาพูด “สวะใกล้ตายยังทำคนของข้าตายได้หนึ่ง”
เขายกเท้าขึ้น แล้วเหยียบลงบนใบหน้าของอี้ซินเต็มแรง จนแก้มแนบไปกับโคลนและหิน
“แต่น่าเสียดาย สวะก็ยังคงเป็สวะ”
แรงกดนั้นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนฟันของอี้ซินกระทบกันเสียงดัง เืไหลออกจากมุมปากอีกครั้ง
หลัวเหวินซานยื่นมือออกไป คนข้างหลังจึงรีบส่งผ้าผืนหนึ่งให้
ผ้าผืนนั้นเป็ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อน ขอบปักลายเหมยเล็ก ๆ อย่างประณีต แม้จะเปื้อนเืและโคลนไปแล้ว แต่ยังมองเห็นความสะอาดอ่อนโยนที่มันเคยมี
หัวใจของอี้ซินกระตุกแรง
ผืนนี้...
ผืนนี้คือของที่เขาเก็บซ่อนไว้ใต้แผ่นไม้ในห้องมาตลอดหลายปี
“เ้าคิดว่าข้าหาไม่เจอหรือ” หลัวเหวินซานหัวเราะ “ของไร้ค่าเช่นนี้ เ้ายังทะนุถนอมเหมือนสมบัติ”
เขาใช้นิ้วคีบผ้าผืนนั้นแล้วโยนลงไปในแอ่งโคลนตรงหน้าอี้ซิน ก่อนใช้เท้าบดซ้ำช้า ๆ
“เมฆบนฟ้ากับโคลนใต้ตีน ไม่เคยอยู่คู่กันได้”
แววตาของอี้ซินเปลี่ยนไปทันที
มันไม่ได้เป็เพียงความแค้นอีกต่อไป
แต่มันคือความคลุ้มคลั่งเย็นเยียบที่เหมือนน้ำแข็งบางแหลมคมแทงผ่านหัวใจ
เขาไม่รู้ว่ามีแรงมาจากที่ใด ร่างที่ควรถูกกดจนขยับไม่ได้กลับสะบัดขึ้นอย่างฉับพลัน เขาฝืนยกศีรษะขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังถูกเหยียบ แล้วกัดข้อเท้าของหลัวเหวินซานเข้าอย่างแรง
“อ๊าก!”
หลัวเหวินซานร้องลั่น เผลอถอยออกหนึ่งก้าว
อี้ซินฉวยจังหวะนั้นคว้าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แล้วยัดเข้าภายในอกเสื้อขาดวิ่นของตน
“บัดซบ! ฆ่ามันเดี๋ยวนี้!” ชายหลายคนคำรามพร้อมกัน
ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็แลบแปลบ
แสงขาวเงินผ่าลงมาจากกลุ่มเมฆมืด เผยให้เห็นหน้าผาสูงชันด้านหลังซึ่งไม่มีใครกล้าเข้าใกล้มากนัก แม้ในยามปกติ ที่ก้นเหวเบื้องล่างคือความมืดดำไร้ก้นบึ้ง มีหมอกสีเทาดำคละคลุ้ง และมีเสียงคร่ำครวญประหลาดดังลอยขึ้นมาไม่ขาดสาย
โพลงมรณะ
สถานที่ต้องห้ามของเทือกเขาเมฆาร้าง
เล่ากันว่าผู้ใดตกลงไป จะไม่มีวันกลับขึ้นมา
หลัวเหวินซานกุมข้อเท้าตนที่ถูกกัดจนเืออก มองไปยังเหวนั้น แล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย
“ดี” เขาพูดช้า ๆ “ในเมื่อปากแข็งนัก ก็ไปตายในโพลงมรณะเถอะ”
ชายสองคนก้าวเข้ามากระชากอี้ซินขึ้นจากพื้นแล้วลากไปทางหน้าผา
ฝ่าเท้าของเขาขูดกับดินโคลน ทิ้งรอยเืยาวเป็ทาง
“ปล่อย!” เขาคำราม พยายามดิ้นสุดแรง
“ดิ้นไปก็ไร้ประโยชน์”
“ไอ้สวะไร้ชีพจร วันนี้ก็คือวันตายของเ้า!”
“ชาติหน้าค่อยไปฝันถึงคู่หมั้นอีกเถอะ!”
เสียงหัวเราะกระหึ่มไปทั่วป่า
ลมหอบใหญ่จากก้นเหวพัดขึ้นมากระแทกใบหน้า หนาวเย็นราวลมหายใจของศพนับหมื่น อี้ซินถูกลากมาจนถึงขอบหน้าผา เท้าข้างหนึ่งเลยพ้นออกไปในอากาศว่างเปล่าแล้ว
เพียงก้าวเดียว เขาก็จะตกลงไป
ความตายอยู่ใกล้เพียงนั้น
อี้ซินหอบหนัก เืในอกเดือดพล่านจนแทบจะเผาร่างเขาเอง เขาหันกลับไปมองคนเ่าั้ทีละคน เหมือน้าจดจำใบหน้าทั้งหมดเอาไว้ในกระดูก
หลัวเหวินซานเดินมาใกล้ ยิ้มบางอย่างคนมีชัย
“จำไว้” เขากล่าว “โลกนี้ไม่เคยมีที่สำหรับคนอ่อนแอ”
อี้ซินจ้องเขาไม่กะพริบ ดวงตาแดงก่ำด้วยเืและฝน
“จำไว้เช่นกัน...” เขาพูดเสียงแหบแห้ง “คนที่ข้ายังไม่ฆ่า...ข้ายังไม่ยอมตาย”
สิ้นคำ เขากลับกระโจนไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
ทุกคนชะงัก
ไม่มีใครคาดว่าเขาจะเลือกะโเอง
“จับมัน—!”
เสียงะโดังลั่น แต่ช้าเกินไปแล้ว
ร่างของอี้ซินหลุดออกจากขอบผา ตกลงสู่ความมืดดำเบื้องล่างทันที
สายฝนและลมคำรามอยู่เหนือศีรษะอย่างรวดเร็ว เสียงคน้าเลือนหายไปในพริบตา เหลือเพียงความว่างเปล่ากับแรงดึงมหาศาลที่ฉุดเขาลงสู่ก้นเหว
ลมหนาวบาดผิวราวคมมีด
หมอกสีดำเลื่อนผ่านร่างเขาเหมือนเงาิญญา
เสียงคร่ำครวญดังใกล้เข้ามาทีละน้อย จนเหมือนมีคนนับพันกำลังกรีดร้องอยู่ในหูพร้อมกัน
อี้ซินพยายามลืมตา ฝืนมองผ่านความมืด
ไม่มีแสง
ไม่มีพื้น
มีเพียงเหวที่ลึกไร้ที่สิ้นสุด
นี่หรือคือจุดจบ
ความคิดนั้นเพิ่งผุดขึ้นมาในหัว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของความทรงจำอย่างไม่รู้สาเหตุ
“หากวันหนึ่งทั้งโลกทอดทิ้งเ้า อย่างน้อยอย่าทอดทิ้งตัวเอง”
เสียงของเด็กหญิงคนนั้นอ่อนโยนเหลือเกิน
อี้ซินกำผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในอกแน่นอย่างสุดแรง ท่ามกลางการร่วงหล่น เขากัดฟันจนเืไหลอีกครั้ง
ไม่
ต่อให้ตกนรกจริง เขาก็จะคลานกลับขึ้นไปให้ได้
เพราะเขายังมีเื่ต้องทำ
ยังมีคนต้องหา
ยังมีหนี้เืต้องทวงคืน
ทันใดนั้น เงามืดด้านล่างก็เปลี่ยนไป
หมอกดำที่ควรหนาแน่นกลับแหวกออกจากกันราวมีบางสิ่งกำลังดูดมันเข้าไป จากนั้นแสงสลัวสีเงินปนดำก็เผยขึ้นใต้เหว ล้อมรอบด้วยผนังหินแปลกประหลาดที่มีประกายเหมือนเศษดาวฝังอยู่
อี้ซินยังไม่ทันเข้าใจ ร่างก็ทะลุผ่านชั้นหมอกสุดท้ายลงมา
โครม!
แผ่นหลังของเขากระแทกอะไรบางอย่างแข็งเย็นอย่างแรง ความเจ็บะเิไปทั่วร่างจนลมหายใจขาดห้วง แต่เพราะพื้นเบื้องล่างไม่ใช่หินแหลมคม หากเป็ชั้นทรายสีดำคล้ายเถ้าถ่าน เขาจึงไม่แหลกเป็ชิ้นในทันที
อี้ซินนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หอบหายใจเหมือนปลาใกล้ตาย เืไหลออกจากแผลเดิมไม่หยุด
ผ่านไปหลายอึดใจ เขาจึงฝืนลุกขึ้นช้า ๆ
สิ่งแรกที่เข้าสู่สายตา คือความมืดอันกว้างใหญ่ของโพรงใต้พิภพ
สิ่งที่สอง คือซากกระดูกมหึมาซึ่งกองกระจัดกระจายไปทั่ว ขนาดของมันใหญ่กว่าวัวทั้งตัวหลายเท่า บางส่วนมีเขายาว บางส่วนมีกรงเล็บราวคมดาบ บางส่วนยังมีประกายโลหะเย็นเยือกติดอยู่
สิ่งที่สาม คือผนังหินรอบด้านซึ่งไม่ใช่หินธรรมดา
มันเป็สีดำสนิท แต่ภายในกลับมีจุดประกายเล็ก ๆ วาววับเหมือนท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกตรึงเอาไว้ในเนื้อหิน แต่ละประกายกระเพื่อมจาง ๆ ราวกับยังมีชีวิต
และตรงส่วนลึกสุดของโพรงนั้น มีบางสิ่งกำลังลอยอยู่
เป็หยกทรงรีขนาดครึ่งฝ่ามือ สีดำเงิน โปร่งใสราวหยดน้ำแข็ง ภายในมีลายเส้นนับไม่ถ้วนหมุนวนเหมือนกลุ่มดาว และรอบกายมันมีประกายสายฟ้าเล็ก ๆ ปะทุออกมาเป็ครั้งคราว
เมื่อมันปรากฏเข้าสู่สายตา อี้ซินก็รู้สึกได้ทันทีว่าหัวใจของตนเต้นผิดจังหวะ
ไม่ใช่เพราะกลัว
แต่เพราะหยกชิ้นนั้นเหมือนกำลังเรียกหาเขา
“นี่คือ...อะไร...”
เสียงของเขาแหบจนแทบฟังไม่ได้
ไม่มีใครตอบ
มีเพียงความเงียบโบราณที่กดทับทุกอย่าง
อี้ซินก้าวไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวปวดร้าวไปทั้งร่าง แต่ยิ่งเข้าใกล้หยกชิ้นนั้น ความเจ็บกลับยิ่งแปลกออกไป ราวกับมีพลังอุ่นบางอย่างซึมเข้าสู่กระดูกและเืของเขาทีละน้อย
ทว่าในขณะเดียวกัน ความหนาวลึกถึงจิติญญาก็แทรกเข้ามาด้วย
เขาเดินผ่านโครงกระดูกสัตว์ประหลาดขนาดั์ เดินผ่านแท่งหินที่มีรอยสลักโบราณซึ่งมองไม่ออกว่าเป็อักขระของยุคใด แล้วจึงหยุดอยู่ห่างจากหยกนั้นเพียงไม่กี่ก้าว
ทันใดนั้น ประกายภายในหยกก็พลันสว่างวาบ
เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด
ไม่ดังจากฟ้า ไม่ดังจากดิน
แต่ดังตรงกลางิญญาของเขา
“ผู้ถูกทอดทิ้ง...”
อี้ซินชะงักทั้งตัว ดวงตาเบิกกว้าง
“ผู้ไม่ยอมคุกเข่า...”
เสียงนั้นเย็นเก่าแก่จนเหมือนไม่ได้เป็ของมนุษย์
“ผู้มีโลหิตถูกเลือก...”
หยกสีดำเงินสั่นไหวเบา ๆ ก่อนจะลอยเข้ามาหาเขาช้า ๆ
อี้ซินถอยไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่หยกนั้นกลับเร่งความเร็วขึ้นในพริบตา พุ่งเข้าตรงกลางอกเขาราวอสนีบาต
ปึก!
“อ๊ากกกกก—!”
เสียงกรีดร้องดังก้องไปทั่วโพรงใต้พิภพ
อี้ซินทรุดลงกับพื้นทันที ร่างทั้งร่างชักกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ หยกสีดำเงินละลายหายเข้าไปใต้ิับริเวณอก แล้วพลังมหาศาลก็ะเิออกมาจากภายใน
เส้นชีพจรในร่างเขาเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกออกทีละเส้น
ฉีกจริง ๆ
ความเจ็บนั้นเหนือกว่าการถูกฟันแทงทั้งชีวิตรวมกันหลายสิบเท่า เขารู้สึกเหมือนมีเปลวไฟเย็นจัดและสายฟ้าพันเส้นกำลังวิ่งพล่านอยู่ในเื พุ่งชนทุกอวัยวะจนแตกสลาย
“อ๊าก—!”
นิ้วมือของเขาจิกพื้นทรายสีดำจนเป็ร่อง เล็บหลายเล็บฉีกหลุด เือาบเต็มฝ่ามือ
ิัตามแขนเริ่มปริออก เส้นเืดำเก่าที่ฝ่อแห้งอยู่ภายในบวมขึ้นชัด ก่อนจะแตกออกเป็เส้น ๆ เืสีคล้ำเกือบดำไหลทะลักออกมาปนน้ำฝนที่ยังหยดลงมาจากรอยแยก้าโพรง
กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ
กล้ามเนื้อหดเกร็งจนแทบฉีกตัวเองออก
อี้ซินเกร็งจนลูกตาแทบถลน แต่ในห้วงใกล้สติแตกนั้น ภาพหนึ่งกลับผุดขึ้นชัดเจนอย่างประหลาด
ใต้ต้นเหมยหลังหมู่บ้าน
เด็กหญิงในชุดสีฟ้าอ่อนยืนมองเขาอยู่เงียบ ๆ
ลมพัดชายแขนเสื้อของนางพลิ้วเบา
ดวงตาคู่นั้นสงบนิ่ง ทว่านุ่มนวลเกินกว่าจะลืมได้
“อย่าทอดทิ้งตัวเอง”
คำพูดเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
อี้ซินกัดฟันแน่น เืไหลเข้าปากจนแทบสำลัก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังยื้อชีวิตหรือยื้อสติ ทว่ากลับใช้คำพูดนั้นยึดตัวเองเอาไว้ราวคนจมน้ำกอดท่อนไม้ผุ
“ข้า...ยัง...ไม่ตาย...”
เขาพึมพำทีละคำ
พลังในร่างยิ่งคลุ้มคลั่ง
รากชีพจรเก่าที่เคยถูกตัดสินว่าพิการกำลังแตกสลายทั้งหมดก่อนจะถูกสร้างใหม่จากความว่างเปล่า ลำพังแค่ทนให้ผ่านไปหนึ่งลมหายใจก็ยากยิ่งกว่าแบกูเาทั้งลูกไว้บนหลัง
แต่เขากลับยังไม่ปล่อยมือ
อี้ซินคำรามออกมาอีกครั้ง เสียงนั้นเต็มไปด้วยเื ความเจ็บ และความดื้อดึงที่แทบเป็บ้า
“ข้า...จะกลับไป...!”
เหมือนตอบรับเสียงของเขา พื้นโพรงทั้งผืนพลันส่องแสงขึ้น อักขระดารานับไม่ถ้วนบนผนังหินเปล่งประกายทีละเส้น ไหลรวมเข้าหาร่างเขา สายฟ้าสีเงินดำปะทุออกจากอก แผ่ไปทั่วร่างในชั่วพริบตา
แล้วทันใดนั้น ทุกอย่างก็เงียบลง
เงียบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจแ่เบาของตนเอง
อี้ซินนอนนิ่งอยู่บนพื้น เืเก่า เืใหม่ และคราบสกปรกเกาะเต็มตัว ราวกับเพิ่งคลานออกมาจากกองศพ
เขาไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร
บางทีอาจเป็เพียงชั่วครู่
บางทีอาจเป็ทั้งคืน
เมื่อเขาฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือความเจ็บยังอยู่ แต่ไม่เหมือนเดิม
มันไม่ใช่ความเจ็บของร่างที่กำลังพัง
แต่มันคือความเจ็บของร่างที่ถูกตีขึ้นใหม่
อี้ซินค่อย ๆ ยกมือขึ้นมอง นิ้วมือที่เคยผอมแห้งสั่นระริกเพราะอ่อนแรง บัดนี้กลับแน่นกระชับกว่าเดิม ิัยังเปื้อนเื แต่ใต้ชั้นเืนั้น เขารับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
เขากำมือช้า ๆ
กล้ามเนื้อทั่วแขนเกร็งตัวอย่างเป็ธรรมชาติ
ไม่อ่อนแอ
ไม่รั่วไหล
ไม่เหมือนร่างพิการที่เคยอยู่กับเขามาสิบหกปีแม้แต่น้อย
อี้ซินยันกายลุกขึ้นนั่ง หอบหนัก แล้วมองลงที่อกของตน ตรงบริเวณหัวใจมีรอยแสงจาง ๆ รูปดาราเก้าปลายประทับอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายเข้าไปใต้ิั
แต่สิ่งที่ทำให้เขาชะงักจริง ๆ ไม่ใช่รอยนั้น
หากเป็เสียงเต้นแ่เบาอีกจังหวะหนึ่งซึ่งดังขึ้นจากส่วนลึกของร่างกาย
ตึก...ตึก...
ไม่ใช่หัวใจของเขา
ราวกับมีบางสิ่งที่ยังไม่ตื่นดีนัก กำลังหลับใหลอยู่ในความมืดภายในอก
อี้ซินนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าเสียงนั้นก็เงียบไปอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นเลย
เขาไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร
แต่ในเวลาเดียวกัน เขาก็ไม่กลัว
เพราะนับจากวินาทีที่ถูกผลักลงเหว เขาได้ข้ามเส้นบางอย่างไปแล้ว
เด็กหนุ่มผู้ไร้ชีพจรที่ถูกคนทั้งโลกเหยียบย่ำ
ได้ตายลงในคืนฝนนี้
ผู้ที่ลืมตาขึ้นมาแทน คือใครอีกคนซึ่งแม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะน่ากลัวเพียงใด
อี้ซินค่อย ๆ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าอ่อนจากอกเสื้อออกมา มันยับย่น เปื้อนเื และชื้นเย็นจากฝน แต่ยังไม่ขาด
เขาจ้องลายเหมยเล็ก ๆ ตรงมุมผ้าครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันกลับเข้าที่เดิม
จากนั้น เขาก็เงยหน้ามองขึ้นไปยังโพรงมืดสูงลิบเหนือศีรษะ
สายฝนยังตกอยู่ไกลลิบเบื้องบน ราวกับเป็โลกอีกใบ
ดวงตาของเขาเย็นลงทีละน้อย จนในที่สุดก็สงบนิ่งอย่างประหลาด
“พวกเ้าพูดไม่ผิด” เขาพึมพำเสียงเบา ราวกล่าวกับความมืดทั้งโพรง “โลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนอ่อนแอ”
ลมหอบหนึ่งพัดผ่าน โครงกระดูกั์รอบด้านสั่นครางราวิญญาตอบรับ
อี้ซินค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
แม้ร่างกายยังเต็มไปด้วยาแ แม้ความมืดเบื้องหน้ายังลึกไร้ก้นบึ้ง แต่แววตาของเขากลับไม่เหลือความสิ้นหวังอีกแล้ว
เหลือเพียงความมุ่งมั่นเย็นเยียบ กับความอาฆาตที่กำลังค่อย ๆ ฝังลึกลงในกระดูก
“ดังนั้น...ข้าจะไม่อ่อนแออีก”
เขากล่าวทีละคำ
“คนที่ไล่ล่าข้า คนที่ทำร้ายอาจารย์ คนที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีข้า...”
เสียงของเขาเบาจนแทบกลืนไปกับความมืด แต่กลับหนักแน่นยิ่งกว่าสัจจะใด
“ไม่ว่าพวกเ้าจะหนีไปถึงที่ใด”
“ข้าจะกลับขึ้นไปหา”
“แล้วลากพวกเ้าลงนรก...ทีละคน”
เสียงสุดท้ายจบลง ทั่วโพรงใต้พิภพก็เงียบงัน
ทว่าลึกเข้าไปในเงามืดหลังโครงกระดูกั์ กลับมีประกายบางอย่างสั่นไหววาบหนึ่ง คล้ายดวงตาโบราณที่เพิ่งลืมขึ้นมามองเขาเป็ครั้งแรก
และในอกของอี้ซิน
เสียงเต้นอีกจังหวะหนึ่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย
ตึก...
ตึก...
ตึ้ก
ตึ้ก