“ใคร”
คำถามส่งมาจากด้านในห้องพักอาจารย์ แอนเดอร์สันจึงบอกชื่อตัวเอง
“แอนเดอร์สันเองครับอาจารย์ ผมมีเรื่องอยากจะถาม”
“เปิดประตูแล้วเข้ามา”
แอนเดอร์สันเปิดประตูเข้าไปในห้อง ก่อนที่เขาจะพบเข้ากับหนังสือมากมายวางกองเอาไว้บนโต๊ะทำงานของอาจารย์วิเอร่า ดูเหมือนว่าเธอกำลังวิจัยเกี่ยวกับเวทย์ไฟ แอนเดอร์สันไม่อยากรบกวนจึงรีบถามในทันที
“อาจารย์ครับ อาจารย์เคยได้ยินเรื่องพรไหมครับ”
“ได้สิ พรคือสิ่งที่ทำให้นักเวทย์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เธอมีอะไรจะถาม”
“คือผมมีปัญหาครับ พอดีผมน่าจะใช้เวทย์ทะลวงขอบเขตการแสดงพลังไปให้สูงมากๆได้ แต่ผมกลับติดอยู่ที่ระดับพลังเวทย์ 300 ปี”
อาจารย์วิเอร่าเงยหน้าขึ้นมามองจ้องแอนเดอร์สัน ก่อนที่เธอจะย่นคิ้วอย่างหนักเมื่อพลังเวทย์ของแอนเดอร์สันมันก้าวหน้ากว่าเด็กปี 1 ไปแล้ว ด้วยขอบเขตพลังเวทย์ที่ใกล้จะ 200 ปีแม้จะเป็นนักเรียนปี 2 ก็ยากจะทำได้ ทว่าเธอไม่ถามเกี่ยวกับแอนเดอร์สันว่าไปทำอะไรถึงได้เพิ่มพลังเวทย์ได้มากมาย เธอกลับเลือกที่จะตอบคำถามของเขาแทน
“การที่นายไม่สามารถใช้เวทย์ให้ทรงพลังมากกว่า 300 ปีได้นั่นก็เพราะว่ามันเป็นกฎของธรรมชาติ”
“กฎของธรรมชาติ หมายความว่ายังไงครับ”แอนเดอร์สันทำหน้างุนงง
“ตามตัวเลย กฎธรรมชาติ หมายถึงกฎที่เกิดมาตามธรรมชาติ นักเวทย์ที่ได้รับพลังมานั้น ต่อให้พวกเขาจะแข็งกร่งมากแค่ไหน ได้รับพรที่สุดยอดมากเพียงใด ใช้อาวุธทรงพลังจนไม่มีใครเทียบได้ สุดท้ายธรรมชาติจะล็อกพลังของพวกเขาเอาไว้ที่ 300 ปี หากอยากให้เวทย์รุนแรงมากกว่านี้ จำเป็นต้องพึ่งอุปกรณ์เวทย์หรือเวทมนตร์เฉพาะตระกูล แต่มันก็จะติดอยู่ 600 ปีอีกครั้งหนึ่ง”
แอนเดอร์สันเท้าคางคิดตาม จากสิ่งที่อาจารย์วิเอร่าพูด หมายความว่าถ้าเขามีพลังเวทย์สะสม 400 ปีหรือไม่ก็ 500 ปี พลังโจมตีที่เขาสร้างได้โดยการหนุนเสริมด้วยพรหรือฉายาจะไม่เกิน 600 ปีเพราะธรรมชาติสร้างกฎมาครอบทับนักเวทย์ทุกคนเอาไว้ หากอยากจะฆ่านักเวทย์ 600 ปีขึ้นไป เขาจำเป็นต้องก้าวข้ามขีดจำกัดและถ้าเขาอยากฆ่านักเวทย์ 300 ปีขึ้นไปเขาก็ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดพลังเวทย์ 300 ปี
“ด้วยพลังของผมที่มีในตอนนี้ผมต้องก้าวข้ามขีดจำกัดเท่านั้นใช่ไหมครับถึงจะฆ่านักเวทย์ที่มีพลังมากกว่า 300 ไปได้”
“ใช่ เธอจึงต้องระวังเป็นพิเศษ แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะ เข้าไปในมิสเทอรี่ด้วยตัวเองมันต่างกับที่วิทยาลัยพาไปไหม”
“อาจารย์รู้ด้วยเหรอครับ” แอนเดอร์สันยิ้มแห้ง
“ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่รู้หรอก แต่เพราะเธอมีค่าหัว ตอนนี้หลายคนจึงรู้ทั้งหมดแล้ว”
“ผมยังไม่คิดจะออกจากเมืองหรอกนะครับ พยายามจะขายบะหมี่ถ้วยละแสนไปเรื่อยๆ ขอบคุณนะครับอาจารย์ผมไม่รบกวนแล้ว”
“โชคดี ถ้าเจออันตรายก็แค่มองหาทางหนีเท่านั้น บางครั้งศักดิ์ศรีก็ต้องทิ้งไว้ก่อน หากตายไปแล้วแม้แต่ศักดิ์ศรีก็รักษาไว้ไม่ได้”
“ผมเข้าใจแล้วครับ”
แอนเดอร์สันเดินกลับไปยังห้องพัก จากนั้นเขาก็เริ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เป็นสีดำ พลางคลุมตัวเองด้วยผ้าคลุมดำ หลังจากปกปิดตัวเองแล้วนั้นเขาไม่รอช้าเดินออกจากห้องมุ่งหน้าไปยังประตูหลังของวิทยาลัยแล้วใช้เวทย์สายลมเสริมความเร็ววิ่งไปยังสะพานข้ามมิติ ภายใต้การวิ่งนี้เองแอนเดอร์สันถึงขั้นฉีกยิ้มกว้างเพราะพลังเวทย์ที่ใช้ไปกับเวทย์สายลมเสริมความเร็วไม่ได้กินพลังเวทย์เลยสักนิด แม้เขาจะเพิ่มความเร็วให้สูงที่สุดแอนเดอร์สันกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลย หนำซ้ำมันยังเป็นการวิ่งไร้เสียงไม่มีเสียงเท้ากระทบพื้นเลยสักนิด
“ฮ่าๆๆ แบบนี้ก็หนีได้ทั้งวันทั้งคืนเลยสิ”
พรึ่บ!
—----------------------------------
“นายน้อย วันนี้นายน้อย 11 ยังคงอยู่ในสถานีโคเวียเช่นเดิม”
“มันไม่ได้ออกไปไหนอย่างนั้นเหรอ”
โรแลนที่ติดตามข่าวแอนเดอร์สันถึงขั้นแสดงความสงสัย ตั้งแต่มีข่าวค่าหัวของแอนเดอร์สันปรากฎขึ้นมา เขาก็เฝ้าติดตามมาตลอดว่าทางฝั่งมิสเทอรี่จะเป็นอย่างไรบ้าง ข่าวที่ส่งกลับมายังตระกูลซิกฟรีททุกๆวันกลับเป็นข่าวไร้สาระมากเพราะแอนเดอร์สันไม่ได้ก้าวขาออกจากสถานีเลยสักครั้งเดียว เขาทำเพียงยั่วยุนักฆ่าเท่านั้น ส่งผลให้ทุกคนโกรธจัดแต่ก็ไม่มีใครกล้าลากตัวของเขาออกไปด้านนอกสถานี
“ใช่ครับนายน้อย 7 วันที่ผ่านมานี้นายน้อย 11 ไม่ได้ออกเดินทางไปไหนเลย”
“แล้วช่วงนี้มีข่าวอะไรไหม นักเวทย์เขาไปล่าที่ไหนกัน”
“จากข่าวรายงานมาว่าหน้าผาปีกหักเข้าสู่ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสมุนไพรบนยอดหน้าผาแล้วครับ”
“ฮ่าๆๆ แบบนี้เองสินะ บอกให้คนของเราไปรอที่หน้าผาปีกหักได้เลย”
“นายน้อยคิดว่าน้องชายของท่านจะไปที่นั่นอย่างนั้นเหรอครับ”
“ใช่ มันไปแน่ การที่มันเข้าไปในสถานีโคเวีย จุดประสงค์ของมันคือการเดินทางไปไล่ล่าและสำรวจอย่างแน่นอน อีกอย่างในเวลาอีกเดือนกว่านี้ใกล้จะถึงงานวันเกิดพ่อ มันจะต้องไปตามหาโชคอย่างแน่นอน ถ้ามันต้องการสร้างขุมกำลัง”
“ผมทราบแล้วครับ จะส่งคนไปที่หน้าผาปีกหัก”
—--------------------
ตุบ!
