ทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 35 โง่ความรู้ทางการแพทย์

             

            หลินกู๋หยู่มองเนื้อหาในหนังสือปราดหนึ่ง

            ทั้งหมดเป็นอักขระตัวเต็ม ถัดจากบทความยังมีเขียนความคิดเห็นกำกับไว้ด้วยตัวอักษรตัวเต็มยึกยักเป็นจำนวนมาก"ข้า..."

            "ถ้าเจ้าชอบอ่านหนังสือเจ้าสามารถเอาหนังสือของข้าไปอ่านได้" ฉือเย่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยพูดอย่างระมัดระวังเขาไม่กล้าแม้แต่จะมองไปที่หลินกู๋หยู่แม้แต่นิด

            "ขอบคุณ"

            เมื่อหลินกู๋หยู่ออกมาจากห้องของฉือเย่นางขมวดคิ้วเล็กน้อย

            ทำไมเขาถึงเอาหนังสือให้นางอ่านละ?

            อาจจะเป็นการขอบคุณนางที่ช่วยชีวิตเขากระมัง?

            หลินกู๋หยู่เดินไปที่ประตูลานบ้านของฉือหางนางเดินเข้าไปพลางมองหนังสือในมือไปพลาง

            หลินกู๋หยู่สามารถเดาความหมายของอักขระเหล่านี้บางส่วนได้แต่หากแยกอักขระออกมาเดี่ยวๆ นางอาจจะไม่รู้จักอักขระเหล่านั้น

            ก็ดีเหมือนกันนางจะได้ใช้โอกาสนี้ในการเรียนรู้ตัวอักษรในยุคนี้อย่างตั้งใจสักตั้งตัวอักษรในยุคนี้ไม่มีตัวอักษรแบบย่อ มีแต่อักษรตัวเต็มเท่านั้น

            เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องหลินกู๋หยู่ก็ปิดหนังสือในมือ หันศีรษะมองไปทางซ้ายของห้องตามความเคยชิน

            ฉือหางนอนบนเตียงเงียบๆราวกับว่าเขาผล็อยหลับไปแล้ว

            หลินกู๋หยู่เดินเข้าไปในห้องอย่างเบามือเบาเท้าวางหนังสือไว้บนกล่องไม้ข้างๆ แล้วนั่งข้างเตียง

            วางมือบนหน้าผากของฉือหางอย่างระมัดระวัง

            ดีกว่าเดิมมาก ไม่ร้อนแล้ว

            ชายหนุ่มที่เดิมนั้นกำลังหลับอยู่บนเตียงค่อยๆลืมตาขึ้นจ้องมองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างแน่วแน่

            “ตื่นแล้วหรือ?” หลินกู๋หยู่เม้มริมฝีปากเบาๆ “ไม่สบายตัวตรงไหนหรือไม่?”

            "ไม่มีนี่"ฉือหางหรี่ตาลง ใบหน้าด้านข้างดูสิ้นหวังและน่าสงสารมาก

            หลินกู๋หยู่ลุกขึ้นอย่างช้าๆเดินตรงไปที่เตา เริ่มเตรียมทำอาหารกลางวัน

            ระหว่างรออาหารพร้อมกินหลินกู๋หยู่ก็เรียกฉือหางให้ลุกขึ้นมาทานอาหารด้วยกัน

            ฉือหางล้างมือก่อนจะมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามหลินกู๋หยู่จับตะเกียบบนชามอย่างอ่อนแรง หลุบสายตากินอย่างเงียบๆ ด้วยสายตาที่เศร้าหมอง

            เมื่อเห็นท่าทีที่ผิดปกติของฉือหางหลินกู๋หยู่รู้สึกว่าท่าทีของเขาดูแปลกไปจากเดิม นางรู้สึกประหลาดใจแต่อย่างไรก็ตามนางไม่ได้พูดอะไร

            ระหว่างทานอาหาร ทั้งสองคนไม่มีใครเปิดปากชวนคุย

            หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วฉือหางก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มเก็บชามตะเกียบ

