บทที่ 3 เยาวชนที่ก้าวหน้า (รีไรต์)
หลินเนี่ยนโบกมือรัว “ไม่ ไม่ ไม่ อย่าประกาศเื่ฉันเด็ดขาด!”
“ฉันแอบออกมาน่ะค่ะ ถ้าถูกผู้ใหญ่ที่บ้านจับได้ละก็จะต้องมาก่อเื่ที่นี่แน่!”
“ยังไงเบื้องบนก็มีนโยบายว่า บุตรเพียงคนเดียวของวีรบุรุษที่สละชีพไม่ต้องไปที่ชนบท!”
เมื่อเ้าหน้าที่ได้ยินก็เข้าใจทันที เขารีบร้อนนั่งลง “ใช่ ๆ เธอพูดถูก งั้นพวกเราไม่ประกาศแล้ว ฉันจะดำเนินการให้เธอเอง!”
“สหายหลิน เธอมีสถานที่ที่อยากจะไปหรือเปล่า ลูกของวีรบุรุษผู้สละชีพแบบเธอจะได้สิทธิพิเศษตามนโยบาย”
ต้องให้คนจัดสถานที่ดี ๆ เมื่อถึงเวลาที่คนในบ้านของเด็กสาวมาหาก็ยังพอจะประนีประนอมกันได้
หลินเนี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฉันอยากเข้าหน่วยสอง กองพันที่แปดในเขตหงเสิ้ง อำเภอตงหยาง มณฑลตง”
“พูดตามตรงนะคะ ญาติของพ่อยังอยู่ที่นั่น พ่ออยากหาโอกาสกลับไปทดแทนบุญคุณมาตลอด แต่กลับ...”
พูดมาถึงตรงนี้ หลินเนี่ยนก็หลั่งน้ำตา เธอพูดเสียงสะอื้นไห้ “นี่เป็ความเห็นแก่ตัวของฉันเอง ฉันเลยอยากดูแลคุณย่าแทนพ่อ”
“แน่นอนว่าถ้าจัดเตรียมไม่ได้ ฉันก็ไม่ฝืน ฉันจะปฏิบัติตามการจัดการของหน่วยงานค่ะ!”
เ้าหน้าที่พูดด้วยรอยยิ้ม “นี่ไม่ใช่เื่ยากอะไร ฉันจะจัดการให้เธอเอง!”
มณฑลตงทั้งไกลทั้งหนาว ไม่มีใครคนไหนอยากไปสักเท่าไหร่ ถ้าถูกส่งไปที่นั่นต่างก็พยายามหาทางเปลี่ยนสถานที่ นึกไม่ถึงว่าหลินเนี่ยนคนนี้จะเสนอตัวไปที่นั่นเอง!
เขากลัวว่าหลินเนี่ยนจะเปลี่ยนใจ จึงดำเนินการตามขั้นตอนให้หลินเนี่ยนอย่างรวดเร็วทันใจ จดหมายแนะนำตัวอะไรทั้งหมดก็จัดการเรียบร้อยแล้ว
“หลังจากนี้อีกห้าวันให้มารวมตัวที่นี่เพื่อออกเดินทาง แปดโมงเช้านะ อย่าลืมเวลาล่ะ!”
หลินเนี่ยนเก็บของเสร็จก็กล่าวขอบคุณกับเ้าหน้าที่ “ขอบคุณมากนะคะ!”
เธอไปชนบทในฐานะลูกสาวคนเดียวของวีรบุรุษผู้สละชีพ ไม่ใช่ไปชนบทแทนหวงลี่ลี่ ถ้าอย่างนั้นหวงลี่ลี่ก็หนีชะตากรรมที่จะต้องไปชนบทไม่พ้นสินะ
เมื่อถึงเวลานั้น เธอก็จะสะบัดก้นจากไป ทิ้งความยุ่งเหยิงไว้ให้จางชุ่ยฟาง รอดูว่าเธอจะยังใช้ชีวิตรักหวานชื่นกับหวงเจี้ยนกั๋วได้อยู่อีกไหม
บ้านตระกูลหวงจะใช้ชีวิตสงบสุขได้อยู่หรือเปล่า
นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเองนะ!
บ้านตระกูลหวงติดหนี้เ้าของร่างเดิมอยู่ ก่อนเธอจะไปชนบทต้องเอากลับมาให้หมด!
