บทที่ 4 : การลืมตาตื่นของศาสตราา
สายลมกรรโชกแรงพัดพากลิ่นอายแห่งความตายและกลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วก้นหุบเหวอวสานิญญา ยิ่งล่วงล้ำลึกลงไปในดินแดนต้องห้ามแห่งนี้มากเท่าใด อุณหภูมิก็ยิ่งลดต่ำลงจนหนาวเหน็บถึงกระดูก หมอกพิษสีเขียวอมม่วงที่เคยลอยอ้อยอิ่ง บัดนี้แปรสภาพเป็หยาดน้ำค้างแข็งสีดำทะมึนเกาะกุมตามโขดหินและซากกระดูกที่ทับถมกันเป็ูเาเลากา
สถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งขุมนรกไร้ก้นที่กลืนกินสรรพชีวิต ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น ผู้ก้าวเดินอย่างองอาจท่ามกลางดงมฤตยู มันกลับเป็เสมือนลานฝึกซ้อมส่วนตัวอันสมบูรณ์แบบ
หลังจากทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่ห้า ร่างกายของเด็กหนุ่มก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน กล้ามเนื้อทุกมัดอัดแน่นไปด้วยพละกำลังมหาศาล ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านบัดนี้เปล่งประกายสีทองจางๆ ยามเมื่อกระแสลมปราณไหลเวียน เคล็ดวิชา 'กลืนนภาผลาญจักรวาล' ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง มันสูบกลืนหมอกพิษและไอเย็นรอบกายเข้ามาเผาผลาญเป็พลังปราณบริสุทธิ์ หล่อเลี้ยงจุดตันเถียนมิให้เหือดแห้ง
"หุบเหวแห่งนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ข้าเดินรอนแรมมาหลายชั่วยามแล้ว ทว่ายังมิเห็นวี่แววของจุดสิ้นสุด..."
ซูหลงอวิ๋นพึมพำขณะก้าวข้ามโครงกระดูกของสัตว์อสูรขนาดั์ ั์ตาสีดำขลับทอประกายระแวดระวัง แม้พลังของเขาจะเพิ่มพูนขึ้นมาก
ทว่าสัญชาตญาณกลับร้องเตือนว่าในความมืดมิดเบื้องหน้านั้น มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสรพิษเกล็ดเหล็กซุกซ่อนอยู่.
แกรก.. แกรก...
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังแว่วมาจากซอกหินเบื้องหน้า ซูหลงอวิ๋นหยุดชะงัก ลมหายใจถูกสะกดกลั้นโดยอัตโนมัติ เขาะโแฝงตัวเข้ากับเงามืดของโขดหินใหญ่ ดึงรั้งกลิ่นอายปราณยุทธ์ในร่างให้เงียบงันดุจก้อนหินไร้ชีวิต
ท่ามกลางม่านหมอกสีดำดวงตาสีเขียวเรืองรองคู่หนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้น มันเต็มไปด้วยความกระหายเืและจิตสังหารอันเย็นเยียบ รูปลักษณ์ของมันคล้ายคลึงกับหมาป่า ทว่าร่างกายกลับใหญ่โตเท่ากับวัวกระทิง ขนทั่วร่างเป็สีดำสนิทราวกับกลืนกินแสงสว่าง บริเวณอุ้งเท้าทั้งสี่มีเปลวเพลิงสีดำลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ ทุกย่างก้าวที่มันเหยียบย่ำลงบนพื้นหิน ล้วนทิ้งรอยไหม้เกรียมเอาไว้
"หมาป่ามารเงาทมิฬ..."
ซูหลงอวิ๋นลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบข้อมูลจากความทรงจำแห่งคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ผุดขึ้นมาในหัว หมาป่ามารเงาทมิฬคือสัตว์อสูรธาตุความมืดที่หาได้ยากยิ่ง มันมีความเร็วเป็เลิศและสามารถเร้นกายในเงามืดได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่สำคัญที่สุด กลิ่นอายพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของมัน บ่งบอกชัดเจนว่ามันคือ... สัตว์อสูรระดับรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด!
