นางเดินจนเกือบทั่วสำนักัฟ้า หลบหลีกเวรยามเรียกได้ว่าสำรวจจนทั่ว เบื้องหน้ายามนี้คือสวนไม้ดอกไม้ประดับที่มีสระบัวที่ไม่กว้างนักลึกเข้าไปมองเห็นเป็เรือนที่พักอาศัย ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าไปนั้นนางก็รู้สึกได้ว่ามีคนอยู่
"หนุ่มน้อยเ้ามาหาใคร" เสียงชายชราดังจากด้านหลัง เมื่อหันกลับไปพบว่าเป็ผู้เฒ่าท่านที่นางรักษาให้นั่นเองที่ก้าวออกมาจากโต๊ะหินข้างต้นไม้ใหญ่เพราะมีพุ่มไม้หลายพุ่มบดบังสายตา เมื่อครู่นางจึงมองไม่เห็นคน
“สวัสดีท่านผู้เฒ่า ท่านสีหน้าดีขึ้นมากทั้งยังลุกจากเตียงออกมาเดินได้เช่นนี้ โอสถที่ส่งมานับว่ามิเสียของจริงๆ” ต้นประโยคพูดกับอีกฝ่ายท้ายประโยคนางพูดกับตัวเอง
“อ่อ ที่แท้โอสถนั้นเป็เ้านำมาส่ง ขอบคุณมาก ขอบคุณ”
“มิเป็ไรขอรับ ข้าค้าขายโอสถของข้าก็ได้รับค่าตอบแทนมาแล้ว ย่อมต้องดูแลให้สุขภาพท่านดีขึ้น หากว่าสะดวกข้าขอจับชีพจรได้หรือไม่ขอรับ”
“ได้ๆ”
ชายชราหันหลังกลับค่อยๆเดินนำไป เมื่อถึงโต๊ะหินก็นั่งรอนางเดินเข้าไปนั่งลงด้านข้างจึงยื่นมือออกมา รอบข้อมือมีเพียงิัเหี่ยวย่น ลำแขนล้วนผอมแห้ง เขามองเด็กหนุ่มเบื้องหน้าที่ตั้งใจตรวจนับชีพจร
“เ้าหนุ่ม นี่ พวกเราเคยพบกันหรือ”
“ท่านผู้เฒ่าจำข้ามิได้ ก็ไม่แปลกหรอกขอรับ”
“นั่นสินะ หลายปีมานี้ข้าจดจำสิ่งต่างๆ ไม่ค่อยได้ หลงๆลืมๆ แก่แล้วก็มักเป็เช่นนี้แหล่ะ”
“อาการท่านดีขึ้น นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าได้ตรวจอาการของท่านที่ผ่านมาได้รับคำบอกกล่าวเพียงเท่านั้น มิทราบว่าหลายปีก่อนที่จะมีอาการท่านเคยได้รับพิษใช่หรือไม่ขอรับ ทั้งยังได้รับขณะที่ร่างกายได้รับาเ็จากการต่อสู้ อาการป่วยของท่านแม้ทำการรักษาแต่ก็มิอาจขับพิษออกไปได้ทั้งหมดจึงทำให้ท่านอาการทรุดหนักลง วรยุทธ์ที่เคยมีก็ทดถอยลงถูกต้องหรือไม่ขอรับ”
“เ้า วิเคราะห์ได้ถูกต้องดังตาเห็นจริงๆ ข้าพอจะมีทางรักษาให้วรยุทธ์กลับฟื้นคืนมาได้หรือไม่ เ้าดูสิข้ามีอายุเพียงห้าสิบเก้าแต่เ้าดูข้ายามนี้มองคล้ายตาแก่อายุสักแปดสิบ ทุกครั้งที่ข้ามองเห็นใบหน้าตนเองข้าเ็ปใจยิ่งนัก”
“ท่านผู้เฒ่า ”
“เรียกอะไรเช่นนั้น เ้าเรียกข้าว่าลุงมู่หลงดีกว่านะ”
“ได้ ท่านลุงมู่หลง ครั้งนี้ข้านำโอสถมาด้วย จากนี้ไปท่านต้องทานมันตามกำหนดเวลาที่ข้าเขียนไว้” นางวางกล่องไม้ลงบนโต๊ะ
