ตอนที่ 39 วางแผนสร้างข่าวลือ
“พวกนายสองคนบอกว่า ตอนนี้ในหมู่บ้านดาราฉาย ผู้คนกำลังพูดถึงการปรากฏตัวของสัตว์อสูรหมาป่าสีชาดกันอยู่ใช่ไหม?!” ไลท์เอ่ยถาม ถึงเรื่องที่ผู้คนในหมู่บ้านซุบซิบนินทา
“ใช่ครับ...พวกเรามาที่ป่าดาราฉายกันก็เพราะเรื่องนี้นั่นแหละครับ” โทมัสตอบกลับด้วยความกระตือรือร้น
ส่วนทางด้าน จิม ก็ช่วยสอดแทรกคำตอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการบอกเล่าถึงข่าวที่กำลังแพร่กระจายอยู่นี้ให้กับไลท์ได้เข้าใจอะไรมากขึ้น
“นอกเหนือจากหมู่บ้านดาราฉายที่รู้เรื่องนี้ ก็ยังมีแถวเขตหมู่บ้านสายหมอกที่พอจะมีข่าวคราวแพร่กระจายไปอยู่บ้าง เช่นเดียวกัน”
‘หมู่บ้านสายหมอก?!’ ไลท์พึ่งจะได้ยินชื่อของหมู่บ้านสายหมอกเป็นครั้งแรก เขาจึงค่อนข้างสงสัยว่ามันอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้ แต่การเอ่ยถามกับโทมัสและจิมไปตรงๆ อาจจะทำให้ทั้งสองคนล่วงรู้ว่าตนเอง ไม่ใช่คนของโลกใบนี้ ตามที่สองตายายนั้นย้ำเตือนว่าห้ามบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับใครอย่างเด็ดขาด
ดังนั้นไลท์จึงเลือกที่จะเก็บความสงสัยนี้เอาไว้ พลางเสแสร้งแกล้งทำเป็นว่าเข้าใจกับสิ่งที่โทมัสและจิมบอกเล่ามา
“จะเป็นไปได้ไหม ถ้าฉันอยากให้นายสองคน ช่วยกระพือข่าวลือนี้ให้มากกว่านี้” ในที่สุดไลท์ก็โยงเข้าเรื่อง
นับตั้งแต่ที่เขาได้ทำพันธสัญญากับเจ้าโปริ่งเป็นที่เรียบร้อย เขาก็รู้แล้วว่าต้นเรื่องที่ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดกันไปว่า มีอสูรหมาป่าสีชาด อยู่ในป่าดาราฉาย ก็น่าจะมาจากเจ้าโปริ่งที่แวะเวียนมาเยี่ยมเข้าที่ร้านอาหารตอนช่วงที่เขายังไม่ได้สตินั่นเอง
ซึ่งการที่ผู้คนเห็นเจ้าสไลม์เป็นอสูรหมาป่าสีชาด ก็คงมาจากพลังในการจำแลงกายของเจ้าโปริ่งที่มันใช้เพื่อปกปิดรูปลักษณ์ที่ดูอ่อนแอในร่างของสไลม์ ไม่ให้ถูกผู้คนรังแกได้ง่ายๆ จนเป็นเหตุให้ผู้คนที่บังเอิญพบเห็นมันในร่างนั้นเล่าลือกันไปเอง
‘กระพือข่าวลือให้มากกว่านี้?!’
โทมัสและจิม ยังคงสับสน ว่าจะให้ทำไปแบบนี้ทำไม ในเมื่อทั้งสองคนเองก็พอจะรู้ว่า ข่าวลือที่เกิดขึ้นมันเป็นการเข้าใจผิด โดยแท้ที่จริงแล้วมันคือสไลม์ที่อยู่ตรงหน้านี้และเป็นสัตว์เลี้ยงที่ทำพันธสัญญากับไลท์
“พวกนายสองคนเข้าใจถูกแล้ว อสูรหมาป่าสีชาดคือเจ้าโปริ่งนี้แหละ” ไลท์ยืนยันถึงตัวตนของเจ้าโปริ่งด้วยการอุ้มมันขึ้นมาไว้บนตัก
เจ้าโปริ่งที่กินอิ่มจนตัวบวม ได้หลับตาพริ้ม แผ่ร่างอันอ้วนกลมของมันอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนที่มันจะตอบรับคำสั่งของไลท์ที่ได้บอกให้มันแปลงร่าง ด้วยการแปรสภาพเป็นหมาป่าตัวเล็กที่กำลังนอนห้าว เพียงแต่จุดสำคัญของการแปลงร่างในครั้งนี้ ก็คือขนสีชาดของมันที่พลิ้วไหว
“พวกนายรู้เรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คน คนอื่นๆ จะรู้ จริงไหม!!”