เหนือกว่าเขาถึงสองระดับย่อย!
ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ช่องว่างระหว่างขั้นที่ห้าและขั้นที่เจ็ดนั้นกว้างใหญ่ราวกับหุบเหว ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่ห้าสิบคนรุมล้อมขั้นที่เจ็ดเพียงคนเดียว ก็อาจถูกสังหารหมู่ได้ภายในพริบตา ทว่าในดวงตาของซูหลงอวิ๋นกลับไร้ซึ่งความหวาดกลัว มีเพียงเปลวเพลิงแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชนขึ้นอย่างดุเดือด
"สัตว์อสูรระดับเจ็ดงั้นรึ... ดี! ข้ากำลัง้าทดสอบขีดจำกัดของร่างกายนี้อยู่พอดี แก่นอสูรของเ้าจะต้องกลายเป็บันไดให้ข้าเหยียบย่ำขึ้นไปสู่ความแข็งแกร่ง!"
ซูหลงอวิ๋นมิได้เลือกที่จะหลบหนี ทว่าเขากลับพุ่งทะยานออกจากเงามืดราวกับลูกเกาทัณฑ์ที่หลุดจากแหล่ง!
"เคล็ดหมัดทะลวงขุนเขา กระบวนท่าที่สอง... ทลายพสุธา!"
ปราณสีทองะเิออกจากจุดตันเถียน ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรและควบแน่นที่หมัดขวาของเด็กหนุ่ม หมัดนี้อัดแน่นไปด้วยพละกำลังนับหมื่นชั่ง อากาศรอบหมัดถูกแหวกออกจนเกิดเสียงดังหวีดหวิวพุ่งตรงเข้าใส่สีข้างของหมาป่ามารเงาทมิฬ!
โฮก
หมาป่ามารเงาทมิฬััได้ถึงอันตราย มันคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว สัตว์อสูรระดับเจ็ดย่อมมีสติปัญญาไม่ธรรมดา มันมิได้ตื่นตระหนก ร่างกายขนาดมหึมาของมันพลันบิดพลิ้วกลายเป็เพียงเงาสีดำวูบหนึ่ง หลบหลีกหมัดที่รุนแรงดุจขุนเขาถล่มของซูหลงอวิ๋นไปได้อย่างฉิวเฉียด
ตูม!
หมัดของซูหลงอวิ๋นกระแทกเข้ากับโขดหินด้านหลังหมาป่ามาร หินผาขนาดมหึมาแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ สะเก็ดหินปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ทว่าเขายังไม่ทันได้ดึงหมัดกลับ สัญชาตญาณอันตรายก็พุ่งปราดขึ้นมาถึงก้านคอ
"ย่างก้าวเงามายา!"
ซูหลงอวิ๋นกระทืบเท้าลงบนพื้น ร่างของเขาแยกออกเป็สามเงาพุ่งถอยหลังอย่างรวดเร็ว ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น กรงเล็บสีดำที่อาบไปด้วยเปลวเพลิงมารก็ตวัดผ่านตำแหน่งที่เขาเคยยืนอยู่ หากเขาช้าไปเพียงครึ่งลมหายใจ ลำตัวคงถูกฉีกขาดเป็สองท่อน!
"ความเร็วระดับนี้ สมแล้วที่เป็อสูรธาตุความมืด"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง ประเมินศัตรูใหม่อีกครั้ง หมาป่ามารเงาทมิฬร่อนลงบนพื้นอย่างแ่เบา ดวงตาสีเขียวจ้องมองมนุษย์ตัวจ้อยเบื้องหน้าด้วยความอาฆาต มันอ้าปากกว้าง รวบรวมพลังปราณมารสีดำสนิทไว้ที่ลำคอ ก่อนจะพ่นออกมาเป็ศรเพลิงมารนับสิบดอก พุ่งทะยานเข้าใส่ซูหลงอวิ๋นประดุจห่าฝน!