แอนเดอร์สันหยุดวิ่งด้วยการยืนบนกิ่งไม้แล้วมองไปยังจุดที่เขาเห็นแสงไฟมากมาย การเดินทางมายังหน้าผาปีกหักเขาไม่จำเป็นต้องแวะถามทางใดๆเพราะในระหว่างที่อยู่ในสถานีโคเวียเขาศึกษาเส้นทางมาแล้ว ค่ำนี้เขาจึงสามารถวิ่งมาได้โดยไม่หลงทาง อีกอย่างเขาไม่ได้กลัวในการวิ่งเลยสักนิดเพราะระบบยั่วยุความตายสามารถแจ้งเตือนอันตรายได้ตลอดเวลา โดยการปลอมตัวเองด้วยการสวมสีดำทั้งชุดเปิดเผยเพียงดวงตา เหล่านักฆ่ายังไม่มีใครสังเกตเห็นเขา
“แม่จ้าว คนหรือมด”
แอนเดอร์สันเบิกตากว้างกับจำนวนผู้คนมากมายหลายพันกำลังจัดตั้งกลุ่มกันอยู่ใต้หน้าผา ตามข่าววันนี้สมุนไพรที่อยู่บนหน้าผาปีกหักจะสุกแล้ว แต่นักเวทย์เหล่านี้กลับไม่มีท่าทีเร่งรีบแต่อย่างใด พวกเขายังคงก่อไฟทำอาหารกินในช่วงกลางคืนของวันเหมือนกับกำลังรอเหตุการณ์บางอย่าง แอนเดอร์สันจึงมองจ้องไปยังหน้าผาที่ไม่มีทางขึ้นไป นอกจากไต่แล้วนักเวทย์ไม่สามารถใช้วิธีอื่นได้เพราะที่นี่มีลมพัดแรง สามารถทำให้นักเวทย์ที่บินหรือใช้เครื่องช่วยตกลงมาตาย
“ถ้าจำไม่ผิด ไม่ได้มีแค่มนุษย์ที่มาเก็บเกี่ยวแต่มีมอนสเตอร์ด้วย แล้วไหนล่ะมอนสเตอร์”
แอนเดอร์สันกวาดตามองหามอนสเตอร์รอบๆ เขายังไม่เห็นร่างของพวกมันเลยสักตัวเดียว ภายใต้หน้าผาปีกหักมีเพียงนักเวทย์เท่านั้น เขาที่ยังไม่มีข้อมูลอะไรมากจึงพยายามเข้าใกล้กลุ่มต่างๆเพื่อจะเก็บข้อมูลว่าคนเหล่านี้กำลังรออะไร
“เฮ่ย ไปไกลๆ เราไม่ต้อนรับคนสวมชุดคลุมสีดำ”
นักเวทย์กลุ่มหนึ่งมองแอนเดอร์สัน เขาจึงเดินจากไปทันใดนั้นก็มีนักเวทย์อีกมากมายที่ขับไล่เขา เนื่องจากทุกคนที่นี่ล้วนเปิดเผยใบหน้ากันทั้งหมด ไม่มีใครปกปิดตัวตน อย่างไรก็ตามเขากลับสามารถเจอกลุ่มคนที่พอจะพูดคุยได้
“ไม่รักษาล่ะ”
บาดแผลบนหลังของชายคนหนึ่งถูกพันเอาไว้ด้วยผ้า จากพลังเวทย์ 99 ปีทำให้เขารู้ว่ากลุ่มนี้น่าจะเป็นกลุ่มที่ขัดสนเรื่องเงิน
“เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน”
“อยากแลกเปลี่ยนไหม ฉันรักษาได้ ส่วนนายจำเป็นต้องให้ข้อมูลของที่นี่”
คนทั้ง 5 มองหน้ากัน ภายในกลุ่มของเขามีคนบาดเจ็บหนัก 2 คนอย่างไรก็ตามพวกเขาไม่สามารถล้มเลิกการล่าได้เพราะสิ่งที่อยู่บนผาปีกหักมีค่าพอสมควร แม้มันจะสามารถเพิ่มพลังเวทย์ได้ 1 ปี แต่หากกินครบ 10 ผลสามารถเพิ่มพลังเวทย์ได้ถึง 10 ปีนับว่าเป็นการเพิ่มพลังเวทย์ที่ยังคงถือว่ามากกับเหล่าคนที่ล่าในเขต 1
“ก็ได้ เรายอมรับข้อเสนอ”
แอนเดอร์สันใช้งานเวทย์เกสรแห่งการเยียวยาใส่ร่างคนทั้ง 5 จนพวกเขาค่อยๆหายดี เดิมทีเขาต้องการรักษาเพียงแค่ 2 แต่เพื่อให้เขาเก็บข้อมูลได้มากที่สุดจึงต้องสร้างความประทับใจเอาไว้ก่อน ซึ่งคนทั้ง 5 ที่ถูกคลุมด้วยละอองเกสรพวกเขาต่างตกใจเพราะร่างกายกำลังถูกรักษาอย่างรวดเร็วด้วยพลังเวทย์ที่เหนือกว่าพวกเขาไปมาก
“นายอยากรู้อะไร”