            "ให้ข้าทำเถอะ"หลินกู๋หยู่หยิบตะเกียบจากมือของฉือหาง หยิบชามบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินออกไปข้างนอก

            ฉือหางเดินไปด้านนอกอย่างเอื่อยๆเขายืนอยู่ที่ประตู มองไปที่ด้านหลังของหลินกู๋หยู่อย่างเศร้าสร้อย

            เมื่อหลินกู๋หยู่กำลังจะล้างตะเกียบและชามเสร็จเขาก็หันกลับมาและเดินไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว

            ฉือหางเดินผ่านกล่องไม้เขาเห็นหนังสือหนึ่งเล่มบนกล่องจึงหยิบมันขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

            หนังสือ

            ในบ้านนี้มีน้องสี่คนเดียวเท่านั้นที่มีหนังสือน้องสี่เก็บรักษาและทะนุถนอมหนังสือดีมากมาโดยตลอดกู๋หยู่นำสิ่งนี้กลับมาได้อย่างไร ถ้าเกิดท่านแม่รู้ขึ้นมาท่านแม่จะต้องโกรธเกรี้ยวอย่างแน่นอน

            เมื่อเห็นหลินกู๋หยู่เดินเข้ามาฉือหางก็วางหนังสือในมือลงบนกล่องไม้ แล้วพูดอย่างวิตกกังวลว่า"หนังสือเล่มนี้เป็นของน้องสี่หรือไม่?"

            หลินกู๋หยู่เช็ดมือบนกระเป๋าเสื้อคลี่ยิ้มและหยิบหนังสือบนกล่องไม้ขึ้นมา แล้วพูดเบาๆ ว่า "ใช่เขาบอกให้ข้าอ่าน"

            “เจ้าอ่านอักขระในหนังสือเล่มนี้เข้าใจด้วยหรือ?” ฉือหางมองไปที่หลินกู๋หยู่ด้วยความประหลาดใจ และเอ่ยถามด้วยความไม่เชื่อ

            หลินกู๋หยู่พยักหน้าพลิกหนังสืออ่านอย่างสบายๆ ขณะพูดว่า "ก็เกือบจะเข้าใจทั้งหมดกระมัง!"

            ฉือหางคิดเสมอว่าหลินกู๋หยู่สามารถเข้าใจอักขระอย่างง่ายเพียงบางตัวเท่านั้นแต่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า กู๋หยู่จะเข้าใจสิ่งที่ยากเช่นนี้ได้

            "นี่คือหนังสือบันทึกการท่องเที่ยวหนังสือเล่มนี้เป็นการแนะนำการเดินทาง" หลินกู๋หยู่นั่งบนเก้าอี้ข้างๆ พลางเปิดหนังสือหน้าแรก"ข้าก็ไม่รู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร แต่ถ้ามีโอกาส ข้าอยากจะไปดูมันด้วยตาของตัวเอง"

            โลกภายนอก

            สถานที่ที่ไกลที่สุดที่ฉือหางเคยไปก็คือในเมือง

            บ้านในเมืองนั้นใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่นี่และน่าอยู่กว่ามากผู้คนที่นั่นต่างก็แต่งตัวสวยสดงดงามด้วยเสื้อผ้าทุกเฉดสี

            “เจ้าอยากออกไปดูข้างนอกหรือ?” ฉือหางเอ่ยถามเสียงเบา ดวงตาของเขาไม่แสดงความรู้สึก

            "ใช่แล้ว"หลินกู๋หยู่ตอบอย่างเหม่อลอย ในขณะที่มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่เนื้อความในหนังสือ"เมื่อก่อนด้วยสาเหตุที่ข้าไม่มีเงิน ข้าจึงไม่สามารถออกไปได้ พอข้ามาที่นี่ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีโอกาสได้ออกไปดูโลกภายนอกบ้าง"