ศรเพลิงมารเหล่านี้มิเพียงมีความร้อนแรงแผดเผา แต่ยังแฝงไปด้วยพิษร้ายที่กัดกร่อนปราณยุทธ์
"คิดจะประลองพลังปราณกับข้าผู้ถือครองเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาลเช่นนั้นรึ? ช่างไม่เจียมตัว!"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงเ็า เขามิได้หลบหลีก ทว่ากลับกางแขนทั้งสองข้างออกเบื้องหน้า จุดตันเถียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ก่อเกิดเป็วังวนสีทองขนาดั์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของเขา
"กลืนนภา!"
วังวนสีทองปลดปล่อยแรงดึงดูดอันไร้ที่สิ้นสุด ศรเพลิงมารนับสิบดอกที่พุ่งเข้ามา ราวกับหยดน้ำที่ตกลงสู่มหาสมุทร พวกมันถูกดูดกลืนหายเข้าไปในวังวนสีทองอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งเสียงะเิ ไร้ซึ่งการทำลายล้าง
หมาป่ามารเงาทมิฬชะงักงัน ดวงตาของมันฉายแววตื่นตะลึง สติปัญญาของมันไม่อาจทำความเข้าใจได้ว่า พลังมารอันภาคภูมิใจของมัน หายไปที่ใด?
ทว่าซูหลงอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้มันได้คิดหาคำตอบ พลังมารที่ถูกดูดกลืนเข้าไปถูกคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ชำระล้างจนกลายเป็ปราณบริสุทธิ์ในชั่วพริบตา เด็กหนุ่มดึงพลังนั้นกลับมาผสานกับพลังของตนเอง ทะยานร่างพุ่งเข้าประชิดตัวหมาป่ามารเงาทมิฬด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่งกว่าเดิม!
"ในเมื่อเ้าชอบความเร็ว ข้าก็จะแสดงความเร็วที่แท้จริงให้เ้าดู!"
ซูหลงอวิ๋นผสาน 'แิแห่งสายลม' ขั้นพื้นฐานที่เพิ่งทำความเข้าใจได้เลือนรางเข้ากับย่างก้าวเงามายา ร่างของเขาบัดนี้กลายเป็ดั่งสายลมที่ไร้รูปลักษณ์ ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าหมาป่ามารเงาทมิฬในระยะประชิด
"หมัดทะลวงขุนเขา... กระบวนท่าที่สาม ขุนเขาพินาศฟ้าดับสูญ!"
นี่คือกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของเคล็ดหมัดทะลวงขุนเขา ปราณสีทองควบแน่นที่หมัดขวาจนสว่างเจิดจ้าดุจดวงตะวันขนาดย่อม ซูหลงอวิ๋นทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีในร่างลงไปในหมัดนี้ ชกสวนเข้าที่ปลายคางของหมาป่ามารเงาทมิฬอย่างถนัดถนี่!
กรวบ!
เสียงกระดูกแตกหักดังกังวานก้อง พลังหมัดอันมหาศาลทะลวงผ่านกะโหลกอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูรระดับเจ็ด ส่งพลังทำลายล้างเข้าไปบดขยี้สมองของมันจนแหลกเหลว ร่างมหึมาของหมาป่ามารเงาทมิฬลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศราวกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนิท สิ้นใจตายโดยมิอาจส่งเสียงร้องได้แม้แต่แอะเดียว
แฮ่ก... แฮ่ก...
ซูหลงอวิ๋นยืนหอบหายใจอยู่กับที่ หมัดขวาของเขามีเืสีดำของสัตว์อสูรเปรอะเปื้อน การใช้กระบวนท่าสูงสุดผลาญพลังปราณในร่างไปกว่าเจ็ดส่วน ทว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนัก เขาในระดับรวบรวมปราณขั้นที่ห้า สามารถสังหารอสูรระดับเจ็ดได้ด้วยการโจมตีเพียงชุดเดียว!