หลินเนี่ยนออกมาจากสำนักงานยุวชนแล้วก็ตรงไปยังเขตบ้านพักของโรงงานเครื่องจักรหงซิง
จ้าวเซิ่งลี่ที่แข่งขันชิงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานรีดเหล็กสาขาย่อย และหวงเจี้ยนกั๋วก็อยู่ที่นี่
หลินเนี่ยนรอ ‘หลิ่วกุ้ยเซียง’ ผู้เป็ภรรยาของจ้าวเซิ่งลี่ เธอรออยู่บริเวณเส้นทางกลับบ้านหลังเลิกงาน
หลิ่วกุ้ยเซียงทำงานในสหพันธ์สตรีของโรงงานหลัก และเธอก็ไม่ถูกกับจางชุ่ยฟาง
เที่ยงแล้ว ดวงตะวันบนฟ้าส่องแสงเจิดจ้า แดดจ้าเสียจนเวียนหัว
หลินเนี่ยนหิวแล้ว…
น่าเสียดายที่เธอไม่มีเงินติดตัว ทำได้แค่ทนกลืนน้ำลาย
หลังจากรอหลิ่วกุ้ยเซียงขี่จักรยานกลับมาถึง หลินเนี่ยนก็รีบวิ่งออกมาจากร่มไม้และเรียกอีกฝ่าย “ผู้ช่วยหลิ่วคะ!”
หลิ่วกุ้ยเซียงได้ยินเสียงก็บีบเบรกมือ ตวัดขาลงมาจากจักรยาน ให้เพื่อนร่วมงานเดินไปก่อน แล้วเธอค่อยจูงจักรยานเดินไปตรงหน้าหลินเนี่ยน
“หลินเนี่ยนไม่ใช่เหรอ?”
“ได้ยินว่าหนูตกน้ำ แล้วไห่หยางช่วยหนูขึ้นมาได้ อายังบอกให้จัดกลุ่มฝ่ายบริหารงานสมาพันธ์สตรีไปดูหนูสักหน่อย...” หลิ่วกุ้ยเซียงพูดพลางมองสำรวจหลินเนี่ยน
แต่ก็เห็นแค่รอยช้ำบนใบหน้าของเด็กสาว ไม่รู้ว่าถูกตีหรือถูกข่วน เสื้อผ้าก็ไม่พอดีตัว ทั้งยังปะชุนไปทั่วทั้งตัว ขอบตาของเธอยังแดงระเรื่อ ดูเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้มา
ใช่ว่าแต่ก่อนเด็กสาวคนนี้จะไม่เคยมาหาเธอเป็การส่วนตัว ไม่ว่าเธอจะเกลี้ยกล่อมยังไง อีกฝ่ายก็ไม่เคยพูดว่าร้ายจางชุ่ยฟางกับหวงเจี้ยนกั๋วเลยสักนิด
ปากเธอมักจะพูดเสมอว่า ‘แม่กับอาหวงดีกับหนูมาก ถ้าไม่มีอาหวง หนูคงจะอดตายไปแล้ว...’
จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เป็คำพูดพวกนี้
เมื่อนึกย้อนไปถึงหลินเนี่ยนในอดีต หลิ่วกุ้ยเซียงก็อดแปลกใจไม่ได้ ทำไมจู่ ๆ หลินเนี่ยนถึงได้มาหาเธอล่ะ?
“ขอบคุณผู้ช่วยหลิ่วที่เป็ห่วงนะคะ หนูอยาก...อยากคุยบางอย่างกับผู้อำนวยการจ้าวน่ะค่ะ หนูไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี อยากให้ผู้ช่วยหลิ่วกับผู้อำนวยการจ้าวช่วยหนูหน่อยค่ะ”
พูดมาถึงตรงนี้ หลินเนี่ยนก็หลั่งน้ำตาอีกครั้ง
หลิ่วกุ้ยเซียงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “เช็ดน้ำตาเร็วเข้า แล้วกลับไปคุยกับอาที่บ้านนะ!”
หลินเนี่ยนรับผ้าเช็ดหน้ามา แล้วขอบคุณหลิ่วกุ้ยเซียงเสียงเบา จากนั้นก็ซ้อนเบาะหลังจักรยานไปบ้านตระกูลจ้าวด้วยกัน
“รีบเข้ามานั่งเร็ว ดื่มน้ำก่อน ๆ!”
“อีกสักพักอาจ้าวของเธอก็กลับมาแล้ว!”
“เดี๋ยวหนูอยู่กินข้าวที่บ้านอานะ...” หลิ่วกุ้ยเซียงต้อนรับหลินเนี่ยนอย่างอบอุ่น ดูจากท่าทางของหลินเนี่ยนแล้ว เดาว่าคงเป็เื่ใหญ่!
เธอแอบคิดว่าจะหาช่องโหว่เื่ของเหล่าจ้าวจากหลินเนี่ยนหญิงสาวคนนี้ได้
หลิ่วกุ้ยเซียงได้ยินท้องของหลินเนี่ยนส่งเสียงดังโครกคราก เธอจึงรีบต้มบะหมี่มาให้ชามหนึ่ง ทั้งยังใส่ไข่เพิ่มให้ด้วย “กินนี่รองท้องก่อนนะ เดี๋ยวอาจ้าวของเธอกลับมาแล้วพวกเราค่อยมากินข้าวด้วยกัน!”
หลินเนี่ยนรีบปฏิเสธ “ผู้ช่วยหลิ่วคะ นี่จะรบกวนเกินไป แล้วหนูจะ...”
หลิ่วกุ้ยเซียงพูดด้วยรอยยิ้ม “เรียกฉันว่าอาหลิ่วเถอะ ตอนเธอเป็เด็ก อาก็เคยอุ้มเธอนะ”
“กินเร็วเข้า อย่าเกรงใจกันเลย!”
หลินเนี่ยนพูดขอบคุณอย่างเขินอาย “ขอบคุณค่ะอาหลิ่ว”
เธอหิวจริง ๆ ตอนอยู่ที่บ้านตระกูลหวงก็ไม่ได้กินอิ่ม กินเศษข้าวและน้ำแกงเหลือ ๆ ต่อจากคนในบ้าน
เห็นหลินเนี่ยนกินอย่างเอร็ดอร่อย หลิ่วกุ้ยเซียงก็นั่งลงข้าง ๆ แล้วพูดปาว ๆ ว่า “เธอดูผอมจัง กินเยอะ ๆ หน่อยสิ!”
“ฉันเคยถามแม่เธอว่าไม่ให้เธอกินอิ่มบ้างเหรอ แม่เธอบอกว่าเธอกินเหมือนแมวดม เลือกกินมาก อันนี้ก็ไม่กินอันนั้นก็ไม่กิน...”
“เนี่ยนเนี่ยน เลือกกินไม่ดีหรอกนะ”
“พวกเราไม่นิยมโรคความงามของพวกลัทธิทุนนิยม”
หลินเนี่ยนกินบะหมี่เสร็จแถมยังซดน้ำจนเกลี้ยง เธอเข้าใจความหมายของหลิ่วกุ้ยเซียง อีกฝ่ายคงแค่อยากหลอกล่อให้เธอพูดเท่านั้น
ความสัมพันธ์แบบมีผลประโยชน์ร่วมกันก็เท่านั้น หลินเนี่ยนกระจ่างอยู่ในใจ
เธอเลียนแบบท่าทางอ่อนแอของเ้าของร่างเดิม แล้วพูดเสียงเบาว่า “เปล่าค่ะ...หนู...หนูไม่ได้เลือกกินนะคะ!”
หลิ่วกุ้ยเซียงพอใจกับคำตอบนี้มาก เธอพูดด้วยรอยยิ้มว่า “อาดูออกนะ เนี่ยนเนี่ยนของพวกเราเป็เด็กดี ไม่ทำตัวเป็หญิงสาวลัทธิทุนนิยมแบบนั้นหรอก”
“แม่เธอก็จริง ๆ เลย ไม่รู้เหรอว่าพูดถึงเธอแบบนี้ข้างนอกจะทำให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียง!”
เธอพูดจบก็มีเสียงเปิดประตูดังมาจากข้างนอก
หลิ่วกุ้ยเซียงรีบไปต้อนรับและรับกระเป๋าในมือของจ้าวเซิ่งลี่มา “เหล่าจ้าว หลินเนี่ยนมาน่ะ เธอมีธุระกับคุณ!”
พูดจบก็ส่งสายตาไปทางหลินเนี่ยน
หลินเนี่ยนยืนขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วโค้งคํานับให้จ้าวเซิ่งลี่ “สวัสดีค่ะอาจ้าว”
ท่าทางทำตัวไม่ถูกชวนให้คนเห็นแล้วรู้สึกสงสาร
“อ้าว เนี่ยนเนี่ยนนั่นเอง!”
“สวัสดี ๆ นั่งลงเร็ว!”
“มาบ้านอาไม่ต้องเกรงใจ แต่ก่อนอากับพ่อของเธอเป็เพื่อนสนิทกัน เพื่อนรักเลยแหละ”
หลินเนี่ยนก้มหน้านั่งลง จ้าวเซิ่งลี่ก็นั่งลงตรงข้ามเธอพลางถามขึ้น “เนี่ยนเนี่ยน หน้าเธอไปโดนอะไรมา?”
“มีใครรังแกหรือเปล่า?”
หลินเนี่ยนลุกขึ้นอย่างประหม่า แล้วส่ายหน้าอย่างแรง “เปล่าค่ะ...พี่สาวไม่ได้รังแกหนูหรอก...”
ทั้งร่างคล้ายกับกระต่ายตื่นตูม
“หนู...หนูไม่ระวัง ลื่นล้มเองค่ะ”
จ้าวเซิ่งลี่กับภรรยาสบตากัน
ถูกหวงลี่ลี่ทำร้ายมาแน่!
“เอาละ ๆ อาจ้าวก็แค่ถาม ไม่มีใครรังแกหนูก็ดีแล้ว!”
“อาหลิ่วบอกว่าเธอมีธุระกับฉัน บอกได้ไหมว่าเื่อะไร?”
หลินเนี่ยนก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง มือกำชายเสื้อแน่นราวกับกำลังพยายามเต็มที่ ไม่รู้ว่าควรพูดออกไปอย่างไร