            มือของฉือหางอดไม่ได้ที่จะจับผ้าห่มที่อยู่ใต้ร่างของเขาแน่นเขาไม่พูด เพียงแค่ขยับตัวลงนอนเงียบๆ บนเตียง

            ยิ่งเขาเข้าใจความคิดของหลินกู๋หยู่มากเท่าไรเขาก็ยิ่งไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น

            ความแตกต่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนั้นมากเกินไปแล้ว

            สตรีเช่นหลินกู๋หยู่หากพูดด้วยศัพท์ของผู้รู้ นางดูเหมือนจะเป็นสตรีที่รู้หนังสือและพร้อมด้วยกิริยามารยาทละเมียดละไม

            ในขณะที่เขานั้นเป็นเพียงคนป่าเถื่อนที่วิ่งวนไปรอบๆภูเขาด้วยคันธนูและลูกธนู เพียงเพื่อล่าเหยื่อและขายมันทุกวันก็เท่านั้น

            ในที่สุดวันนี้นางก็มีเวลาว่างแล้วหลินกู๋หยู่อ่านเนื้อความในหนังสืออย่างถี่ถ้วนด้วยความตั้งใจ

            สำหรับหลินกู๋หยู่แล้วเนื้อความในหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่บรรจงรจนาเขียนเรียงร้อยได้อย่างสวยงาม ทั้งยังไม่มีประโยคขาดตอนอีกด้วย

            อ่านแล้วเหมือนต้องใช้พลังงานอย่างมากในการทำความเข้าใจ

            แต่เวลานี้ดูเหมือนนางจะมีกิจกรรมสำหรับฆ่าเวลาแล้วหลินกู๋หยู่อ่านอย่างช้าๆ

            ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วทันใดนั้นเองหลินกู๋หยู่ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายแว่วดังมาจากข้างนอกจากนั้นก็เห็นหวังเสี่ยวเชี่ยนวิ่งตรงเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

            “พี่สะใภ้สามพี่ลุกขึ้นเร็วเข้า!” หวังเสี่ยวเชี่ยนคว้าแขนของหลินกู๋หยู่อย่างตื่นเต้นต้องการดึงหลินกู๋หยู่ออกไปด้านนอก

            ฉือหางนั่งอยู่ข้างเตียงเมื่อดูการเคลื่อนไหวของหวังเสี่ยวเชี่ยน เขาก็เอ่ยถามอย่างลังเลว่า"เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

            “พี่ชายสามพี่ก็มาดูด้วยสิ เร็วเข้า!” ใบหน้าของหวังเสี่ยวเชี่ยนไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นไว้ได้และริมฝีปากของนางก็โค้งงออย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น “ออกมาดูแล้วพวกพี่ก็จะรู้เอง!”

            หลินกู๋หยู่ปิดหนังสือในมือลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าบนร่างกายอย่างดีก่อน "เกิดอะไรขึ้นหรือ?"

            “ข้าจะไม่บอกพวกพี่หรอก!”หวังเสี่ยวเชี่ยนพูดอย่างซุกซน

            ฉือหางลุกขึ้นและเดินไปที่ด้านข้างของหลินกู๋หยู่จากนั้นเอ่ยพูดว่า "พวกเราออกไปดูกันเถอะ"

            เมื่อฉือหางและหลินกู๋หยู่เดินออกมาข้างนอกพวกเขาก็เห็นคนมากมายมายืนรออยู่ที่ประตู

            เพราะผู้ป่วยเหล่านั้นรักษาไม่หายหรือไม่? เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ สีหน้าของหลินกู๋หยู่ก็เหยเก นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อย

            เมื่อชาวบ้านเหล่านั้นเห็นหลินกู๋หยู่เดินออกมากลับไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรออกมา

            ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดคือลู่จื่อยู่ ส่วนรถม้าของเขาก็จอดอยู่ไม่ไกลนัก

            “เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?” หลินกู๋หยู่เอ่ยถามด้วยท่าทางงุนงง “หมู่บ้านของพวกเราถูกปิดตายแล้วไม่ใช่หรือ?”