"ความแข็งแกร่งของคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก หากข้าเติบโตขึ้นไปถึงระดับราชันย์ยุทธ หรือจักรพรรดิยุทธ ข้าจะทรงพลังถึงเพียงใดกัน?"
ซูหลงอวิ๋นกำหมัดแน่น ความทะเยอทะยานลุกโชนอยู่ในอก เขาเดินเข้าไปหาซากของหมาป่ามารเงาทมิฬ ชักมีดสั้นที่เก็บมาจากบ่าวรับใช้ตระกูลหลิน ชำแหละหน้าอกของมันเพื่อควักเอา 'แก่นอสูรธาตุมืด' ระดับเจ็ดออกมา แก่นอสูรเม็ดนี้มีขนาดเท่าผลท้อ ส่องประกายสีดำเรืองรอง อัดแน่นไปด้วยพลังงานมหาศาล
นอกจากนี้ เขายังใช้ขวดหยกที่พกติดตัวมา รองรับ 'โลหิตแก่นแท้' ของหมาป่ามารเอาไว้จนเต็มขวด โลหิตแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับสูงคือวัตถุดิบชั้นเลิศในการวาดอักขระและจารึกอาคม
หลังจากจัดการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เสร็จสิ้น ซูหลงอวิ๋นก็กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่หมาป่ามารเงาทมิฬพุ่งออกมาเมื่อครู่ เขาพบว่าด้านหลังโขดหินใหญ่นั้น มีช่องว่างที่นำไปสู่ถ้ำขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
"สัตว์อสูรระดับสูงมักจะหวงแหนอาณาเขตของตน หากมันวนเวียนอยู่แถวนี้ แสดงว่าภายในถ้ำนั้นต้องมีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่เป็แน่"
ซูหลงอวิ๋นไม่รอช้า เขากระชับมีดสั้นในมือ โคจรพลังปราณคุ้มกันร่างและก้าวเดินเข้าไปในถ้ำอย่างระมัดระวัง
ภายในถ้ำนั้นแห้งสนิทและปราศจากหมอกพิษ ทว่ากลับมีกลิ่นอายของความเก่าแก่และสยดสยองลอยอวลอยู่ เดินลึกเข้าไปเพียงไม่กี่สิบก้าว ซูหลงอวิ๋นก็ต้องหยุดชะงัก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
เบื้องหน้าของเขา คือซากโครงกระดูกมนุษย์ผู้หนึ่ง นั่งขัดสมาธิพิงผนังถ้ำอยู่ โครงกระดูกนี้มิได้เปื่อยยุ่ยตามกาลเวลา ทว่ากลับเปล่งประกายสีหยกจางๆ
บ่งบอกว่ายามมีชีวิตอยู่ บุคคลผู้นี้ต้องเป็ยอดฝีมือระดับสูงที่ขัดเกลากระดูกจนกลายเป็ 'กระดูกหยก' อย่างน้อยต้องอยู่ในขอบเขต 'แก่นแท้ทองคำ' หรืออาจจะถึงขั้น 'ิญญาก่อกำเนิด'!
"ยอดฝีมือระดับนี้ เหตุใดจึงมาตกตายอยู่ในหุบเหวอวสานิญญาอันห่างไกลเช่นนี้ได้?"
