เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของหลี่จ่างกุ่ยชายผู้นั้นก็มีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด "เอ่อ...อย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง..."
เห็นได้ชัดว่าตัวเขาเองก็ไม่ค่อยเชื่อมั่นเท่าไร ท้ายที่สุดเมื่อได้สัมผัสกับคนในตระกูลซูบ้านใหญ่เหล่านั้น ก็รู้ได้ว่าพวกเขางี่เง่าเพียงใดคนโง่เขลาเช่นนั้นจะสามารถทำให้ร้านอาหารของตระกูลซูปั่นป่วนวุ่นวายได้หรือ?
ถึงแม้ว่าตัวเขาเองก็ยังคลางแคลงใจอยู่บ้างแต่ต่อหน้าหลี่จ่างกุ่ย แน่นอนว่าเขาไม่อาจแสดงออกมาได้ทำได้เพียงพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่ข้างๆ "ถึงอย่างไรจางอ้ายหลินก็เป็นเพียงแม่ม่ายตระกูลซูบ้านใหญ่จะจัดการกับสามแม่ลูกนั่นไม่ได้เชียวหรือ?"
อย่างไรก็ตามการที่เขาทำงานไม่สำเร็จในครานี้ หากไม่สามารถคิดหาวิธีใดออกมาได้เกรงว่าหลี่จ่างกุ่ยคงไม่ปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แน่
เขาพึ่งพารายได้จากการทำงานนี้เลี้ยงดูครอบครัวหากเสียงานนี้ไปละก็ ครอบครัวหกชีวิตของพวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร?
ไม่ว่าจะอย่างไรการทำงานภายใต้บัญชาของตระกูลหลง ย่อมมีหน้ามีตามากกว่าที่อื่นเขาจะต้องรักษางานนี้ไว้ให้ได้!
อีกสองคนเห็นได้ชัดว่าคิดเช่นเดียวกัน ในทันทีจึงก้าวออกมาพูดจาหว่านล้อมต่างๆ นานา"นายท่านขอรับ ตอนนี้พวกเราก็คิดหาทางอื่นไม่ออกจะให้พวกเขาลองดูก็ไม่เสียหายกระมัง?"
"จริงด้วยถึงแม้ว่าคนในพวกบ้านใหญ่ตระกูลซูจะไม่มีความสามารถที่จะช่วงชิงร้านอาหารมาได้อย่างน้อยก็สามารถสร้างความวุ่นวายให้แก่แม่ลูกทั้งสามคนได้ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราอาจจะสามารถฉกฉวยผลประโยชน์บางอย่างจากตรงนั้นได้นะขอรับ?"
หลี่จ่างกุ่ยเดิมทียังลังเลอยู่แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้นมา
แผนนี้ก็ไม่เลวไม่ได้คาดหวังให้คนในตระกูลซูบ้านใหญ่เก่งกาจอะไรนักแค่เพียงสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้ซูอี้หว่านและพวกพ้องได้บ้างก็ถือว่าคุ้มค่าบางทีเขาอาจฉวยโอกาสนี้ ชิงสูตรลับอาหารของร้านอาหารตระกูลซูมาให้ได้บ้าง...
เมื่อถึงตอนนั้นรสชาติอาหารของโรงสุราประตูมังกรของพวกเขา ย่อมสามารถยกระดับขึ้นไปอีกขั้นไม่ต้องกลัวว่าจะสู้ร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งไม่ได้กระมัง?
หากจะมองในแง่ร้ายที่สุดผลลัพธ์ก็คงไม่พ้น การมาของพวกเขาก็มิอาจทำประโยชน์กับโรงสุราประตูมังกรแต่ก็คงมิอาจก่อให้เกิดโทษภัยใดๆ ท้ายที่สุดแล้วเงินค่าเข้าเมืองสำหรับหลี่จ่างกุ่ยแล้ว ถือว่าเล็กน้อยยิ่ง จ่ายให้พวกเขาไปบ้างแล้วจะเป็นไรไป?
เมื่อคิดได้ดังนี้หลี่จ่างกุ่ยจึงพยักหน้าในที่สุด "เมื่อเป็นเช่นนี้พรุ่งนี้พวกเจ้าก็ไปที่หมู่บ้านหลิวอีกครานำคนจากตระกูลซูบ้านใหญ่เหล่านั้นเข้าเมืองมาเสีย"
"ขอรับ!" เมื่อเห็นว่าหลี่จ่างกุ่ยพยักหน้าในที่สุดหินก้อนใหญ่ในใจของพวกเขาทั้งสามคนก็ถูกยกออกไปในทันทีจึงพยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล "นายท่านโปรดวางใจเรื่องในครานี้รับประกันว่าจะไม่มีความผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นอีกขอรับ!"
กล่าวพลางทั้งสามก็กัดฟันด้วยความแค้นเคืองในใจ พวกชาวบ้านอันธพาลแห่งหมู่บ้านหลิวช่างไร้เหตุผลสิ้นดี หนก่อน พวกเขาถูกไล่ตะเพิดเหมือนไล่หมาไล่ไก่อับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ในคราวนี้ คอยดูเถอะ...
ทั้งสามต่างเห็นพ้องต้องกันว่าเพื่อมิให้ต้องเผชิญเคราะห์ร้ายเฉกเช่นคราวก่อนอีก คราวนี้เมื่อไปถึงหมู่บ้านหลิวพวกเขาจะพยายามเลี่ยงหน้าชาวบ้านเหล่านั้นให้มากที่สุด เพราะกลัวว่าจะถูกจำได้แล้วโดนซ้อมกลับมาอีก
โชคดีที่เรือนเก่าๆที่พวกบ้านหลักตระกูลซูอาศัยอยู่นั้น อยู่บริเวณรอบนอกของหมู่บ้าน ข้างๆไม่มีบ้านเรือนของผู้อื่นเลย หากระวังตัวให้ดี ก็คงไม่ทำให้ใครตื่นตระหนก
ด้วยเหตุนี้ในวันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนจึงแอบไปที่หมู่บ้านหลิวอีกครา ก่อนพาพวกซูฉงกวงออกมา
เพื่อมิให้ถูกผู้ใดพบเห็นพวกเขาจึงเดินตามเส้นทางเล็กๆ บนเขาบริเวณรอบนอกของหมู่บ้าน อีกทั้งในยามปกติพวกซูฉงกวงและชาวบ้านคนอื่นๆ แทบจะไม่มีการติดต่อกันเลยผู้อื่นจึงไม่รู้เลยว่าบ้านผีสิงหลังนั้นได้ร้างผู้คนไปแล้ว
บนถนนเล็กๆบุตรชายของซูฉงกวงติดตามชายทั้งสามคนไปด้วยความประหม่าในดวงตาล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนา และภาพเพ้อฝัน
เห็นได้ชัดว่ายังคงไม่กล้าเชื่อซูฉงกวงพยายามจะเอ่ยปากถามอะไรบางอย่างหลายครั้ง แต่พอขยับริมฝีปากสุดท้ายก็จำต้องกลืนคำถามลงไป
ส่วนจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็สะพายกระบุงเดินอยู่รั้งท้ายสุดในนั้นบรรจุเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นอีกสองชุดของนางและชามตะเกียบที่นำมาจากบ้านอีกสองสามชิ้นในอกของนางยังกำเงินสิบห้าอีแปะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของครอบครัวไว้
สามีและบุตรชายต่างไม่เห็นพ้องมองว่าเมื่อเหยียบย่างเข้าเมือง พวกเขาจะได้กินหรูอยู่สบายดื่มด่ำความสุขกับพวกบ้านรอง ขนของพะรุงพะรังเหล่านี้เข้าเมืองไปสุดท้ายก็ต้องโยนทิ้ง เสียแรงเปล่าแถมยังโดนเยาะเย้ยพวกเขาว่านางเป็นสตรีที่โง่เขลา มัวแต่พะวงกับของไม่สำคัญ
ถึงกระนั้นจ้าวเสี่ยวชุ่ยก็ยังคงยืนกรานความคิดเห็นของตนเองไม่ฟังคำคัดค้านใดๆ นำสิ่งของเหล่านี้บรรจุใส่กระบุงไป
นางคิดไม่เหมือนกับสามีและบุตรชายจ้าวเสี่ยวชุ่ยไม่คิดว่าการที่ครอบครัวของพวกเขาได้เข้าเมืองไปแล้วจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
โอกาสในการทำเงินในเมืองนั้นมีมากก็จริงแต่ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตก็สูงเช่นกัน เมื่อก่อนตอนที่อยู่ที่บ้านเกิดนางก็เคยได้ยินผู้คนพูดถึงเรื่องนี้ ในการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองแม้แต่การเผาฟืนหนึ่งกำ การกินต้นหอมหนึ่งต้นก็ล้วนต้องเสียเงินซื้อท้ายที่สุดในเมืองก็ไม่มีที่ให้พวกเขาปลูกผัก
สามีและบุตรชายเพียงแต่คิดว่าบ้านรองเจริญรุ่งเรืองแล้ว หมายจะเข้าไปขอแบ่งปันผลประโยชน์แต่กลับไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า บ้านรองจะยินดีให้พวกตนพึ่งพิงหรือไม่
จ้าวเสี่ยวชุ่ยมองเห็นทุกอย่างชัดเจนแม่ลูกทั้งสามคนนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนแล้ว
โดยเฉพาะน้องสะใภ้ของนางจากสตรีที่อ่อนแอเปราะบางเมื่อก่อนเพียงพบเจอเรื่องราวเล็กน้อยก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่บัดนี้กลับเปลี่ยนไปจนนางแทบจำไม่ได้
หากเป็นเมื่อก่อนด้วยความกตัญญูของจางอ้ายหลินที่มีต่อตัวนางในฐานะพี่สะใภ้ ตอนที่พบกันครั้งก่อนจะมีหรือที่จะไม่แม้แต่จะแสดงความห่วงใยสักคำเดียว
ในตอนนั้นสภาพของนางช่างน่าสิ้นหวังแต่จางอ้ายหลินและลูกๆ กลับมีรูปร่างหน้าตาที่ผ่องใสหากมีใจจะโอบอุ้มช่วยเหลือละก็ ไยจึงทำเป็นไม่ไยดี
ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าจ้าวเสี่ยวชุ่ยจะรู้สึกอิจฉาโชคชะตาและชีวิตที่ดีขึ้นในปัจจุบันของบ้านรองแต่ในใจของนางกลับไม่คิดว่า บ้านรองจะยินดีให้ความช่วยเหลือครอบครัวของพวกนาง
ที่นางตอบตกลงเดินทางเข้าเมืองพร้อมสามีและลูกชายก็เพราะไม่อาจทัดทานคนทั้งคู่ได้อีกทั้งยังขลาดกลัวเกินกว่าจะอยู่บ้านผีสิงหลังนั้นตามลำพังอีกใจหนึ่งก็หวังจะตามหาร่องรอยของลูกสาวในเมืองใหญ่
ในช่วงเวลานี้จ้าวเสี่ยวชุ่ยแทบจะมองทะลุถึงธาตุแท้ของสามีและบุตรชายไปแล้วผิดหวังกับคนเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง
หากไม่ใช่เพราะไม่มีที่ไปนอกจากต้องอยู่กับพวกเขาเกรงว่านางคงจะหนีออกจากบ้านไปนานแล้ว
ตลอดเส้นทางบรรยากาศเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำพื้นดินอย่างไม่เป็นจังหวะดังขึ้นอีกพักใหญ่ คนทั้งหมดก็เข้าใกล้บริเวณประตูเมืองในที่สุด
มองไปยังประตูเมืองอวิ๋นเฉิงที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมเหล่าบุตรชายของซูฉงกวงต่างก็ตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัดบนใบหน้าเต็มไปด้วยความปรารถนาเหมือนกับได้เห็นอาหารเลิศรสและสาวงามนับไม่ถ้วนกำลังกวักมือเรียกพวกเขาอยู่
ซูฉงกวงสูดลมหายใจเข้าลึกกลืนน้ำลายลงคอด้วยความประหม่า พยายามสะกดกลั้นความตื่นเต้น"พวกเราทั้งหลาย เข้าไปในเมืองกันเถอะ?"