ไลท์ยิ้มเหยาะออกมาด้วยท่าทางสบายๆ เพราะนี้เองคือแผนการที่จะช่วยให้ร้านอาหารแห่งนี้ดำรงอยู่ได้
ร้านอาหารแห่งนี้ ตอนนี้กำลังย่ำแย่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรื่องของรสชาติอาหารและอีกส่วนคือทำเลที่ตั้งที่มันค่อนข้างห่างจากความเจริญ จนแทบจะไม่มีผู้คนที่เข้ามายังป่าดาราฉายแห่งนี้
ดังนั้นไลท์ที่ต้องการช่วยเหลือสองตายาย จึงต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน และวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้านี้ให้ได้ผลอย่างรวดเร็วนั่นก็คือ สร้างเรื่องราว ที่สามารถดึงดูดผู้คนได้นั่นเอง
ในโลกก่อนของเขา ร้านอาหารบางแห่ง รสชาติอาจไม่ได้ดีเลิศหรืออร่อยมากเท่าไหร่นัก แต่ร้านอาหารกลับเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คน เนื่องด้วยกระแส ที่อาจจะเป็นทั้งด้านดีและไม่ดี จนทำให้ผู้คนสนใจ
ขอเพียงจุดเริ่มต้น คือความสนใจ ก็มากพอที่จะทำให้ร้านอาหารแห่งนั้นไปต่อได้แล้ว!
อย่างไรก็ตามในโลกแฟนตาซีที่ชื่อว่า Gloria แห่งนี้ ไม่ได้มีสื่อที่รวดเร็วและจุดกระแสได้ง่ายเหมือนกับโลกก่อนของเขา
แต่ทว่ามันก็ไม่ได้ยากจนมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทาง ตรงกันข้ามอาจจะง่ายในการจุดกระแสขึ้นมามากกว่าโลกก่อนของเขาเสียด้วยซ้ำ
เพราะถึงอย่างไรแล้ว ในโลกใบนี้ ความสนใจของผู้คนนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง
หนึ่งในนั้นคือ ‘การผจญภัยและออกล่าสัตว์อสูรนั่นเอง!!’
และในเมื่อมีสิ่งให้ล่าอย่าง อสูรหมาป่าสีชาด อยู่ในเขตป่าดาราฉายที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยแล้ว เหล่านักผจญภัยรวมไปถึงชาวบ้าน ก็ย่อมที่จะไม่พลาด
ยิ่งประจวบเหมาะกับกลุ่มของร็อคที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากไปยังป่าดาราฉายเพื่อล่าอสูรด้วยแล้ว มันก็ยิ่งตอกย้ำให้ข่าวลือที่เกิดขึ้น ดูจะยิ่งหนักแน่นมากขึ้นกว่าเดิมเป็นไหนๆ
ส่วนเหตุผลว่าทำไม กลุ่มของร็อคถึงทำให้เรื่องนี้ดูน่าเชื่อถือและควรค่าแก่การออกล่า
ไลท์เชื่อว่า คนอย่างร็อคคงไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี บอกว่ากลุ่มของตนเอง ถูกโทมัสและจิม อัดกลับมาหรอก ฉะนั้นในเมื่อมีเรื่องของอสูรเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็สู้โยนไปให้กับอสูรนั่นแหละ...ดีที่สุดแล้ว
ทั้งหมดนี้ จึงกลายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงเข้ากันได้อย่างลงตัว พอดิบพอดี
ไลท์อธิบายถึงสิ่งที่เขาตั้งใจจะให้ทั้งสองคนทำอย่างละเอียด แม้จะมีเสียงพึมพำด้วยความคาดไม่ถึงของทั้งสองคนอยู่บ้าง แต่โดยรวมโทมัสและจิมก็ดูจะเป็นคนหัวไวพอที่จะฝากฝังเรื่องสำคัญนี้ให้ทำได้
ก็แหงล่ะ...เป็นถึงเจ้าชายและองครักษ์ของอาณาจักรแดนเหนือ หากทำเรื่องแค่นี้ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะดูแลอาณาจักรต่อไปได้เลย
“แล้วถ้าแผนนี้สำเร็จ เชฟไลท์จะทำยังไงต่อไป?!”