ซูหลงอวิ๋นขมวดคิ้ว เขาเดินเข้าไปสำรวจใกล้ๆ โครงกระดูกนี้สวมชุดคลุมที่ขาดวิ่นจนมองสีเดิมไม่ออก ที่บริเวณกระดูกหน้าอก มีรอยแตกร้าวขนาดใหญ่ คล้ายถูกโจมตีด้วยอาวุธหนักจนสิ้นใจ
ทว่าสิ่งที่ดึงดูดสายตาของซูหลงอวิ๋นมากที่สุดมิใช่ซากโครงกระดูก แต่เป็สิ่งที่ถูกมือขวาของโครงกระดูกกำเอาไว้แน่น
มันคือกระบี่เล่มหนึ่ง... กระบี่ที่เต็มไปด้วยสนิมเกรอะกรัง ใบกระบี่บิ่นและมีรอยร้าวลากยาว ด้ามจับทำจากโลหะสีดำที่ดูผุกร่อน มองเผินๆ ไม่ต่างจากเศษเหล็กไร้ค่าที่ถูกทิ้งขว้าง
ทว่าด้วยสายตาของซูหลงอวิ๋นที่ได้รับการถ่ายทอด 'ศาสตร์แห่งศาสตราระดับเทวะ' เขากลับมองเห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้คราบสนิมเ่าั้
เขายื่นมือออกไปััที่ด้ามกระบี่อย่างแ่เบา ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนโลหะสีดำ ความรู้สึกเย็นเยียบและคมกริบประดุจน้ำแข็งก็แล่นพล่านเข้าสู่จิติญญา คล้ายกับมีเสียงัคำรามดังก้องอยู่ในหัว!
"นี่มัน... โลหะอุกกาบาตกลืนแสง! วัสดุระดับสูงที่ใช้ในการหลอมศาสตราระดับิญญา!" ซูหลงอวิ๋นอุทานในใจ
เขารวบรวมพลังปราณดึงกระบี่สนิมเกรอะเล่มนั้นออกจากมือของโครงกระดูกอย่างระมัดระวังกระบี่เล่มนี้หนักอึ้งผิดปกติ เพียงแค่ถือไว้ก็ต้องใช้พละกำลังนับพันชั่ง เมื่อเพ่งมองให้ลึกลงไป ซูหลงอวิ๋นพบว่าบนใบกระบี่ที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าว มีเส้นสายอักขระลี้ลับที่ถูกทำลายและขาดสะบั้นสลักอยู่
"กระบี่เล่มนี้เคยเป็ถึง 'ศาสตราิญญาขั้นสูง' ทว่ามันได้รับความเสียหายอย่างหนักในการต่อสู้ อักขระิญญาสถิตภายในถูกทำลายจนหมดสิ้น จิติญญาของกระบี่แตกซ่าน บัดนี้มันจึงเสื่อมสภาพลงกลายเป็เพียงเศษเหล็กที่หนักอึ้งเท่านั้น"
ซูหลงอวิ๋นวิเคราะห์สภาพของกระบี่ด้วยความรู้ระดับเทวะรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ในสายตาของช่างตีเหล็กในโลกปุถุชน กระบี่ที่ิญญาแตกซ่านย่อมไร้หนทางเยียวยา ทว่าสำหรับข้า ผู้สืบทอดเตาหลอมแห่งฟ้าดิน... การชุบชีวิตศาสตราที่ตายแล้ว ย่อมมิใช่เื่ยากเย็นอันใด!"
เด็กหนุ่มมิรอช้า เขานั่งลงตรงหน้าโครงกระดูก ถอยห่างออกมาระยะหนึ่งเพื่อจัดเตรียมพื้นที่ เขา้าอาวุธที่ทรงพลังเพื่อใช้ในการฝ่าฟันอันตรายในหุบเหวแห่งนี้ และกระบี่โลหะอุกกาบาตเล่มนี้ ก็คือวัตถุดิบชั้นเลิศที่์ประทานมาให้!
"ศาสตร์แห่งศาสตราระดับเทวะ... วิถีแห่งการหลอมรวม!"