            "ข้ามาที่นี่เพื่อรักษาคน"ลู่จื่อยู่เหลือบมองไปที่เด็กที่เป็นคนงานจ่ายยาข้างๆเด็กคนนั้นเดินมุ่งหน้าไปที่รถม้า

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและพูดด้วยใบหน้าเย็น"เจ้าเข้ามาในหมู่บ้านนี้ทำไม? เจ้าไม่รู้หรือว่าที่นี่เป็นเขตอันตราย?"

            “อันตรายเหล่านี้ถูกกำจัดไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ?” ลู่จื่อยู่เฝ้าดูเด็กชายคนนั้นขนย้ายกล่องออกจากรถม้า เขาโบกมือเพื่อบอกเป็นนัยให้เด็กชายคนนั้นเปิดกล่อง“สิ่งที่อยู่ในกล่องเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ข้าเตรียมไว้ให้พวกเจ้า”

            สิ่งที่อยู่ในกล่องไม้นั้นเต็มไปด้วยยาสมุนไพร

            หลินกู๋หยู่มองไปที่สิ่งเหล่านั้นพลางถอนหายใจอย่างจนปัญญา"ไข้ทรพิษ… เจ้านี่ก็จริงๆ เลย ตกลงเจ้ามาที่นี่ทำไมหรือ?"

            "ข้าได้ยินมาว่าไข้ทรพิษมีทางรักษาให้หายแล้วข้ามาที่นี่เพื่อเรียนวิชาแพทย์โดยเฉพาะ"สายตาของลู่จื่อยู่มองไปที่หลินกู๋หยู่อย่างอ่อนโยน"ข้าอยากรู้อย่างมากว่าเจ้ารักษาให้หายได้อย่างไร?"

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วอย่างจนปัญญาต่อลู่จื่อยู่ซึ่งมาเรียนแพทย์เอาในเวลานี้

            ควรจะกล่าวว่าบุคคลผู้นี้เป็นผู้ที่ไม่รู้ประสีประสาไม่รู้จักความน่ากลัวของไข้ทรพิษหรือควรกล่าวว่าบุคคลผู้นี้ศึกษาวิชาการแพทย์อย่างจริงจังเกินไป?

            "ข้าเกรงว่ายาสมุนไพรที่เจ้ามีนั้นไม่เพียงพอข้าจึงนำสิ่งเหล่านี้มาที่นี่โดยเฉพาะ" ลู่จื่อยู่เยื้องย่างไปหาหลินกู๋หยู่

            หลินกู๋หยู่ขมวดคิ้วอย่างจนปัญญาเมื่อมองไปที่ยาสมุนไพรในกล่อง นางรู้ว่าแม้ตอนนี้นางจะพูดกับลู่จื่อยู่อย่างไรแต่กระนั้นนางพูดไปก็ไร้ประโยชน์

            "ตกลง"แววตาของหลินกู๋หยู่มองไปที่ลู่จื่อยู่ หลังจากคิดไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ตอนกลางคืนเจ้าจะกลับไปหรือไม่?"

            "ข้าจะไม่กลับไปแล้ว"ลู่จื่อยู่เหลือบมองไปที่เรือนของหลินกู๋หยู่ แล้วพูดต่อว่า"ข้าจะอาศัยอยู่ที่นี่กับเจ้า ได้หรือไม่?"

            ฉือหางเดินช้าๆ ไปที่ด้านข้างของเด็กสาวเขามองไปที่ลู่จื่อยู่ด้วยสายตาเฉยเมย "ข้าต้องขอโทษเจ้าจริงๆบ้านของข้าเล็กเกินไป อีกทั้งไม่มีเตียงเสริมด้วย"

            "ถึงเวลานั้นข้านอนอยู่ในรถม้าก็ได้"

            ลู่จื่อยู่พูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างมาก

            นี่ก็เป็นเวลาเย็นแล้วหลินกู๋หยู่เริ่มเตรียมอาหารเย็น

            เมื่อท้องฟ้ามืดลู่จื่อยู่ก็สั่งกำชับให้คนลากรถม้าเข้ามาในบ้านของฉือหางและอาศัยอยู่ในรถม้า

            เมื่อค่ำคืนค่อยๆ ดึกมากขึ้นหลินกู๋หยู่ซึ่งนอนข้างๆ ฉือหางฟังเสียงลมหายใจเข้าออกที่เสถียรของเขานางก็นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนเช้า

            ร่างกายของนางสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้หลินกู๋หยู่หันศีรษะไปมองผู้ชายที่อยู่ข้างๆ นางปราดหนึ่งจากนั้นนางก็หันศีรษะไปทางอื่นในทันใด

            ดวงตาคู่หนึ่งจ้องตรงไปที่ม่านเตียงสีเทารูม่านตาว่างเปล่า นางไม่รู้ว่าตนเองกำลังคิดอะไรอยู่

            หลังจากนั้นไม่นานร่างของหลินกู๋หยู่ก็เคลื่อนเข้ามายังด้านในของเตียงอย่างช้าๆ และนอนลงอย่างเงียบๆ

            “เจ้ายังไม่หลับอีกหรือ?” จู่ๆ เสียงของฉือหางก็ดังมาจากข้างใบหู

            "อืม"

            เมื่อถึงเวลากลางคืน พวกเขาทั้งสองคนต้องนอนร่วมเตียงเดียวกันหลินกู๋หยู่ก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายทั้งตัวอย่างอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก

            ในห้องเงียบลงทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงม้าร้องเฮิงเฮิงแว่วดังมาจากด้านนอก

            หลินกู๋หยู่ไม่รู้จะพูดอะไรกับฉือหางนางจึงหันหลังให้เขาอย่างหงุดหงิด พยายามหลับตาและเริ่มนับแกะในใจ

            ในตอนเช้าตรู่หลินกู๋หยู่ถูกปลุกโดยลู่จื่อยู่ซึ่งยืนทุบบานหน้าต่างอย่างสุดแรงอยู่ภายนอก

            หลินกู๋หยู่ตื่นขึ้นด้วยความสะลึมสะลือนางออกไปด้านนอก พบว่าท้องฟ้ายังไม่สว่างเลย

            "เวลานี้พวกเราไปดูคนไข้กันเถอะ!"ลู่จื่อยู่พูดอย่างตื่นเต้น สายตาของเขาจับจ้องไปที่หลินกู๋หยู่

            เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพริบตาหนึ่ง"เวลานี้เช้าเกินไปแล้ว ผู้คนยังไม่ตื่นเลย"

            การแสดงออกบนใบหน้าของลู่จื่อยู่ชะงักงันเล็กน้อยจากนั้นเขาก็พูดว่า "ข้าต้องขออภัยแล้ว ข้าแค่ตื่นเต้นไปหน่อย"

            ในเมื่อตื่นนอนแล้วแม้ต้องการจะกลับไปนอนอีกหน อย่างไรเสียนางก็นอนได้ไม่นานอยู่ดีจึงเริ่มก่อไฟและทำอาหาร

            เมื่ออาหารทำเสร็จแล้วทั้งสามคนก็นั่งลงทานอาหาร

            หลินกู๋หยู่นั่งที่ที่นั่งด้านในสุดฉือหางนั่งถัดจากนาง และลู่จื่อยู่นั่งตรงข้ามกับหลินกู๋หยู่

            ฉือหางคีบผักใส่ในชามของหลินกู๋หยู่จากนั้นแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วกินอย่างช้าๆ ต่อไป

            หลินกู๋หยู่หยุดชั่วคราวขณะถือชามและตะเกียบพลางเม้มริมฝีปากเบาๆ

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นสาวชาวนาผู้มั่งคั่งกับซาลาเปาตัวน้อยๆ (จบ) ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668