โทมัสและจิม มองข้ามถึงแผนการในขั้นแรกไปแล้ว เพราะรู้ว่าแผนดังกล่าวไม่มีช่องโหว่ให้พวกเขาต้องกังวลอีกต่อไป เพียงแต่ขั้นต่อไปล่ะ?
ถ้าเกิดว่ามีนักผจญภัยมายังป่าดาราฉายแล้วพบว่า ไม่มีอสูรหมาป่าสีชาด ตามคำเล่าลือ...หรือพบว่าแท้ที่จริงอสูรสีชาด มันคือเจ้าสไลม์ตัวนี้ เรื่องจะกลับตาลปัตรจากดีเป็นร้ายหรือไม่
“ใครจะเชื่อว่ามีหรือไม่มีอสูร มันไม่ใช่จุดประสงค์หลักของแผนการนี้...ขอเพียงดึงดูดให้มีผู้คนมาที่นี่ ก็ถือว่าแผนการนี้สำเร็จ”
ไลท์แม้จะดูเป็นคนแปลกหน้าสำหรับโลกแฟนตาซีแห่งนี้ แต่ในเมื่อโลกใบนี้ดำรงอยู่ได้ด้วย คน เหมือนๆ กัน
ฉะนั้นแล้ว การที่ผู้คนจะไปออกล่าสัตว์อสูรในป่าดาราฉาย สิ่งแรกที่ต้องเตรียมเลยก็คืออาหาร เพราะอาหารคือแหล่งพลังงานสำหรับมนุษย์...และนี้เองคือจุดที่ไลท์ตั้งใจเอาไว้
ร้านอาหารสามเวลานั้นตั้งอยู่ใกล้กับป่าดาราฉายมากที่สุด อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมีเขาเป็นพ่อครัวด้วยแล้ว คิดแบบไม่เข้าข้างตัวเอง ไลท์เชื่อว่า มันน่าจะพอทำให้ร้านอาหารแห่งนี้กลับมามีลูกค้าได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ส่วนหลังจากที่เหล่านักผจญภัยรู้ความจริงว่าในป่าดาราฉาย นั้นไม่มีสัตว์อสูรตามที่เล่าลือ เมื่อนั้นเขาก็คงต้องคิดหาวิธีอื่นดูใหม่ภายหลัง
“แล้วเจ้าไสลม์...!!”
ปู๊ด~!
ยังไม่ทันที่โทมัสจะพูดจนจบประโยค เจ้าโปริ่งที่แปลงร่างกลับมาเป็นสไลม์ตามเดิม ก็ได้พ่นน้ำเป็นสาย ฉีดเข้าที่หน้าของโทมัส จนอีกฝ่ายตัวเปียกปอน พร้อมกับทำท่าหมางเมินว่ามันไม่ชอบให้ใครเรียกว่ามันเป็นสไลม์
“ก็ได้ๆ ฉันจะจะเรียกแกว่า เจ้าโปริ่งตามเชฟไลท์ก็แล้วกัน”
โทมัสปาดน้ำออกไปจากใบหน้า พร้อมกับเปลี่ยนคำเรียกให้กับเจ้าโปริ่งเสียใหม่
ก่อนจะถามถึงความปลอดภัยของเจ้าโปริ่งว่ามันจะถูกเหล่านักผจญภัย จัดการหรือเปล่า หากค้นพบความจริง
“เรื่องนี้ท่านโทมัสไม่ต้องเป็นห่วง เหล่านักผจญภัยต่างก็มีกฎที่ต้องเคารพ คือพวกเขาจะไม่สามารถสังหารสัตว์อสูรที่ได้ทำสัญญากับเทมเมอร์ (นักผจญภัยที่เชี่ยวชาญในด้านการจับสัตว์อสูร) ” เรื่องนี้จิมที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ เป็นคนให้คำตอบ
และในระหว่างที่ทั้งสามคนกำลังหารือถึงแผนการกันอยู่นั่นเอง ในช่วงเวลาเดียวกันทางด้านตรงข้ามกับร้านอาหาร
เสียงร้องโอดครวญของมาร์คัสที่ขาหัก ก็ได้ดังขึ้น…อ๊ากกก!!