“โอสถนี้เพียงพอให้ท่านใช้ได้หนึ่งปี” เชิญท่านพักผ่อนต่อ ข้ามีธุระต้องขอตัวก่อน ชายชรา(แต่ภายนอก)มองเด็กหนุ่มที่เดินจาก ส่วนเขานั่งดื่มชารอเสี่ยวฉีมาพากลับไปห้องเช่นเคย
มาเยี่ยมเยียนสำนักัฟ้าครานี้นางมิได้เสียเวลาเปล่าโดยแท้ ช่างหน้าเสียดายแทนเ้าสำนักรูปงามที่มิอยู่ในยามที่นางมาอีกทั้งลูกศิษย์ในสำนักก็มีฝีมือย่ำแย่เสียจริง นางเดินเล่นผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วยังตามหานางมิเจอ ดูท่าคงกำลังรักษาอาการคนเ่าั้เป็แน่ ยังดีที่ใช้ผงโอสถที่เป็พิษไม่มาก
“เ้าหนุ่มนั่น เป็มันที่ทำร้ายพวกข้า” นางกลับลงมาถึงจุดที่บรรดาศิษย์สำนักนี้ได้รับพิษ ยังมีคนกล้าชี้มือให้ร้ายนางอีก นางมองจ้องกลับไปที่ชายหนุ่มคนนั้น
“พิษนั่นยังทรมานไม่พอใช่หรือไม่ หรืออยากได้พิษอย่างอื่นเพิ่ม หึ!”
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิกลั่ก พิษ เด็กหนุ่มเบื้องหน้าใช้พิษมิน่าถึงได้เ็ปทรมานกันอยู่เบื้องหน้า บางคนถึงกับถอยหลังทั้งยังยกมือขึ้นโบกแสดงอาการว่าไม่้า เ้าพวกที่โดนแล้วเงียบเสียงลงทันที
“เ้าทำร้ายศิษย์สำนักเราเพื่อสิ่งใด”
เป็ชายมีอายุราวสี่สิบเดินหน้าออกมาถาม เขานำคนในสำนักลงมาตามสัญญาณขอความช่วยเหลือพบเพียงเหล่าศิษย์ที่ทำหน้าที่เฝ้าทางเข้าสำนักนอนร้องโอดโอยทั้งยังสอบถามได้เพียงว่ามีคนเข้ามาหาเื่ โดนทำร้าย คนขึ้นเขาไปที่สำนักแล้ว เมื่อเตรียมจะพาคนกลับขึ้นไปก็เห็นเด็กหนุ่มเดินลงมาอย่างสบายๆ
“ข้า บอกแล้วว่า เอาโอสถมาส่ง เป็พวกเขามิรู้ดีชั่วเอง ข้าส่งเรียบร้อยแล้ว ข้าไปล่ะ” ห่างไปไม่ไกล เยว๋หว่านกำลังวิ่งเยาะๆ มาหานาง
“ไปถึงไหนมา พวกเรากลับกันเถอะ คนพวกนี้น่ารำคาญ” นางปรายตามองมิมีผู้ใดเข้ามากขัดขวางในครานี้
“ฝากบอกเ้าสำนักด้วย ข้าจะเดินทางไกลไว้โอกาสหน้าค่อยพบกันใหม่”
ทั้งหมดเงียบไปชั่วอึดใจ ซวยแน่แล้ว เ้าเด็กหนุ่มนั่นรู้จักเ้าสำนัก คนในที่นี้ทั้งหมดคงไม่พ้นถูกลงโทษกันหมดแน่ โดยเฉพาะคนที่โดนพิษยามนี้สิ้นเรียวแรงนอนแผ่ลงไปกลับพื้นใครใช้ให้พวกเขาไม่มีตามองให้ดีกันเล่า
จวนแม่ทัพเฉิน เมื่อนางกลับเข้ามาถึงก็ปิดห้องห้ามใครเข้าไปรบกวน บนโต๊ะมีกระดาษและพู่กันในมือ ค่อยๆร่างเส้นโครงจนเวลาผ่านไปสองเค่อภาพที่ปรากฏออกมา คือแผนที่ในสำนักัทุกจุดที่นางเดินผ่านล้วนถ่ายทอดออกมาไว้ทั้งสิ้น นางหันมาจิบชาที่โต๊ะริมหน้าต่างรอจนหมึกแห้งสนิทม้วนเก็บไว้ในหีบลั่นกุญแจปิดมิให้ใครได้เห็น
วันที่เจ็ดหลังรับพระราชโองการ ทหารตั้งแถวเตรียมออกเดินทางอ๋องสามเป็ผู้แทนพระองค์มาส่งทหารที่ประตูเมือง รน
“ถึงกลับนำบุตรีไปด้วย เฉินอวี้อันเ้าเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
อ๋องสามเปรยออกมาเมื่อเห็นว่าท้ายขบวนทหารที่เคลื่อนออกจากกำแพงเมือง มีขบวนรถม้าและเกวียนเกือบยี่สิบคันเคลื่อนตามหลังไปด้วย
ในชายป่า ห่างจากประตูเมืองมาได้ยี่สิบลี้ เฉินิเยว่ที่เตรียมตัวอยู่ก็ออกจากรถม้าเปลี่ยนมาขี่เยว๋หว่านแทน บ่าวรับใช้และสาวใช้ในขบวนของตระกูลเฉินที่ติดตามมาล้วนไม่มีใครแปลกใจต่างรู้กันดีว่าคุณหนูใหญ่ของจวนขี่ม้าเก่งอีกยี่สิบลี้ถัดมาเมื่อขบวนหยุดพักม้า ทหารวางกำลัง ที่ต้องหาฟืนก็ไปหาฟืน ที่ต้องหาน้ำก็ไปหาน้ำ ที่มีหน้าที่หุงหาอาหารก็เตรียมจุดไฟ ส่วนคนของจวนมีการแบ่งสรรหน้าที่กันั้แ่ก่อนออกเดินทางจึงต่างคนต่างทำหน้าที่มิมีความวุ่นวาย
“ท่านพ่อ ข้าจะแยกออกไปแล้วนะเ้าคะ”
“เ้าแน่ใจนะว่าจะมิต้องให้ทหารหรือองค์รักษ์ติดตามไปด้วย”
“ไม่ต้องเ้าค่ะ ระหว่างทางท่านดูแลตัวเองด้วยนะเ้าคะ ข้ามีหลายเื่ต้องจัดการให้เรียบร้อย หลังจากนี้อีกหนึ่งเดือนข้าจะไปรอพบท่านที่ประตูด่านเหนือ แล้วเราเข้าเมืองพร้อมกันนะเ้าคะ”
“รักษาตัวด้วยเยว่เอ๋อร์”
“ข้าไปก่อนนะเ้าคะท่านพ่อ”
เวลาหนึ่งเดือนนี้ นางต้องเดินทางตามแผนที่วางไว้ ที่แรกที่นางต้องไปคือกลับไปกระท่อมของท่านพ่อท่านแม่ หากมิกลับไปครานี้มิรู้ว่าอีกเมื่อใดจะได้ไปเคารพหลุมศพของพวกท่าน นางยังต้องกลับไปนำของบางสิ่งจากที่นั่นด้วย
“เยว๋หว่าน พวกเรากลับไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเถอะ”
เหมือนมันจะรับรู้ได้จึงร้องฮี้ขึ้นยาวๆ แล้วเริ่มวิ่งเร็วขึ้นจนเต็มฝีเท้าราวกับรีบเร่งกลับบ้าน นางคิดว่ามันคงคิดถึงหุบเขาและผืนป่าเขาที่มันเคยเติบโตมาเช่นเดียวกันกับนาง สองปีกว่าแล้วที่นางมิได้กลับไปหุบเขาสยาอวิ๋น ท่านพ่อท่านแม่ข้ากลับมาแล้วใจนางโบยบินกลับไปก่อนที่จะถึงเขตหุบเขาเสียอีก นางมองไปรอบๆ ต้นไม้ใบหญ้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงเขตแดนของท่านแม่ยังคงมิมีผู้เสี่ยงอันตรายเข้าไปแม้ว่าท่านจะสิ้นไปแล้วก็ตาม เยว๋หว่านพานางลัดเลาะเดินไปตามใจมัน มันเดินไปหาลำธารข้างน้ำตก เดินไปหาทุ่งผักหวานของชอบเล็มนิดหน่อยแล้วก็มุ่งหน้าไปที่หน้าผา นางมองเห็นต้นไม้ใหญ่ เนินดินและพุ่มดอกไม้ ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านสบายดีไหม ข้ากลับมาเยี่ยมพวกท่านแล้ว”
“สองปีกว่าที่ข้าอยู่เมืองหลวงที่ท่านแม่ทัพรับข้าเป็บุตรบุญธรรม ข้าปักปิ่นแล้วนะเ้าคะปิ่นนี่ท่านพ่อเตรียมให้ข้าสวยใช่ไหมเ้าคะ จากวันนี้ไปพวกข้าต้องเดินทางไปอยู่ที่ชายแดนคงจะอีกนานกว่าจะได้กลับมาเยี่ยมท่านได้อีก ท่านแม่ข้ามานำของเ่าั้ไปแล้วนะเ้าคะ มิต้องกังวลใจข้ารู้ตัวดี ข้าจะต้องปลอดภัย ท่านพ่อบันทึกของท่านข้าก็จะนำไปดูต่างหน้าท่านนะเ้าคะ ท่านมิต้องน้อยใจข้ารักพวกท่านที่สุด” นางก้มลงคำนับด้วยความเคารพ
นางไม่ขี่เยว๋หว่าน แต่จูงมันค่อยๆลงจากหน้าผา กลับมาถึงที่กระท่อม ผลักแผงกั้นไม้ไผ่เข้าไป เดินจนถึงตัวเรือนค่อยๆลูบไปบนเสา บานประตู เปิดแล้วเดินเข้าไปช้าๆ นางเลือกที่จะเดินไปห้องนอนของท่านพ่อท่านแม่ก่อน เมื่อเข้าไปถึงตู้ไม้ที่สูงกว่านางเล็กน้อยค่อยๆเปิดมันออก เอื้อมมือเข้าไปลูบไปตามคานด้านหลัง ดันเบาๆก็มีลิ้นชักค่อยๆเลื่อนออกมา นี่เป็ความลับที่ท่านแม่บอกเล่าผ่านนิทานก่อนนอนยามที่นางยังเล็กก่อนที่นางจะอายุได้หกขวบหลังจากนั้นก็มิเคยได้ฟังอีก ในนั้นมีกล่องไม้ขนาดกว้างเพียงหนึ่งฉื่อห้าชุ่นยาวสองฉื่อ นางค่อยๆยกออกมาสิ่งของที่อยู่ด้านในนางเคยเห็นแล้วจึงมิได้เปิดออกมาดู แค่ยกขึ้นมานางก็รู้ว่าของด้านในยังอยู่ครบ
“ท่านแม่ข้ารู้ท่านอยากให้ข้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุข พวกท่านรักข้าที่สุดสั่งสอนข้าทุกอย่างหวังเพียงข้าดูแลตนเองได้อย่างปลอดภัย ข้าเข้าใจทุกอย่าง”
นางค่อยๆปิดประตู แล้วกลับไปยังห้องนอนของนาง นางอยู่ที่กระท่อมไม้บ้านของนางกับท่านพ่อท่านแม่เป็เวลาสามวัน ่เวลานี้นางพาเยว๋หว่านตระเวนไปรอบๆ หุบเขาแล้วก็กลับมานอนพักที่กระท่อมทุกวัน
“พรุ่งนี้เราต้องไปกันแล้วนะ เยว๋หว่าน”
นางบอกมันก่อนที่จะเดินเข้าไปพักผ่อนในบ้านเป็คืนสุดท้ายก่อนจะออกเดินทางต่อไป