ซูหลงอวิ๋นผายมือทั้งสองข้างออก เปลวเพลิงปราณแท้จริงสีทองลุกพรึบขึ้นกลางอากาศ เขานำกระบี่สนิมเกรอะโยนเข้าไปใจกลางเปลวเพลิง ทันทีที่ความร้อนระดับหลอมละลายขุนเขาัักับใบกระบี่ สนิมที่เกาะกินมาเนิ่นนานนับพันปีก็เริ่มลอกหลุดออก เผยให้เห็นเนื้อโลหะสีดำสนิทที่ซ่อนอยู่ภายใน
ทว่าโลหะอุกกาบาตกลืนแสงนั้นทนทานต่อความร้อนอย่างยิ่งยวด แม้จะใช้เพลิงปราณแท้จริง ก็ยังต้องใช้เวลาในการทำให้มันอ่อนตัว ซูหลงอวิ๋นมิได้เร่งรีบ เขาโคจรพลังปราณหล่อเลี้ยงเปลวเพลิงอย่างสม่ำเสมอ
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ใบกระบี่เริ่มเปล่งประกายสีแดงฉาน รอยแตกร้าวเริ่มขยายกว้างขึ้น นี่คือ่เวลาสำคัญ!
"โลหิตแก่นแท้แห่งหมาป่ามาร!"
ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือ หยดโลหิตแก่นแท้สีดำข้นหนืดที่เพิ่งได้มา พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางเปลวเพลิง กระทบลงบนใบกระบี่ที่กำลังร้อนระอุ!
ฉ่า!!
เสียงควันระเหยพวยพุ่ง โลหิตแก่นแท้ของอสูรธาตุมืดมิได้ถูกแผดเผา ทว่ามันกลับแทรกซึมเข้าไปตามรอยแตกร้าวของโลหะอุกกาบาต ทำหน้าที่เป็กาวผสานรอยร้าวเ่าั้ให้เชื่อมต่อกันสนิท ซูหลงอวิ๋นใช้พลังจิติญญาของตนเองเป็ค้อนล่องหน ทุบตีและนวดเฟ้นใบกระบี่กลางอากาศ ขจัดสิ่งเจือปนและปรับแต่งรูปทรงของมันให้สมบูรณ์แบบ
ใบกระบี่ที่เคยบิ่นและร้าว บัดนี้ประสานกันสนิท ผิวโลหะสีดำสนิททอประกายเย็นเยียบราวกับกระจกเงา ความยาวของกระบี่ถูกปรับให้เหลือเพียงสามฉื่อ (ประมาณหนึ่งเมตร) เหมาะมือและปราดเปรียวยิ่งขึ้น
ทว่าการหลอมศาสตรายังไม่เสร็จสิ้น กระบี่ที่ปราศจากอักขระอาคม ก็เป็เพียงมีดทำครัวที่คมกว่าปกติเท่านั้น
"ศาสตร์แห่งจารึกอาคม... อักขระระดับหนึ่ง อักขระกลืนิญญา!"
ซูหลงอวิ๋นกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนเืซึม เขาใช้เืที่แฝงไปด้วยปราณยุทธ์สีทอง วาดลวดลายอักขระโบราณอันซับซ้อนลงบนความว่างเปล่า อักขระเหล่านี้เปล่งประกายสีเืประกายทอง พุ่งเข้าไปสลักฝังลึกลงบนใบกระบี่สีดำสนิท
วิ้ง!
ทันทีที่อักขระตัวสุดท้ายถูกจารึกลงไป กระบี่ทั้งเล่มก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ปลดปล่อยเสียงกังวานใสดุจเสียงัคำรามแหวกอากาศ คลื่นพลังงานสีดำพวยพุ่งออกมาจากใบกระบี่ กวาดต้อนเอาหมอกพิษและปราณธรรมชาติรอบบริเวณถ้ำเข้าไปรวมอยู่ที่ตัวมันประหนึ่งหลุมดำขนาดย่อม
ซูหลงอวิ๋นลดเปลวเพลิงลง ยื่นมือออกไปคว้าด้ามกระบี่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ!
พรึบ
กระแสความเย็นเยียบและดุดันแล่นพล่านจากด้ามกระบี่เข้าสู่ฝ่ามือ ทว่าคราวนี้มันมิได้ต่อต้านเขาอีกต่อไป แต่มันยอมสยบต่อผู้ที่ชุบชีวิตมันขึ้นมา ซูหลงอวิ๋นััได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างจิติญญาของเขากับศาสตราเล่มนี้อย่างชัดเจน
"แม้จิติญญาเดิมจะแตกซ่านไปแล้ว และข้ายังมิอาจหลอมมันกลับไปเป็ศาสตราิญญาได้ ทว่าด้วยวัสดุระดับอุกกาบาตและอักขระกลืนิญญา กระบี่เล่มนี้ก็เพียงพอที่จะจัดอยู่ในระดับ 'ศาสตรามนุษย์ขั้นสูงสุด' พลังทำลายล้างของมันสามารถตัดเหล็กกล้าให้ขาดกระจุยดุจเต้าหู้ และอักขระกลืนิญญาจะช่วยสูบพลังปราณของศัตรูมาเยียวยาผู้ใช้ยามปะทะ!"
ซูหลงอวิ๋นลูบไล้ใบกระบี่สีดำสนิทด้วยความพึงพอใจ ั์ตาทอประกายแห่งความกระหายเืเบาบาง
"ในเมื่อเ้าเกิดใหม่จากโลหิตหมาป่ามารเงาทมิฬ และมีอำนาจในการกลืนกิน นามของเ้าต่อจากนี้คือ... 'กระบี่กลืนเงา'!"
ฟวับ!
เขาตวัดกระบี่กลืนเงาฟาดฟันออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้กระบวนท่า ปราณกระบี่สีดำรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งทะยานออกจากตัวใบมีด แหวกอากาศกระแทกเข้ากับผนังถ้ำศิลาอันแข็งแกร่ง
ครืดดดด... ตูม!
ผนังถ้ำถูกผ่าออกเป็รอยแยกยาวกว่าสิบจั้ง ลึกเข้าไปในเนื้อหินเกือบหนึ่งวา รอยตัดนั้นเรียบเนียนประดุจถูกเทพเซียนใช้มีดโกนเฉือน! นี่คืออานุภาพของการใช้ศาสตรามนุษย์ขั้นสูงสุดผสานกับปราณยุทธ์ระดับห้าของเขา!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ยอดเยี่ยม! ด้วยกระบี่กลืนเงาเล่มนี้ แม้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับรวบรวมปราณขั้นที่แปด หรือขั้นที่เก้า ข้าก็สามารถสับสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย!"
ซูหลงอวิ๋นหัวเราะก้อง เขาสะบัดกระบี่เก็บเข้าฝักที่ประดิษฐ์ขึ้นชั่วคราวจากหนังสัตว์อสูร สะพายไว้ที่แผ่นหลัง จากนั้นจึงหันไปประสานมือคารวะซากโครงกระดูกไร้นามนั้นหนึ่งครั้ง เป็การขอบคุณสำหรับวาสนาที่ทิ้งไว้ให้
"ก้นหุบเหวแห่งนี้ แม้จะเต็มไปด้วยอันตราย แต่มันก็คือแดนสมบัติโดยแท้ ข้าสมควรออกสำรวจต่อไป รวบรวมทรัพยากรให้มากที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการชำระแค้นเมื่อข้าปีนกลับขึ้นไปสู่โลกเบื้องบน!"
ซูหลงอวิ๋นหมุนตัวเดินออกจากถ้ำศิลา ร่างของเขาค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในม่านหมอกพิษและเงามืดอันไร้ที่สิ้นสุดของหุบเหวอวสานิญญา ก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งวิถีเทวะที่อาบชโลมไปด้วยเืและกระดูกของเหล่าผู้หยิ่งผยอง