“สิ่งที่อยู่ด้านบนหน้าผาปีกหักคืออะไร แล้วทุกคนที่นี่รออะไร”
“นายมาที่นี่โดยไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเก็บคืออะไรอย่างนั้นเหรอ”
“รู้ แต่ต้องการยืนยันว่ามันเป็นเหมือนข้อมูลที่ได้มาไหม”
“งั้นเหรอ สิ่งที่เราทุกคนที่นี่ต้องการจากด้านบนนั้นคือองุ่นลูกบาศก์ มันเป็นผลไม้เวทมนตร์ที่สามารถเพิ่มพลังเวทย์ได้ 1 ปี ซึ่ง 1 คนสามารถกินได้ 10 ผล ถ้ากินครบ 10 ผลจะไม่สามารถรับพลังใดๆจากมันได้อีก”
“แล้วทุกคนที่อยู่ที่นี่พวกเขารออะไร”
“พวกเรากำลังรอสัญญาณ สัญญาณที่ว่าคือการต่อสู้ของมอนสเตอร์ หากว่าสิ่งที่อยู่บนหน้าผาปีกหักสุก มันจะปลดปล่อยกลิ่นหอมโชยไปตามลมดึงดูดมอนสเตอร์รอบๆมารวมกัน เราจึงรอให้มอนสเตอร์ปรากฎตัวและฆ่ากันด้วยความคลั่ง ส่วนเราจะตลบหลังเพื่อแย่งผลไม้บนหน้าผาปีกหักจากมอนสเตอร์อีกทีหนึ่ง”
“ไม่กลัวว่าพวกมันจะฆ่ามนุษย์อย่างนั้นเหรอ”
“กลัว ทุกคนที่นี่ต่างกลัวแบบนั้นกันหมด แต่หากขึ้นไปตอนนี้ มนุษย์น่ากลัวกว่ามอนสเตอร์ ทุกคนจึงรอให้มอนสเตอร์มาก่อนแล้วใช้ความวุ่นวายแอบไต่ขึ้นไป”
“แล้วมีอะไรที่ควรระวังไหม”
“นายไม่ควรจะใช้อุปกรณ์หรือเวทย์ที่ทำให้บินได้ ลมที่พัดผ่านหน้าผามีพลังแปลกประหลาด มันจะทำให้เวทย์ที่ทำให้บินหรือลอยตัวสลายหายไป”
“มีอะไรอีกไหม”
“อย่าไว้ใจใคร หากมีคนต้องการฆ่านาย นายต้องรีบฆ่ามันให้เร็วที่สุด”
“ขอบใจ”
แอนเดอร์สันฉีกยิ้มกว้างแล้วมองไปยังชายสวมชุดเกราะตระกูลซิกฟรีท จากพลังของพวกมันที่ปลดปล่อยออกมารอบๆยังคงเป็นนักเวทย์ 250 ปี เขาจึงรู้สึกยินดีที่พี่ 10 ของเขาส่งคนมาดูแล อย่างไรก็ตามภายในสถานที่แห่งนี้มีนักฆ่าที่เขาคุ้นชื่อของพวกมันหลังจากใช้เวทย์ตรวจสอบตลอด 5 วันที่ผ่านมา เขาจึงรู้สึกว่างานนี้จะต้องได้ตั๋วจำนวนมากอย่างแน่นอน
วิ๊ง!
“ระเบิดแล้ว องุ่นลูกบาศก์สุกแล้วทุกคนเตรียมตัวเร็วเข้า!”
เสียงร้องตะโกนก้องดังสะท้อนไปทั่วใต้หน้าผากปีกหัก ทันใดนั้นแอนเดอร์สันก็พบว่าพื้นดินกำลังมีการสั่นไหว เขาจึงรู้ได้ในทันทีเลยว่ามีมอนสเตอร์มากมายกำลังวิ่งมาทางนี้ ภายใต้การกวาดตาไปรอบๆนักเวทย์มากมายที่เคยอยู่บนพื้นต่างพากันก็กระโดดขึ้นไปเกาะต้นไม้ที่เกิดใต้หน้าผาเฝ้ารอให้มอนสเตอร์วิ่งผ่านพวกเขาไป
ตึง ตึงตึงตึงตึง โครม!
“มันไม่มากไปหน่อยเหรอ!”
ความตกใจเผยออกมาทางสีหน้าของแอนเดอร์สัน มอนสเตอร์ที่กำลังวิ่งมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่บนต้นไม้มีมากมายมหาศาล พวกมันไม่ได้มีพลังเพียงแค่ 15 - 20 ปีเหมือนในบททดสอบเลยสักตัวเดียว แต่ละตัวที่วิ่งมาล้วนมีพลังตั้งแต่ 100 ปีไปจนถึง 250 ปี สร้างความตกใจให้เขามาก อย่างไรก็ตามแอนเดอร์สันกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้จำนวนมอนสเตอร์จะมีมากก็ตาม พลังเวทย์ของพวกมันกลับไม่ได้หนีห่างจากเขาเลย ทำให้อันตรายที่เกิดขึ้นไม่เยอะเท่าที่เขาหวัง