“แค่นี้ก็ร้องครวญครางแล้วเหรอ อดทนหน่อยสิไอ้หนุ่ม!!”
เป็นอีกครั้งที่อดีตนักบวชแห่งแสงที่เคยรักษาขาให้กับไลท์มาก่อนหน้านี้ ได้พยายามกดร่างของมาร์คัสให้นอนอยู่เฉยๆ
เนื่องด้วยเวลาตอนนี้เป็นเวลาค่ำมืดดึกดื่นไปแล้ว อีกทั้งนักบวชแห่งแสงที่ประจำการอยู่ในหมู่บ้านดาราฉาย ก็ได้ปิดโบสถ์เพื่อทำการสอบสวนกลุ่มของร็อคเป็นการภายใน ทำให้คุณตาเกล ที่ไม่รู้จะไปหาหมอที่ไหนมารักษามาร์คัส ประจวบกับเงินที่มีก็ถูกมาร์คัสและยูริ หยิบยืมไปจนหมดสิ้น
จึงจำเป็นต้องเรียกใช้บริการอดีตนักบวชคนเดิมอีกครั้ง ซึ่งผลจากการรักษาของอดีตนักบวชคนนี้ก็ได้ผลที่ดีเยี่ยม ดั่งเช่นที่ไลท์สามารถกลับมาเดินเหินได้เป็นปกติ ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน หลังจากได้รับการรักษา
ดังนั้นคุณตาเกล รวมไปถึงตัวมาร์คัสเองก็มั่นใจว่า การรักษานี้ จะต้องได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกับไลท์อย่างแน่นอน
แต่ทว่า...การรักษากลับไม่ได้ราบรื่นเหมือนกับที่มาร์คัสคิดเอาไว้เลย ความร้อนจากพลังแห่งแสง มันร้อนเสียยิ่งกว่าถูกไฟเผา ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งขาที่หัก มันทรมานจนมันต้องกรีดร้องออกมา
“อ๊ากกกก~!”
เสียงของมาร์คัสได้ร้องโหยหวน ป่านขาดใจ มันแหกปากจนคอแสบร้อนอยู่นานสองนาน
จนในที่สุดพิธีการรักษาก็ได้สิ้นสุดลง! มาร์คัสสลบเหมือดไปในทันที
ส่วนทางด้านอดีตนักบวชก็เหน็ดเหนื่อยไม่แพ้กันและเหมือนเช่นเคย หลังจากรักษาจนเสร็จสิ้น มันก็ได้ให้คุณตาเกลเข็นรถกลับไปส่งมันที่
หมู่บ้านดาราฉาย ซึ่งระหว่างนั้นมันก็ได้ประสานสายตาเข้ากับไลท์ที่กำลังนั่งมองจากภายในร้านเข้าพอดิบพอดี
‘เอ๊ะ!! ทำไมไอ้หนุ่มนั้น ถึงดูแข็งแรงรวดเร็วแบบนั้นได้?!’ แม้อดีตนักบวชจะเห็นไลท์ที่มันเคยรักษา นั่งอยู่เฉยๆ
แต่จากสีหน้า ท่าทางการนั่ง ล้วนแข็งแรง จนผิดสังเกต...มันที่เคยใช้พลังรักษาคนอื่นมาก็มาก ไม่เคยพบเห็นใครที่ฟื้นตัวเร็วได้แบบนี้เลย
มันรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอะไรมากไปกว่านี้ เพราะที่สุดแล้ว ใครจะเป็นหรือตาย อย่างไรก็ช่าง...เนื่องด้วยวันพรุ่งนี้ ตัวมันจะออกจากหมู่บ้านดาราฉายเพื่อหนีไปอยู่ที่หมู่บ้านอื่นแล้ว
โดยสาเหตุก็คงเป็นเพราะการปิดโบสถ์ของนักบวชแห่งแสงที่ได้จับกุมตัวร็อคไปสอบสวนในข้อหา ได้รับการรักษาจากคนอื่นที่ไม่ใช่นักบวชจากศาสนจักร
ซึ่งอดีตนักบวชผู้นี้คิดว่าอาจจะเป็นตัวมันนั่นเอง
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ
www.facebook.com/writelazy
ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00
(ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ)