น้ำโขงไหลเรื่อยลัดเลาะเกาะแก่งไปเชื่องช้า เรือหาปลาลำเล็กลำหนึ่งลอยเลี้ยงไม่ให้ตามกระแสน้ำเอื่อยแสงคำมองผิวน้ำ มีหลายอย่างดึงดูดเขาให้ติดตรึงกับภาพตรงหน้า การเคลื่อนไหวที่น่าอัศจรรย์ของสายน้ำ ความทรงพลังและงดงามทั้งหมดนั้นทำให้เขาอยู่กับสายน้ำได้นานเมื่อเพ่งพินิจผิวน้ำและกระแสอันผกผันของมันพยายามจะมองเห็นดาบของเขาเป็ดุจเดียวกัน ตอนนี้มันยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก เพลงดาบน้ำไหลเป็ดาบที่ครูตั้งให้ตามท่วงท่าการใช้ดาบของเขาเช่นเดียวกับศิษย์ร่วมครูอีกสามคนที่ต่างได้ชื่อเพลงดาบตามธาตุทั้งสี่ก่อนจะสำเร็จวิชาสุดท้ายกับครู
“พวกสูต้องไปค้นหาขั้นสุดท้ายเอาเองทุกสิ่งที่สูเรียนไปนั้นจะนำทางสูไป ใช้สติปัญญาในการค้นหา แล้วพวกสูจะพบ”
หลังจากฟังคำครูวันนั้นศิษย์สามคนที่มีแสงคำรวมอยู่ด้วยกราบลาครูแล้วออกจากสำนักไปทีละคน เดินทางมุ่งหน้าเสาะแสวงหาวิชาขั้นสุดท้ายของตัวเองไม่มีใครได้พบหน้ากันอีกนับแต่นั้น ต่างคนต่างเสาะแสวงหาทางของตน ตามวิถีตามใจของตน แสงคำตระเวนไปทั่วทุกเขตแคว้นเพื่อแลกเปลี่ยนฝีมือกับนักสู้ต่างสำนักอยู่หลายปีแต่การทำเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาค้นพบวิชาขั้นสุดท้ายของตัวเองเลยเขารู้เพียงว่าเขาชอบการเดินทางรอนแรม เขาเดินทางไปทั่วเพื่อจะพบผู้คนมากมายได้เรียนรู้สิ่งใหม่ แต่กระนั้นก็ยังไร้เป้าหมาย เขาใช้ชีวิตบนสองเท้าไปเรื่อย ๆจนกระทั่งเขาเข้าเวียงเชียงราย ครานั้นพญามังรายสร้างเวียงกุมกามยังไม่แล้วเสร็จบ้านเมืองมีาภายในหมู่ขุนนางดั่งคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวสูงขึ้นมีการแก่งแย่งอำนาจปกครองกันลับๆ ระหว่างที่พญามังรายทรงพำนักอยู่เมืองหริภุญชัย มีสิ่งเดียวที่ยึดบ้านเมืองให้อยู่เหนียวแน่นแข็งแรงคือบารมีและฝีมืออันน่าเกรงขามของพญาผู้ปราบไปทั่วทุกทิศทั้งยังทำให้เหล่าไพร่ฟ้าเป็สุข มีกฎหมายคุ้มครองยุติธรรมกินดีอยู่ดีรอดพ้นจากภัยาจากอาณาจักรรอบข้าง
ใต้เงายิ่งใหญ่เกินจินตนาการได้ของาาผู้ยิ่งใหญ่บ้านเมืองที่พร้อมจะร้อนเป็ไฟด้วยความละโมบของเหล่าขุนนางจึงถูกสะกดให้เงียบแสงคำรู้ดีว่าภัยร้ายจะมุ่งเข้าหาพญาจากทุกทางในไม่ช้าจึงได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณว่าจะเฝ้าระวังภัยแก่พระองค์จวบจนชีวิตจะสิ้นและเขาก็ได้กระทำตามสัตย์ที่ตนได้ให้ไว้กับตัวเอง
ลำน้ำโขงกว้างใหญ่ไม่เคยหยุดพักแสงคำลุกขึ้นมองดวงตะวันที่กำลังคล้อยต่ำลงและแม่น้ำยาวไกลสุดตาเป็ครั้งสุดท้ายเขาจะจดจำภาพนี้ไว้จนกว่าจะถึงครั้งหน้าที่เขามาเยือน ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใดพอกระชับสายดาบเข้าที่แล้ว แสงคำเดินถอยออกจากริมน้ำ บ่ายหน้าเข้าเมืองอีกครั้งเขายังมีงานคั่งค้างอยู่เขาต้องรีบทำมันให้เสร็จเพื่อจะมาที่นี่และบอกลาเวียงเงินยางการเดินทางไกลใกล้จะเริ่มต้นอีกครั้ง
“โจรโดนจับแล้ว!”
แสงคำได้ยินชาวเมืองประกาศไปทั่วทั่วทุกที่ในเมืองเงินยางมีแต่ผู้คนออกมาเฉลิมฉลองร้องรำทำเพลงบางคนเข้ามาจับแขนจับไหล่แสงคำเชิญชวนให้ร่วมดีใจแล้วจากไป พวกเขาดีใจที่พ้นจากภัยดีใจที่จะได้ออกไปดูไร่นาและนำสัตว์ไปเลี้ยงในทุ่งอีกครั้งแสงคำมองพวกเขาเ่าั้ มองรอยยิ้ม มองผู้เฒ่าผู้แก่หยิบซึงมาดีดร้องเพลงฉลองรู้สึกโล่งใจไปกับชาวบ้านด้วย เขาเก็บกวาดพวกโจรร้ายไปได้มากกว่าครึ่งพวกที่ถูกจับก็มีพอสมควรและคงซัดทอดไปหาตัวการได้ในไม่ช้านั่นจะต้องติดตามกันต่อไปหลังจากวันนี้
“ชาวเวียงเงินยางทั้งหลายจงฟังข้า”
แสงคำยืนพิงเสามองคนประกาศชายรูปร่างใหญ่ท้วม หัวกลม หน้าตาย่นยู่อย่างลิงแก่ จมูกบี้บานดวงตาเ้าเล่ห์ที่อยู่ใต้คิ้วหนาเตอะอย่างปลิงเกาะมองกวาดไปทั่วดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็คนชอบใช้อำนาจคิ้วขมวดมุ่นตีหน้าตาดุนั้นยิ่งขับให้มันชัดเจนขึ้น พอชาวเงินยางไม่ฟังประกาศหน้าชายผู้นั้นยิ่งเคร่งเครียด จนแสงคำอดขำไม่ได้
“พี่น้องชาวเงินยางจงฟังข้า”
ชาวเมืองยังไม่เงียบเสียงชายหน้าตาตลกจึงเริ่มโมโหและะโเสียงดังพร้อมกับทุบตั่งที่ตนนั่งอยู่
“เดี๋ยวก็ขว้างด้วยตั่งเสียนี่ฟังข้าก่อน”
ทหารย้ำให้ชาวเมืองเงียบเสียงแสงคำถึงได้รู้ว่าชายหน้าตาตลกนั้นเป็หาญเมืองควบคุมดูแลกิจการภายในเงินยางทั้งหมดแทนพญาคามและเ้าผู้นั่งปกครองเมืองชาวเมืองพอถูกเตือนก็หยุดเฉลิมฉลองและเงียบสงบลงไม่ผิดกับตอนที่โจรอาละวาด
“บัดนี้ ข้าปะยูในฐานะหาญเมืองรับผิดชอบกิจบ้านการเมืองได้รับมอบหมายให้เชิญรางวัลค่าหัวโจรร้ายที่เ้าต่างใจได้ตั้งไว้มามอบให้แก่ผู้ปราบปรามโจรร้ายที่ทำลายขวัญพ่อแม่พี่น้องชาวเงินยางทั้งหลายมาหลายเดือนลงได้ขอพวกสูจงเป็สักขีพยานและแซ่ซ้องเ้าผู้เปี่ยมล้นบารมีและห่วงใยชาวเมืองของเราท่านผู้ทรงรักษาสัตย์เสมอและครองเวียงเงินยางนี้ด้วยความเป็ธรรมรางวัลนี้คือเงินค่าหัวที่ข้าจะเป็ตัวแทนมอบให้ผู้มีใจกล้าหาญช่วยปราบโจรให้เาาวเงินยางจงขึ้นมารับไว้เถิด”
แล้วชายหน้าย่นก็กวักมือเรียกนักล่าค่าหัวขึ้นไปซึ่งก็มีเพียงกองหมีควายเท่านั้นที่ขึ้นไปรับ
“การขึ้นไปแบบนั้นทำให้ทำงานยากขึ้น”
แสงคำไม่ใที่มีคนมาแอบยืนข้างๆโดยไม่เตือนล่วงหน้า เขารู้อยู่แล้วว่ามีคนเดินมาฝ่ายตรงข้ามพยายามส่งจิตข่มเขาแต่เขาไม่ยินดียินร้าย สงบจิตยอมให้อีกฝ่ายข่มเสีย
“แต่นั่นคนของสู”
“ข้าชื่อปัน”
“ข้ารู้แล้วข้าได้ยินพวกสูพูดกันเมื่อคืน”
ปันลากม้านั่งใต้ถุนเรือนมานั่งไม่ห่างนักสายตานักล่าค่าหัวาุโจับอยู่ที่ลูกน้องตัวโตกับถุงเงินไม่วางตา
“ไผสอนดาบสู”ปันถาม
“ปู่ของข้า”แสงคำโกหกตอบไปส่งๆ
“ใครคือปู่ของสูเล่าแสงคำ”
“ตอนนี้บวชเป็พระธุดงค์ไปไหนไม่รู้แล้ว”
“ดาบของสูว่องไวนักข้าเลื่อมใสในฝีมือ”ปันเอ่ยชม
แสงคำไม่ตอบไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนพูดเช่นนั้น หลายคนอยากรู้ที่มาเพื่อไปขอเรียนหลายคนอยากวัดฝีมือหรือแค่อยากรู้อยากเห็น พอนานวันเข้าแสงคำก็เคยชินเขาจะไม่ยกยอฝีมือดาบหรืออวดอ้างความอันตรายของดาบเพราะนั่นนำมาซึ่งภัยและความเดือดร้อนนานาเมื่อมีใครสนใจไต่ถามเขาเลยเงียบเสียทุกครั้งไป ปันเองก็คงอยากลองกับเขาเหมือนกันชายสูงวัยกว่าดูเป็คนมีฝีมือ จิตกล้าแข็งคงอยากประลองกับเขาให้รู้ผลเพียงแต่ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชัยได้
“อย่าลืมเอาเบี้ยไปให้ชาวบ้านตามที่รับคำข้าไว้ก็แล้วกัน”แสงคำทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากมา
กลุ่มนักล่าค่าหัวยังคงอยู่ในสายตาของแสงคำตลอดเวลาอย่างที่คาด คนพวกนั้นมาที่ผามเหล้าแห่งเดิมกับเมื่อคืนนั่งสนทนากันเสียงดังและร่ำสุราอย่างเปิดเผยท่ามกลางขี้เหล้าขี้ยาประจำเมืองจากหลังคาหอรบไม่ห่างจากผาม แสงคำสามารถมองเห็นทั่วทั้งเมืองคุ้มหลวงอยู่ห่างจากที่เขาซุ่มดูอยู่มากแต่ก็ยังพอมองเห็นว่ามีทหารกี่นายคุ้มกันตามแนวกำแพงไม่ว่าอย่างไรคืนนี้เขาต้องเข้าไปในคุ้มให้ได้เพราะข่าวที่ข่าวได้ยินมาเมื่อสามเดือนก่อนเกี่ยวข้องกับชีวิตของเ้านายในราชสำนักข่าวนั้นนำเขามาที่นี่ เพื่อจะดูสิ่งไม่ชอบมาพากล เขาจะต้องหูตาไว คืนนี้มีการฉลองหลายที่ การเฝ้าระวังอาจหละหลวมนี่อาจเป็คืนที่เหมาะแก่การกระทำการใดก็ตามที่จะนำภัยมาสู่เ้าที่นั่งกินตำแหน่งอยู่เวียงเงินยาง
แสงคำปีนลงจากหลังคาหอรบมุ่งหน้าไปยังผามเหล้าโดยใช้ความมืดพรางตัวก้าวเหินที่ฝึกจนเข้าเส้นเบากริบรวดเร็ว ไม่นานก็พาเข้าใกล้ผาม
“เกือบไปแล้วเกือบคลาดกับสูแล้ว”
เสียงผู้หญิงที่คุ้นหูดังมาจากด้านหลังและทำให้แสงคำชะงักเขาไม่คิดว่าจะมีใครได้ยินหรือเห็นความเคลื่อนไหวของเขาได้แต่ผู้หญิงคนนี้กลับตามเขาทัน แสดงให้เห็นฝีมือที่ไม่ธรรมดา
“ข้าแอบดูสูอยู่แสงคำคนลึกลับ”
“ปันสั่งสูแอบดูข้ารึ”แสงคำไม่หันไปมองนาง
“ไม่แต่ข้าไม่ไว้ใจสู”
“ทำไมล่ะ”
“สูทำตัวลึกลับ”
แสงคำหัวเราะหึๆ “ก็ข้าเป็ของข้าอย่างนี้ถอยไปเถอะ ข้าไม่อยากให้สูเจ็บ”ระหว่างที่พูดแสงคำก็ชะเง้อหน้าแอบมองนักล่าค่าหัวที่เหลือพวกผู้ชายยังอยู่ครบสี่คน ร่ำสุรากันอย่างเป็สุข เขาได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวนางคงนึกขำกับคำเตือนของเขา จิตของนางแข็งจนไม่ต้องตั้งสมาธิเพื่อจะรู้สึกถึงหากจิตนางแข็งขนาดนี้ ฝีมือนางก็คงดีพอ ๆ กับการสะกดรอยและแอบซุ่มของนาง
“สูแอบดูเราทำไมแล้วสูจะไปไหน”หญิงสาวเปิดฉากสอบสวน
แสงคำหันกลับไปเผชิญหน้ากับนางนั่นทำให้นางถอยฉาก เขายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวคงเพราะท่าทีระแวงระวังในตัวเขาที่นางแสดงออกชัดเจน
“ข้าจะไปไหนก็ไม่ใช่เื่ของสูสาวแก้วเอ๋ย”
“ไม่ต้องมาพูดหวานข้าไม่ใช่สาวให้สูเกี้ยวเล่นนะแสงคำ บอกข้ามา”
แสงคำเลิกคิ้วยิ้มมุมปาก “ข้าก็เปล่าเกี้ยวสู ข้าแค่เรียกชื่อเฉย ๆ”
หญิงสาวหน้าบึ้งตึงแสงคำมองสำรวจรอบ ๆ ไม่สนใจจะมองหน้างอง้ำปานทัพพีตักแกงของนางอีกตอนนี้เขาต้องมองหาอย่างเดียวคือวิธีการสลัดหนีจากนางแมวป่าที่ยืนขวางอยู่ ลึกๆแล้วแสงคำเอ่ยชมนาง แก้วเลือกสถานที่ดักซุ่มเขาได้ดีเยี่ยม ไม่มีที่ะโหนีไม่มีที่ซ่อน เป็ทางเดินโล่ง ๆ รายล้อมด้วยแปลงผักสวนครัว
“ตอบข้ามาแสงคำสูจะไปไหน”หญิงสาวคาดคั้น
แสงคำระบายลมหายใจเขาเบื่อจะเล่นแล้ว งานของเขาใหญ่เกินกว่าจะรอนานจำต้องสลัดหนีจากนางให้ได้โดยที่นางไม่เจ็บตัว แม้รู้ว่าไม่น่าจะเป็การง่ายแต่เขาตั้งใจไว้อย่างนั้น
“ข้าจะไปไหนก็เื่ของข้าไม่ใช่เื่ของสู”
“ข้าคงให้สูไปไม่ได้สูทำร้ายพี่กอง ทำตัวลึกลับน่าสงสัย อาจเป็ขโมยหรือคนร้ายมีค่าหัวก็ได้”
“ข้าปราบโจรให้สูวันนี้ข้าจะเป็คนร้ายได้อย่างไร”แสงคำยักไหล่ เขาถูกปักปรำว่าเป็โจรเสียแล้วโดยแม่สาวน้อยที่ดูอ่อนต่อโลกทำตัวกล้าแข็ง แต่เขาก็ไม่ได้ถือสา
“ถ้าสูไม่ถอยข้าจะฝ่าละนะ”
“ก็ลองดู”หญิงสาวท้าทาย